- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 10 วิถีเทวะ
บทที่ 10 วิถีเทวะ
บทที่ 10 วิถีเทวะ
วันรุ่งขึ้น
ด้วยความอยากรู้ เฉินชิงหยางจึงชำเลืองมองเข้าไปในห้องของสวีหยงแวบหนึ่ง เขาไม่ได้อยู่ที่นั่น
สมาคมเสวียนกวงแท้จริงแล้วคือองค์กรอันใด ผู้ใดเป็นคนก่อตั้ง และจุดประสงค์คืออันใด การสร้างจุดตันเถียนขึ้นใหม่เพื่อทะลวงระดับที่สวีหยงเห็นนั้นเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา?
ข้อสงสัยมากมาย เมื่อขบคิดในหัวครู่หนึ่งแล้วก็ปล่อยผ่านไป เฉินชิงหยางยังคงวางใจทั้งหมดไว้กับเรื่องของตนเอง
ยอดเขาสี่ทอง
ยอดเขาสีทอง
ห้องหลอมโอสถหลิวเถา
"เป็นอย่างไรบ้าง กับนังแพศยานั่นตกลงมีความคืบหน้าหรือไม่ ป้อนโอสถให้นางไปถึงแปดเม็ดแล้ว ปล่อยให้นังแพศยานั่นได้เปรียบไปเปล่าๆ..."
หลิวเถากล่าวอย่างเดือดดาล ท้ายที่สุดวัตถุดิบก็เป็นของนาง เตาหลอมโอสถก็เป็นของนาง แม้แต่คนก็เรียกได้ว่าเป็นคนของนาง หลอมโอสถออกมาแล้วยังต้องเป็นฝ่ายนำไปประเคนให้อีก
ดังนั้นเรื่องแรกที่นางทำทุกวันเมื่อพบหน้าเฉินชิงหยาง ย่อมต้องเป็นการสอบถามถึงสวีเป่าหลิง
"เมื่อวานนางบอกข้าว่า วันหน้าไม่ต้องไปหานางระหว่างทางอีก แต่ให้ไปที่ห้องหลอมโอสถของนางที่อยู่ข้างยอดเขาสีทองขอรับ"
หลิวเถาหรี่ตาลง มีความเยือกเย็นที่เหนือกว่าปกติอยู่บ้าง "ห้องหลอมโอสถนั้นเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรในยามปกติของนาง น้อยคนนักที่จะไป เจ้าคิดว่านี่หมายความว่าอย่างไร?"
"หากจะสังหารข้า ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องลงแรงถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าการป้อนโอสถให้นางมาเป็นเวลานาน ทำให้นางเชื่อมั่นในความสามารถของข้า และรู้ว่าข้ากับท่านไม่ลงรอยกัน จึงคิดจะดึงตัวข้าเข้าไปเป็นพวกให้มากยิ่งขึ้นขอรับ!"
"ดี ดีเลย นังแพศยาน้อยในที่สุดก็ติดเบ็ดแล้ว" หลิวเถาลูบคลำไปมา ก่อนจะล้วงน้ำเต้าทองคำม่วงขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากแขนเสื้อ "ซิงอวิ่นส่านบรรจุอยู่ข้างในนี้ จำไว้ว่าใส่เพียงแค่ครึ่งเฉียนก็พอแล้ว ผสมเข้าไปพร้อมกับวัตถุดิบหลอมโอสถเลย จำไว้ให้มั่นว่าห้ามใส่มากเกินไปเด็ดขาด มิฉะนั้นนางจะต้องรู้ตัวเป็นแน่!"
หลังจากที่เฉินชิงหยางรับมาและกำลังจะไปหลอมโอสถ กลับถูกหลิวเถาจับมือเอาไว้เสียก่อน
"มีอันใดอีกหรือขอรับ ศิษย์พี่หญิง?"
"เจ้าไม่กลัวว่านังแพศยานั่นจะล่อลวงเจ้าไปที่ห้องหลอมโอสถ แล้วใช้เสียงสวดของวิถีเทวะเที่ยงแท้มาทดสอบเจ้าอีกหรือ หากเป็นเช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไร?"
ระยะนี้บำเพ็ญเพียรคัมภีร์ไท่หุนทุกค่ำคืน ทั้งยังเคยผ่านประสบการณ์มาแล้วหลายครั้ง เฉินชิงหยางจึงค่อนข้างมีความมั่นใจต่อเรื่องนี้อยู่บ้าง
"จะทำอย่างไรได้เล่า ก็ทำทียอมเออออห่อหมกไปตามน้ำเช่นเดิมก็พอแล้ว สรุปก็คือไม่อาจขัดใจนางได้ และต้องไม่ทำให้นางจับพิรุธได้เป็นอันขาดขอรับ!"
หลิวเถาแค่นเสียงเย็น ราวกับจะโกรธเคืองเฉินชิงหยางอยู่บ้าง "ข้าเกรงว่าเมื่อเจ้าไปถึงห้องหลอมโอสถนั้นแล้วจะทนรับความงดงามไม่ไหว หากพลาดท่าจนหลุดปากบอกความจริงออกมา เจ้าได้ตายแน่ และยังจะลากข้าให้หนีไม่พ้นไปด้วย จำไว้ให้ดีว่าสตรีผู้นี้คืออสรพิษร้าย เจ้าห้ามลุ่มหลงในความงดงามของนางเป็นอันขาด!"
มีทั้งความริษยาเป็นแรงผลักดัน และมีความตั้งใจที่จะตักเตือนรวมอยู่ด้วย
"เข้าใจแล้วขอรับ ศิษย์พี่หญิง"
ตอนที่เฉินชิงหยางหลอมโอสถ หลิวเถาก็คอยจับตาดูอยู่ด้านข้าง
เริ่มจากการจัดการวัตถุดิบ จากนั้นก็บรรจุลงในกล่องยาตามสัดส่วน เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดแล้ว ก็ไปนำตาชั่งขนาดเล็กมา ใส่ซิงอวิ่นส่านลงไปครึ่งเฉียนไม่ขาดไม่เกิน แล้วจึงเริ่มใส่ลงไปในเตาหลอมโอสถ
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลิวเถาจึงพอใจ "คราวนี้ถูกนังแพศยาน้อยนั่นทำร้ายจนทั้งเจ้าและข้า ล้วนไม่มีโอสถชักนำปราณให้กินแล้ว!"
การใส่พิษลงในโอสถ ย่อมไม่อาจหลอมให้สำเร็จสามเม็ดได้ในรวดเดียว รอจนโอสถเตานี้หลอมเสร็จ หากคิดจะเปิดเตาหลอมอีกครั้ง เวลาก็ไม่ทันเสียแล้ว
สวีเป่าหลิงผู้นั้นก็เป็นถึงนักหลอมโอสถ โอสถที่จะมอบให้นางย่อมต้องเป็นโอสถที่หลอมขึ้นใหม่ทุกวัน มิฉะนั้นหากถูกจับพิรุธได้ ความพยายามที่ผ่านมาก็จะสูญเปล่าทั้งหมด
ในการทำเรื่องพรรค์นี้ เฉินชิงหยางนั้นทั้งละเอียดอ่อนและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
เฉกเช่นเดียวกับการควบคุมไฟของเขา ที่เป็นไปอย่างมีระเบียบยิ่งนัก
การหลอมโอสถ แท้จริงแล้วก็คือกระบวนการสกัดเอาแก่นแท้ของวัตถุดิบ แยกเอาสิ่งเจือปนออก และทำให้เกิดปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน หากการ 'กำจัดของเสีย คงไว้ซึ่งแก่นแท้' ทำได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ นั่นก็คือสภาวะที่สมบูรณ์แบบที่สุด และระดับขั้นของโอสถในเตาก็จะสูงสุดเช่นกัน
โอสถชักนำปราณที่เป็นโอสถซึ่งมีวัตถุดิบพื้นฐานทว่ามีวิธีการหลอมที่ยากเย็นเช่นนี้ ขีดจำกัดสูงสุดก็คือระดับสามเท่านั้น หากจะสามารถขึ้นไปถึงระดับสี่ได้ย่อมไม่ใช่โอสถชนิดนี้แล้ว
วันนี้ใช้เวลาค่อนข้างรวดเร็ว พอตกเย็นโอสถก็หลอมเสร็จสิ้น
เฉินชิงหยางไม่ได้รีบร้อนจากไป ทว่ายังคงรอจนฟ้ามืด คำนวณเวลาให้ใกล้เคียงกับเมื่อวาน แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังห้องหลอมโอสถของสวีเป่าหลิง
"จำไว้ว่าต้องระวังตัวให้ดี!"
ตอนที่เดินออกจากประตู หลิวเถาก็เอ่ยเตือนขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง
เฉินชิงหยางพยักหน้ารับเพื่อเป็นการตอบกลับ
ฟ้าดินแผ่ซ่านไอสังหาร สายลมหนาวพัดกรรโชก
รอบด้านไร้ซึ่งแสงสว่าง มีเพียงเงาต้นไม้ริมทางที่พัดพลิ้วไหว เสียงดังสวบสาบดังเข้าหูไม่ขาดสาย
เดินไปได้ไม่นาน ก็มองเห็นเรือนไม้หลายหลังตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เรือนหลังตรงกลางมีแสงไฟสว่างไสวลอดออกมา
สวีเป่าหลิงยืนอยู่ เงาร่างอันเย้ายวนใจทาบทับอยู่บนหน้าต่าง
"ศิษย์พี่หญิงสวี ข้ามาส่งโอสถแล้วขอรับ"
ชะงักไปเล็กน้อย ด้านในก็มีเสียงเอ่ยตอบกลับมาคำหนึ่ง "เข้ามา!"
เมื่อผลักประตูเข้าไป กลับไม่ได้กลิ่นหอมของโอสถ ทว่าได้กลิ่นหอมของกล้วยไม้ป่าโชยมาแทน
ภายในห้องหลอมโอสถนั้นกว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากเครื่องเรือนที่ควรจะมีและเตาหลอมโอสถแล้ว สวีเป่าหลิงกำลังนอนตะแคงอยู่บนเตียง เสื้อผ้าที่บางเบาไม่อาจปกปิดความเย้ายวนได้มิดชิด เพียงแค่เฉินชิงหยางชำเลืองมองแวบเดียวก็ถูกดึงดูดเข้าเสียแล้ว
เสื้อผ้าเผยให้เห็นผิวพรรณด้านใน สาบเสื้อที่เปิดกว้างจนถึงหน้าอกปกปิดเพียงจุดที่นูนเด่นที่สุด ส่วนด้านล่างก็แหวกยาวลงมาจนถึงใต้สะดือหลายชุ่น ปกปิดจุดสำคัญเอาไว้พอดิบพอดี เรียวขาหยกทั้งสองข้างเปลือยเปล่าหนีบเข้าหากันแน่น ภายใต้แสงสีทองที่อาบไล้ไปทั่วร่าง คือผิวพรรณที่ดูเนียนละเอียดราวกับหยกขาว
สายตาถูกดึงดูดไปในชั่วพริบตา เลือดลมพลุ่งพล่านราวกับมังกรแท้จริงที่กำลังควบทะยาน ไหลทะลักลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว เฉินชิงหยางรีบรวบรวมสมาธิ ลอบร้องในใจว่าแย่แล้ว
"เดินเข้ามาอีกหน่อยสิ แล้วก็ปิดประตูด้วย"
น้ำเสียงยั่วยวน สามารถชักนำความคิดของผู้คนให้จมดิ่งลงสู่โลกีย์ เขาตระหนักได้ว่าตนเองตกหลุมพรางวิถีเทวะเที่ยงแท้อีกครั้งแล้ว
เดิมทีก็ถูกล่อลวงจิตใจไปแล้ว ยามนี้ยิ่งรู้สึกสะลึมสะลือและมึนงงมากยิ่งขึ้น
ความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา ความละอายใจ และความคิดที่มุ่งหวังต่อสิ่งนั้นเวียนวนขึ้นมาในใจ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็สลัดไม่หลุด
มือที่หดอยู่ในแขนเสื้อพยายามหยิกตัวเองให้เจ็บ ทว่าดูเหมือนจะไม่ได้ผลสักเท่าใดนัก
ทั้งที่เมื่อหลายวันก่อนอาศัยคัมภีร์ไท่หุนยังพอจะต้านทานได้บ้าง เหตุใดยามนี้จิตใจถึงได้แตกสลายราวกับรูปปั้นดินเหนียว สายตายากที่จะละไปทางอื่นได้อีก!
คิดอยากจะลอบโคจรคัมภีร์ไท่หุนเพื่อต้านทาน ทว่าก็ต้องตกใจจนเหงื่อเย็นผุดพรายออกมาเต็มแผ่นหลังเพราะความคิดนี้
ระดับการบำเพ็ญเพียรของสวีเป่าหลิงนั้นสูงกว่าตนเองมากนัก จึงง่ายดายอย่างยิ่งที่จะถูกมองออกถึงข้อบกพร่อง ความพยายามก่อนหน้านี้ก็จะสูญเปล่าไปทั้งหมด
เมื่อเห็นว่าเฉินชิงหยางตกหลุมพรางของตนแล้ว สวีเป่าหลิงก็แย้มยิ้มบางๆ แล้วลุกขึ้นยืน รูปร่างของนางก็ดูเหมือนจะสูงใหญ่และสว่างไสวมากยิ่งขึ้น ผิวพรรณจำนวนไม่น้อยเปิดเปลือยให้เฉินชิงหยางได้เห็น ทว่าสีหน้ากลับดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม ราวกับเทพเจ้าที่แท้จริงผู้ยิ่งใหญ่
"เจ้าลองบอกมาสิ ว่าศิษย์พี่หญิงเช่นข้า เมื่อเทียบกับยายแก่นั่นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ท่านคืออสรพิษ..."
เฉินชิงหยางขบกรามแน่น ภายในใจอดไม่ได้ที่จะอยากโพล่งความจริงออกมา
สวีเป่าหลิงขยับเข้ามาใกล้เพื่อตะล่อมถามทีละน้อย ร่างสูงใหญ่เกือบจะดันยอดปทุมถันเข้ามาแนบกับใบหน้าของเขา กลิ่นหอมประหลาดลอยวนเวียนอยู่ที่ปลายจมูก "อสรพิษอันใดหรือ?"
เฉินชิงหยางใจสั่นรัว ในที่สุดก็เข้าใจถึงคำเตือนของหลิวเถาประโยคนั้นแล้ว ขอเพียงมีจิตใจลุ่มหลงในความงาม ก็ไม่อาจหนีเงื้อมมือมารของสวีเป่าหลิงพ้น
"...นอกจากหลี่เชียนเสวี่ยแล้ว ศิษย์พี่หญิงคือสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเห็นมาในสำนักไท่ซวีเลยขอรับ!"
"หึๆ สามารถนำไปเทียบกับหลี่เชียนเสวี่ยได้ ดูท่าข้าจะมีความสำคัญในใจเจ้ามากทีเดียวนะ"
ใบหน้าของสวีเป่าหลิงเปล่งประกายสีทอง บนร่างราวกับมีดอกบัวเบ่งบาน น้ำเสียงยั่วยวนนั้นดังก้องลงมาจากสวรรค์ชั้นเก้า แทรกซึมเข้าไปในห้วงคำนึงของเฉินชิงหยาง
"ที่เจ้าพูดมาทั้งหมดนี้เป็นความจริงหรือเท็จ?"
"จริงหรือเท็จ?"
"จริง... หรือเท็จ?"
ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับคนเสเพลผู้ผิดหวังที่กำลังจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความสำนึกเสียใจ ปรารถนาที่จะควักหัวใจและปอดของตนเองออกมา เพื่อค้นหาความคิดที่แท้จริงที่สุดในใจ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สายตาของเฉินชิงหยางก็เอาแต่จ้องมองเรือนร่างของนาง ภายในใจไร้ซึ่งความปรารถนาใดๆ มานานแล้ว หลงเหลือเพียงความเลื่อมใสศรัทธาต่อเทพเจ้าที่แท้จริง
"ข้ากับหลิว..."
ความรู้สึกผิดก่อเกิดมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ริมฝีปากราวกับไม่อาจควบคุมได้และกำลังจะเอ่ยออกไปว่า — ข้ากับศิษย์พี่หญิงหลิวคิดจะทำร้ายท่าน
สวีเป่าหลิงดื่มด่ำกับความรู้สึกเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง นางสางผมยาวสลวยอีกครั้ง "พูดต่อไปสิ เจ้ากับหลิวเถาทำไมหรือ?"
"ข้ามีความสัมพันธ์กับศิษย์พี่หญิงหลิวเถาเพียงแค่เป็นผู้หลอมโอสถให้นางเท่านั้น ย่อมต้องเป็นศิษย์พี่หญิงสวีที่ดีกว่าแน่นอนขอรับ"
เมื่อพูดประโยคนี้จบ เฉินชิงหยางก็ราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น
สติสัมปชัญญะกำลังจะจมดิ่งลงสู่อีกสภาวะหนึ่ง สภาวะที่เขาไม่อาจควบคุมได้
คำพูดของหลิวเถาย่อมไม่ผิดพลาด หากไม่ลุ่มหลงในความงดงามก็จะไม่ตกหลุมพรางของนาง ทว่าเฉินชิงหยางนั้นตกตะลึงไปตั้งแต่ตอนที่ก้าวเข้ามาแล้ว ที่ยังยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้ล้วนต้องพึ่งพาจิตใจที่แน่วแน่มั่นคงล้วนๆ
สวีเป่าหลิงคล้ายกับได้รับคำตอบที่น่าพอใจ นางหมุนตัวไปคราหนึ่ง ผ้าแพรบางเบาพลิ้วไหว ท่อนล่างแทบจะเปลือยเปล่า จากนั้นนางก็สวมเสื้อคลุมนักพรตสีเขียวทับลงไป ความอวบอิ่มทั้งหมดถูกบดบังเอาไว้ บนร่างหลงเหลือเพียงความเป็นเทพอันศักดิ์สิทธิ์
"ดูท่าเจ้าจะชอบข้าเข้าจริงๆ เสียแล้ว เจ้าที่เต็มไปด้วยความซึมเซากลับบำเพ็ญเพียรมาได้ถึงขั้นนี้ ส่วนข้าที่มีความงดงามล่มเมือง ยากจะหาใครเทียบเคียงได้ในโลกหล้า ยามนี้แทบจะถูกเจ้ามองจนทะลุปรุโปร่งไปหมด นับดูแล้วเจ้าก็ถือว่ามีวาสนามากทีเดียว!"
ในยามนี้เมื่อรั้งวิชาที่แท้จริงกลับคืน เฉินชิงหยางก็ค่อยๆ ได้สติขึ้นมา
ใบหน้าที่เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าไม่อาจควบคุมเหงื่อเย็นที่ไหลทะลักออกมาทั่วร่างได้
"ข้าจะพูดความจริงกับเจ้าเลยแล้วกัน ยายแก่นั่นคือศัตรูคู่อาฆาตของข้า การที่เจ้าหลอมโอสถช่วยให้นางทะลวงระดับการบำเพ็ญเพียร ก็เท่ากับกำลังค่อยๆ สังหารข้า เจ้าตัดใจปล่อยให้ข้าตายได้ลงคอหรือ?"
เฉินชิงหยางประหลาดใจขึ้นมา "จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรขอรับ?"
"จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เพียงแค่ดูจากนิสัยใจคอของยายแก่นั่นเจ้าก็รู้แล้ว หากเจ้าสามารถมาหลอมโอสถที่นี่ได้ ข้าก็จะแนะนำให้เจ้าเข้าไปอยู่ใต้สังกัดของท่านอาจารย์ กลายเป็นศิษย์ฝ่ายนอก นับแต่นี้ไปหนทางแห่งมรรคาย่อมคาดหวังได้ ทว่าข้าต้องการให้เจ้าช่วยกำจัดหลิวเถาทิ้งไปเสียก่อน เจ้ากล้าหรือไม่?"
ถูกทดสอบมาถึงขั้นนี้แล้ว หากเฉินชิงหยางเอ่ยคำว่า 'ไม่' ออกมาแม้แต่คำเดียว พรุ่งนี้คงไม่มีแม้แต่กระดูกให้หาพบเป็นแน่
"ย่อมกล้าอยู่แล้วขอรับ!"
"ฮ่าๆ!" สวีเป่าหลิงยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจ "สิ่งที่ข้าต้องการให้เจ้าทำนั้นที่จริงแล้วง่ายดายมาก นางต้องการโอสถชักนำปราณของเจ้ามิใช่หรือ เช่นนั้นเจ้าก็หาโอกาสวางยาพิษนางทุกวัน ให้นางค่อยๆ พิษกำเริบจนตกตายไปเสีย"
นี่...
เฉินชิงหยางรู้ดีว่าไม่ควรลังเล ทว่าก็ยังคงลังเลอยู่ดี
ให้นางไปวางยาพิษหลิวเถา เช่นนั้นโอสถที่ผลิตออกมาในแต่ละวันก็ล้วนเป็นโอสถพิษ แล้วจะให้สวีเป่าหลิงกินเข้าไปได้อย่างไรเล่า
"ว่าอย่างไร เจ้าไม่ยินยอมงั้นหรือ?"
สวีเป่าหลิงหรี่ตาลง สีหน้าเย็นชาลงเล็กน้อย
"ย่อมเต็มใจเป็นร้อยเท่าพันทวีอยู่แล้วขอรับ เพียงแต่วัตถุดิบทั้งหมดนี้ศิษย์พี่หญิงหลิวเป็นผู้เตรียมการ นางระแวดระวังข้าอย่างเข้มงวด... คาดว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้คงจะไม่มีโอกาส!"
สวีเป่าหลิงเปลี่ยนความคิดแล้วหัวเราะหึๆ ออกมา "ข้าก็ไม่ได้ให้เจ้าไปทำเสียเดี๋ยวนี้นี่นา เจ้าจะร้อนใจไปไย อีกอย่างโอสถของเจ้าก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ข้าเองก็จะทะลวงเข้าสู่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นเก้าในเร็วๆ นี้แล้ว เจ้าก็ค่อยๆ สั่งสมความไว้วางใจจากนางแล้วค่อยวางยาก็แล้วกัน รอจนเรื่องนี้สำเร็จลุล่วงแล้ว เจ้าย่อมได้รับผลประโยชน์แน่ เข้าใจหรือไม่?"
ร่างกายส่ายไหวไปมาเบาๆ ผลประโยชน์ที่ว่านั้นคือสิ่งใด ย่อมไม่ต้องบอกก็รู้
สายตาของเฉินชิงหยางเลื่อนไปจับจ้องอยู่ที่เรือนร่างอันงดงาม "เช่นนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ศิษย์พี่หญิงจะบัญชาขอรับ"
"ฮ่าๆ..." สวีเป่าหลิงหัวเราะลั่น "ก็แค่ยายแก่คนหนึ่งเท่านั้น คิดกำเริบเสิบสานจะมาแย่งชิงความโดดเด่นกับข้า ช่างเป็นความเพ้อฝันเสียจริง!"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เฉินชิงหยางก็นำโอสถพิษถวายขึ้นไปอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงจากสถานที่แห่งนี้ไปอย่างอาลัยอาวรณ์
จนถึงยามนี้ สวีเป่าหลิงก็ยังมีเจตนาสังหารเขาอยู่ดี เฉินชิงหยางยิ่งรู้สึกว่าการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ดึงตัวหลิวเถามาเป็นพวกเพื่อกำจัดนางทิ้งนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
โอสถรวบรวมปราณที่สวีเป่าหลิงมอบให้ จนถึงยามนี้เขาก็ยังไม่เคยกินเลยแม้แต่เม็ดเดียว ของอย่างซิงอวิ่นส่าน หลิวเถามี สวีเป่าหลิงเองก็ย่อมต้องมีเช่นเดียวกัน
ตลอดทางลงเขา ไม่มีอุปสรรคใดๆ อีก
จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูเรือนเล็ก ภายในหัวก็พลันปรากฏภาพใบหน้าของสวีเป่าหลิง เชี่ยเซียนเอ๋อร์ลอยอยู่เหนือศีรษะของนาง แล้วดูดซับเอาเปลวเพลิงสีขาวสายหนึ่งเข้าไป
ซิงอวิ่นส่านมีผลต่อระดับการบำเพ็ญเพียร เมื่อกินเข้าไปแล้ว ก็เท่ากับเป็นการขัดขวางเส้นทางแห่งเซียนของนาง
เช่นนี้ ย่อมสามารถขโมยต้นกล้าเซียนได้
[เฉินชิงหยาง]
[ระดับเลี่ยนชี่ขั้นหนึ่ง]
[เคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวี: (8/200)]
[โอสถชักนำปราณระดับหนึ่ง: (24/100)]
[คัมภีร์ไท่หุน (ไม่สมบูรณ์): (3/100)]
[ต้นกล้าเซียนที่ใช้ได้: 31]
ขโมยมาได้มากถึงเพียงนี้ สมกับที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนชี่ขั้นแปด อีกทั้งพรสวรรค์ก็ถือว่าไม่เลวเลยจริงๆ
หากปล่อยให้สวีเป่าหลิงตกตายไปโดยตรง นั่นก็จะเป็นการตัดเส้นทางแห่งเซียนโดยสิ้นเชิง ไม่รู้ว่าจะขโมยต้นกล้าเซียนมาได้อีกมากน้อยเพียงใด?
หากไม่ปล่อยให้สวีเป่าหลิงตายแล้วยื้อเวลาต่อไปเช่นนี้ ต้นกล้าเซียนจะสามารถงอกใหม่ได้เรื่อยๆ หรือไม่นะ?
ความคิดนี้ไม่เลวเลย วันหน้าหากมีโอกาส ก็ลองดูได้ ไม่แน่ว่าสิ่งที่แย่งชิงมานั้น ท้ายที่สุดก็สู้สิ่งที่ตนเองเพาะปลูกขึ้นมาเองไม่ได้
วันนี้ภายใต้วิถีเทวะเที่ยงแท้ เกือบจะล้มเหลวไม่เป็นท่า เฉินชิงหยางไม่ลังเลอีกต่อไป หยิบเอามา 27 แต้ม เพื่อเติมคัมภีร์ไท่หุนให้เต็ม 30 ในทันที
ทันใดนั้น ความรู้สึกที่ว่าจิตวิญญาณเทวะแข็งแกร่งขึ้นก็ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง สมองที่สะลึมสะลือเมื่อครู่พลันแจ่มใสขึ้นมาในพริบตา
ขีดจำกัดสูงสุดคือ 100 ไม่รู้ว่าหลังจากถึง 100 แล้วจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นไรขึ้นอีกบ้าง?