เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 - ผู้ตื่นรู้ไร้ศักยภาพ

บทที่ 6 - ผู้ตื่นรู้ไร้ศักยภาพ

บทที่ 6 - ผู้ตื่นรู้ไร้ศักยภาพ


บทที่ 6 - ผู้ตื่นรู้ไร้ศักยภาพ

เช้าตรู่ แสงสีเขียวอมฟ้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง จางหยางเบิกตากว้างขึ้นทันที เมื่อคืนเขาหลับสนิทอย่างสบายใจ

เพราะรู้ดีว่าตราบใดที่ยังไม่ได้ทำการทดสอบ คนตระกูลจ้าวย่อมไม่กล้าลงมือทำอะไรเขาแน่

ยังไงซะอู๋เหล่าเอ้อร์ก็เป็นถึงรองหัวหน้าหน่วย ต่อให้จ้าวอู่จะมีเส้นสายเบื้องบน ก็คงไม่กล้าฉีกหน้าอู๋เหล่าเอ้อร์สุ่มสี่สุ่มห้าหรอก

จางหยางลุกขึ้นนั่ง มองดู "แสงแดด" ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างลงมาบนโต๊ะด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขายื่นมือออกไปให้ฝ่ามืออาบไล้ไปด้วย "แสงแดด" นั้น

"น่าสนใจ แสงแดดสีเขียวอมฟ้า สมแล้วที่เป็นสุริยันวิปลาส!"

ทันทีที่สัมผัสแสงแดด เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติที่หลังมือ จิตใจสั่งการให้ดวงตาสีเลือดกลางหน้าผากเบียดรอยแยกออกมาอย่างซุกซน

ในตอนนี้เอง เขาถึงได้เห็นสิ่งที่อยู่ใน "แสงแดด" ชัดๆ วัตถุลึกลับขนาดเล็กจิ๋วนับไม่ถ้วนราวกับฝุ่นละอองกำลังกวัดแกว่งหนวดอันน่าสะอิดสะเอียน พวกมันแย่งกันมุดทะลวงเข้าไปในฝ่ามือของเขา

ความรู้สึกผิดปกติเมื่อครู่ก็เกิดจากไอ้ตัวเล็กๆ พวกนี้นี่เอง!

แต่พวกมันก็ไม่สามารถเจาะทะลุผิวหนังของจางหยางได้ ราวกับว่าบนผิวหนังของเขามีเกราะป้องกันที่คอยสกัดกั้นการรุกรานของพวกมันอยู่

"หึ!" จางหยางแค่นเสียงเย็น ดวงตาสีเลือดบนหน้าผากสาดแสงสีแดงกวาดผ่าน ไอ้ตัวเล็กๆ พวกนั้นก็ระเหิดกลายเป็นไอไปในอากาศทันที

เขาสะบัดมือแล้วลุกขึ้นยืน มองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อดูสุริยันวิปลาสบนท้องฟ้า

ลูกไฟขนาดยักษ์แขวนลอยอยู่กลางอากาศ แลบลิ้นไฟนับไม่ถ้วนออกมา

พลังงานอันชั่วร้ายสายหนึ่งพยายามแทรกซึมเข้ามาในสมองของเขาผ่านทางดวงตาสีเลือด

"อึก~" จางหยางรู้สึกปวดแสบปวดร้อนขึ้นมา รีบก้าวถอยหลังเข้าไปหลบในเงามืดทันที

ผ่านไปพักใหญ่ ดวงตาสีเลือดบนหน้าผากถึงกลับมาเป็นปกติ

รุนแรงมาก รุนแรงกว่าพลังของจันทร์ลี้ลับเสียอีก!

ถ้าไม่มีบัฟคุ้มกันล่ะก็ เขาคงถูกสุริยันวิปลาสทำให้แปดเปื้อนไปแล้วแหงๆ

"ก๊อกๆ..." เสียงเคาะตประตูดังขึ้น

"ใต้เท้าจาง ตื่นหรือยังเจ้าคะ? ถึงเวลาอาหารเช้าแล้ว จะให้ข้ายกเข้าไปให้ท่านข้างในเลยไหมเจ้าคะ?"

เสียงหวานละมุนราวกับหยกของจ้าวหลิงดังมาจากนอกประตู ถ้าเป็นชาติก่อน แค่ได้ยินเสียงนี้ก็คงทำให้ไอ้หนุ่มหลายคนสำเร็จความใคร่ให้ตัวเองได้สบายๆ แล้ว

จางหยางแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ดวงตาสีเลือดบนหน้าผากหดกลับเข้าไป

เขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจราวกับงูพิษ คนทั้งครอบครัวนี้ล้วนจ้องจะแย่งชิงร่างกลายพันธุ์ของเขา

เดาว่าก่อนหน้านี้ก็คงทำเรื่องพรรค์นี้มานับไม่ถ้วนแล้วแน่ๆ

"ไม่ต้องหรอกคุณหนูจ้าว เดี๋ยวผมล้างหน้าบ้วนปากเสร็จแล้วจะออกไปกินข้างนอกเอง" จางหยางตอบกลับไปอย่างแนบเนียน

"เจ้าค่ะ!" เสียงฝีเท้าหน้าประตูค่อยๆ ห่างออกไป

จางหยางไม่รอช้า รีบจัดการตัวเองแล้วเดินออกจากห้องไป เพราะวันนี้เขายังต้องไปเข้ารับการทดสอบอีก

เมื่อเดินออกจากห้องมา ก็พบว่าแทบทุกบานหน้าต่างถูกปิดผ้าม่านไว้มิดชิด พร้อมกับมีการจุดเทียนให้แสงสว่าง

"ฮ่าๆ... ใต้เท้าจางน้อยตื่นแล้วรึ? เมื่อคืนหลับสบายดีไหมขอรับ?"

จ้าวอู่ยืนอยู่หน้าโต๊ะอาหาร กำลังช่วยลูกสาวจัดเตรียมอาหารเช้า

"ก็ดีครับ ขอบคุณพี่จ้าวมากที่เลี้ยงดูปูเสื่อ"

จางหยางยิ้มขอบคุณ สีหน้าไม่ได้แสดงความผิดปกติใดๆ ออกมาเลย

"จริงสิ แค่แสงแดดมันแยงตาไปหน่อย..."

"อะไรนะ? หลิงเอ๋อร์ เมื่อวานเจ้าไม่ได้ปิดผ้าม่านให้ใต้เท้าจางน้อยรึ?" จ้าวอู่หันไปตวาดใส่จ้าวหลิงด้วยความโกรธ

จางหยางมุมปากกระตุก ถ้าแม่งไม่ได้จงใจนะ เขาให้เตะยอดหน้าเลยเอ้า

"อุ๊ย ใต้เท้าจาง ข้าขออภัยเจ้าค่ะ! ข้านึกว่าท่านเป็นผู้ตื่นรู้แล้วเลยไม่ต้องหลบเลี่ยงแสงแดดเสียอีก!"

เมื่อเห็นสองพ่อลูกเล่นละครตบตาตรงหน้า เขาก็รู้สึกสะอิดสะเอียน จ้าวหลิงจงใจไม่ปิดผ้าม่านก็คงเพื่อจะทดสอบดูว่าเขาเป็นผู้ตื่นรู้จริงๆ หรือเปล่า

ถ้าไม่ใช่ แล้วถูกสุริยันวิปลาสทำให้แปดเปื้อน ก็ไม่ใช่ความผิดของพวกตน

แต่ถ้าใช่ แผนการของพวกเขาก็จะดำเนินต่อไปได้

"เอาเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ผมเชื่อว่าคุณหนูจ้าวไม่ได้ตั้งใจครับ"

เมื่อได้ยินจางหยางพูดไกล่เกลี่ย สองพ่อลูกก็สบตากันแล้วยิ้ม แอบพยักหน้าให้กันเงียบๆ

แน่นอนว่าจางหยางเห็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในสายตาตลอด พร้อมกับแค่นหัวเราะในใจ

ภายใต้การประจบสอพลออย่างจงใจของจ้าวอู่และจ้าวหลิง อาหารเช้ามื้อนี้ก็ผ่านไปอย่างราบรื่น มีเพียงจ้าวเจี๋ยเท่านั้นที่ไม่ยอมโผล่หัวออกมาเลย คงเป็นเพราะจ้าวอู่กลัวว่าหมอนั่นจะเก็บอาการไม่อยู่กระมัง

หลังอาหารเช้า จางหยางและจ้าวอู่ก็เดินออกจากบ้านมาด้วยกัน

ความจริงจางหยางคอยสังเกตจ้าวอู่อยู่ตลอด เขาอยากรู้ว่าคนธรรมดาจะสามารถเอาชีวิตรอดภายใต้แสงของสุริยันวิปลาสได้อย่างไร

ทันทีที่ก้าวพ้นประตู แสงแดดก็สาดส่องลงบนตัว จางหยางไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ เห็นได้ชัดว่าสุริยันวิปลาสไม่มีผลอะไรกับทูตจันทร์โลหิตอย่างพวกเขามากนัก

แต่จ้าวอู่กลับถือเหรียญที่สลักสัญลักษณ์แปลกๆ ไว้ในมือ ซึ่งทำให้เขารู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย

ตรงหน้าจ้าวอู่ปรากฏม่านพลังป้องกันที่มองไม่เห็นกางออก คอยสกัดกั้นไอ้ตัวเล็กๆ พวกนั้นไว้ข้างนอกทั้งหมด

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของจางหยาง จ้าวอู่ก็ยิ้มแล้วโยนเหรียญในมือเล่น "บางทีของพวกภูตผีปีศาจพวกนี้ก็มีประโยชน์ดีเหมือนกันนะขอรับ เหรียญนี่สามารถป้องกันมลทินจากสุริยันวิปลาสได้ถึงสามชั่วยามเชียวล่ะ"

จางหยางยิ้ม แล้วเดินนำหน้าไปยังลานกว้าง

'ภูตผีปีศาจงั้นเหรอ? น่าสนใจดีแฮะ!'

ที่ลานกว้างมีคนมารวมตัวกันอยู่สิบกว่าคนแล้ว พวกเขาล้วนเป็นคนที่เพิ่งตื่นรู้และมารับการทดสอบที่นี่

ตามที่จ้าวอู่เล่า เมืองอูจี๋ถือเป็นเมืองเล็ก มีประชากรราวๆ หกหมื่นคน ในหนึ่งเดือนก็มีคนตื่นรู้ได้มากสุดแค่นี้แหละ

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของผู้ตื่นรู้นั้นไม่ได้เยอะเลย

แต่ก็ไม่น้อยเหมือนกัน อย่างน้อยก็ดีกว่าหนึ่งในหมื่นล่ะนะ!

การทดสอบเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ และคนที่รับหน้าที่ทดสอบในครั้งนี้ก็คือหวังฉีคนเมื่อวานนั่นเอง

"เอาล่ะ จะเริ่มการทดสอบแล้ว อย่าให้เสียเวลา เดินเข้าไปในประตูทีละคนเลย..."

ตอนแรกจางหยางนึกว่าจะต้องมีการทดสอบสมรรถภาพทางกาย ความเร็ว หรืออะไรพวกนั้นเหมือนในนิยายที่เคยอ่านเมื่อชาติก่อนเสียอีก

ไม่คิดเลยว่าการทดสอบจะง่ายดายขนาดนี้ แค่เดินผ่านประตูประหลาดนั่นก็จบแล้ว

"หวังเสี่ยนเฟิง แกมาคนแรกเลย!" หวังฉีตะโกนเรียกเสียงดัง

เห็นได้ชัดว่าคนที่ถูกเรียกทดสอบเป็นคนแรกนี้ มีความเกี่ยวข้องกันกับเขา

ชายร่างบึกบึนที่เดินนำหน้าสุดก้าวเข้าไปในประตู จู่ๆ มือทั้งสองข้างก็กลายเป็นก้ามปูขนาดใหญ่ ส่องประกายแวววาวราวกับโลหะ ดูทรงแล้วคงฉีกเหล็กกล้าได้สบายๆ

"สายมือตื่นรู้ ค่าศักยภาพ 71 (สีฟ้า) ทิศทางวิวัฒนาการขั้นต่อไปคือผู้ตัดสิน! ผ่านเกณฑ์!"

หวังฉียิ้มแล้วตบไหล่หวังเสี่ยนเฟิง

"ฮ่าๆ... ข้าจะได้เข้าหน่วยกำจัดสิ่งลี้ลับแล้ว ขอบคุณท่านอาหรอกขอรับ!"

ชายหนุ่มที่ชื่อหวังเสี่ยนเฟิงชูก้ามปูทั้งสองข้างขึ้นกวัดแกว่งอย่างตื่นเต้นดีใจ

"สายกายาตื่นรู้ ค่าศักยภาพ 61 (สีเขียว) ทิศทางวิวัฒนาการขั้นต่อไปคือผู้ทรงพลัง! ผ่านเกณฑ์!"

"สายจิตตื่นรู้ ค่าศักยภาพ 56 (สีเขียว) ทิศทางวิวัฒนาการขั้นต่อไปคือผู้ท่องนิทราระดับต่ำ! ไม่ผ่านเกณฑ์!"

"......"

จนกระทั่งทุกคนทดสอบเสร็จ จางหยางถึงได้สูดหายใจลึกแล้วเดินไปข้างหน้า "พี่หวัง"

หวังฉีพยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เข้าไปในประตูแล้วเบิกตาสีเลือดของแกซะ"

จางหยางพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าไปในประตู ทันทีที่ตั้งสมาธิ ดวงตาสีเลือดก็เบียดรอยแยกเผยตัวออกมา

เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ขึ้นภายในประตู ราวกับมีคนมากมายกำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่

เวลาในการทดสอบของเขานานกว่าคนอื่น!

จางหยางก็รออย่างใจเย็น จนกระทั่งหวังฉีมองดูตัวหนังสือที่ปรากฏขึ้นภายในประตูแล้วส่ายหน้าเบาๆ

"สายเนตรตื่นรู้ ค่าศักยภาพ 39 (สีเทา) ทิศทางวิวัฒนาการขั้นต่อไปคือผู้เฝ้ามอง! ไม่ผ่านเกณฑ์!"

หวังฉีถอนหายใจอย่างเสียดาย เขาทำงานเป็นคนคุมการทดสอบมานาน เมื่อวานเขาก็รู้แล้วว่าจางหยางคงผ่านการทดสอบได้ยาก

ตอนแรกเห็นจางหยางมีท่าทีสงบนิ่งเมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย ก็คิดว่าถ้ามีโอกาสจะช่วยสนับสนุนเสียหน่อย ไม่คิดเลยว่าจะเป็นผู้ตื่นรู้ไร้ศักยภาพจริงๆ

ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แต่พวกสายเนตรทั้งหมดแทบจะผ่านการทดสอบได้ยากมาก

ในบรรดาผู้ตื่นรู้ที่เป็นทูตจันทร์โลหิต สายเนตรมีเยอะเกินไป ซึ่งคำว่าเยอะก็หมายถึงความธรรมดา

ธรรมดาก็ไม่ได้ผิดอะไร อย่างสายกายาแนวทรงพลังก็ธรรมดาเหมือนกัน แต่ก็ยังสามารถเป็นกำลังรบที่ดีได้

ที่สำคัญที่สุดคือทิศทางการเลื่อนระดับของสายเนตรส่วนใหญ่เป็นสายสนับสนุน แถมยังมีประเภทให้เลื่อนระดับได้แค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น

ในโลกอันโหดร้ายใบนี้ ผู้ตื่นรู้สายสนับสนุนไม่มีค่าอะไรเลย ผู้ตื่นรู้ที่สามารถสร้างกำลังรบได้เท่านั้นถึงจะเป็นที่ต้องการ

จางหยางขมวดคิ้ว เขาคาดเดาผลลัพธ์นี้ไว้แล้ว เมื่อวานหวังฉีก็เพิ่งฉีดยาป้องกันให้เขาไป

ตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร เพราะมีแค่เขาคนเดียวที่รู้ว่าดวงตาสีเลือดของตนไม่เหมือนของคนอื่น

หวังฉีมองจางหยางด้วยความเวทนา คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "จำสิ่งที่ฉันบอกแกเมื่อวานไว้ ส่วน... แก่นวิญญาณอสูรผสานร่างนั่น ตอนตกอยู่ในอันตราย... ก็กินมันซะ!"

"หืม?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 6 - ผู้ตื่นรู้ไร้ศักยภาพ

คัดลอกลิงก์แล้ว