- หน้าแรก
- ร้านค้าหมื่นวิถีกับเหล่าเซียนสาวถังแตก
- บทที่ 1 ขอแสดงความยินดีกับเถ้าแก่ที่ทำธุรกรรมสำเร็จ ได้รับตบะเป็นรางวัลตอบแทน
บทที่ 1 ขอแสดงความยินดีกับเถ้าแก่ที่ทำธุรกรรมสำเร็จ ได้รับตบะเป็นรางวัลตอบแทน
บทที่ 1 ขอแสดงความยินดีกับเถ้าแก่ที่ทำธุรกรรมสำเร็จ ได้รับตบะเป็นรางวัลตอบแทน
แดนจวี้หลิง เมืองทิงเฟิง
"เถ้าแก่ ท่านรับซื้อหญ้าเจ็ดดาราหรือไม่?"
เย่ไป๋ยวนยืนอยู่หน้ากระท่อมไม้หลังเล็ก เงยหน้าขึ้นมองป้ายไม้เก่าที่แขวนอยู่เหนือกรอบประตูซึ่งเขียนไว้ว่า 'ร้านค้าเร่'
"รับสิ รับแน่นอน สหายเต๋าวางใจได้ ร้านข้าค้าขายด้วยความซื่อสัตย์ ไม่หลอกลวงเด็กหรือคนแก่!"
เจียงเสวียนเถ้าแก่หนุ่มที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ลุกขึ้นตอบรับและเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
ผู้มาเยือนคือสตรีอายุราวๆ ยี่สิบปี หน้าตาสะสวย วงหน้างดงามประณีต
นางสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อน เอวคาดด้วยสายรัดสีเรียบ ขับเน้นทรวดทรงอรชรให้ดูงดงามพอดิบพอดี
เพียงแต่ชายกระโปรงเปื้อนคราบโคลนอยู่บ้าง ดูท่าคงจะเดินทางรอนแรมในภูเขามาไม่น้อย
เย่ไป๋ยวนเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์ ล้วงเอาสมุนไพรต้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง
สมุนไพรต้นนั้นมีสีเขียวมรกตไปทั้งต้น กิ่งก้านและใบแผ่ขยาย บนผิวใบมีแสงเรืองรองจางๆ ลอยล่องอยู่เลือนราง ราวกับถูกฉาบด้วยแสงดาวระยิบระยับ
ทว่าเมื่อมองดูให้ละเอียด ปลายใบของใบหนึ่งกลับเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแห้งเหี่ยวไปเสียแล้ว
เจียงเสวียนรับมา บีบก้านของมันแล้วพลิกดูไปมาอยู่หลายรอบ ก่อนจะยื่นจมูกเข้าไปดมใกล้ๆ แล้วจึงเอ่ยปาก
"หญ้าเจ็ดดาราร้อยปี งดงามบริสุทธิ์ กิ่งก้านแผ่สาขา ชอบร่มเงา กลัวแดดจัด เป็นสมุนไพรระดับหนึ่ง"
เขาชะงักไปเล็กน้อย ปลายนิ้วแตะเบาๆ ลงบนใบไม้ที่แห้งเหลืองใบนั้น
"ทว่าหลังจากเก็บเกี่ยวมาแล้วกลับไม่ได้รับการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม ปราณวิญญาณจึงรั่วไหลออกไปบ้างแล้ว"
"ทางข้าให้ได้แค่เจ็ดศิลาวิญญาณเท่านั้น"
สีหน้าของเย่ไป๋ยวนเปลี่ยนไป นางรีบกล่าวว่า "เถ้าแก่ ท่านใจดำเกินไปแล้ว!"
"แค่รั่วไหลไปนิดเดียว ไฉนถึงกดราคาลงไปตั้งสามก้อนเล่า? ปกติแล้วหญ้าวิญญาณระดับหนึ่งล้วนเริ่มต้นที่สิบศิลาวิญญาณกันทั้งนั้น!"
เจียงเสวียนวางหญ้าเจ็ดดาราลงบนเคาน์เตอร์ น้ำเสียงราบเรียบ "สหายเต๋า ไม่ใช่ว่าข้าตั้งใจจะกดราคาหรอกนะ ท่านดูด้วยตัวเองเถิด"
"ไอวิญญาณกระจายออกไปแล้ว หากนำสมุนไพรนี้ไปหลอมโอสถ อัตราการหลอมสำเร็จก็คงต้องลดหลั่นลงมา"
พูดพลางเขาก็ผายมือออก "อย่าว่าแต่นักหลอมโอสถเลย ต่อให้เป็นหมอยามาเห็นสภาพเช่นนี้ก็ต้องลังเลกันทั้งนั้น"
"ข้าให้เจ็ดก้อน นี่ก็ถือเป็นราคามโนธรรมแล้วนะ"
เย่ไป๋ยวนเม้มปาก สีหน้าเผยให้เห็นถึงความกลัดกลุ้ม ไม่ใช่ว่านางจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เจียงเสวียนพูดมานั้นมีเหตุผล
ก่อนจะมาที่นี่ นางวิ่งเต้นไปถามร้านค้าอื่นในเมืองมาแล้วสองร้าน ร้านหนึ่งให้หกก้อน ส่วนอีกร้านก็ยอมให้แค่เจ็ดก้อนเช่นกัน
ทว่าตอนนี้นางขาดแคลนศิลาวิญญาณอย่างหนัก ยากไร้ขัดสน ไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว
กว่าจะค้นหาหญ้าวิญญาณต้นนี้เจอในหุบเขาใหญ่ก็ยากลำบากแสนเข็ญ ย่อมอยากจะแลกเปลี่ยนให้ได้ราคามากหน่อยเป็นธรรมดา
นางก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว น้ำเสียงแฝงความเว้าวอนอยู่หลายส่วน "เถ้าแก่ ท่านเมตตาหน่อยเถอะ เพิ่มให้อีกสักนิดเถิด"
"ข้าจำเป็นต้องใช้ศิลาวิญญาณด่วนจริงๆ มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเชียวนะ"
เจียงเสวียนยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า "สหายเต๋า ต่อให้เป็นเรื่องใหญ่โตปานใด ข้าเองก็ต้องกินต้องใช้มิใช่หรือ?"
"อย่างไรเสียท่านก็แสดงความจริงใจออกมาสักหน่อย ให้ข้าพอมีข้ออ้างในการเพิ่มราคาบ้างเถอะ"
เย่ไป๋ยวนชะงัก ลูบคลำตามเสื้อผ้าของตนเองขึ้นลงตามสัญชาตญาณ แล้วค้นดูในแขนเสื้อ สุดท้ายก็ทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก
"ไม่ปิดบังท่านตามตรง... ข้าหมดเนื้อหมดตัวแล้วจริงๆ"
เจียงเสวียนหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
วิถีแห่งการบำเพ็ญเซียนดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด แต่นั่นมันสำหรับพวกลูกหลานตระกูลใหญ่เท่านั้น
สำหรับผู้ฝึกตนอิสระอย่างเย่ไป๋ยวนแล้ว วันเวลาผ่านไปอย่างยากแค้น หญ้าวิญญาณเพียงต้นเดียวก็ถือเป็นสมบัติทั้งหมดที่มีแล้ว เรื่องพรรค์นี้หลายวันมานี้เขาพบเจอมาหลายครั้งทีเดียว
ทว่าเขาก็ยังคงส่ายหน้า
ไม่ใช่ว่าไม่เห็นใจ แต่จะเปิดช่องโหว่นี้ไม่ได้
หากวันนี้ยอมยกเว้นให้นาง พรุ่งนี้ข่าวลือแพร่ออกไป ผู้อื่นคงนึกว่าร้านของเขาเปิดเป็นโรงทานแน่
เย่ไป๋ยวนเห็นท่าทีของเขาเด็ดขาด ก็ค่อยๆ ก้มหน้าลง ปอยผมสีดำขลับร่วงหล่นจากข้างหู บดบังใบหน้าไปครึ่งซีก
นางกัดริมฝีปากล่าง ราวกับกำลังต่อสู้ดิ้นรนกับตัวเอง พวงแก้มค่อยๆ ซับสีเลือดฝาดบางๆ
เจียงเสวียนเองก็ไม่เร่งรัดนาง เพียงแค่รอคอยอยู่อย่างเงียบๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงได้ยินเสียงของนางดังอู้อี้ออกมา เบาหวิวราวกับเสียงยุงร้อง
"เช่นนั้น... เช่นนั้นข้าจูบท่านหนึ่งที..."
"ท่านช่วย... เพิ่มศิลาวิญญาณให้สักก้อนได้หรือไม่?"
เจียงเสวียนอึ้งไปเล็กน้อย นึกว่าหูฝาดไป พอหันไปมองใบหน้าที่แดงก่ำของเย่ไป๋ยวนอีกครั้ง ก็ยืนยันได้ว่าตนไม่ได้ฟังผิด
พูดกันตามตรง หน้าตาของเขาก็ไม่ได้แย่อะไร คิ้วตากระจ่างใส สันจมูกโด่งเป็นสัน โครงหน้าคมคายชัดเจน
บุคลิกโดยรอบอบอุ่นนุ่มนวลและสุขุมเยือกเย็น หากอยู่ในเมืองนี้ก็ถือว่าโดดเด่นเอาการ
อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง เย่ไป๋ยวนถึงได้กล้าพูดคำนี้ออกมา อย่างไรเสียได้จูบคนหน้าตาดีสักที ก็ไม่ถือว่าขาดทุนอะไร
เจียงเสวียนครุ่นคิดอย่างจริงจัง
จากนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา "เช่นนั้นไม่ได้หรอก"
ไหล่ของเย่ไป๋ยวนลู่ลง พยักหน้าด้วยความผิดหวัง เพิ่งจะอ้าปากเตรียมพูดว่า 'เช่นนั้นก็ช่างเถอะ'
กลับได้ยินเจียงเสวียนพูดเสริมขึ้นมาอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่า "อย่างน้อยต้องจูบสองที"
เย่ไป๋ยวน "......"
นางเงยหน้าขึ้น หมายจะถลึงตาใส่เขาสักวง ทว่าความกรุ่นโกรธในดวงตายังไม่ทันได้ก่อตัวขึ้น ก็ถูกความร้อนผ่าวบนใบหน้าของตนเองทำลายจนแตกซ่านไปเสียก่อน
สุดท้ายนางก็พยักหน้าลงเล็กน้อย
เจียงเสวียนเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ในทันที ชะโงกหน้ามองออกไปนอกประตูรอบหนึ่ง ผู้คนบนถนนบางตา ไม่มีใครสนใจทางนี้
เขาจัดการปิดประตูไม้ลง แล้วพลิกป้ายไม้เล็กๆ ที่แขวนอยู่หน้าประตูซึ่งเขียนว่า 'กำลังเปิดให้บริการ' ให้หันกลับด้าน เผยให้เห็นตัวอักษรด้านหลังที่เขียนว่า 'หยุดให้บริการชั่วคราว'
พอเขาหันหลังกลับมา เย่ไป๋ยวนก็กำลังใช้สองมือบิดขอบแขนเสื้อไปมา ทำท่าราวกับเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว
เจียงเสวียนเดินเข้าไปใกล้ ปลายจมูกพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกกล้วยไม้ที่โชยมาจากตัวนาง
เป็นกลิ่นหอมเจือจางราวกับมีราวกับไม่มี คล้ายกับกลิ่นหอมของดอกไม้ริมลำธารในหุบเขาที่โชยมาอย่างไม่ตั้งใจ
เย่ไป๋ยวนสูดลมหายใจเข้าลึก เขย่งปลายเท้าขึ้น แล้วจุ๊บลงบนแก้มของเขาอย่างรวดเร็ว
วินาทีที่ริมฝีปากสัมผัสกับผิวหนัง สัมผัสอันอ่อนนุ่มและอบอุ่นก็พลันผ่านไปในชั่วพริบตา
เย่ไป๋ยวนทิ้งส้นเท้าลง หมายใจว่าจะรีบจัดการครั้งที่สองให้จบๆ ไป ทว่าเพิ่งจะเขย่งเท้าขึ้น...
"ครั้งที่สองให้ข้าเป็นคนทำเอง"
เสียงของเจียงเสวียนดังขึ้นข้างหู แฝงไว้ด้วยรอยยิ้ม
สิ้นเสียง ฝ่ามือข้างหนึ่งก็โอบเอวของนางไว้อย่างมั่นคง น้ำหนักมือไม่แรงนัก แต่กลับทำให้นางทั้งร่างต้องเอนไปข้างหน้าครึ่งชุ่น
ตามติดมาด้วยการก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วประทับจูบลงบนริมฝีปากของนางโดยตรง ทันใดนั้นรสชาติอันหอมหวานก็แผ่ซ่านออกไป
เย่ไป๋ยวนแข็งทื่อไปทั้งร่าง เบิกตากว้าง ในหัวมีเสียง 'วิ้ง' ดังระเบิดขึ้น
ปฏิกิริยาแรกคือพลังวิญญาณในร่างพลุ่งพล่าน หมายจะโคจรลมปราณเพื่อกระแทกเจ้าคนฉวยโอกาสผู้นี้ให้กระเด็นถอยไป
ทว่าพอมือเพิ่งจะขยับเพียงนิด ก็ดันนึกถึงศิลาวิญญาณเหล่านั้นขึ้นมา จึงชะงักไปอีกครา
ในท้ายที่สุด นางก็หลับตาลง แล้วตอบสนองการตักตวงนั้นอย่างเงอะงะ
......
ครู่ต่อมา
ประตูไม้ถูกเปิดออกอีกครั้ง แสงแดดสาดส่องเข้ามา กระทบลงบนใบหน้าที่แดงระเรื่อของเย่ไป๋ยวน
นางก้มหน้าลง รีบกวาดเอาศิลาวิญญาณทั้งเก้าก้อนบนเคาน์เตอร์เก็บเข้าไปในแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว ท่าทีคล่องแคล่วราวกับกลัวว่าใครจะมาแย่งไป
หลังจากเก็บเรียบร้อยแล้วนางจึงยืดตัวขึ้น เชิดคางขึ้นเล็กน้อย แล้วแค่นเสียงฮึดฮัดเบาๆ
"ถือว่าท่านรู้ความ ที่รู้จักเพิ่มให้อีกหนึ่งก้อน"
"ข้ายังเป็นดรุณีในห้องหอ ไม่เคยให้บุรุษอื่นได้แตะต้องแม้แต่ปลายนิ้วเชียวนะ!"
เจียงเสวียนพิงอยู่ริมเคาน์เตอร์ มองดูนางด้วยรอยยิ้ม "บังเอิญจัง ข้าก็เหมือนกัน"
เย่ไป๋ยวนตวัดค้อนใส่เขาหนึ่งวง แววตาแฝงความโกรธเคืองสามส่วน ความขวยเขินเจ็ดส่วน ไม่มีเค้าโครงของผู้ฝึกตนเลยแม้แต่น้อย
"ผีสิถึงจะเชื่อท่าน"
นางทิ้งท้ายประโยคนี้ไว้ แล้วหันหลังก้าวเท้ายาวๆ ออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเสวียนยังไม่ทันได้ถอนสายตากลับมา ข้างหูก็พลันมีเสียงที่ได้ยินเพียงเขาผู้เดียวดังขึ้น
[ขอแสดงความยินดีกับเถ้าแก่ที่ทำธุรกรรมสำเร็จหนึ่งรายการ ราคาซื้อขายเก้าศิลาวิญญาณ ได้รับรางวัลตอบแทนเป็นตบะหนึ่งจุดแปดตำลึง ได้รับแต้มผลงาน +1!]
[ตบะ: ขั้นหลอมปราณระดับสาม]
[ความคืบหน้า: 7.8%]
พร้อมๆ กับที่สิ้นเสียง กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก็ก่อตัวขึ้นจากจุดตันเถียน ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณอย่างเชื่องช้าหนึ่งรอบ
เจียงเสวียนสงบสติรวมสมาธิ เพ่งมองเข้าไปในร่างกายของตน พลังวิญญาณในจุดตันเถียนเพิ่มขึ้นมาจากเมื่อครู่อีกสายหนึ่งจริงๆ
แม้จะน้อยนิดเสียจนแทบจะไม่ต้องนำมาใส่ใจ ทว่ากลับมีความบริสุทธิ์อย่างยิ่งยวด ปราศจากสิ่งเจือปนใดๆ ทั้งสิ้น
เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงเล็กน้อย หวนนึกไปถึงเรื่องราวเมื่อครึ่งเดือนก่อน