เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 ความกลัดกลุ้มของหญิงม่าย

บทที่ 28 ความกลัดกลุ้มของหญิงม่าย

บทที่ 28 ความกลัดกลุ้มของหญิงม่าย


เฉาปินพ่นลมหายใจออกมาอย่างสบายอารมณ์

มีคำกล่าวไว้ได้ดีว่า จะเลี้ยงดูผู้หญิง ถ้าไม่ใช้เงินแล้วจะเลี้ยงได้อย่างไร

โดยเฉพาะสาวงามที่ทั้งรูปร่างและหน้าตาจัดอยู่ในระดับแนวหน้า

หากพึ่งพาเพียงความรักค้ำจุน โดยปราศจากวัตถุเป็นหลักประกัน ก็คงประคับประคองไปได้ไม่นานนัก

แน่นอนว่า ตอนนี้ยังต้องติดต่อเรื่องการตกแต่งภายในเสียก่อน

บริษัทรับเหมาตกแต่งที่เคยร่วมงานกันก่อนหน้านี้ถือว่าไม่เลว เฉาปินตั้งใจจะใช้บริการของพวกเขาต่อไป เผื่อจะได้ดูด้วยว่าครั้งนี้จะมีส่วนลดอะไรให้บ้างหรือไม่

ดังนั้น เขาจึงติดต่อไปหาดีไซเนอร์หลี่

ดีไซเนอร์หลี่เสนอตัวว่าหลังมื้อเที่ยงจะมาหาเฉาปินที่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ซิงฮุย

คล้อยหลังช่วงเที่ยงมาได้ไม่นาน

ดีไซเนอร์หลี่ก็มารอเฉาปินอยู่ที่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ซิงฮุยตามลำพังได้พักใหญ่แล้ว

ตอนที่เฉาปินผลักประตูเข้ามา เขามีท่าทีประหลาดใจเล็กน้อย "ดีไซเนอร์หลี่มาถึงเร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ?"

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนายทุนกระเป๋าหนัก ดีไซเนอร์หลี่ย่อมไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย เขาตั้งใจมารอที่นี่ล่วงหน้าโดยเฉพาะ

"ได้ยินว่าโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตของเถ้าแก่เฉาพิจารณาจะมอบหมายให้บริษัทเรารับหน้าที่ตกแต่ง ผมก็ดีใจจนนั่งไม่ติด เลยรีบมาก่อนเวลาน่ะครับ" ดีไซเนอร์หลี่อธิบายยิ้มๆ

เฉาปินพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรมากนัก

ตอนนี้เขามีเงินสดหมุนเวียนในมือกว่าหนึ่งล้านหยวน ซึ่งมากพอที่จะจ่ายค่ามัดจำการตกแต่งได้อย่างเหลือเฟือ

เขาพาดีไซเนอร์หลี่ไปยังพื้นที่ห้องแถวขนาดเจ็ดร้อยตารางเมตรแห่งนั้น

หากซูเปอร์มาร์เก็ตเปิดกิจการได้อย่างราบรื่น เรื่องฐานลูกค้าย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

ลำพังแค่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็มีมากกว่าหนึ่งหมื่นคนแล้ว อีกทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตก็ไม่เหมือนกับอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ดึงดูดแค่ผู้ชาย แต่มันเจาะกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาทุกคน

ประกอบกับโรงพยาบาลและหมู่บ้านจัดสรรอย่างจินหูเจียหยวนที่อยู่ใกล้เคียงแล้ว แนวโน้มการทำกำไรจึงถือว่าน่าดูชมเลยทีเดียว

รอจนถึงปีหน้า ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด

เรื่องการเกิดใหม่นั้น เฉาปินรู้ตัวดีว่าเขาจำเนื้อเพลงหรือบทละครอะไรไม่ได้เลย ไม่สามารถลอกเลียนแบบนิยายทั้งเล่มได้ง่ายๆ เหมือนกับคนที่เกิดใหม่คนอื่นๆ เขาไม่รู้โน้ตเพลงก็เขียนเนื้อร้องหรือแต่งทำนองไม่ได้ บทภาพยนตร์ก็ไม่ได้มีให้หยิบฉวยมาได้ง่ายๆ อย่างมากที่สุดเขาก็แค่รู้โอกาสในการลงทุนดีๆ บางอย่างเท่านั้น

ชีวิตคนเราจะหาความสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้จากที่ไหนกัน?

อีกอย่าง เฉาปินก็ถือว่าได้ใช้ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ จากการเกิดใหม่มากอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเองแล้วไม่ใช่หรือ?

ความโด่งดังเป็นพลุแตกของอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ซิงฮุยในตอนนี้ ก็เป็นเพียงการนำโมเดลความสำเร็จในยุคหลังของคนอื่นมาปรับใช้ เพียงแต่เขาชิงลงมือทำก่อนก็เท่านั้น

หลังจากไขกุญแจเปิดประตู เฉาปินก็พาดีไซเนอร์หลี่เดินเข้าไปในพื้นที่ห้องแถวที่ว่างเปล่า

ดีไซเนอร์หลี่เดินสำรวจโครงสร้างอย่างละเอียด พลางพึมพำตัวเลขข้อมูลเบาๆ

ซูเปอร์มาร์เก็ตแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นบนมีพื้นที่ประมาณสองร้อยกว่าตารางเมตร ส่วนชั้นล่างมีพื้นที่สี่ร้อยกว่าตารางเมตร

หลังจากเดินสำรวจสถานที่จริงจนทั่วแล้ว ดีไซเนอร์หลี่ก็พอจะมีภาพในหัว เขาเอ่ยกับเฉาปินว่า

"เถ้าแก่เฉาครับ ผมเตรียมแผนงานไว้สามระดับ คือ สูง กลาง และต่ำ ซึ่งราคาประเมินก็จะแตกต่างกันไป"

"ระดับต่ำคือการตกแต่งซูเปอร์มาร์เก็ตแบบพื้นฐานที่สุด ประกอบด้วยการทาสีผนังแบบเรียบง่าย การสร้างบันได ชั้นวางสินค้า และงานพื้นฐานทั้งหมด ราคาเสนออยู่ที่เก้าแสนหยวนครับ"

"ระดับกลางจะดีกว่าการตกแต่งซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กทั่วไป โดยทางเราจะแถมเคาน์เตอร์แคชเชียร์ให้สี่จุด ราคาเสนออยู่ที่หนึ่งล้านสามแสนหยวนครับ"

"ส่วนแผนงานระดับสูง จะใช้อุปกรณ์ส่องสว่างและวัสดุก่อสร้างคุณภาพเยี่ยม รับประกันคุณภาพโดยรวมได้ดีกว่า แน่นอนว่าราคาก็จะสูงตามไปด้วย ราคาเสนออยู่ที่สองล้านหนึ่งแสนหยวนครับ"

เมื่อพูดจบ ดีไซเนอร์หลี่ก็รอคอยคำตอบจากเฉาปินอย่างเงียบๆ

เฉาปินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ในเมื่อคิดจะเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว เขาก็ไม่คิดจะตระหนี่ถี่เหนียวกับเรื่องการตกแต่ง

เฉาปินเชื่อมั่นในสิ่งหนึ่งมาโดยตลอด นั่นคือของดีสมราคา จ่ายเงินไปเท่าไหร่ ก็ย่อมได้ของคุณภาพระดับนั้นกลับมา!

แผนงานระดับต่ำแม้จะราคาถูก แต่ก็ดูเสียหน้าเกินไป ไม่น่าเลือกใช้

การตกแต่งระดับกลางน่าจะเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดปัจจุบัน แต่เฉาปินไม่ได้มีแรงกดดันทางการเงินมากขนาดนั้น เขากลับอยากทำซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ให้ออกมาดีที่สุด ถึงจะไม่สามารถเทียบชั้นกับซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่อย่างต้าหลุ้นฟาได้ก็ตาม

แต่ก็ต้องสามารถบดขยี้ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลางและขนาดเล็กในละแวกนี้ได้อย่างแน่นอน เหมือนกับที่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ซิงฮุยจัดการกับอินเทอร์เน็ตคาเฟ่รอบข้างจนราบคาบมาแล้ว!

"ตกลงเอาแผนงานระดับสูงก็แล้วกันครับ แบบราคาสองล้านหนึ่งแสนหยวน" เฉาปินตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "แต่ผมขอเงื่อนไขเดิมนะ คือระยะเวลาการตกแต่งสองเดือน ผมหวังว่าจะได้เห็นซูเปอร์มาร์เก็ตตกแต่งเสร็จสมบูรณ์ภายในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้!"

ดีไซเนอร์หลี่รับปากพร้อมรอยยิ้ม "วางใจได้เลยครับ เราไม่ได้ร่วมงานกันเป็นครั้งแรก ครั้งนี้ผมก็จะคอยกำชับให้คนงานเร่งทำงานล่วงเวลา รับรองว่าจะเสร็จทันเวลาและได้คุณภาพตามที่ตกลงไว้แน่นอนครับ"

ตอนนี้เพิ่งจะเข้าสู่เดือนกันยายน รอจนถึงช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โครงการธุรกิจใหม่ของเฉาปินอีกหนึ่งโครงการก็จะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ

นี่ไม่ใช่แค่แหล่งรายได้ใหม่เท่านั้น แต่มันยังหมายความว่าความคืบหน้าของภารกิจหลักของเขาได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วย

"ราคาสองล้านหนึ่งแสนหยวนมันออกจะสูงไปหน่อย แถมผมก็เป็นลูกค้าเก่า ในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีก" เฉาปินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากต่อรองราคา

ดีไซเนอร์หลี่เข้าใจความหมายได้ทันที "เถ้าแก่เฉาคิดว่าราคาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมครับ?"

หลังจากทั้งสองคนเจรจากันอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็ตกลงปัดเศษทิ้ง และจบลงที่ราคาสองล้านหยวนถ้วน

แน่นอนว่า เฉาปินยังคงยืนกรานที่จะขอดูแบบแปลนการตกแต่งก่อน แล้วจึงจะจ่ายเงินมัดจำยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็คือสี่แสนหยวน

"ถ้าอย่างนั้น ก็ขอให้ร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะครับ!"

ดีไซเนอร์หลี่ยื่นมือออกไป

"ยินดีที่ได้ร่วมงานครับ!"

.......

ตกค่ำ

เฉาปินขับรถบีเอ็มดับเบิลยู X5 คันนั้นแล่นเข้าไปในหมู่บ้านอย่างช้าๆ

เขาตั้งใจว่ารอเก็บเงินได้อีกสักหน่อย จะไปจ่ายเงินดาวน์บ้านพักตากอากาศในโครงการหรู สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับชีวิตอันหรูหราของเขาได้

แน่นอนว่า ยังมีอีกเหตุผลสำคัญที่สุด นั่นก็คือแม่ม่ายสาวหลินหว่านหรูที่เขาหมายปองมานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสเผด็จศึกเสียที

หลินหว่านหรูเป็นครูสอนชั้นมัธยมต้น เธอใช้ชีวิตอยู่กับลูกสาวอย่างซุนหย่าตามลำพัง

เฉาปินยอมรับว่าตัวเองหลงใหลในเรือนร่างของเธอจริงๆ

ทั้งเสน่ห์ความเป็นผู้ใหญ่ที่สุกงอม รูปร่างที่อวบอิ่ม ความลุกลี้ลุกลนที่เผยออกมาเป็นบางครั้งท่ามกลางความอ่อนโยน รวมไปถึงบรรยากาศอันละเอียดอ่อนยามที่ได้อยู่ด้วยกัน... ล้วนทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ

แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้นี่แหละ

หลินหว่านหรูยุ่งมากเกินไป กลางวันต้องไปทำงาน กลางคืนกลับมาก็ต้องดูแลลูกสาวอีก

ทุกครั้งที่เขาอยากหาโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพัง ก็มักจะมีซุนหย่าอยู่ด้วยเสมอ

"ต้องหาโอกาสให้ได้!" เฉาปินคิดคำนวณในใจขณะขับรถ

คิดไปคิดมา เฉาปินก็ได้ยินเหมือนมีคนกำลังทะเลาะกันอยู่ไกลๆ เขาเห็นแผ่นหลังที่สูงโปร่งและอวบอิ่มห่างออกไปสิบกว่าเมตร เฉาปินไม่มีทางจำคนผิดแน่ นั่นต้องเป็นหลินหว่านหรูอย่างแน่นอน

ทว่าตรงหน้าของหลินหว่านหรู กลับมีชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปียืนอยู่ หน้าตาก็ถือว่าดูดีไม่หยอก แต่ตอนนี้สีหน้าของเขากลับดูมีอารมณ์ฉุนเฉียวเป็นอย่างมาก

"หว่านหรู ฟังฉันพูดนะ!" ผู้ชายคนนั้นยื่นมือออกไปหมายจะคว้าแขนของหลินหว่านหรู "หางโจวมันมีอะไรดีนักหนา? เธอต้องพาลูกมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่คนเดียวมันเหนื่อยแค่ไหนรู้ไหม! กลับบ้านเกิดไปกับฉันเถอะ ฉันรับรองว่าจะดูแลพวกเธอสองแม่ลูกเป็นอย่างดี น้องชายฉันก็จากไปตั้งสามปีแล้ว เธอควรจะเดินหน้าต่อไปได้แล้วนะ"

หลินหว่านหรูสะบัดมือเขาออกอย่างแรง แล้วถอยหลังไปสองก้าว

วันนี้เธอสวมชุดเดรสสีครีมอ่อน รวบผมยาวไว้ด้านหลัง ทว่าในเวลานี้ หน้าอกของเธอกลับกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงด้วยความโกรธ

"ซุนไห่เทา แกหุบปากไปเลยนะ!" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ แต่กลับเน้นหนักทุกถ้อยคำ "ฉันมีเหตุผลอะไรต้องกลับไปกับแก? แกมีสิทธิ์อะไรมาพูดจาแบบนี้?"

"ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์?" ผู้ชายที่ชื่อซุนไห่เทาขึ้นเสียงดัง "เธอเป็นน้องสะใภ้ฉัน ส่วนเสี่ยวหย่าก็เป็นหลานสาวฉัน เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ"

เธอสะอึกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลง "ซุนไห่เทา ฉันจะบอกแกให้นะ ฉันกับเสี่ยวหย่าตอนนี้อยู่กันสุขสบายดี เรามีชีวิตของตัวเองที่หางโจว ไม่ต้องการให้แกมาดูแลอะไรทั้งนั้น ต่อไปแกก็ไม่ต้องมาที่นี่อีก แล้วก็ห้ามมาพูดจาเหลวไหลต่อหน้าเสี่ยวหย่าด้วย!"

"ฉันพูดเหลวไหลตรงไหน?" ซุนไห่เทาก้าวเข้าไปหา น้ำเสียงแฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเจือความอับอาย "หลินหว่านหรู เธออย่ามาทำเป็นไม่รู้บุญคุณหน่อยเลย น้องชายฉันเพิ่งจะตายไปได้ไม่นาน เธอก็คิดจะตัดขาดจากตระกูลซุนของเราแล้วงั้นเหรอ? วันไหนที่เธอได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสะใภ้ตระกูลซุน เธอก็ต้องเป็นคนของตระกูลซุนไปตลอดชีวิต!"

คำพูดประโยคนี้จุดไฟโทสะในใจของหลินหว่านหรูให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างสมบูรณ์

"ซุนไห่เทา!"

น้ำเสียงของเธอตวัดสูงขึ้นทันที

"แกยังจะมียางอายอยู่อีกเหรอ? ตอนที่น้องชายแกเกิดเรื่อง เงินชดเชยบ้านแกก็ฮุบไปเกินครึ่ง ไหนบอกว่าจะเก็บไว้เป็นค่าเลี้ยงดูเสี่ยวหย่า แล้วพวกแกผัดผ่อนมานานแค่ไหนแล้ว? ตอนที่แม่ป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล ฉันก็เป็นคนเฝ้าไข้อบู่คนเดียวตั้งสามวันสามคืน มีใครหน้าไหนในบ้านแกโผล่หัวมาบ้าง? ตอนนี้เสี่ยวหย่าโตแล้ว กว่าฉันจะตั้งตัวได้ในหางโจวมันไม่ง่ายเลย แกยังมีหน้ามาพูดเรื่องพวกนี้กับฉันอีกเหรอ?"

ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งมีอารมณ์รุนแรงขึ้น ในที่สุดหยาดน้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมา แต่แผ่นหลังของเธอยังคงตั้งตรง "ฉันจะบอกแกให้นะ หลินหว่านหรูคนนี้ไม่ได้ติดค้างอะไรตระกูลซุนของพวกแกเลยสักนิด! ฉันใช้ความสามารถของตัวเองสอนหนังสือหาเงินเลี้ยงดูลูกสาว ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเวทนา! แล้วก็ไม่ต้องการให้คนหน้าไหว้หลังหลอกอย่างแกมาดูแลด้วย แกคิดจะวางแผนอะไรไว้ในใจ แกย่อมรู้ตัวแกเองดีที่สุด!"

ซุนไห่เทาถูกเธอตั้งคำถามรัวๆ จนหน้าซีดสลับเขียว เขาอ้าปากค้าง เหมือนอยากจะแก้ตัวอะไรบางอย่าง แต่หลินหว่านหรูไม่เปิดโอกาสให้เขาเลยแม้แต่น้อย

"แกพร่ำบอกว่าหวังดีกับเสี่ยวหย่า แต่ตั้งแต่เธอโตมาจนป่านนี้ ลุงใหญ่อย่างแกเคยให้อะไรเธอทบ้าง? นอกจากเงินแต๊ะเอียตอนตรุษจีนปีละสองร้อยหยวนแล้ว แกเคยทำอะไรให้อีกบ้าง?"

หลินหว่านหรูใช้หลังมือปาดน้ำตา น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธจัด

"ตอนนี้พอเห็นชีวิตพวกเราเริ่มดีขึ้นมาหน่อย แกก็โผล่หัวมาทำตัวเป็นคนดีงั้นเหรอ? ซุนไห่เทา ฉันจะบอกแกให้นะ ต่อให้ฉันต้องเหนื่อยตาย ฉันก็ไม่มีวันพาเสี่ยวหย่ากลับไปเหยียบที่นั่นเด็ดขาด และยิ่งไม่มีทางไปข้องแวะกับคนอย่างแกด้วย!"

จบบทที่ บทที่ 28 ความกลัดกลุ้มของหญิงม่าย

คัดลอกลิงก์แล้ว