- หน้าแรก
- หวนคืนบัลลังก์จักรพรรดิเซียน
- บทที่ 10 สังหารอย่างดุดัน
บทที่ 10 สังหารอย่างดุดัน
บทที่ 10 สังหารอย่างดุดัน
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมองดูผู้คนที่พุ่งเข้ามาสังหารตรงหน้า ภายในใจมีความเย็นเยียบสายหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้น เขาไม่สังหารคน แต่กลับถูกคุกคามครั้งแล้วครั้งเล่า เขามีจิตเมตตา ทว่าคู่ต่อสู้กลับวิกลจริตบ้าคลั่ง
เขาคือจักรพรรดิเซียน เคยสะกดข่มทุกยุคสมัย บัดนี้ได้กำเนิดใหม่ กลับต้องถูกคุกคามจากพวกตัวตลกขี้เรื้อนครั้งแล้วครั้งเล่า และในยามนี้เขาก็โกรธแล้ว โอรสสวรรค์พิโรธ ซากศพกองเป็นภูเขาเลากา วันนี้เขาต้องการเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อข่มขวัญพวกคนพาลจอมปลอม
ฟุ่บ!
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนชักกระบี่วิเศษในมือออกมาอย่างฉับพลัน ประกายแสงเย็นเยียบสายหนึ่งสว่างวาบ รังสีสังหารและความเย็นเยียบอันชวนให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวจนถึงขีดสุดพุ่งทะลวงเข้าใส่หน้าราวกับสามารถสังหารทุกสรรพสิ่งให้สิ้นซาก
โพละ โพละ โพละ!
วินาทีต่อมา ร่างกายของคนตระกูลโจวทั้งสามก็ระเบิดออกโดยตรง กลายเป็นหมอกโลหิต นี่เรียกได้ว่าทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นตะลึงไปบ้างแล้ว
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงัน ไร้ซึ่งซุ่มเสียงใดๆ
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนช่างองอาจยิ่งนัก โกรธาชักกระบี่ พลานุภาพกระบี่ประดุจคุกเทพ ประกายกระบี่สังหารสามคน เย็นชาโหดเหี้ยมดั่งจอมมาร
สังหารคนเป็นผักปลา เลือดเย็นดั่งน้ำแข็ง! ง่ายดายราวกับเชือดสุนัข
บางคนที่ยังไม่เคยประจักษ์ถึงท่วงท่าอันไร้เทียมทานของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนกับตาตนเอง และคิดว่าการที่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนสังหารคนติดต่อกันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญนั้น ในเวลานี้ล้วนไม่กล้าดูแคลนเซวียนหยวนฮ่าวเทียนอีกต่อไป
ในตอนนี้ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมองไปทางโจวอู๋ฝ่าอย่างเย็นชา พร้อมกล่าวตำหนิว่า "ตาเฒ่าเส็งเคร็ง บุตรชายของเจ้าหมายปองสตรีของข้า โทษหนักสมควรตายเป็นหมื่นครั้ง เจ้าลั่นวาจาว่าจะเอาชีวิตข้า สมควรถูกประหาร ยามนี้บุตรชายของเจ้าได้ตกตายไปแล้ว หากเจ้าไม่อยากตาย ก็จงทำลายตบะของตนเองทิ้งเสีย แล้วโขกศีรษะร้องขอชีวิตซะ"
เมื่อเซวียนหยวนฮ่าวเทียนเอ่ยคำนี้ออกมา โจวอู๋ฝ่าที่กำลังต่อสู้กับเซวียนหยวนเลี่ยอยู่ก็แทบจะโกรธจนกระอักเลือด
เขา โจวอู๋ฝ่า คือหนึ่งในผู้มีอำนาจมากที่สุดในเมืองกูหยาง มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทว่ากลับถูกผู้เยาว์ท้าทายเช่นนี้ ทำให้เพลิงโทสะในใจของเขาลุกโชนราวกับจะแผดเผาเขาให้มอดไหม้ก็ไม่ปาน
"ไอ้หนู วันนี้บิดาจะฉีกร่างเจ้าทั้งเป็นให้จงได้"
เวลานี้ โจวอู๋ฝ่ามีกลิ่นอายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปราณแท้พวยพุ่งไปทั่วร่าง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปราณแท้ไหลเวียนออกมาเป็นสาย เขาปะทะฝ่ามือกับเซวียนหยวนเลี่ยหนึ่งครา ซัดเซวียนหยวนเลี่ยจนถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว ส่วนตัวเขาก็พุ่งทะยานเข้ามาสังหารเซวียนหยวนฮ่าวเทียน
ปราณแท้ในฝ่ามือของเขาซัดสาดอย่างรุนแรง เรียกได้ว่าสั่นสะเทือนจิตใจผู้คนอยู่บ้าง ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกกระวนกระวายใจถึงขีดสุด
"ผู้นำตระกูลเก่งกาจ!"
"ไอ้เด็กนั่นต้องตายอย่างมิต้องสงสัย!"
เมื่อคนตระกูลโจวเห็นผู้นำตระกูลของตนระเบิดความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างกะทันหัน ก็พากันโห่ร้องด้วยความดีใจ แต่ละคนราวกับได้เห็นภาพนองเลือดของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนที่กลายเป็นก้อนเนื้อแหลกเหลวภายใต้ฝ่ามือของโจวอู๋ฝ่าแล้วอย่างไรอย่างนั้น
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมองดูโจวอู๋ฝ่าที่พุ่งเข้ามาสังหารพลางยิ้มเยาะ "ปราณแท้เดือดพล่าน ครึ่งก้าวสร้างรากฐาน นี่คือไพ่ตายของเจ้างั้นหรือ? ขยะอย่างกับสุนัข ตอนนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ซึ้งถึงความสิ้นหวังเอง"
จากนั้นแววตาของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็เปลี่ยนเป็นดุดัน ขวางกระบี่ไว้ที่หน้าอก ปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลงอย่างสนิท ในห้วงคำนึงของเขามีภาพมากมายสว่างวาบขึ้นมา ชาติก่อนเขาปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา แต่กลับต้องพบกับภัยพิบัติอย่างน่าอนาถ ชาตินี้เขาไม่มีเจตนาจะสังหารผู้ใด แต่กลับถูกผู้คนกลั่นแกล้งทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า
จิตใจดั่งเหล็กเย็น รังสีสังหารปะทุขึ้น ความเย็นเยียบอันสะเทือนฟ้าสายหนึ่งประดุจหลั่งไหลออกมาจากแม่น้ำยมโลกเก้าชั้นภูมิ แผ่ซ่านไปทั่วทั้งโถงเจรจา ความเคียดแค้นและโทสะนานัปการหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเจตจำนง
ในวินาทีนี้ เรือนผมสีดำของเขาปลิวไสว เสื้อผ้าขยับพริ้วโดยไร้แรงลม บรรยากาศทั่วทั้งโถงเจรจาอึดอัดจนน่าหวาดกลัว ผู้คนทั้งหมดต่างก็สัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวอันยิ่งใหญ่ชนิดหนึ่ง
"กระบี่ผสานใจ!"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน ประกายแสงในแววตาราวกับสายฟ้าสองสายที่ฉีกกระชากความมืดมิดในยามราตรี เขารวบรวมเจตจำนงนานัปการให้กลายเป็นหนึ่งเจตจำนง เจตจำนงนี้คือเจตจำนงแห่งการสังหาร จากนั้นเขาก็ชูกระบี่ขึ้นสูง แล้วฟันลงมาหนึ่งกระบี่ รวดเร็วดั่งดาวตกที่ร่วงหล่นสู่พื้นดิน
ปราณกระบี่สายหนึ่งที่มีพลานุภาพดั่งรุ้งพาดผ่านดวงตะวันพวยพุ่งออกมาประดุจแถบผ้าไหม ครอบคลุมร่างของโจวอู๋ฝ่าเอาไว้ในชั่วพริบตา
กระบี่เล่มนี้คืออาวุธวิญญาณ ปราณกระบี่ม้วนตลบ ประกายแสงเย็นยะเยือก รวบรวมความหมกมุ่นของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนเอาไว้
นี่คือวิชากระบี่อันสูงสุดที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยจักรพรรดิกรรมบี่บรรพกาลนิรนามผู้หนึ่ง พลานุภาพฝืนลิขิตฟ้า ระดับขั้นสูงส่งจนน่าหวาดกลัว
ภายใต้กระบี่นี้ ได้สูบปราณแท้ของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนไปจนหมดสิ้น
"เป็นไปไม่ได้ เหตุใดเจ้าจึงสามารถตระหนักรู้ถึงเจตจำนงกระบี่ได้!"
บนใบหน้าของโจวอู๋ฝ่าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเซวียนหยวนฮ่าวเทียนจะชั่วร้ายและน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
เจตจำนงกระบี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถตระหนักรู้ได้อย่างแน่นอน ผู้ที่สามารถตระหนักรู้ถึงเจตจำนงกระบี่ได้ ในบรรดาคนนับแสนยากนักที่จะมีปรากฏขึ้นสักคน
นับแต่โบราณกาลมา ผู้ที่ตระหนักรู้เจตจำนงกระบี่ทุกคนล้วนเป็นผู้ที่โดดเด่นไร้ผู้ทัดเทียม แม้แต่ในประวัติศาสตร์ของเมืองกูหยางก็ยังไม่เคยปรากฏบุคคลเช่นนี้เลยสักคน
ทว่าบัดนี้ คนผู้หนึ่งที่เบิกชีพจรสวรรค์ขยะ กลับดุดันเหี้ยมหาญถึงเพียงนี้ เรียกได้ว่าทำให้ผู้คนตื่นตะลึงอย่างแท้จริง
โพละ!
ภายใต้กระบี่นี้ โจวอู๋ฝ่าทั้งร่างและวิญญาณแหลกสลายไปโดยตรง กลายเป็นหมอกโลหิตกองหนึ่ง เรียกได้ว่าน่าสมเพชเวทนาจนถึงขีดสุดเลยทีเดียว
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงัน ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ ผู้คนมองดูกองเลือดบนพื้น ตาแทบจะถลนออกมา บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง อาจกล่าวได้ว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้
มุมปากของผู้อาวุโสสองกระตุก เหงื่อเย็นผุดพรายไปทั่วทั้งร่าง ส่วนผู้อาวุโสสูงสุดท่านนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว ภายในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ส่วนเซวียนหยวนเวยและเซวียนหยวนรั่วหลาน สีหน้าของคนทั้งสองยิ่งย่ำแย่ถึงขีดสุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซวียนหยวนรั่วหลาน นางราวกับมีความรู้สึกเหมือนได้กินมูลสุนัขเข้าไปก็ไม่ปาน เพิ่งจะสลัดเซวียนหยวนฮ่าวเทียนทิ้งไป แต่ยามนี้กลับพบว่าเซวียนหยวนฮ่าวเทียนมีความสามารถอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ นางถึงกับมีความรู้สึกอยากจะตบหน้าตนเองฉาดใหญ่เลยทีเดียว
เวลานี้ เหล่าศิษย์สตรีของตระกูลเซวียนหยวนมองไปทางเซวียนหยวนฮ่าวเทียน ภายในดวงตาเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมีรูปลักษณ์สง่างามหล่อเหลาไร้ที่ติ ความแข็งแกร่งยิ่งทรงพลังจนถึงขั้นฝืนลิขิตฟ้า เย็นชาโหดเหี้ยมดั่งเทพมาร ย่อมกลายเป็นผู้กระชากใจสาวๆ ไปในพริบตา ทำให้หญิงสาวนับหมื่นต้องหลงใหล
หลังจากที่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนลงมือสังหารโจวอู๋ฝ่าแล้ว ก็ไม่ได้คิดที่จะปล่อยคนของตระกูลโจวไปเช่นนี้
คนของตระกูลโจว ทำความผิดมหันต์ยากจะให้อภัย กล้าหมายปองโหรวเอ๋อร์ สมควรถูกประหารล้างตระกูล อย่างน้อยที่สุดก็ต้องให้พวกเขาส่งมอบผงรวบปราณมาหลายพันขวด
"พวกเจ้าคนตระกูลโจว คิดการร้ายต่อข้า สมควรตายเป็นหมื่นครั้ง ทว่าสวรรค์เบื้องบนยังมีเมตตาไว้ชีวิตสรรพสัตว์ ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า ตอนนี้จงส่งมอบผงรวบปราณของพวกเจ้ามาสามพันขวด แล้วข้าจะละเว้นความตายให้พวกเจ้า" เซวียนหยวนฮ่าวเทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
กลุ่มคนตระกูลโจว แต่ละคนมีสีหน้าราวกับบิดามารดาเพิ่งสิ้นใจ หวาดกลัวและหดหู่เป็นอย่างยิ่ง ไม่กล้ามีความรู้สึกไม่พอใจต่อเซวียนหยวนฮ่าวเทียนแม้แต่น้อย พวกเขาได้ประจักษ์ถึงฝีมือของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนมาแล้ว
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนผู้นี้ ดูภายนอกคล้ายสดใสเป็นกันเอง ดูไร้พิษสง ทว่ายามลงมือกลับไร้ความปรานี เย็นชาโหดเหี้ยมดั่งเทพมาร ราวกับเทพสังหารก็ไม่ปาน
ไม่มีผู้ใดกล้าเอาชีวิตน้อยๆ ของตนมาล้อเล่น แต่ละคนล้วนยอมส่งมอบถุงเก็บของของตนเองออกมาอย่างว่านอนสอนง่าย
หลังจากที่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนรับผงรวบปราณที่เจ้าพวกนั้นถวายมา ก็พบว่ามีเพียงไม่กี่ร้อยขวดเท่านั้น ดังนั้นจึงเอ่ยปากกล่าวว่า "ยังไม่พอ พวกเจ้าส่งคนกลับไปผู้หนึ่ง นำผงรวบปราณมาส่งให้ข้าอีกหลายร้อยขวด มิเช่นนั้นผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรพวกเจ้าย่อมรู้ดี"
กลุ่มคนตระกูลโจวมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็เสนอชื่อผู้อาวุโสท่านหนึ่งให้กลับไปนำผงรวบปราณมาไถ่ตัวคน
"เทียนเอ๋อร์ เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่" เซวียนหยวนเลี่ยมองดูเซวียนหยวนฮ่าวเทียนด้วยความกังวลเล็กน้อย
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมองแววตาอันห่วงใยของเซวียนหยวนเลี่ย กลิ่นอายอันดุดันบนร่างก็ค่อยๆ เลือนหายไป เขาเผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนออกมา "ท่านพ่อไม่ต้องกังวลไปขอรับ ก็แค่พวกเศษสวะไก่ดินสุนัขกระเบื้อง ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย"