- หน้าแรก
- บัญชาเจ็ดสังหาร ตำนานเซียนซ่างชิงไร้เทียมทาน
- บทที่ 15 - ตระกูลหวัง
บทที่ 15 - ตระกูลหวัง
บทที่ 15 - ตระกูลหวัง
บทที่ 15 - ตระกูลหวัง
รออยู่ที่นครหลวงปักกิ่งเพียงสองวัน พ่อแม่ของหูปาอีและหูซิวอู๋ก็เดินทางมาถึง
ด้วยความที่ไม่ได้เจอลูกชายคนเล็กมานานแสนนาน สองสามีภรรยาจึงคิดถึงเขาใจแทบขาด ยิ่งพอรู้ว่าคราวนี้ลูกชายจะกลับมาอยู่บ้านด้วยตลอดไป ไม่ต้องกลับไปบำเพ็ญเพียรบนเขาอีกแล้ว
ทั้งคู่ก็ดีใจจนเนื้อเต้น และรีบเร่งเดินทางมาจากบ้านเกิดทันที
"พ่อ! แม่! ทางนี้ครับ"
หูปาอียืนโบกไม้โบกมือเรียกพ่อแม่อยู่ที่ทางออกของสถานีรถไฟ โดยมีหูซิวอู๋ยืนอยู่ข้างๆ
เมื่อสหายหูอวิ๋นเซวียนและภรรยาเดินออกมาจากทางออก หูปาอีก็รีบเข้าไปช่วยถือสัมภาระอย่างเอาอกเอาใจ
เนื่องจากเพิ่งขายหยกคู่มาได้หมาดๆ ตอนนี้หูปาอีกำลังกระเป๋าตุง จึงไม่ยอมให้นั่งรถเมล์ให้เมื่อยตุ้มอีกต่อไป
ทันทีที่เดินออกจากสถานี เขาก็โบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง เชิญพ่อแม่ขึ้นรถ ส่วนตัวเองก็ไปนั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ
แม่หูนั่งอยู่ตรงกลางเบาะหลัง ขนาบข้างด้วยลูกชายคนเล็กทางซ้าย และสามีทางขวา
พอขึ้นรถปุ๊บ แม่หูก็จับมือหูซิวอู๋มากุมไว้ไม่ยอมปล่อย ลูกชายคนเล็กของเธอคนนี้ต้องทนทุกข์ทรมานมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงรู้สึกปวดใจและเป็นห่วงเขาอยู่เสมอ
หูปาอีที่นั่งอยู่ข้างหน้ามองดูภาพนั้นด้วยความอิจฉาตาร้อน
"โธ่แม่ ซิวอู๋น่ะสบายดีจะตาย ผมจะปล่อยให้เขาต้องอดๆ อยากๆ หรือหนาวตายได้ยังไงล่ะ ทำไมแม่ไม่เห็นห่วงลูกชายคนโตคนนี้บ้างเลย"
แม่หูตวัดสายตามองเขาค้อนๆ: "จะให้ห่วงอะไรล่ะ ดูแกสิ กองทัพอุตส่าห์จัดหางานให้ก็ไม่ยอมไปทำ จะให้ไปดูตัวก็ไม่ไป ดันหนีมานครหลวงปักกิ่ง มาคลุกคลีตีโมงอยู่กับหวังข่ายเสวียน"
"ไอ้หนุ่มโสดสองคนมาอยู่ด้วยกันมันจะมีอะไรดีสู้รีบๆ หาเมียแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราวไปซะ...."
แม่หูยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห หูอวิ๋นเซวียนที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับไม่กล้าปริปากพูดอะไร ส่วนหูซิวอู๋ก็นั่งดูเรื่องตลกของพี่ชายตัวเองอย่างอารมณ์ดี
เวรเอ๊ย ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย หูปาอีแอบตบปากตัวเองในใจ
โชเฟอร์แท็กซี่ที่ได้ยินแม่หูบ่น ก็พูดเสริมขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจว่า "แหม คุณป้าพูดถูกเผงเลย น้องชาย ผู้ชายพอถึงวัยก็ต้องรีบหาเมียแต่งงาน พี่จะบอกให้นะ....."
เอาเข้าไป พี่โชเฟอร์ ใครจ้างพี่มาพูดเนี่ย หรือว่าลืมไปแล้วใช่ไหมว่าใครเป็นคนจ่ายค่าโดยสาร
กว่าจะทนฟังมาจนถึงบ้านพักสี่ประสานได้ ก็เล่นเอาหูปาอีแทบแย่ ทางด้านหวังข่ายเสวียนก็เตรียมการต้อนรับไว้พร้อมสรรพ ทั้งหม้อไฟทองแดง ผักกาดสดๆ ไก่ย่างกับขาหมูจากร้านขายของชำ และยังมีเหล้าขาว (หงซิง) อีกสองขวด จัดแจงเป็นอาหารมื้อใหญ่เต็มโต๊ะ
"โอ้โห ลุงหู ป้าหูมาแล้ว คิดถึงพวกคุณลุงคุณป้าแทบแย่เลยครับ!"
พอเห็นหน้าสองสามีภรรยาตระกูลหู หวังข่ายเสวียนก็ชิงทักทายขึ้นมาก่อน
เขากับหูปาอีเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก พ่อของเขาเคยเป็นลูกน้องของหูอวิ๋นเซวียนมาก่อน หลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิต เขาก็มักจะไปกินข้าวบ้านหูปาอีอยู่บ่อยๆ แม่หูก็รักและเอ็นดูเขาเหมือนกับลูกชายตัวเอง
แม่หูเห็นหวังข่ายเสวียนก็ยิ้มแย้มดีใจ: "เจ้าอ้วน ปากหวานเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ"
"ข่ายเสวียน พวกแกกำลังจะทำอะไรกันเนี่ย"
หูอวิ๋นเซวียนเหลือบไปเห็นกระเป๋าเป้ของหวังข่ายเสวียนและหูปาอีที่วางอยู่บนพื้น
หูปาอีรีบอธิบายว่า "อ๋อ พอดีผมกับเจ้าอ้วนรับงานมางานนึงน่ะครับ เป็นงานของประเทศเลยนะ พวกเราต้องคุ้มกันทีมโบราณคดีของชาติไปขุดค้นที่ทะเลทรายทากลามากันน่ะ"
พอได้ยินว่าเป็นงานระดับชาติ หูอวิ๋นเซวียนก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพียงแต่กำชับให้หูปาอีระมัดระวังตัว และคอยดูแลพวกศาสตราจารย์ให้ดี
ครอบครัวหูพร้อมกับหวังข่ายเสวียน นั่งล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างครื้นเครง หูปาอีและหวังข่ายเสวียนนั่งดวลเหล้าเป็นเพื่อนพ่อหู
ถึงแม้หูอวิ๋นเซวียนจะอายุมากแล้ว แต่หูปาอีกับหวังข่ายเสวียนสองคนรวมพลังกัน ก็ยังดวลเหล้าสู้เขาไม่ได้เลย
งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงช่วงค่ำ รอจนถ่านในหม้อไฟมอดดับลง ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน
หูซิวอู๋ช่วยแม่เก็บกวาดเศษอาหารบนโต๊ะ
แม่หูบอกกับหูซิวอู๋ว่า "ซิวอู๋ ลูกไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวแม่จัดการเอง"
"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมช่วย"
แม่หูมองดูท่าทางทะมัดทะแมงของหูซิวอู๋ แล้วก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เขายังเด็ก ซึ่งเป็นเด็กที่ไร้ความรู้สึกและเย็นชาเหมือนกับรูปปั้นดินเผาในวัด ในใจของเธอทั้งรู้สึกตื้นตันและยินดีเป็นอย่างยิ่ง อาการป่วยของซิวอู๋เป็นเหมือนตราบาปในใจของเธอกับสามีมาโดยตลอด
แต่ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นแล้ว อาการป่วยของซิวอู๋หายเป็นปกติ แถมยังสึกจากสำนักซ่างชิงกลับมาอยู่กับพวกเขาสองตายายแล้ว
เดิมทีพวกเขาคิดว่าซิวอู๋จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในอารามบนเขาไปตลอดชีวิตเสียอีก
"แม่ครับ แม่เป็นอะไรหรือเปล่า"
หูซิวอู๋ถือจานข้าว หันไปเห็นแม่ยืนนิ่งอยู่ข้างหลัง ในมือถือผ้าขี้ริ้ว และมีน้ำตาคลอเบ้า
"ไม่เป็นไรหรอกลูก แม่แค่คิดว่า วันไหนว่างๆ เราน่าจะไปกราบขอบคุณอาจารย์ของลูกที่เขาเหมาซานให้เป็นเรื่องเป็นราวน่ะ"
....... วันรุ่งขึ้น หูปาอีและหวังพั่งจื่อ (เจ้าอ้วน) ตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเขายังมีอุปกรณ์บางอย่างที่ยังหาไม่ครบ โดยเฉพาะของบางอย่างที่หาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้
จึงต้องฝากให้ต้าจินหยาช่วยเป็นธุระจัดการหาให้ วันนี้ต้าจินหยาแจ้งข่าวมาว่าหาของได้ครบหมดแล้ว ให้ทั้งสองคนไปรับของ ทั้งคู่จึงรีบเดินทางไปที่ร้านของต้าจินหยาอย่างเร่งรีบ
ส่วนแม่หู วันนี้ตื่นขึ้นมาก็ยุ่งอยู่กับการปัดกวาดเช็ดถูห้องให้หวังข่ายเสวียนและหูปาอี
มาตรฐานความ 'สะอาด' ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ขอแค่ห้องยังพอซุกหัวนอนได้ ไม่เกะกะขวางทาง มีฝุ่นเกาะนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก
แต่สำหรับคนเป็นภรรยาและแม่แล้วไม่ใช่แบบนั้น เอานิ้วลูบไปที่ขอบหน้าต่างหรือชั้นวางหนังสือ แล้วมีฝุ่นติดมือมา นั่นแปลว่าไม่สะอาด
ระหว่างที่แม่หูกำลังสาละวนกับการทำความสะอาดห้อง หูอวิ๋นเซวียนก็เตรียมตัวจะออกไปเยี่ยมเพื่อนทหารเก่า และถือโอกาสพาหูซิวอู๋ออกไปด้วย
"พ่อครับ เราจะไปไหนกันเหรอ"
"ไปเยี่ยมเพื่อนทหารเก่าของพ่อน่ะ ตั้งแต่เขาปลดประจำการไป พ่อก็ไม่ได้เจอเขามานานแล้ว เมื่อก่อนเขาเคยเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของพ่อน่ะ ได้ยินมาว่าเขาลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แถมยังทำได้ดีซะด้วย"
หูอวิ๋นเซวียนก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเส้นทางในนครหลวงปักกิ่งสักเท่าไหร่ จึงตัดสินใจนั่งรถแท็กซี่ไป โดยยื่นที่อยู่ให้คนขับรถ เพื่อให้คนขับที่ชำนาญทางพาพวกเขาสองพ่อลูกไปส่ง
คนขับแท็กซี่พอได้ยินที่อยู่ที่หูอวิ๋นเซวียนบอก ก็บอกให้ทั้งสองคนขึ้นรถ แล้วก็เหยียบคันเร่งพุ่งออกไปทันที
"ไม่ต้องห่วงครับพี่ชาย ผมรับรองว่าจะไปส่งให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยแน่นอน"
รถแท็กซี่แล่นลัดเลาะไปตามถนนสายต่างๆ ในนครหลวงปักกิ่ง จนกระทั่งมาถึงบ้านเพื่อนเก่าของหูอวิ๋นเซวียน
"พ่อครับ ธุรกิจของเพื่อนเก่าพ่อคนนี้ ดูท่าทางจะไม่ได้แค่ 'ทำได้ดี' ธรรมดาๆ แล้วล่ะมั้งครับ!"
หูซิวอู๋มองดูคฤหาสน์หรูหราตรงหน้า แล้วหันไปพูดกับพ่อ
"ตอนที่มาเจอเขาคราวที่แล้ว บ้านเขายังไม่ใหญ่โตขนาดนี้นี่นา!"
หูอวิ๋นเซวียนลูบปลายคางเบาๆ
เขาก็แอบทึ่งอยู่เหมือนกันที่ธุรกิจของเพื่อนเก่าเจริญรุ่งเรืองใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจเหมือนกับยายหลิวเข้าสวนต้ากวน (สำนวนหมายถึง คนบ้านนอกเข้ากรุง ตื่นตาตื่นใจไปกับทุกสิ่ง) จนเสียอาการแต่อย่างใด
สมัยที่หูอวิ๋นเซวียนยังไม่เกษียณอายุ เขาเป็นถึงระดับผู้บัญชาการทหารในกองทัพ มีดาวประดับอยู่บนบ่าเชียวนะ ลูกน้องและคนรู้จักก็มีอยู่แทบทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศ
หูอวิ๋นเซวียนอาจจะไม่มีเงินทองมากมายเท่าเพื่อนเก่า แต่ถ้าพูดถึงเส้นสายและบารมีล่ะก็ เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าเพื่อนเก่าคนนี้เลย
"ท่านผู้บัญชาการ ไม่คิดเลยนะครับว่าท่านจะเดินทางมาถึงนครหลวงปักกิ่ง เพื่อมาเยี่ยมผม"
หูอวิ๋นเซวียนจูงมือหูซิวอู๋เดินเข้าไปในบ้าน โดยมีคนรับใช้คอยต้อนรับ ทันทีที่เดินเข้าไป หูซิวอู๋ก็เห็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าๆ รูปร่างอวบอ้วนพอๆ กับหวังข่ายเสวียน กำลังเดินเข้ามาหาพร้อมกับครอบครัว
จากนั้น ชายคนนั้นก็ก้มหน้ามองมาที่หูซิวอู๋: "ท่านผู้บัญชาการพาหลานชายมาด้วยเหรอครับเนี่ย แหม หลานชายท่านหน้าตาหล่อเหลาเอาการเลยนะครับเนี่ย!"
"หลานชายที่ไหนกัน นี่ลูกชายฉันต่างหาก"
ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มแบบที่ผู้ชายรู้กัน:
"สุดยอด! ไม่มีอะไรจะพูดเลยครับ ท่านผู้บัญชาการนี่สุดยอดจริงๆ แก่แต่ยังมีไฟนะครับเนี่ย!"
"ฮึ่ม! ทีแกยังผลิตลูกชายออกมาได้เลย ฉันจำได้ว่าตอนที่ฉันมาคราวที่แล้ว บ้านแกเพิ่งจะมีลูกชายแค่สองคนเองนี่นา"
"ฮ่าๆ"*2 ทั้งสองคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน
หลังจากหัวเราะเสร็จ หูอวิ๋นเซวียนก็ก้มหน้าลงไปพูดกับหูซิวอู๋ว่า: "ซิวอู๋เอ๊ย นี่คุณอาหวังเว่ยกั๋ว เป็นเพื่อนเก่าของพ่อเอง"
"แล้วก็นี่คุณน้าของลูก นี่พี่ชายคนโต หวังอี้ นี่พี่รอง หวังโย่ว ส่วนพี่ชายคนที่รุ่นราวคราวเดียวกับลูกคนนี้ก็คือ...."
หวังเว่ยกั๋วพูดแทรกขึ้นมาว่า: "ฮ่าๆ นี่ลูกชายคนที่สามของบ้านฉันเอง"
"หวังเหย่!"
(จบแล้ว)