- หน้าแรก
- ข้าก็แค่นักฆ่าปลายแถว ที่บังเอิญไร้เทียมทาน
- บทที่ 13 - เมื่อใดจะได้ร่วมตัดเทียนริมหน้าต่างตะวันตก
บทที่ 13 - เมื่อใดจะได้ร่วมตัดเทียนริมหน้าต่างตะวันตก
บทที่ 13 - เมื่อใดจะได้ร่วมตัดเทียนริมหน้าต่างตะวันตก
บทที่ 13 - เมื่อใดจะได้ร่วมตัดเทียนริมหน้าต่างตะวันตก
─── 💀 ─── 𝔖𝔞𝔥𝔞ℭ𝔥𝔬𝔨𝔪𝔦𝔫𝔤𝔨𝔴𝔞𝔫 ─── 💀 ───
เมืองลั่วเฉิง โรงเตี๊ยมเซียวหุน
นอกหน้าต่างมีสายฝนโปรยปราย ท้องฟ้ามืดมิดสนิท เสียงหยดน้ำดังกระดิ่งติ๋งต๋องร่วงหล่นลงมาจากชายคา ราวกับไข่มุกเม็ดน้อยใหญ่ร่วงหล่นลงบนถาดหยก
ห้องของเหอผิงเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในโรงเตี๊ยมเซียวหุน ไม่ใช่เพียงห้องหับเล็กๆ เหมือนกับห้องของฟางเปี๋ยและเซวียหลิง ทว่าการตกแต่งภายในห้องกลับเรียบง่ายยิ่งนัก เหอผิงสวมกระโปรงยาวผ้าฝ้ายสีขาวนวลดั่งแสงจันทร์ บนศีรษะปักปิ่นเงินเอียงๆ ในมือถือตะไกรทองเหลืองเล่มเล็ก กำลังบรรจงตัดแต่งไส้เทียนอย่างระมัดระวัง
ตะเกียงน้ำมันใช้น้ำมันถั่วเหลือง เมื่อไส้ตะเกียงฝ้ายเผาไหม้เป็นเวลานานก็จะกลายเป็นสีดำและกลายเป็นถ่าน ทำให้เปลวไฟหดเล็กลง สิ่งที่เหอผิงทำก็คือการใช้ตะไกรค่อยๆ ตัดไส้ตะเกียงฝ้ายที่กลายเป็นถ่านเหล่านั้นออกทีละนิด จากนั้นก็มองดูแสงสว่างของตะเกียงน้ำมันค่อยๆ สว่างไสวขึ้นมา
นางวางตะไกรทองเหลืองในมือลง มองดูค่ำคืนที่มีพายุฝนนอกหน้าต่าง สายฝนโปรยปรายเกี่ยวพันกันอยู่นอกหน้าต่าง ราวกับใยแมงมุมสีเงินยวงนับไม่ถ้วนในค่ำคืนอันมืดมิด
คืนนี้เป็นภารกิจแรกของฟางเปี๋ยและหลินเสวี่ย
อีกทั้ง ศัตรูยังรับมือยากกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่แรกมากนัก
ความจริงแล้วหากเป็นห่วงจริงๆ เหอผิงก็ควรจะไปเฝ้าดูอยู่ที่นั่น ไม่ใช่มานั่งเฝ้าตะเกียงน้ำมันที่ค่อยๆ หรี่แสงลงอย่างแห้งแล้งอยู่ในโรงเตี๊ยม รอคอยเวลาเพื่อตัดไส้เทียนอีกครั้งเช่นนี้
ทว่าเหอผิงก็ยังคงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ มองดูแสงไฟ มองดูสายฝนนอกหน้าต่าง
รูปโฉมของหญิงสาวสว่างไสววูบวาบอยู่ภายใต้แสงไฟ นางงดงามดั่งภาพวาด ทั้งดูเย็นชาและสง่างาม
"เอาเถอะ" เหอผิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ "นักฆ่าทุกคน ล้วนต้องมีประสบการณ์การลอบสังหารเป็นครั้งแรกด้วยกันทั้งนั้น"
"มีครั้งแรก ถึงจะมีครั้งที่สอง"
"หากการลอบสังหารครั้งแรกของเขาต้องมาตายอยู่กลางทาง เช่นนั้น ก็พิสูจน์ได้เพียงว่าเขาไม่เหมาะกับอาชีพนี้เท่านั้น"
"เพราะถึงอย่างไร ข้าเองก็ต้องแก่ ข้าเองก็ต้องตาย เมื่อถึงวันที่ข้าแก่ข้าตาย ก็จะไม่มีใครคอยดูแลเขาได้อีกแล้ว"
"คนที่จะดูแลเขาได้ ก็มีเพียงตัวเขาเองเท่านั้น"
"แน่นอนว่า แม่นางหลินเสวี่ยผู้นั้น แม้จะมีปัญหาอยู่มาก แต่ทว่า ข้าก็รู้สึกว่านางดูเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่งเลยนะ"
"เพียงแต่หวังว่า นางจะไม่ทำเรื่องโง่เขลาใดๆ จนพาตัวเองดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความหายนะอย่างแท้จริง"
เหอผิงพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น น้ำเสียงแผ่วเบา นางเฝ้ารออยู่นอกหน้าต่างในค่ำคืนแห่งพายุฝน จุดตะเกียงทิ้งไว้ให้แก่ผู้พเนจรทั้งสองที่อยู่ห่างไกล
เช่นนี้แล้วยามที่พวกเขากลับมา สิ่งแรกที่มองเห็นก็คือตะเกียงดวงนี้ จะได้รู้ว่ายังมีคนคอยเฝ้ารอพวกเขาอยู่
เหอผิงชื่นชอบความรู้สึกเช่นนี้มาก ตอนที่นางออกไปปฏิบัติภารกิจเป็นครั้งแรก เกิดความผิดพลาดขึ้นเล็กน้อย ตอนที่กลับมาก็มีเลือดอาบไปทั้งตัว รู้สึกเหมือนตัวเองอาจจะล้มลงกลางทางได้ทุกเมื่อ
ทว่าเมื่อนางมองเห็นแสงไฟที่สว่างไสวดวงนั้น ก็พลันรู้สึกว่าการมีคนคอยเฝ้ารออยู่ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ
วันเวลาล่วงเลยผ่านไป คนที่เคยจุดตะเกียงรอนางผู้นั้นได้ตายจากไปแล้ว คนที่เคยร่วมเคียงข้างนางในค่ำคืนอันมืดมิดผู้นั้นได้ตายจากไปแล้ว แม้นางจะยังไม่แก่ชราลงอย่างแท้จริง ทว่ากลับรู้สึกว่าจิตใจอ่อนโยนลงมากแล้ว
เฉกเช่นตอนนี้ ที่ถึงคราวของนางต้องจุดตะเกียงให้คนอื่น ถึงคราวของนางต้องเฝ้ารอยามค่ำคืนให้คนอื่น
เหอผิงเม้มริมฝีปาก เอื้อมมือไปหยิบตะไกรทองเหลืองอีกครั้ง
คืนนี้นางจะเฝ้ารออยู่ที่นี่ตลอดทั้งคืน
จวบจนรุ่งอรุณทางทิศตะวันออกจะมาเยือน
……
……
ภายในศาลเจ้าภูเขา หนิงหวยหย่วนรู้สึกเพียงว่าการโจมตีครั้งต่อไปของตนจะต้องสัมฤทธิ์ผลอย่างแน่นอน
กระบี่พุ่งออกไปดั่งสายรุ้ง ทว่าขอทานน้อยกลับเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและหวาดกลัวเล็กน้อย จากนั้นก็ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
กระบี่แทงพลาดเป้า
กระบวนท่ากระบี่ของหนิงหวยหย่วนยังไม่สิ้นสุด จึงเปลี่ยนกระบวนท่าตวัดกวาดในทันที ทว่าขอทานน้อยก็ลื่นไถลล้มลงกับพื้นในทันทีเช่นกัน กระบี่อิ๋งฮั่วจึงตวัดผ่านเหนือศีรษะของอีกฝ่ายไปเพียง 2 ชุ่นเท่านั้น
หนิงหวยหย่วนทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว กระบี่อ่อนในมือซ้ายตวัดออกไปราวกับงูสีเงิน คมกระบี่บิดเบี้ยว ครอบคลุมทั่วร่างของขอทานน้อยในพริบตา เขาล้มลงกับพื้น ไม่ว่าจะหลบหลีกอย่างไรก็ยังอยู่ภายใต้รัศมีของคมกระบี่ นั่นก็หมายความว่า ชั่วพริบตาก็ต้องมีจุดจบคือร่างกายถูกสับเป็นชิ้นๆ
ทว่าหนิงหวยหย่วนกลับคาดไม่ถึงเลยว่า ร่างกายของขอทานน้อยจะดูราวกับถูกเชือกผูกมัดเอาไว้ ทั้งๆ ที่ล้มลงไปบนพื้นแล้วแท้ๆ แต่กลับสามารถลื่นไถลถอยหลังไปเป็นเส้นตรงได้อย่างพอดิบพอดี สามารถหลบพ้นกระบวนท่ากระบี่ของเขาได้อย่างฉิวเฉียด
เขาไถลออกไปไกลถึง 6 ฉื่อ ราวกับว่าเบื้องล่างไม่ใช่พื้นอิฐหินสีเขียว แต่เป็นพื้นน้ำแข็งที่ลื่นปรื๊ดอย่างไรอย่างนั้น
จากนั้นทั้งร่างก็ตั้งตรงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกราวกับพลั่วที่ล้มอยู่บนพื้น ขอเพียงมีคนเหยียบปลายพลั่วด้านนั้น พลั่วก็จะตั้งตรงขึ้นมาเองได้
เพียงแต่พลั่วตั้งตรงขึ้นมาเป็นเรื่องปกติ ทว่าคนเป็นๆ กลับตั้งตรงขึ้นมาด้วยวิธีดั่งภูตผีเช่นนี้ ช่างดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ราวกับภูตผีเทวดา
ขอทานน้อยผู้นี้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าหนิงหวยหย่วนอีกครั้ง สีหน้ายังคงไร้เดียงสา "เจ้าถือกระบี่เอาไว้หลอกให้ใครกลัวกัน?"
เขาพูดเช่นนั้น โดยไม่ได้รู้สึกเลยสักนิดว่าคำพูดของตนเองนั้นช่างเป็นการเยาะเย้ยถากถางมากเพียงใด
ทว่าตัวหนิงหวยหย่วนเอง ในเวลานี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่มีทางมองว่าขอทานน้อยตรงหน้าเป็นเพียงไก่อ่อนที่ไร้วรยุทธ์ใดๆ อีกต่อไป เมื่อครู่นี้ทั้งการแทง การกวาด ตลอดจนการตวัดกระบี่อ่อนของเขา ต่อให้เป็นยอดฝีมือทั่วไปรับมือก็ยังคงยากลำบากยิ่ง นับประสาอะไรกับขอทานน้อยผู้นี้ที่สองมือไร้อาวุธ ทว่ากลับใช้การถอยหลัง การล้มลุกคลุกคลานที่ดูน่าขบขัน และท้ายที่สุดคือการไถลตัวถอยหลังหนีที่แทบไม่อาจเข้าใจได้ หนิงหวยหย่วนไม่เคยได้ยินชื่อวรยุทธ์ที่คล้ายคลึงกันเช่นนี้มาก่อน ทว่าเขาก็ต้องถามใจตัวเองดู เขาเองก็ไม่มีทางทำได้เช่นกันอย่างแน่นอน
ขอทานน้อยผู้นี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่?
ชั่วขณะหนึ่ง ความคิดเช่นนี้ก็ครอบงำเข้ามาในหัวของหนิงหวยหย่วน
"ขอถามหน่อย ใต้เท้ามีชื่อแซ่ว่าอะไร?" หนิงหวยหย่วนยังคงถือกระบี่คู่ไว้ในมือ เย่ว์ผิงซานในเวลานี้ถูกเข็มเงินวิญญาณเหมันต์เข้าไปแล้ว ยังคงไม่น่าหวาดหวั่นอันใด เหลือเพียงขอทานน้อยที่เดิมทีคิดว่าจัดการได้ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือผู้นี้เท่านั้น ทว่าภายใต้เงื้อมมือของนักฆ่า อีกฝ่ายกลับรับมือได้อย่างสบายๆ แถมพอเอ่ยปากขึ้นมา ก็เป็นคำเยาะเย้ยถากถางระดับทะลุฟ้าอย่าง "เจ้าถือกระบี่เอาไว้หลอกให้ใครกลัวกัน?"
แต่ต่อให้อีกฝ่ายจะเยาะเย้ยถากถางมากเพียงใด คนที่อยู่ในยุทธภพ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย หนิงหวยหย่วนสามารถเดินมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ก็ต้องพึ่งพาความระมัดระวังและไพ่ตายที่มีอยู่มากมาย ทว่าขอทานน้อยที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ กลับทำให้หนิงหวยหย่วนรู้สึกมองไม่ทะลุเลยจริงๆ
"ชื่อหรือ? ข้าชื่อสุนัขพันทาง" ขอทานน้อยเอียงคอพูด น้ำเสียงไร้เดียงสา
สุนัขพันทาง? หนิงหวยหย่วนถึงกับอึ้งไปจริงๆ?
ที่ไหนมีชื่อแปลกประหลาดเช่นนี้?
หรือว่าจะชื่อว่า ลูกหมาพันทาง?
แต่ที่ไหนจะมีคนตั้งชื่อด่าตัวเองแบบนี้เล่า?
ทว่าในเวลานี้หนิงหวยหย่วนก็เริ่มรู้สึกเกรงกลัวขอทานน้อยผู้นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว หากบอกว่าการใช้ปราณกระบี่ทำร้ายคนในครั้งแรกแล้วถูกอีกฝ่ายหลบพ้นไปได้เป็นเพียงความโชคดี แต่บัดนี้การที่ตนเองบุกโจมตีอย่างหนักหน่วงด้วยพลังถึงเจ็ดส่วนติดต่อกัน กลับไม่ได้แตะต้องแม้แต่ชายเสื้อของอีกฝ่ายเลย เช่นนั้นเรื่องราวก็เริ่มผิดปกติอย่างมากแล้ว
"น้องโก่วจ๋าจง" หนิงหวยหย่วนพยายามพูดจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ข้ากับพี่ชายผู้นี้มีความแค้นในยุทธภพต่อกัน คนเมื่อเข้าสู่ยุทธภพ ย่อมไม่อาจเป็นตัวของตัวเอง ใต้เท้ากับข้าบังเอิญพบพาน ข้าไม่อยากเพิ่มบาปกรรมในการเข่นฆ่า กอปรกับการฆ่าขอทานน้อยคนหนึ่งเช่นนี้ ก็จะทำให้คนในยุทธภพหัวเราะเยาะเอาได้"
เขาพูดเช่นนั้น "หากน้องชายต้องการศาลเจ้าภูเขาแห่งนี้เพื่อพักแรม ข้าก็จะยกให้เจ้า"
"ว่าอย่างไร?"
เขายังคงถือกระบี่คู่ไว้ในมือ ยืนมองดูขอทานน้อยที่เรียกตัวเองว่าโก่วจ๋าจงอยู่ตรงนั้น รอคอยคำตอบจากอีกฝ่าย
─── 💀 ─── 𝔖𝔞𝔥𝔞ℭ𝔥𝔬𝔨𝔪𝔦𝔫𝔤𝔨𝔴𝔞𝔫 ─── 💀 ───