- หน้าแรก
- วิชาประสานสุขพลิกชะตาเซียน
- บทที่ 357 เข้าใจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันยินดีจะให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง
บทที่ 357 เข้าใจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันยินดีจะให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง
บทที่ 357 เข้าใจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันยินดีจะให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง
"หัวหน้าหอครับ อยู่ที่ห้องพักผู้ป่วย 612 สุดทางเดินชั้นหกครับ"
"ผู้ป่วยชื่อต่งเชียน เป็นญาติห่างๆ ของผมคนหนึ่งครับ เป็นมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย"
สิบโมงเช้า ฉางซือเหยาพาฉินเกอกับพวกซุนซื่อเจิ้งมาที่แผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลที่หนึ่งแห่งเจียงเฉิง
ญาติห่างๆ คนนี้ห่างจริงๆ ห่างจนขนาดว่าอยู่ในเจียงเฉิงเหมือนกันเขายังเคยมาเยี่ยมแค่ครั้งเดียว ห่างจนถึงขั้นที่ตัวเขาเองยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะต้องเรียกอีกฝ่ายว่าอะไร
จะเป็นญาติหรือไม่ใช่ญาติ ความจริงฉางซือเหยาก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรมาก สิ่งที่เขาสงสัยคือยาของฉินเกอมันวิเศษขนาดนั้นจริงๆ เหรอ ถึงขั้นรักษามะเร็งระยะสุดท้ายได้ด้วย!
คนกลุ่มนี้มาถึงชั้นหก ตอนที่ใกล้จะถึงสุดทางเดิน ประตูห้อง 611 ก็เปิดออกกะทันหัน เงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน
ฉินเกอหลบหลีกแทบจะโดยสัญชาตญาณ เงาร่างสายนั้นจึงชนเข้ากับซุนเมี่ยวเมี่ยวที่เดินตามหลังเขามาอย่างจัง
"ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ! ฉันไม่ได้ตั้งใจ..."
คนที่ชนกับซุนเมี่ยวเมี่ยวเป็นหญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่า รูปร่างผอมบาง ใบหน้าซูบซีดอมทุกข์
หลังจากตระหนักว่าตัวเองชนคน ปฏิกิริยาแรกของเธอคือเอ่ยปากขอโทษ จากนั้นแววตาที่ว่างเปล่าถึงค่อยๆ จับจ้องมา บนใบหน้ายังคงเห็นคราบน้ำตาจางๆ
ความโกรธเพียงเล็กน้อยที่เพิ่งจะรวมตัวกันบนใบหน้าของซุนเมี่ยวเมี่ยวพลันสลายไปอย่างรวดเร็ว "ไม่เป็นไรค่ะ ระวังหน่อยนะคะ"
หญิงวัยกลางคนเอ่ยขอโทษซ้ำอีกหลายครั้ง ก่อนจะเดินคอตกไร้เรี่ยวแรงไปทางลิฟต์
ฉางซือเหยาผลักประตูห้อง 612 "คุณอาครับ ผมมาแล้ว ที่โทรหาเมื่อกี้นี้ไงครับ!"
เขาไล่เรียงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับต่งเชียนไม่ออกจริงๆ ก็เลยเรียกตรงๆ ว่าอาเชียนไปเลย ภรรยาของต่งเชียนก็ย่อมต้องเรียกว่าคุณอา
แสงสว่างในห้องพักผู้ป่วยค่อนข้างสลัว บนเตียงผู้ป่วยริมหน้าต่างมีชายชราอายุราวเจ็ดสิบกว่าปีนอนอยู่ ใบหน้าเหลืองซีด เบ้าตาลึกโหล
ทั้งร่างผอมจนหนังหุ้มกระดูก มีเพียงช่วงท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยเพราะมีน้ำในช่องท้อง
หน้าเตียงผู้ป่วยมีหญิงชราคนหนึ่งนั่งก้มหน้าอยู่ พอได้ยินเสียงของฉางซือเหยาก็หันกลับมา "เสี่ยวฉางนี่เอง ทำไมถึงพาคนมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ?"
น้ำเสียงของเธอราบเรียบ สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
"คุณอาครับ สองท่านนี้คือหมอเทวดาซุนกับหมอซุน ส่วนท่านนี้คือหัวหน้า..."
ฉางซือเหยาชะงักไปเล็กน้อยตอนที่แนะนำฉินเกอ "คือคุณฉินครับ เป็นหมอเหมือนกัน"
"คุณอาครับ ในโทรศัพท์ผมบอกคุณอาไปแล้ว หมอฉินกับพวกเขามียารักษาเฉพาะโรคอยู่ตัวหนึ่ง สามารถรักษาอาการป่วยของอาเชียนได้ครับ"
"พวกคุณน่าจะปรึกษากันเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?"
"อาการของอาเชียนดูแย่ลงเรื่อยๆ แล้ว ชักช้าไม่ได้ พวกเรามาให้อาเชียนกินยาตอนนี้เลยเถอะครับ!"
"ดีมากฉางซือเหยา!" สีหน้าของหญิงชราเปลี่ยนไปในพริบตา เธอลุกพรวดขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยว "ถึงตาเฒ่าบ้านฉันจะห่างเหินกับนายยังไง แต่ถ้าสืบสาวกลับไป พวกนายก็เป็นสายเลือดเดียวกันนะ!"
"นายทำเรื่องไร้มนุษยธรรมแบบนี้ลงคอได้ยังไง!"
พวกฉินเกอมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จากนั้นก็พุ่งสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามไปที่ฉางซือเหยา
ฉางซือเหยาทำหน้าเหวอ "คุณอาครับ พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงครับ?"
"ยังจะมาเสแสร้งอีก?!" หญิงชรายิ่งโกรธจัด "นายแค่อยากจะเอาตาเฒ่าบ้านฉันไปเป็นหนูตะเภาทดลองยาไม่ใช่หรือไง?"
เธอกวาดตามองพวกฉินเกอ ท่าทีดุดันขึ้นมาอีกหลายส่วน น่าเกรงขามยิ่งนัก "ยารักษาเฉพาะโรคบ้าบออะไรกัน นายคิดว่าพวกเราแก่แล้วจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยงั้นเหรอ?"
"พวกนายมันก็แค่พวกสิบแปดมงกุฎที่หลอกเอาคนเป็นๆ ไปทดลองยาเท่านั้นแหละ!"
"โชคดีที่ฉันเอะใจ เลยไปลองถามพยาบาลที่นี่ดู ไม่งั้นก็คงโดนพวกไร้จิตสำนึกอย่างพวกนายหลอกไปแล้ว!"
"พยาบาลเขาก็นับว่าเป็นหมอครึ่งหนึ่ง แถมยังเชี่ยวชาญด้วย พยาบาลคนนั้นพูดชัดเจนเลยว่า บนโลกนี้ไม่มีทางมียาที่รักษามะเร็งได้หรอก แล้วยังเตือนฉันอีกว่าอย่าไปหลงเชื่อง่ายๆ!"
"เสี่ยวฉางนะเสี่ยวฉาง นายทำให้พวกเราผิดหวังจริงๆ ต่อให้นายจะร้อนเงินแค่ไหน ก็ไม่ควรขายจิตสำนึกของตัวเองสิ!"
"นายยังรู้จักเรียกฉันว่าคุณอาอีก พวกเขาให้นายมาเท่าไหร่ ถึงทำให้นายยอมขายอาเชียนของนายได้ลงคอ?"
"อาเชียนของนายเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จริง แต่นายก็ไม่ควรเอาเขามาทดลองยาเพื่อหาเงินสิ นายเห็นเขาไม่ใช่คนแล้วหรือไง!"
"ไสหัวไปให้พ้น! ถ้ายังไม่ไปฉันจะแจ้งตำรวจจับพวกนาย!"
"คือ..." คำพูดของหญิงชราทำเอารอยหยักในสมองของฉางซือเหยาแทบจะถูกรีดจนเรียบ "คุณอาครับ คุณอาฟังผมก่อน พวกเราไม่ใช่พวกหลอกลวง..."
เขายังอยากจะอธิบาย และคิดหาวิธีเรียบเรียงคำพูดเพื่อโน้มน้าวหญิงชรา แต่ฉินเกอกลับหันหลังเดินออกจากห้องไปแล้ว
ซุนซื่อเจิ้งกับซุนเมี่ยวเมี่ยวถอนหายใจด้วยความเสียดาย ก่อนจะเดินตามฉินเกอออกไป
ฉางซือเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หันไปมองต่งเชียนบนเตียงผู้ป่วย เขายังอยากจะพยายามอีกสักตั้ง "คุณอาครับ คุณอาเข้าใจพวกเราผิดจริงๆ ผมอยากจะช่วยจริงๆ นะครับ!"
"หัวหน้า... เอ่อ หมอฉินเขาเก่งมากเลยนะครับ ยาของเขาต้องได้ผลแน่นอน คุณอาให้เขาลองดูก่อนไม่ได้เหรอครับ?"
"นี่มันเกี่ยวกับความเป็นความตายของอาเชียนเลยนะครับ!"
"ไม่ก็รอให้อาเชียนฟื้นก่อนแล้วผมค่อยพูดกับเขา พวกคุณลองไปปรึกษากันเองดูก็ได้ เชื่อผมสักครั้งเถอะ ผมไม่มีเหตุผลอะไรต้องหลอกพวกคุณเลยจริงๆ!"
"ไม่จำเป็น!" หญิงชราแค่นเสียงหัวเราะหยัน "โดนฉันจับได้คาหนังคาเขาขนาดนี้แล้ว ยังจะมาทำปากแข็งอยู่อีก!"
"พวกเราปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว คำพูดที่ฉันเพิ่งพูดไปก็คือความหมายของตาเฒ่าบ้านฉัน!"
"นายควรจะดีใจนะที่ตาเฒ่าหลับไปพอดี เมื่อกี้เขายังรอนายมาอยู่เลย กะจะสั่งสอนนายสักยกหนึ่งด้วยซ้ำ!"
"นายมาหลอกลวงผู้หลักผู้ใหญ่แบบนี้ ตาเฒ่าเขาด่าเจ็บกว่าฉันอีก!"
"พวกคุณนี่มันไม่รู้ดีรู้ชั่วจริงๆ งั้นก็ตามมีตามเกิดไปแล้วกัน ฉันไม่สนแล้วโว้ย!" ฉางซือเหยาสะบัดแขนเสื้อเดินออกไป
ทางเดินนอกห้องพักผู้ป่วย
ฉางซือเหยากล่าวด้วยความรู้สึกผิด "หัวหน้าหอครับ ก่อนมาผมโทรไปคุยกับพวกเขาแล้วจริงๆ ผมก็ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้"
"คนแก่ความคิดตามยุคสมัยไม่ทัน ขี้ระแวงไปบ้างก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ขอท่านอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะครับ"
สิ่งที่เขาพูดออกมาล้วนมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ถ้าไม่ใช่เพราะเขารู้ถึงความสามารถของฉินเกอมาก่อน เขาก็คงไม่กล้าเชื่อเหมือนกันว่าบนโลกนี้จะมียารักษาเฉพาะโรคที่รักษามะเร็งได้!
ถ้าเป็นคนอื่นมาบอกเขาว่ามียาแบบนี้ เขาคงคิดว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎแล้วโยนออกไปตั้งนานแล้ว!
"ฉันรู้ และเข้าใจได้ นายไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความหรอก"
ฉางซือเหยาได้ยินคำพูดของฉินเกอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เผยสีหน้าดีใจ "หัวหน้าหอครับ งั้นผมจะเข้าไปคุยกับพวกเขาที..."
"รองหัวหน้าหอฉาง นายอย่าเข้าใจผิดสิ" ฉินเกอขัดจังหวะฉางซือเหยา "ที่ฉันบอกว่าเข้าใจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันยินดีจะให้โอกาสพวกเขาอีกครั้งนะ"
"สถานการณ์แบบนี้การถูกตั้งแง่สงสัยถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล พวกเขาไม่ผิดอะไรหรอก แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าฉันจะไม่หงุดหงิดหนิ"
"อยากได้คนทดลองยา มีตัวเลือกตั้งเยอะแยะ ยาในมือฉันมีจำกัด ทำไมต้องเป็นพวกเขาด้วยล่ะ?"
"เรื่องของวาสนามันฝืนกันไม่ได้หรอกนะ หัดจำเอาไว้ซะบ้าง!"
เขาเงยหน้ามองประตูห้อง 611 แวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้ซุนเมี่ยวเมี่ยว "หมอน้อยซุน ฉันว่าเธอกับห้อง 611 นี่มีวาสนาต่อกันมากเลยนะ เธอหน้าตาสะสวยขนาดนี้ เวลาคุยด้วยก็คงจะง่ายขึ้น รบกวนเธอหน่อยก็แล้วกัน"
"ฉันน้อยตรงไหนยะ?"
"คนแก่ก็อยู่ที่นี่ เธอไม่น้อยแล้วจะให้ใครน้อยล่ะ? ไม่อย่างนั้นถ้าเรียกหมอซุนทั้งสองคน จะรู้ไหมว่าฉันเรียกใคร?"
ซุนเมี่ยวเมี่ยวมีสีหน้าไม่ค่อยยอมรับนัก แต่ก็ยังเดินกึ่งวิ่งไปทางห้อง 611 อย่างกระตือรือร้น
การชมผู้หญิงว่า 'สวย' ก็ให้ผลลัพธ์ไม่ต่างอะไรกับการชมผู้ชายว่า 'นายแน่มาก' หรอก มีน้อยคนนักที่จะต้านทานไหว