- หน้าแรก
- วิชาประสานสุขพลิกชะตาเซียน
- บทที่ 358 พวกคุณมีวาสนาต่อกันมากจริงๆ
บทที่ 358 พวกคุณมีวาสนาต่อกันมากจริงๆ
บทที่ 358 พวกคุณมีวาสนาต่อกันมากจริงๆ
"ยายเฒ่า เธอกำลังคุยกับใครอยู่น่ะ?"
ภายในห้องพักผู้ป่วย 612 ต่งเชียนลืมตาขึ้นมา
"พึมพำอยู่คนเดียว เล่นงิ้วอยู่หรือไง?"
"ฉลองล่วงหน้าที่ฉันจะตาย เธอก็จะได้รีบหาผัวใหม่ให้ไวๆ งั้นสิ?"
เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง เมื่อไม่พบใครอื่นอยู่ก็รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก
"ถุย! ตาแก่ลามกไม่รู้จักโต!"
"หลานชายญาติห่างๆ ของคุณมาน่ะสิ!"
"ไม่ต้องมองหาหรอก โดนฉันด่าเปิงหนีไปแล้ว!"
หญิงชรายังคงอยู่ในท่าเตรียมพร้อมสู้ ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ยังด่าไม่สะใจพอ
"ไปแล้วเหรอ?" ต่งเชียนรู้สึกเสียดายไม่น้อย "ทำไมเธอไม่ปลุกฉันขึ้นมา ให้ฉันได้ด่ามันสักยก บางทีอารมณ์ดีขึ้น ร่างกายที่พังยับเยินนี้อาจจะดีขึ้นมาบ้างก็ได้!"
"ยายเฒ่า ดูท่าฉันคงจะทนอยู่ได้อีกไม่กี่วันแล้วล่ะ พักนี้ชอบเผลอหลับไปเองแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่เรื่อย เฮ้อ!"
"เสี่ยวฉางก็จริงๆ เลย เมื่อก่อนตอนถามเขาว่าทำงานอะไร ก็มักจะอึกอักตอบไม่ได้ ที่แท้ก็ไม่มีงานเป็นชิ้นเป็นอันทำนี่เอง!"
"อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ยังมาลอยชายไปวันๆ ตอนนี้ยังคิดจะหาเงินจากฉันอีก เธอควรจะรั้งตัวเขาไว้ แล้วแจ้งตำรวจจับเขาซะ!"
"ถ้าฉันยังแข็งแรงอยู่ล่ะก็ ต้องซ้อมเขาให้พิการคาที่ไปเลย!"
"คนเขาก็ไปแล้ว ยังจะพูดอะไรอีกล่ะ?" หญิงชรามักมองดูสภาพอ่อนแรงของสามี ท่าทีแข็งกร้าวก็อ่อนลง หว่างคิ้วมีร่องรอยของความเศร้าหมองเพิ่มขึ้นมา
"พ่อ แม่ คุยอะไรกันอยู่ครับ ท่าทางออกรสเชียว?"
ชายคนหนึ่งผลักประตูเข้ามา รูปร่างหน้าตาอายุราวๆ สี่สิบกว่าปี
ลูกชายของสองตายาย ต่งเจี๋ย
......
ห้องพักผู้ป่วย 611 ที่อยู่ติดกัน
หญิงวัยกลางคนที่ชนเข้ากับซุนเมี่ยวเมี่ยวเมื่อครู่ หลังจากได้ฟังสิ่งที่ซุนเมี่ยวเมี่ยวพูด ใบหน้าก็ไม่เพียงแต่จะไม่มีความดีใจเท่านั้น แต่ยังมีความระแวดระวังเพิ่มขึ้นมาอีก "หมอซุน ขอบคุณในความหวังดีนะคะ แต่ไม่ต้องหรอกค่ะ..."
"แม่คะ..." เสียงที่ดังมาจากบนเตียงผู้ป่วยขัดจังหวะหญิงวัยกลางคน "หนูได้ยินที่พวกคุณคุยกันแล้ว หนูยินดีจะลองค่ะ"
คนบนเตียงเป็นหญิงสาว อายุเพียงยี่สิบกว่าปี ผอมจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ เป็นมะเร็งตับอ่อนเช่นเดียวกัน
เธอพยุงครึ่งท่อนบนขึ้นมาพิงหัวเตียงอย่างยากลำบาก ฝืนยิ้มให้มารดา "แม่คะ หนูรู้ว่าแม่กังวลอะไร แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ"
"ต่อให้หมอซุนจะเป็นพวกต้มตุ๋น หนูที่มีสภาพแบบนี้แล้วยังมีค่าให้ถูกหลอกใช้ แม่ควรจะดีใจแทนหนูสิคะ"
เธอหันไปหาซุนเมี่ยวเมี่ยว รอยยิ้มแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย "หมอซุน ฉันไม่ได้ตั้งใจจะตั้งแง่สงสัยคุณนะคะ เพียงแต่พูดในสิ่งที่คิดตามตรงเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นสิบแปดมงกุฎแน่ๆ ซะหน่อย"
"อ้อ ขอแนะนำตัวหน่อยนะคะ ฉันชื่อเฉิงอวิ๋น ขอบคุณที่คุณทำให้ฉันค้นพบว่าตัวเองยังมีค่า ในช่วงเวลาที่ชีวิตเหลืออยู่อีกไม่มาก"
ซุนเมี่ยวเมี่ยวรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารหญิงสาวตรงหน้า "ขอบคุณคุณเฉิงที่เชื่อใจค่ะ"
"ความใจกว้างและมองโลกในแง่ดีของคุณเฉิงน่าทึ่งมากเลยค่ะ ฉันรับรองว่าคุณจะไม่เสียใจที่เลือกเชื่อใจฉัน!"
พูดจบเธอก็รีบวิ่งออกไปนอกห้องอย่างร้อนรน เพื่อเรียกพวกฉินเกอเข้ามา
ฉินเกอยังไม่รีบร้อนเข้าไปในห้อง ให้ซุนเมี่ยวเมี่ยวเล่าสถานการณ์ข้างในให้ฟังก่อน
หลังจากซุนเมี่ยวเมี่ยวเล่าให้ฟังคร่าวๆ ทั้งสามคนก็ล้วนแต่รู้สึกสะเทือนใจกับความมองโลกในแง่ดีของเฉิงอวิ๋น
ฉินเกอกับซุนซื่อเจิ้งต่างก็รู้ดีว่าความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนต้องเผชิญนั้นเป็นเช่นไร ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจากกลุ่มประสาทช่องท้องจะแผ่ซ่านไปถึงเอว แผ่นหลัง หรือแม้กระทั่งทั่วทั้งร่าง!
การที่ยังสามารถมีจิตใจมองโลกในแง่ดีและสงบสุขได้ภายใต้การทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดแสนสาหัสทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้ เป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
"ฉันพูดไม่ผิดใช่ไหม เธอกับเฉิงอวิ๋นมีวาสนาต่อกันมากจริงๆ!"
ฉินเกอตัดสินใจในใจแล้ว หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ยาที่เขาปรุงขึ้นมาไม่ได้ผล แค่เห็นแก่ทัศนคติของเฉิงอวิ๋น เขาก็จะทุ่มเทรักษาเธอให้หายดีอย่างสุดกำลัง!
"สว... สวัสดีค่ะทุกคน" ร่างกายของเฉิงอวิ๋นกระตุกเกร็งเล็กน้อย ใบหน้าบิดเบี้ยวไปบ้าง "ห้องพักนี้ไม่ได้คึกคักแบบนี้มานานแล้ว"
"ข... ขอโทษจริงๆ ค่ะ ร่างกายฉันมันไม่เอาไหน เลยต้องคุยกับพวกคุณในสภาพแบบนี้ เสียมารยาทแล้ว"
ฉินเกอไม่ได้พูดอะไร เดินตรงไปที่เตียงผู้ป่วยแล้วคว้ามือข้างหนึ่งของเฉิงอวิ๋นขึ้นมา
"ค... คุณทำอะไรคะ?" เฉิงอวิ๋นพยายามจะดึงมือกลับโดยสัญชาตญาณ แต่เพราะความเจ็บปวดจึงออกแรงได้ไม่มากนัก
เมื่อเห็นว่าฉินเกอไม่สนใจเธอ เธอจึงทำได้เพียงส่งสายตาเป็นเชิงถามไปทางซุนเมี่ยวเมี่ยว
ซุนเมี่ยวเมี่ยวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉินเกอกำลังทำอะไร ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
"หมอซุน เขาทำ..."
"เป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นมากแล้วใช่ไหม?"
มารดาของเฉิงอวิ๋นมองดูด้วยความแปลกใจ เพิ่งจะเอ่ยปากถามก็ถูกเสียงของฉินเกอขัดขึ้นมาเสียก่อน
เธอประหลาดใจเมื่อพบว่าร่างกายของลูกสาวหยุดกระตุกเกร็งแล้ว สีหน้าก็ดูดีขึ้นมาก!
"ด... ดีขึ้นมากแล้วค่ะ" ดวงตาที่เบิกกว้างของเฉิงอวิ๋นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ "เมื่อกี้คุณทำอะไรคะ?"
เธอพบว่าความเจ็บปวดตามร่างกายบรรเทาลงไปมาก ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว ความรู้สึกที่ร่างกายกลับมาเป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์!
ฉินเกอไม่ตอบ ล้วงเอาขวดเล็กๆ ออกมาจากตัว เทตัวยาเม็ดหนึ่งลงบนฝ่ามือของเฉิงอวิ๋น "กินซะ"
เมื่อมารดาของเฉิงอวิ๋นเห็นลูกสาวทำท่าจะเอาเม็ดยาเข้าปากโดยไม่ลังเล ก็ร้อนรนขึ้นมาทันที "เดี๋ยวก่อน!"
"อวิ๋นเอ๋อร์ ล... ลูกจะกินจริงๆ เหรอ?"
"อยากจะคิดดูอีกสักหน่อยไหม?"
เมื่อครู่นี้ตอนที่ลูกสาวพูดกับซุนเมี่ยวเมี่ยวแบบนั้น เธอไม่อาจโต้แย้งได้ แม้จะไม่อยากยอมรับสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ลูกสาวทนได้อีกไม่นานแล้วจริงๆ
ใกล้จะตายอยู่แล้ว ยังจะมีอะไรให้ต้องกลัวอีกล่ะ?
อีกทั้งเธอยังมองออกว่าสิ่งที่ลูกสาวพูดออกมาคือความในใจ ในเมื่อลูกสาวมีความตั้งใจเช่นนี้ เธอจึงไม่อยากขัดใจ
แต่ตอนนี้เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นตรงหน้าจริงๆ สถานการณ์มันก็ต่างออกไป
คนแปลกหน้าไม่รู้หัวนอนปลายเท้าไม่กี่คน กับยาที่ไม่รู้ที่มาที่ไป คนเป็นแม่จะวางใจได้อย่างไร?
"ไม่ต้องคิดแล้วค่ะ หนูเชื่อเขา"
น้ำเสียงของเฉิงอวิ๋นหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว "แม่คะ หนูยอมรับว่าตอนที่รับปากหมอซุน หนูก็แค่คิดอยากจะลองดู"
"อยู่ที่โรงพยาบาล ในห้องผู้ป่วยนี้ วันเวลาผ่านไปอย่างน่าเบื่อและจืดชืดเหลือเกิน หนูแค่อยากจะเหลือความทรงจำที่ต่างออกไปให้ตัวเองบ้าง"
"แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วค่ะ"
เธอจ้องมองไปที่ฉินเกอ "หนูเชื่อเขาค่ะ"
"เมื่อกี้คุณทำอะไรบางอย่าง เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดให้ฉันใช่ไหมคะ?"
"หวังว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะไม่ใช่ความฝันนะ..."
ประโยคสุดท้ายเสียงเบาหวิวราวกับจะไม่ได้ยิน
มารดาของเฉิงอวิ๋นไม่ได้พูดอะไรอีก ได้แต่น้ำตาไหลรินออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
เธอรู้ว่าช่วงนี้ลูกสาวต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดที่ยากจะจินตนาการได้ บ่อยครั้งที่ต้องนอนขดตัวสั่นเทาอยู่บนเตียงกลางดึก และส่งเสียงครางแผ่วเบาออกมาเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว
ส่วนเธอก็ทำได้เพียงมองดูอยู่เงียบๆ แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แล้วแอบเช็ดน้ำตา
ใจแทบขาดแต่ก็ไร้ซึ่งหนทาง
ทว่าเธอไม่เคยได้ยินลูกสาวปริปากบ่นหรือระบายความทุกข์เลย รอยยิ้มทั้งหมดถูกเก็บไว้ให้คนเป็นแม่อย่างเธอ
ถ้าไม่ได้ทัศนคติการมองโลกในแง่ดีของลูกสาวส่งผลกระทบถึง เธออาจจะสติแตกไปก่อนแล้ว
"แม่คะ แม่อย่าทำแบบนี้สิคะ" เฉิงอวิ๋นเห็นมารดาร้องไห้ น้ำเสียงก็เริ่มสั่นเครือ "ที่หนูพูดเมื่อกี้ไม่ได้แค่ปลอบใจแม่นะคะ แต่หนูรู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ"
"หนูไม่ได้รู้สึกมีชีวิตชีวาแบบนี้มานานแล้ว ไม่รู้สึกเจ็บแล้วด้วย บางทีพวกเขาอาจจะนำปาฏิหาริย์มาให้หนูก็ได้นะคะ!"
"แม่คะ แม่รับปากหนูนะ ไม่ว่าหลังจากกินยานี้ไปแล้วอาการหนูจะเป็นยังไง แม่ก็อย่าไปโทษพวกเขานะคะ?"
"หนูเต็มใจเองค่ะ!"
"ความรู้สึกที่มีความหวัง มันดีจริงๆ เลยนะ..."
เธอส่งยาเม็ดนั้นเข้าปาก