- หน้าแรก
- วิชาประสานสุขพลิกชะตาเซียน
- บทที่ 355 สำนักงานใหญ่ส่งคนมาอีกแล้ว
บทที่ 355 สำนักงานใหญ่ส่งคนมาอีกแล้ว
บทที่ 355 สำนักงานใหญ่ส่งคนมาอีกแล้ว
"ยามีอยู่จริงครับ ผลลัพธ์ก็เป็นของจริงด้วย ถ้าไม่มีของจริง จะล่อให้ปลามากินเบ็ดได้ยังไงล่ะครับ!"
"ผู้อาวุโสซุน ผมจะพยายามสุดความสามารถเพื่อปกป้องความปลอดภัยของท่าน แต่ยังไงซะพวกเราก็อยู่ในที่สว่าง ส่วนศัตรูอยู่ในที่มืด ความเสี่ยงมันก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นขอให้ท่านพิจารณาให้ดีครับ"
ฉินเกอหันไปหาซุนเมี่ยวเมี่ยว "คุณหนูซุน ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากทำเองนะครับ แต่เป็นเพราะในวงการแพทย์ ผมไม่ได้มีชื่อเสียงและบารมีเหมือนคุณปู่ของคุณ พวกคุณก็เพิ่งจะรู้เมื่อกี้ว่าผมเป็นคนของหออิงอู่"
"ถ้าเรื่องนี้ดึงหออิงอู่เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ศัตรูยิ่งระวังตัวมากขึ้น คนตาแหลมมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นกับดัก แล้วแบบนี้ใครจะยอมหลงกลล่ะครับ?"
"ไม่ต้องอธิบายให้มากความหรอก!" ซุนซื่อเจิ้งยกมือข้างหนึ่งขึ้น "ก็แค่อันตรายไม่ใช่หรือไง?"
"ถ้าไม่อันตราย ฉันก็ไม่อยากช่วยหรอกนะ!"
"ถือซะว่าฉันได้ทำอะไรให้เพื่อนเก่าที่จากไปอีกสักเรื่องก็แล้วกัน ไม่ใช่เพื่อช่วยนายไปซะทั้งหมดหรอก อีกอย่างเรื่องนี้นายจะปล่อยผ่านไม่สนใจเลยก็ยังได้ใช่ไหมล่ะ?"
"ในเมื่อนายยังมีน้ำใจขนาดนี้ แล้วฉันจะยอมน้อยหน้าได้ยังไง?"
เขาชะงักไปพักใหญ่ "เข้าเรื่องกันเถอะ ยาของนายจะปรุงเสร็จเมื่อไหร่?"
ฉินเกอตอบ "ต้องดูว่าจะรวบรวมวัตถุดิบสมุนไพรได้ครบเมื่อไหร่ครับ น่าจะประมาณวันสองวันนี้แหละ!"
ซุนซื่อเจิ้งนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ถ้าเดินเรื่องตามขั้นตอนปกติคงไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ กว่าจะจดทะเบียนยา ขอใบอนุญาตประกอบการ และทำเรื่องอื่นๆ จนเสร็จสรรพ มีหวังสายเกินแก้พอดี!"
"ต้องหาวิธีอื่น ลองหาทางลัดดู"
ฉินเกอพูดคุยกับซุนซื่อเจิ้งและซุนเมี่ยวเมี่ยวอีกพักใหญ่ จากนั้นก็จัดการให้ทั้งสองคนพักอยู่ที่หออิงอู่
......
ตกค่ำ ภายในห้องของเสิ่นอวี่หลาน
"อารมณ์ของคุณนี่มันร้อนแรงเหมือนรูปร่างของคุณไม่มีผิดเลยนะ!"
"ทำตัวบุ่มบ่ามขนาดนี้ ถ้าเกิดพลาดท่าตายด้วยน้ำมือของตาเฒ่าอี้หานขึ้นมา จะไม่ทำให้ผมต้องเสียใจไปตลอดชีวิตเลยเหรอ?"
ปลายนิ้วของฉินเกอราวกับมีกระแสไฟฟ้าสถิตอยู่ เขาลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามอย่างแผ่วเบา ทำให้เรือนร่างขาวผ่องสั่นสะท้านเป็นระยะๆ
"ตอนนั้นความโกรธมันพุ่งปรี๊ดจนแทบจะทะลุกระหม่อมอยู่แล้ว ใครจะไปสนอะไรได้เยอะแยะล่ะ!"
"ตาแก่นั่นมันรังแกกันเกินไป ฉันก็แค่คิดว่าถ้าได้แทงมันสักสองแผลก็ถือว่าคุ้มแล้ว!"
เสิ่นอวี่หลานนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ยังรู้สึกโมโหอยู่ "ถ้ารู้แต่แรกว่าตาแก่อี้หานนั่นใช้ตำแหน่งหน้าที่มาแก้แค้นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้เป็นตัวแทนจากสำนักงานใหญ่มาละก็ ฉันน่าจะทำตามที่นายบอก ขุดหลุมพรางล่อให้พวกมันตกลงไป แล้วระเบิดพวกมันให้แหลกเป็นจุลไปเลย!"
ฉินเกอหัวเราะ "ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้พวกเขาก็ลงหลุมไปแล้วเหมือนกัน แถมยังเป็นบ่อเกรอะด้วย!"
"พูดก็พูดเถอะ เป็นเพราะคุณอ่อนแอเกินไปนั่นแหละ ถ้าคุณแข็งแกร่งกว่าพวกอี้หาน ต่อให้ไม่ได้ระวังตัว คุณก็ไม่ต้องมาทนรับความรู้สึกคับแค้นใจแบบนี้หรอก"
"ผมอยากจะเข้า 'ระดับเทียน' คุณช่วยพยายามหน่อยสิ?"
"นายอยากจะเข้าสู่ระดับเทียน แล้วฉันต้องพยายามอะไรล่ะ?" เสิ่นอวี่หลานฟังแล้วก็รู้สึกงงงวย "ไม่สิ นายอยู่ระดับเทียนตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ? หรือก็ไม่ใช่อีก นายแข็งแกร่งกว่าระดับเทียนซะอีก..."
"ก็ต้องให้คุณพยายามสิ ถ้าคุณไม่ขึ้นเป็นระดับเทียน แล้วผมจะ 'เข้า' ไปได้ยังไงล่ะ..."
"ถุย!" เสิ่นอวี่หลานคว้ามือของฉินเกอเอาไว้ นัยน์ตาของเธอฉ่ำปรือ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ "งั้นนายก็รีบๆ หน่อยสิ..."
......
เช้าวันต่อมา ขณะที่ฉินเกอกับเสิ่นอวี่หลานกำลังทานอาหารเช้ากันอยู่ ฉางซือเหยาก็รีบร้อนเดินเข้ามา "หัวหน้าหอครับ สำนักงานใหญ่ส่งคนมาอีกแล้วครับ!"
ตะเกียบในมือของฉินเกอชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของเขาปรากฏแววตารำคาญใจขึ้นมา "ทำไมถึงส่งคนมาอีกแล้วล่ะ?"
"มาเร็วจริงๆ เลยนะเนี่ย หรือว่าเรื่องที่พวกอี้หานถูกพวกเราคุมตัวไว้จะรู้ไปถึงเป่ยตูแล้ว?"
"มากันกี่คน แล้วเป็นใครกันบ้าง?"
"ค...คนเดียวครับ!" ฉางซือเหยามีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย "เขาบอกว่าตัวเองชื่อหานเช่อ ระบุชื่อชัดเจนเลยว่าต้องการจะพบหัวหน้าหอครับ"
"หัวหน้าหอครับ ผมมองระดับความแข็งแกร่งของหานเช่อคนนั้นไม่ออกเลยจริงๆ แต่ผมสัมผัสได้ครับว่า...เขาแข็งแกร่งมาก!"
"ก็แค่คนเดียว แกจะลนลานหาพระแสงอะไรล่ะ!" ฉินเกอส่งสายตาเหยียดหยามไปให้ฉางซือเหยา "ไปพาตัวเขามาที่นี่ซิ!"
"ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาจะเก่งสักแค่ไหน ถ้าเขามาเพื่อช่วยพวกอี้หาน หรือมาขอร้องให้ผมปล่อยตัวละก็ ผมก็จะจับเขาโยนลงบ่อเกรอะไปด้วยอีกคน!"
"ให้เขาไปแช่อยู่ในนั้นสักเจ็ดวันเหมือนหนอนแมลงวัน..."
"นี่นายจะไม่ให้คนอื่นกินข้าวเลยหรือไง?" เสิ่นอวี่หลานพูดแทรกฉินเกอ เสี่ยวหลงเปาที่คีบด้วยตะเกียบจ่ออยู่ตรงริมฝีปากมาตั้งนานแต่ก็เอาเข้าปากไม่ได้สักที
ในที่สุดเธอก็กินไม่ลง วางตะเกียบลงบนโต๊ะ "จะพูดก็พูดไปสิ ทำไมต้องบรรยายซะเห็นภาพขนาดนั้นด้วย!"
"แกยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไมล่ะ รีบไปสิ!" ความอยากอาหารของฉินเกอไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย "หรือว่าแกจะมากินด้วยกันก่อนแล้วค่อยไปล่ะ?"
"ครับ!" ฉางซือเหยารับคำ
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าเดินออกไป สีหน้าของฉินเกอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย "ไม่ต้องลำบากแล้วล่ะ เขามาแล้ว"
พอได้ยินแบบนั้น ฉางซือเหยากับเสิ่นอวี่หลานก็หันขวับไปมองทางประตูพร้อมกัน ไม่นานนักก็มีเงาร่างของชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
เขาคือหานเช่อนั่นเอง
"เป็นคุณเองเหรอ?!"
เมื่อฉินเกอมองเห็นใบหน้าของหานเช่อชัดเจน ใบหน้าของเขาก็เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ
เขาเคยเจอหานเช่อที่ศาลาหวังเจียง เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่รู้ชื่อของอีกฝ่าย
หานเช่อ หานเป่ยเฉิน... ระหว่างสองคนนี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือเปล่านะ?
แต่หานเป่ยเฉินเคยบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเขาไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว และไม่มีเพื่อน?
"หัวหน้าหอฉิน ได้เจอกันอีกแล้วนะครับ"
หานเช่อพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ยินดียินร้าย "วันนี้ที่ผมมา ก็เพื่อมาถ่ายทอดคำสั่งแทนท่านหัวหน้าหอใหญ่ครับ"
เขามองไปที่ฉางซือเหยา สลับกับเสิ่นอวี่หลาน ทำท่าเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็เงียบไป
ฉินเกอมองความคิดของเขาออก "สองคนนี้เป็นคนของผม มีอะไรก็พูดมาตรงนี้แหละ ถ้าไม่พูดก็ไม่ต้องพูดแล้ว!"
ฉางซือเหยาเองก็อ่านความหมายจากสายตาของหานเช่อเมื่อครู่นี้ออก และกำลังเตรียมตัวจะเดินออกไปพอดี แต่คำพูดประโยคเดียวของฉินเกอกลับทำเอาเขาซาบซึ้งใจแทบแย่
ที่แท้หานเช่อก็เป็นคนข้างกายของหัวหน้าหอใหญ่ มิน่าล่ะ ถึงได้ดูลึกลับและแข็งแกร่งจนหยั่งไม่ถึงขนาดนี้!
หัวหน้าหอใหญ่ถึงกับส่งคนมาถ่ายทอดคำสั่งด้วยตัวเองเชียว เมื่อก่อนตอนที่เขาติดตามหลิวมู่เซิงมาตั้งหลายปี ยังไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนเลย!
มิน่าล่ะหัวหน้าหอของเขาถึงได้กล้ากำเริบเสิบสานขนาดนี้ ไม่เห็นแม้แต่สำนักงานใหญ่ที่เป่ยตูอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าหัวหน้าหอใหญ่จะลำเอียงเข้าข้างเขาจริงๆ ด้วยแฮะ!
หานเช่อพูดต่อทันที "ข้อที่หนึ่ง เรื่องของอวี๋เซี่ยงหมิน สำนักเสวียนอันกำลังสืบสวนอยู่ ถ้าต้องการความช่วยเหลือจากหออิงอู่ของเรา พวกเขาจะเอ่ยปากขอเอง หากไม่เป็นเช่นนั้น พวกเราก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง"
"แน่นอนครับ ถ้าคุณสนใจก็สามารถลงมือสืบเองได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น"
"ข้อที่สอง เรื่องของอี้หานกับพวก ปล่อยให้คุณจัดการได้ตามใจชอบ สำนักงานใหญ่ที่เป่ยตูจะไม่เข้าไปแทรกแซง"
"ข้อที่สาม ห้ามไปที่เป่ยตู"
"ทั้งหมดนี้คือความประสงค์ของท่านหัวหน้าหอใหญ่ ผมหมดธุระแค่นี้ครับ"
"แค่นี้เหรอ?" ฉินเกอหลุบตาลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้น "ไอ้ข้อที่หนึ่งกับข้อที่สองก็พอจะเข้าใจได้อยู่หรอก แต่ที่บอกว่าไม่ให้ผมไปเป่ยตูเนี่ย มันหมายความว่ายังไง?"
"หานเป่ยเฉินคิดว่าถ้าผมไปเป่ยตูแล้วจะตกอยู่ในอันตราย มีคนคิดจะทำร้ายผมเหรอ?"
"คนพวกนั้นเป็นใคร คนของสำนักงานใหญ่หออิงอู่ หรือว่าเป็นคนอื่น?"
หานเช่อยังคงมีสีหน้าไร้ความรู้สึก "ผมมีหน้าที่แค่มาถ่ายทอดคำสั่งเท่านั้น สิ่งที่คุณถามมา ผมไม่รู้หรอกครับ"
"คุณยังมีอะไรจะพูดอีกไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอตัวกลับก่อน"
"เดี๋ยวสิ!" หานเช่อเพิ่งจะหันหลังกลับ ก็ถูกฉินเกอเรียกเอาไว้ซะก่อน "คุณอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาถึงที่นี่ ก็เพื่อมาบอกแค่ไม่กี่ประโยคเนี่ยนะ?"
"พวกคุณไม่รู้เหรอว่าตอนนี้มันยุคสมัยไหนแล้ว?"
"ไม่รู้หรือไงว่ามีของที่เรียกว่าโทรศัพท์มือถืออยู่น่ะ?"
"เอาแบบนี้ไหม คุณไปบอกให้หานเป่ยเฉินเมมเบอร์โทรของผมไว้ แค่โทรมาคุยกันกริ๊งเดียวก็จบแล้ว มันจำเป็นต้องให้คุณถ่อมาไกลถึงนี่ด้วยเหรอ?"
หานเช่ออึ้งไปพักใหญ่ มุมปากกระตุกเล็กน้อย
สิ่งที่เขาพูดมา... มันก็มีเหตุผลนี่หว่า!