- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 10 - ออกจากเมือง
บทที่ 10 - ออกจากเมือง
บทที่ 10 - ออกจากเมือง
บทที่ 10 - ออกจากเมือง
"อืม ไม่ต้องไปรู้อะไรมากหรอก? เอามาทำนายทิศทางในอนาคตของฉันเลยดีกว่า"
จางหยางตั้งจิต บัฟทำนายทายทักก็หายวับไปทันที ในหัวปรากฏเซียมซีไม้ไผ่หน้าตาประหลาดสามใบ บนนั้นมีตัวหนังสือสลักไว้ด้วย:
【เซียมซีระดับกลางค่อนบน, โชคดีเล็กน้อย เมื่อออกจากเมืองแล้ว ให้มุ่งหน้าไปยังป่าพรุที่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ห้าสิบลี้ จะได้รับวาสนาระดับสีฟ้า จากนั้นค่อยเดินทางต่อไปยังวัดชิงหยาง จะราบรื่นไร้อุปสรรค】
【เซียมซีระดับล่าง, เคราะห์ร้ายเล็กน้อย เมื่อออกจากเมืองแล้ว ให้มุ่งหน้าไปยังวัดชิงหยางที่ห่างออกไปทางใต้ร้อยลี้ สามารถฝากตัวเป็นศิษย์ของไต้ซือชิงหมิง เจ้าอาวาสวัดชิงหยางได้ จะได้รับความสงบสุขชั่วคราว แต่หนทางคดเคี้ยว เต็มไปด้วยภยันตราย มีโอกาสรอดเพียงหนึ่งในสิบ】
【เซียมซีระดับล่างสุด, เคราะห์ร้ายใหญ่หลวง หากยังคงอยู่ในเมืองต่อไป พอรุ่งสางคดีล้างตระกูลจ้าวอู่ทั้งสามคนจะถูกจ้าวเหวินพบเข้า จะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ไม่มีทางรอดแม้แต่น้อย】
'หืม? ทำนายอนาคตได้จริงๆ ด้วยแฮะ!'
จางหยางชะงักไปเล็กน้อย เริ่มพิจารณาเซียมซีทั้งสามใบ
ระดับล่างกับระดับล่างสุด คนบ้าเท่านั้นแหละที่เลือก เขาจับจ้องไปที่เซียมซีระดับกลางค่อนบน
"วาสนาระดับสีฟ้า? น่าสนใจดี!"
จางหยางไม่มัวเสียเวลาคิดมาก เขาเริ่มรื้อค้นข้าวของเพื่อหาของมีค่า
"หืม นี่มัน..."
ขณะที่กำลังค้นศพไร้หัวของจ้าวเจี๋ย จู่ๆ ข้อความแจ้งเตือนที่โผล่ขึ้นมาก็ทำเอาเขาอึ้งไป
【ผลึกหลอน (ล้มเหลว), ร่างกาย+1, มลทินจันทร์ลี้ลับ+10, มลทินสุริยันวิปลาส+6 (ของเหลือเดนจากการดูดซับร่างกลายพันธุ์ล้มเหลวหลายครั้ง)】
"จิ๊ๆ... ขยะชัดๆ ดูดซับร่างกลายพันธุ์ล้มเหลวตั้งหลายครั้ง ดันได้ร่างกายเพิ่มมาแค่ +1 ขยะเปียกของแท้เลย
ช่างเถอะ มีดีกว่าไม่มีล่ะนะ"
จางหยางหยิบมีดสั้นบนพื้นขึ้นมา คว้านหัวใจของจ้าวเจี๋ยโดยตรง แล้วเจอก้อนผลึกขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองซ่อนอยู่ข้างใน
เขาเอาไปล้างน้ำที่โอ่ง แล้วโยนเข้าปากทันที
ความเจ็บปวดที่คิดไว้ไม่ได้เกิดขึ้น กลับรู้สึกถึงกระแสความร้อนไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย ราวกับได้อาบน้ำอุ่นในวันที่อากาศหนาวเหน็บอย่างไรอย่างนั้น
"สดชื่น! เสียดายที่เพิ่มแค่แต้มเดียว ขยะเอ๊ย..."
จางหยางยืดเส้นยืดสาย ร่างกายส่งเสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบ
เมื่อสัมผัสได้ถึงสภาพร่างกายในตอนนี้ เขาก็เริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับพละกำลังบนหน้าต่างสถานะขึ้นมาบ้างแล้ว
พละกำลังไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างไร้ขีดจำกัด ถ้าร่างกายรับไม่ไหว ไม่ช้าก็เร็วร่างกายก็ต้องแหลกสลายแน่นอน
เวลานี้ ท้องฟ้ามืดมิดลงอย่างแท้จริง เขามองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วเดินค้นตามห้องต่างๆ อีกพักใหญ่ เก็บสะบียงอาหารมาได้จำนวนหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป
ข้างนอกเต็มไปด้วยแสงสีแดงจากจันทร์ลี้ลับและสายหมอกหนาทึบ ดวงตาสีเลือดเบียดรอยแยกออกมา ภาพตรงหน้าก็ชัดเจนขึ้น จางหยางถึงรู้สึกสบายตาขึ้นมาหน่อย
ยังไงซะ การมองทุกอย่างเบลอไปหมดเหมือนคนสายตาสั้นห้าหกร้อยแถมมีสายตาเอียงด้วยนี่มันก็ทรมานอยู่เหมือนกัน
เมื่อเดินออกจากประตูบ้านใหญ่ ทุกอย่างเงียบสงัด ไม่มีใครอยู่บนถนนเลยสักคน
แม้แต่ผู้ตื่นรู้ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ออกมาเพ่นพ่านตอนกลางคืนหรอก พวกเขาก็กลัวว่าจะได้รับมลทินจากจันทร์ลี้ลับเป็นเวลานานเช่นกัน
แต่จางหยางไม่มีความกังวลเรื่องนี้เลย เขามีบัฟคุ้มกัน ต่อให้เปิดดวงตาสีเลือดไว้ตลอดก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนปนเปื้อน
เขามองดูรอบๆ แล้วเริ่มวิ่งไปทางทิศใต้ของเมืองตามเส้นทางที่คุ้นเคย
ตอนที่ออกไปเดินเล่นเมื่อตอนกลางวัน เขาไม่ได้เดินสะเปะสะปะหรอกนะ การจะทำงานให้สำเร็จก็ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เขาออกไปเพื่อหาเส้นทางหลบหนีที่ดีที่สุดต่างหากล่ะ
ผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วยาม จางหยางก็มาถึงประตูเมืองทิศใต้
เมื่อมองดูประตูเมืองที่ปิดสนิทและกำแพงเมืองสูงตระหง่าน เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไร แต่กลับชกกำแพงเมืองไปหนึ่งหมัด
กำแพงอิฐสีเขียวพลันเกิดรูโหว่ขึ้น เขากระโดดเหยียบรูนั้น แล้วทำแบบเดิมซ้ำๆ ปีนข้ามกำแพงเมืองไปได้อย่างง่ายดาย
แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นนิดหน่อย
โคมไฟที่แขวนอยู่หน้าประตูเมืองจู่ๆ ก็สว่างวาบ เปลวไฟสีฟ้าดวงหนึ่งพุ่งตรงมาที่จางหยางทันที
ขณะที่เขากำลังปีนลงมาอยู่กลางอากาศนั้น ไม่มีพื้นที่ให้หลบหลีกเลย เขาจึงกัดฟันมองกำแพงเมืองที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง แล้วกระโดดทิ้งตัวลงมาโดยตรง
แต่เปลวไฟนั่นก็ยังตามติดไม่เลิก มันหักเลี้ยวกลางอากาศ พุ่งเป้าไปที่จุดตกของเขาทันที
จางหยางไม่สนอะไรอีกแล้ว สับตีนแตกวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ไฟสีฟ้าก็ไล่ตามมาติดๆ เป็นเงาตามตัว
เขาถึงขั้นสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุสุดขีดของเปลวไฟ ซึ่งคล้ายกับเปลวไฟของไช่เฟิงไม่มีผิด
"ตูม~" เปลวไฟกระแทกเข้าที่แผ่นหลังของจางหยางอย่างจัง เขากัดฟันเร่งความเร็วพุ่งทะยานขึ้นไปอีก
จนกระทั่งวิ่งมาได้สองลี้ เปลวไฟสีฟ้าถึงยอมดับลงอย่างไม่เต็มใจนัก ราวกับว่ามันมาถึงระยะจำกัดแล้ว
จางหยางหอบหายใจแฮกๆ สัมผัสถึงความเจ็บปวดแสบร้อนที่แผ่นหลัง เมื่อครู่มีพลังงานประหลาดสายหนึ่งถูกบัฟคุ้มกันหักล้างไปแล้ว แต่รอยไหม้จากเปลวไฟนั้นไม่มีทางแก้จริงๆ
ตอนนี้แผ่นหลังของเขาไหม้เกรียม ผิวหนังหดเกร็งเข้าหากัน โชคดีที่พลังจากดวงตาสีเลือดกำลังช่วยสมานแผลให้เขาอย่างต่อเนื่อง
เขามองโคมไฟยักษ์หน้าประตูเมืองด้วยความหวาดระแวง "บัดซบ ประมาทไอ้ของพรรค์นี้ไปหน่อย"
ผ่านไปพักใหญ่ เขาลุกขึ้นยืนมองกำแพงเมืองที่ดูราวกับสัตว์ประหลาดในความมืด แล้วส่ายหน้า "ลุงอู๋ อย่าโทษผมเลยนะ วางใจเถอะ วันนึงผมจะกลับมาตอบแทนบุญคุณลุงแน่ๆ"
เขารู้ดีว่าถ้าฆ่าล้างโคตรจ้าวอู่แล้ว ไอ้จ้าวเหวินคงไม่ปล่อยเขาไว้แน่
แถมยังพลอยทำให้อู๋เหล่าเอ้อร์เดือดร้อนไปด้วย แต่เบื้องหลังอู๋เหล่าเอ้อร์ก็มีคนคอยหนุนหลังอยู่ คงไม่ถึงขั้นเสียชีวิตหรอก
เขาจึงได้แต่เก็บความรู้สึกซาบซึ้งใจนี้ไว้เงียบๆ!
เขามองหาทิศทาง แล้วเร่งฝีเท้าวิ่งตรงไปยังทิศใต้อย่างรวดเร็ว
......
สุริยันวิปลาสสาดแสงสีเขียวอมฟ้า ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้า
แต่ในเวลานี้ คฤหาสน์ตระกูลจ้าวที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง กลับถูกคนของทางการปิดล้อมไว้อย่างแน่นหนา
ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางยืนอยู่กลางห้องโถง ใบหน้าดำทะมึนจ้องมองศีรษะของจ้าวอู่ ศพไร้หัวของจ้าวเจี๋ย และศพของจ้าวหลิงที่เพิ่งถูกหามลงมาจากชั้นล่าง
"ท่านเจ้าเมืองจ้าว อยู่ที่นี่ทั้งหมดแล้วขอรับ" เจ้าหน้าที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
เขาเหลือบมองเส้นผมสีแดงยาวที่ยืดหดเข้าออกเสื้อผ้าทางด้านหลังของจ้าวเหวินด้วยความหวาดกลัว
"ดี ดีมาก! กล้าฆ่าแม้กระทั่งพี่ชายของจ้าวผู้นี้ คิดว่าข้าใกล้จะตายแล้วถึงมารังแกกันรึไง?"
จ้าวเหวินหลับตาลง คำรามลั่นด้วยเสียงต่ำทุ้ม
เสื้อผ้าด้านหลังฉีกขาดกระจุยทันที เส้นผมสีแดงยาวนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากรอยขาดที่แผ่นหลัง ม้วนรัดเจ้าหน้าที่ทั้งหมดในห้อง
ร่างกายของเจ้าหน้าที่สิบกว่าคนถูกเส้นผมสีแดงแทงทะลุ เลือดในกายถูกเส้นผมสีแดงสุดสยองสูบกินจนแห้งเหือดในพริบตา
"ตุบ!" ศพของบรรดาเจ้าหน้าที่ร่วงหล่นลงพื้น บนใบหน้าที่แห้งกรังยังคงมีร่องรอยของความหวาดกลัวอย่างสุดขีด
"เข้ามา!"
จ้าวเหวินเผยสีหน้าดื่มด่ำ พลางตะโกนเรียกคนข้างนอก
องครักษ์สะพายดาบผลักประตูเข้ามา เมื่อเห็นซากศพแห้งกรังบนพื้น แววตาเวทนาก็วูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อท่านเจ้าเมืองไม่ออกมาจัดการ ทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองก็ต้องฟังคำสั่งของจ้าวเหวินเท่านั้น
อย่าว่าแต่ชีวิตสิบกว่าคนนี้เลย ต่อให้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ก็ไม่มีใครเอาผิดเขาได้อยู่ดี
"ท่านเจ้าเมืองจ้าว!"
"อืม ไปเรียกอู๋เหล่าเอ้อร์จากหน่วยกำจัดสิ่งลี้ลับมา ได้ยินมาว่าเขามีความเกี่ยวข้องกับฆาตกร พี่ใหญ่ของข้าจะตายฟรีไม่ได้"
จ้าวเหวินหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม
"ขอรับ!"
ไม่นานนัก อู๋เหล่าเอ้อร์ก็เดินเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลจ้าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทันทีที่ก้าวพ้นประตูมาเห็นศพแห้งกรังสิบกว่าศพ มุมปากของเขาก็กระตุกเล็กน้อย
"ท่านเจ้าเมืองจ้าว ท่านเรียกหา..."
"ฟุ่บ" เส้นผมสีแดงจากแผ่นหลังของจ้าวเหวินพุ่งโจมตีอู๋เหล่าเอ้อร์อย่างพร้อมเพรียง
"ปัง!" เสียงกระแทกทึบๆ ดังขึ้น ท่อนแขนทั้งสองข้างของอู๋เหล่าเอ้อร์กลายสภาพเป็นไม้ราวกับรากต้นไม้ สกัดกั้นการโจมตีของเส้นผมสีแดงไว้ได้
"ท่านเจ้าเมืองจ้าว ถึงกับต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ ข้ากับไอ้เด็กนั่นแค่เคยพบกันครั้งเดียว ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันมากนัก ท่านอย่าได้เอาความโกรธมาลงที่ข้าเลย"
จ้าวเหวินแค่นเสียงหัวเราะเยาะ เส้นผมสีแดงค่อยๆ รัดลึกเข้าไปในแขนรากไม้ของอู๋เหล่าเอ้อร์
"อ๊าก~" อู๋เหล่าเอ้อร์แผดเสียงร้องลั่น ระดับพลังของเขากับจ้าวเหวินยังห่างชั้นกันอยู่มาก
"หึ~" เสียงแค่นจมูกเย็นชาดังมาจากนอกห้อง
สีหน้าได้ใจของจ้าวเหวินชะงักงัน จิตใจสั่นสะท้าน เส้นผมสีแดงหดกลับเข้าไปในรูใหญ่บนแผ่นหลังทันที
"ท่านเจ้าเมือง ท่านมาแล้ว!"
(จบแล้ว)