เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 - ตระกูลหวัง

บทที่ 15 - ตระกูลหวัง

บทที่ 15 - ตระกูลหวัง


บทที่ 15 - ตระกูลหวัง

รออยู่ที่นครหลวงปักกิ่งเพียงสองวัน พ่อแม่ของหูปาอีและหูซิวอู๋ก็เดินทางมาถึง

ด้วยความที่ไม่ได้เจอลูกชายคนเล็กมานานแสนนาน สองสามีภรรยาจึงคิดถึงเขาใจแทบขาด ยิ่งพอรู้ว่าคราวนี้ลูกชายจะกลับมาอยู่บ้านด้วยตลอดไป ไม่ต้องกลับไปบำเพ็ญเพียรบนเขาอีกแล้ว

ทั้งคู่ก็ดีใจจนเนื้อเต้น และรีบเร่งเดินทางมาจากบ้านเกิดทันที

"พ่อ! แม่! ทางนี้ครับ"

หูปาอียืนโบกไม้โบกมือเรียกพ่อแม่อยู่ที่ทางออกของสถานีรถไฟ โดยมีหูซิวอู๋ยืนอยู่ข้างๆ

เมื่อสหายหูอวิ๋นเซวียนและภรรยาเดินออกมาจากทางออก หูปาอีก็รีบเข้าไปช่วยถือสัมภาระอย่างเอาอกเอาใจ

เนื่องจากเพิ่งขายหยกคู่มาได้หมาดๆ ตอนนี้หูปาอีกำลังกระเป๋าตุง จึงไม่ยอมให้นั่งรถเมล์ให้เมื่อยตุ้มอีกต่อไป

ทันทีที่เดินออกจากสถานี เขาก็โบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง เชิญพ่อแม่ขึ้นรถ ส่วนตัวเองก็ไปนั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ

แม่หูนั่งอยู่ตรงกลางเบาะหลัง ขนาบข้างด้วยลูกชายคนเล็กทางซ้าย และสามีทางขวา

พอขึ้นรถปุ๊บ แม่หูก็จับมือหูซิวอู๋มากุมไว้ไม่ยอมปล่อย ลูกชายคนเล็กของเธอคนนี้ต้องทนทุกข์ทรมานมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงรู้สึกปวดใจและเป็นห่วงเขาอยู่เสมอ

หูปาอีที่นั่งอยู่ข้างหน้ามองดูภาพนั้นด้วยความอิจฉาตาร้อน

"โธ่แม่ ซิวอู๋น่ะสบายดีจะตาย ผมจะปล่อยให้เขาต้องอดๆ อยากๆ หรือหนาวตายได้ยังไงล่ะ ทำไมแม่ไม่เห็นห่วงลูกชายคนโตคนนี้บ้างเลย"

แม่หูตวัดสายตามองเขาค้อนๆ: "จะให้ห่วงอะไรล่ะ ดูแกสิ กองทัพอุตส่าห์จัดหางานให้ก็ไม่ยอมไปทำ จะให้ไปดูตัวก็ไม่ไป ดันหนีมานครหลวงปักกิ่ง มาคลุกคลีตีโมงอยู่กับหวังข่ายเสวียน"

"ไอ้หนุ่มโสดสองคนมาอยู่ด้วยกันมันจะมีอะไรดีสู้รีบๆ หาเมียแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราวไปซะ...."

แม่หูยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห หูอวิ๋นเซวียนที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับไม่กล้าปริปากพูดอะไร ส่วนหูซิวอู๋ก็นั่งดูเรื่องตลกของพี่ชายตัวเองอย่างอารมณ์ดี

เวรเอ๊ย ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย หูปาอีแอบตบปากตัวเองในใจ

โชเฟอร์แท็กซี่ที่ได้ยินแม่หูบ่น ก็พูดเสริมขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจว่า "แหม คุณป้าพูดถูกเผงเลย น้องชาย ผู้ชายพอถึงวัยก็ต้องรีบหาเมียแต่งงาน พี่จะบอกให้นะ....."

เอาเข้าไป พี่โชเฟอร์ ใครจ้างพี่มาพูดเนี่ย หรือว่าลืมไปแล้วใช่ไหมว่าใครเป็นคนจ่ายค่าโดยสาร

กว่าจะทนฟังมาจนถึงบ้านพักสี่ประสานได้ ก็เล่นเอาหูปาอีแทบแย่ ทางด้านหวังข่ายเสวียนก็เตรียมการต้อนรับไว้พร้อมสรรพ ทั้งหม้อไฟทองแดง ผักกาดสดๆ ไก่ย่างกับขาหมูจากร้านขายของชำ และยังมีเหล้าขาว (หงซิง) อีกสองขวด จัดแจงเป็นอาหารมื้อใหญ่เต็มโต๊ะ

"โอ้โห ลุงหู ป้าหูมาแล้ว คิดถึงพวกคุณลุงคุณป้าแทบแย่เลยครับ!"

พอเห็นหน้าสองสามีภรรยาตระกูลหู หวังข่ายเสวียนก็ชิงทักทายขึ้นมาก่อน

เขากับหูปาอีเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก พ่อของเขาเคยเป็นลูกน้องของหูอวิ๋นเซวียนมาก่อน หลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิต เขาก็มักจะไปกินข้าวบ้านหูปาอีอยู่บ่อยๆ แม่หูก็รักและเอ็นดูเขาเหมือนกับลูกชายตัวเอง

แม่หูเห็นหวังข่ายเสวียนก็ยิ้มแย้มดีใจ: "เจ้าอ้วน ปากหวานเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ"

"ข่ายเสวียน พวกแกกำลังจะทำอะไรกันเนี่ย"

หูอวิ๋นเซวียนเหลือบไปเห็นกระเป๋าเป้ของหวังข่ายเสวียนและหูปาอีที่วางอยู่บนพื้น

หูปาอีรีบอธิบายว่า "อ๋อ พอดีผมกับเจ้าอ้วนรับงานมางานนึงน่ะครับ เป็นงานของประเทศเลยนะ พวกเราต้องคุ้มกันทีมโบราณคดีของชาติไปขุดค้นที่ทะเลทรายทากลามากันน่ะ"

พอได้ยินว่าเป็นงานระดับชาติ หูอวิ๋นเซวียนก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพียงแต่กำชับให้หูปาอีระมัดระวังตัว และคอยดูแลพวกศาสตราจารย์ให้ดี

ครอบครัวหูพร้อมกับหวังข่ายเสวียน นั่งล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างครื้นเครง หูปาอีและหวังข่ายเสวียนนั่งดวลเหล้าเป็นเพื่อนพ่อหู

ถึงแม้หูอวิ๋นเซวียนจะอายุมากแล้ว แต่หูปาอีกับหวังข่ายเสวียนสองคนรวมพลังกัน ก็ยังดวลเหล้าสู้เขาไม่ได้เลย

งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงช่วงค่ำ รอจนถ่านในหม้อไฟมอดดับลง ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน

หูซิวอู๋ช่วยแม่เก็บกวาดเศษอาหารบนโต๊ะ

แม่หูบอกกับหูซิวอู๋ว่า "ซิวอู๋ ลูกไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวแม่จัดการเอง"

"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมช่วย"

แม่หูมองดูท่าทางทะมัดทะแมงของหูซิวอู๋ แล้วก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เขายังเด็ก ซึ่งเป็นเด็กที่ไร้ความรู้สึกและเย็นชาเหมือนกับรูปปั้นดินเผาในวัด ในใจของเธอทั้งรู้สึกตื้นตันและยินดีเป็นอย่างยิ่ง อาการป่วยของซิวอู๋เป็นเหมือนตราบาปในใจของเธอกับสามีมาโดยตลอด

แต่ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นแล้ว อาการป่วยของซิวอู๋หายเป็นปกติ แถมยังสึกจากสำนักซ่างชิงกลับมาอยู่กับพวกเขาสองตายายแล้ว

เดิมทีพวกเขาคิดว่าซิวอู๋จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในอารามบนเขาไปตลอดชีวิตเสียอีก

"แม่ครับ แม่เป็นอะไรหรือเปล่า"

หูซิวอู๋ถือจานข้าว หันไปเห็นแม่ยืนนิ่งอยู่ข้างหลัง ในมือถือผ้าขี้ริ้ว และมีน้ำตาคลอเบ้า

"ไม่เป็นไรหรอกลูก แม่แค่คิดว่า วันไหนว่างๆ เราน่าจะไปกราบขอบคุณอาจารย์ของลูกที่เขาเหมาซานให้เป็นเรื่องเป็นราวน่ะ"

....... วันรุ่งขึ้น หูปาอีและหวังพั่งจื่อ (เจ้าอ้วน) ตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเขายังมีอุปกรณ์บางอย่างที่ยังหาไม่ครบ โดยเฉพาะของบางอย่างที่หาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้

จึงต้องฝากให้ต้าจินหยาช่วยเป็นธุระจัดการหาให้ วันนี้ต้าจินหยาแจ้งข่าวมาว่าหาของได้ครบหมดแล้ว ให้ทั้งสองคนไปรับของ ทั้งคู่จึงรีบเดินทางไปที่ร้านของต้าจินหยาอย่างเร่งรีบ

ส่วนแม่หู วันนี้ตื่นขึ้นมาก็ยุ่งอยู่กับการปัดกวาดเช็ดถูห้องให้หวังข่ายเสวียนและหูปาอี

มาตรฐานความ 'สะอาด' ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ขอแค่ห้องยังพอซุกหัวนอนได้ ไม่เกะกะขวางทาง มีฝุ่นเกาะนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก

แต่สำหรับคนเป็นภรรยาและแม่แล้วไม่ใช่แบบนั้น เอานิ้วลูบไปที่ขอบหน้าต่างหรือชั้นวางหนังสือ แล้วมีฝุ่นติดมือมา นั่นแปลว่าไม่สะอาด

ระหว่างที่แม่หูกำลังสาละวนกับการทำความสะอาดห้อง หูอวิ๋นเซวียนก็เตรียมตัวจะออกไปเยี่ยมเพื่อนทหารเก่า และถือโอกาสพาหูซิวอู๋ออกไปด้วย

"พ่อครับ เราจะไปไหนกันเหรอ"

"ไปเยี่ยมเพื่อนทหารเก่าของพ่อน่ะ ตั้งแต่เขาปลดประจำการไป พ่อก็ไม่ได้เจอเขามานานแล้ว เมื่อก่อนเขาเคยเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของพ่อน่ะ ได้ยินมาว่าเขาลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แถมยังทำได้ดีซะด้วย"

หูอวิ๋นเซวียนก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเส้นทางในนครหลวงปักกิ่งสักเท่าไหร่ จึงตัดสินใจนั่งรถแท็กซี่ไป โดยยื่นที่อยู่ให้คนขับรถ เพื่อให้คนขับที่ชำนาญทางพาพวกเขาสองพ่อลูกไปส่ง

คนขับแท็กซี่พอได้ยินที่อยู่ที่หูอวิ๋นเซวียนบอก ก็บอกให้ทั้งสองคนขึ้นรถ แล้วก็เหยียบคันเร่งพุ่งออกไปทันที

"ไม่ต้องห่วงครับพี่ชาย ผมรับรองว่าจะไปส่งให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยแน่นอน"

รถแท็กซี่แล่นลัดเลาะไปตามถนนสายต่างๆ ในนครหลวงปักกิ่ง จนกระทั่งมาถึงบ้านเพื่อนเก่าของหูอวิ๋นเซวียน

"พ่อครับ ธุรกิจของเพื่อนเก่าพ่อคนนี้ ดูท่าทางจะไม่ได้แค่ 'ทำได้ดี' ธรรมดาๆ แล้วล่ะมั้งครับ!"

หูซิวอู๋มองดูคฤหาสน์หรูหราตรงหน้า แล้วหันไปพูดกับพ่อ

"ตอนที่มาเจอเขาคราวที่แล้ว บ้านเขายังไม่ใหญ่โตขนาดนี้นี่นา!"

หูอวิ๋นเซวียนลูบปลายคางเบาๆ

เขาก็แอบทึ่งอยู่เหมือนกันที่ธุรกิจของเพื่อนเก่าเจริญรุ่งเรืองใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจเหมือนกับยายหลิวเข้าสวนต้ากวน (สำนวนหมายถึง คนบ้านนอกเข้ากรุง ตื่นตาตื่นใจไปกับทุกสิ่ง) จนเสียอาการแต่อย่างใด

สมัยที่หูอวิ๋นเซวียนยังไม่เกษียณอายุ เขาเป็นถึงระดับผู้บัญชาการทหารในกองทัพ มีดาวประดับอยู่บนบ่าเชียวนะ ลูกน้องและคนรู้จักก็มีอยู่แทบทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศ

หูอวิ๋นเซวียนอาจจะไม่มีเงินทองมากมายเท่าเพื่อนเก่า แต่ถ้าพูดถึงเส้นสายและบารมีล่ะก็ เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าเพื่อนเก่าคนนี้เลย

"ท่านผู้บัญชาการ ไม่คิดเลยนะครับว่าท่านจะเดินทางมาถึงนครหลวงปักกิ่ง เพื่อมาเยี่ยมผม"

หูอวิ๋นเซวียนจูงมือหูซิวอู๋เดินเข้าไปในบ้าน โดยมีคนรับใช้คอยต้อนรับ ทันทีที่เดินเข้าไป หูซิวอู๋ก็เห็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าๆ รูปร่างอวบอ้วนพอๆ กับหวังข่ายเสวียน กำลังเดินเข้ามาหาพร้อมกับครอบครัว

จากนั้น ชายคนนั้นก็ก้มหน้ามองมาที่หูซิวอู๋: "ท่านผู้บัญชาการพาหลานชายมาด้วยเหรอครับเนี่ย แหม หลานชายท่านหน้าตาหล่อเหลาเอาการเลยนะครับเนี่ย!"

"หลานชายที่ไหนกัน นี่ลูกชายฉันต่างหาก"

ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มแบบที่ผู้ชายรู้กัน:

"สุดยอด! ไม่มีอะไรจะพูดเลยครับ ท่านผู้บัญชาการนี่สุดยอดจริงๆ แก่แต่ยังมีไฟนะครับเนี่ย!"

"ฮึ่ม! ทีแกยังผลิตลูกชายออกมาได้เลย ฉันจำได้ว่าตอนที่ฉันมาคราวที่แล้ว บ้านแกเพิ่งจะมีลูกชายแค่สองคนเองนี่นา"

"ฮ่าๆ"*2 ทั้งสองคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน

หลังจากหัวเราะเสร็จ หูอวิ๋นเซวียนก็ก้มหน้าลงไปพูดกับหูซิวอู๋ว่า: "ซิวอู๋เอ๊ย นี่คุณอาหวังเว่ยกั๋ว เป็นเพื่อนเก่าของพ่อเอง"

"แล้วก็นี่คุณน้าของลูก นี่พี่ชายคนโต หวังอี้ นี่พี่รอง หวังโย่ว ส่วนพี่ชายคนที่รุ่นราวคราวเดียวกับลูกคนนี้ก็คือ...."

หวังเว่ยกั๋วพูดแทรกขึ้นมาว่า: "ฮ่าๆ นี่ลูกชายคนที่สามของบ้านฉันเอง"

"หวังเหย่!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 15 - ตระกูลหวัง

คัดลอกลิงก์แล้ว