- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 7 อุบายพิษ
บทที่ 7 อุบายพิษ
บทที่ 7 อุบายพิษ
"ศิษย์พี่เฉิน ท่านอยู่หรือไม่?"
ฟ้าเพิ่งสาง น้ำค้างแข็งเกาะพื้นดิน
เมื่อคืนสายลมหนาวพัดผ่าน ลานเรือนเล็กจึงดูเงียบเหงาอ้างว้างลงในบัดดล
สวีหยงสวมเสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายประคองถาด ยืนอยู่หน้าประตู
เฉินชิงหยางลืมตา สวมรองเท้าแล้วดึงประตูเปิดออก เห็นเพียงว่าในถาดนั้นนอกจากขนมอบสองสามชิ้นแล้ว ยังมีชาร้อนๆ ที่กำลังส่งควันกรุ่นอยู่อีกหนึ่งป้าน
"เมื่อคืนเห็นท่านกลับมาดึกดื่นนัก เกรงว่าไปป้ายหงหลิงผิดเวลาแล้วจะถูกผู้ดูแลอู๋ลงโทษ จึงจงใจเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ล่วงหน้า"
ตอนที่เพิ่งมาถึง เขาปากหวาน หัวไว ทำเช่นนี้กับเฉินชิงหยางแทบทุกวัน
ทว่าการกลับกลอกไปมาในครั้งนี้ ทำให้เขามองเด็กหนุ่มผู้นี้ทะลุปรุโปร่งแล้ว
เมื่อเห็นว่าเฉินชิงหยางไม่สนใจตน สวีหยงจึงกล่าวต่อ "ศิษย์พี่เฉิน ตั้งแต่ข้าเข้าสำนักมาก็เป็นท่านที่คอยดูแลข้ามาตลอด ความรู้สึกที่ข้ามีต่อท่านก็ลึกซึ้งที่สุด ก่อนหน้านี้ข้าหลงเชื่อคำพูดของหลวี่อวิ๋นเชิน จึงเกิดความเข้าใจผิดต่อท่าน ขอศิษย์พี่เฉินโปรดอย่าได้ถือสา!"
ยามที่เขากล่าววาจาเหล่านี้ หารู้ไม่ว่าหลวี่อวิ๋นเชินกำลังยืนอยู่ด้านหลัง
"เหอะ เดิมทีคิดว่าสวีหยงเช่นเจ้าจะมีอุดมการณ์อยู่บ้าง ที่แท้ก็เป็นพวกไม่เอาไหน จะไปก้มหัวให้เขาทำไมกัน ต้องรู้ไว้นะว่าหากคนเราไร้ซึ่งอุดมการณ์ แล้วจะเป็นคนไปเพื่ออันใด?"
สวีหยงไม่ได้นิ่งเงียบรับมือเช่นเฉินชิงหยาง "ข้าเห็นแก่ที่เจ้าเป็นศิษย์พี่ ปกติจึงไม่ถือสาเจ้า ทว่าเจ้าจะมากล่าวว่าศิษย์พี่เฉินเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?"
เห็นได้ชัดว่าหลวี่อวิ๋นเชินคาดไม่ถึงว่าสวีหยงจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายถึงเพียงนี้ "เหอะ ทำตัวเป็นนกสองหัว ถือเสียว่าข้ามองเด็กหนุ่มเช่นเจ้าผิดไปก็แล้วกัน!"
"แซ่หลวี่ เจ้าอย่าคิดว่าอ่านหนังสือมาสองสามเล่มแล้วจะทำตัวอวดดีไปหน่อยเลย ข้าว่าในบรรดาทุกคน เจ้าแหละที่จอมปลอมที่สุด..."
……
เกือบจะทะเลาะกันขึ้นมาแล้ว ทั้งที่เมื่อหลายวันก่อนยังตัวติดกันแทบไม่ห่าง
ปัง!
รู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก เฉินชิงหยางปิดประตู จัดการธุระส่วนตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังป้ายหงหลิง
ใช้เวลาเพียงหนึ่งช่วงเช้าก็วาดลวดลายวิถีเต๋าบนป้ายหงหลิงเสร็จถึงสี่แผ่น หลังจากส่งมอบงานให้อู๋ป๋อโหย่วแล้ว เขาก็มุ่งหน้าไปยังยอดเขาสีทอง
หน้าประตูใหญ่ลานโอสถ
ยามที่เขาเดินเข้าไป ประจวบเหมาะกับที่สวีเป่าหลิงเดินออกมา นางไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ให้
เฉินชิงหยางย่อมไม่คิดว่านี่คือความบังเอิญ นางต้องมารออยู่ที่นี่เป็นแน่ รอยยิ้มนั้นอาจเป็นเจตนาดี หรืออาจเป็นคำเตือน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าต่อไปเขาจะทำเช่นไร
ผลักประตูเข้าไป หลิวเถายังคงเป็นเช่นเดิม นางเตรียมวัตถุดิบไว้พร้อมแล้ว และกำลังหลับตาพักผ่อนหย่อนใจ รอคอยการมาถึงของเฉินชิงหยาง
เฉินชิงหยางไม่รีบร้อนที่จะหลอมโอสถ เพียงแค่เอ่ยถามประโยคหนึ่ง "ไม่ทราบว่าชีวิตของข้าสำหรับศิษย์พี่หญิงแล้ว สำคัญหรือไม่ขอรับ?"
หลิวเถาไม่เข้าใจความหมาย จึงพุ่งพรวดเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด "เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"
"หากสำคัญ ข้าก็อยากจะเปลี่ยนสถานที่หลอมโอสถขอรับ อย่างไรเสียข้าก็ใช้เวลาตั้งร้อยปีถึงจะทะลวงระดับได้ ไม่อยากตายโหงเอาเสียก่อน หากไม่สำคัญ ศิษย์พี่หญิงจะบีบบังคับให้ข้าอยู่ต่อก็ได้ขอรับ"
หลิวเถากรอกตาบน "เจ้าพูดให้มันชัดเจนหน่อย!"
เฉินชิงหยางจึงเล่าเรื่องเมื่อวานอย่างละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว เมื่อหลิวเถาได้ฟังก็เกิดโทสะขึ้นมาทันที เส้นผมสีเงินบนศีรษะชี้ฟู ไฝดำที่มุมปากสั่นเทา ดูดุร้ายยิ่งนัก
"พวกเราสายนี้... นางมักจะทำลายแผนการของข้าอยู่เสมอ ข้าจะต้องสั่งสอนนังแพศยานั่นให้เข็ดหลาบ... แล้วก็เจ้านะ เจ้าคิดว่านังแพศยานั่นร่านพอที่จะทำให้ใจเจ้าสั่นไหวแล้วใช่หรือไม่!"
ไม่เคยเห็นนางโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้มาก่อน นางเดินวนไปวนมาบนพื้น
"เฮ้อ!" เฉินชิงหยางทอดถอนใจอีกครั้ง "ก็เป็นดั่งที่ศิษย์พี่หญิงกล่าว ข้ารู้ดีว่าสวีเป่าหลิงนั้นมีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต เมื่อวานนางก็แสดงจิตสังหารต่อข้า ข้าเองก็ตั้งใจอยากจะอยู่ที่นี่หลอมโอสถต่อไป มิเช่นนั้นข้าจะนำเรื่องนี้มาบอกศิษย์พี่หญิงหรือขอรับ หากอยากให้ข้ามีชีวิตรอดอยู่ต่อ ศิษย์พี่หญิงก็ควรจะคิดหาวิธีรับมือกับสวีเป่าหลิงนะขอรับ"
หลิวเถาหันขวับมามอง "อยู่ข้างข้า ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงทั้งหมดใช่หรือไม่?"
"แน่นอนขอรับ"
"นั่นสินะ นังแพศยานั่นเดิมทีก็ไม่ถูกชะตากับข้าอยู่แล้ว หากไม่ติดที่ระดับการบำเพ็ญเพียรของนางด้อยกว่าข้าขั้นหนึ่ง ไม่แน่ว่านางอาจจะทำมิดีมิร้ายอันใดกับข้าไปแล้วก็ได้ บัดนี้เมื่อพบว่าเจ้ามีประโยชน์ต่อข้าไม่น้อย จึงเกิดความอิจฉาริษยา ตอนนี้ข้าจะพาเจ้าไปพบท่านอาจารย์ ให้เจ้ารับการเลื่อนเป็นศิษย์สายนอก!"
การเข้าเป็นศิษย์สายนอกในตอนนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เฉินชิงหยางต้องการ
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากขบคิดมาตลอดทั้งคืน เขาก็ไม่ได้มองว่าสวีเป่าหลิงเป็นวิกฤต กลับรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสต่างหาก
"แล้วหลังจากเป็นศิษย์สายนอกแล้วจะเป็นอย่างไรต่อหรือขอรับ?"
"นางจะยำเกรงต่อกฎเกณฑ์ของสำนัก อย่างน้อยก็ไม่กล้าลงมือสังหารเจ้าแน่"
เฉินชิงหยางส่ายหน้า "หรือว่าสำนักจะอนุญาตให้ศิษย์รับใช้ถูกสังหารได้ตามอำเภอใจกันเล่าขอรับ? แม้จะมีกฎข้อบังคับห้ามไว้อย่างเด็ดขาด ทว่าเรื่องเช่นนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี การทำเช่นนี้ไม่อาจแก้ไขอันตรายที่แท้จริงได้ อีกทั้งความเกลียดชังที่สวีเป่าหลิงมีต่อท่านก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ไม่วันใดก็วันหนึ่งนางก็ต้องมาแก้แค้นท่านอย่างแน่นอน"
"... มีเหตุผล มีเหตุผลยิ่งนัก!" หลิวเถาดูราวกับคนเสียสติ เดินวนไปวนมา
นางคิดแล้วคิดอีก ก็ยังคิดหาวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ออก จึงทำได้เพียงจ้องมองเฉินชิงหยางเขม็ง "ข้ารู้แล้วล่ะ เจ้าคงจะถูกใจเรือนร่างของนังแพศยานั่น รังเกียจที่ข้าแก่ชรา เลยอยากจะตามนางไปใช่หรือไม่เล่า?"
ในเวลานี้นางเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา สูญเสียเหตุผลไปจนสิ้น เฉินชิงหยางเพียงแค่มองนางโดยไม่ปริปากเอ่ยสิ่งใด
ผ่านไปอีกพักใหญ่ หลิวเถาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง "อย่างไรกัน เห็นเจ้าดูสงบนิ่งเยือกเย็นเช่นนี้ หรือว่ามีแผนการอันใดแล้วงั้นหรือ?"
"ศิษย์พี่หญิง ท่านต้องเข้าใจนะขอรับ การที่นางเกิดจิตสังหารต่อข้านั้น ไม่ใช่เพราะนางต้องการให้ข้าตาย แต่เพราะนางไม่ต้องการให้ท่านอยู่อย่างเป็นสุข ข้าไม่รู้ว่าความบาดหมางระหว่างพวกท่านคือสิ่งใด ทว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตย่อมต้องเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้อย่างแน่นอน ดังนั้น..."
เฉินชิงหยางหยุดพูดไว้เพียงเท่านี้
"ไม่ได้หรอก ไม่ได้เด็ดขาด!" หลิวเถาปฏิเสธทันควัน "เจ้าไม่รู้อันใด กฎระเบียบของศิษย์สายนอกนั้นเข้มงวดนัก ไม่เหมือนกับศิษย์รับใช้ ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์สายนอกทุกคนล้วนมีอาจารย์และศิษย์พี่ศิษย์น้อง หากเกิดเรื่องขึ้นมาแล้วถูกสืบสวน พวกเราทั้งสองก็ไม่อาจหลบหนีไปได้หรอก ยิ่งไปกว่านั้น แม้ระดับการบำเพ็ญเพียรของข้าจะเหนือกว่านังแพศยานั่นขั้นหนึ่ง ทว่าหากลงมือสู้กันจริงๆ หากนางคิดจะหนี ข้าก็หมดหนทางที่จะรั้งนางไว้เช่นกัน"
หลิวเถากล่าวจบก็จ้องมองเฉินชิงหยางเขม็งอีกครั้ง "เจ้าเป็นเพียงศิษย์รับใช้ เหตุใดจึงมีความคิดบ้าบิ่นเช่นนี้ได้ เจ้ามีความคิดอันใดซ่อนอยู่กันแน่?"
"จะมีความคิดอันใดได้ล่ะขอรับ แน่นอนว่าต้องเป็นความคิดที่อยากจะเอาชีวิตรอด ในเมื่อการกำจัดนางซึ่งหน้าเป็นเรื่องยาก เหตุใดจึงไม่ลองหาวิธีอ้อมๆ ดูเล่า?"
"เจ้าหมายถึงวิธีใด?"
"ศิษย์พี่หญิงหลอมโอสถมาหลายปี หรือว่าในโลกนี้จะไม่มีโอสถพิษที่สามารถวางพิษสังหารผู้บำเพ็ญเพียรได้เลยหรือขอรับ ในเมื่อนางต้องการจะแลกเปลี่ยนกับข้า เช่นนั้นข้าก็จะโอนอ่อนผ่อนตามนาง"
หลิวเถาปฏิเสธอีกครั้ง "เหอะ นังแพศยาน้อยผู้นี้เจ้าเล่ห์เพทุบายนัก เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าเมื่อคืนนางแอบตามเจ้ามาตลอดทาง เมื่อเห็นว่าเจ้าไม่ได้ขึ้นเขาถึงได้ยอมกลับไป โอสถนี่ นางย่อมไม่ยอมกินมันลงไปง่ายๆ แน่ ยิ่งไปกว่านั้น หากตายกะทันหันด้วยโอสถพิษ พวกเราก็ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกสืบสวนจนสาวมาถึงตัวได้อยู่ดี กว่าจะบำเพ็ญเพียรมาถึงขั้นนี้ได้ พวกเราต่างก็ยากลำบากกันทั้งคู่ จะเอาชีวิตไปเสี่ยงไม่ได้หรอก"
ต่างจากนางที่ไร้ซึ่งความมั่นใจ เฉินชิงหยางกลับมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
"ไม่เชื่อครั้งหนึ่ง ก็หลอกหลายๆ ครั้งสิขอรับ ย่อมต้องมีสักครั้งที่นางยอมเชื่อ การตายกะทันหันในครั้งเดียวย่อมทำให้ผู้อื่นสงสัยอย่างแน่นอน ทว่าหากค่อยๆ วางพิษทีละน้อย เริ่มจากการทำลายรากฐานวิถีเต๋าของนาง ย่อมสืบหาสาเหตุได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้น การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ก็เป็นเรื่องระหว่างนางกับข้าเป็นการส่วนตัว นางจะยอมปริปากบอกให้มีคนมาแย่งชิงผลประโยชน์เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ต่อให้นางตายก็ไร้ผู้ใดล่วงรู้ร่องรอย"
"ถ้าเช่นนั้น..." หลิวเถามีสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย "หากเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าเจ้าต้องติดต่อกับนางทุกวัน นังแพศยาน้อยผู้นั้นมีความร่านนัก ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าจะไม่เปลี่ยนใจแล้วหันกลับมาแว้งกัดข้าทีหลัง... หรือไม่บางที เจ้าอาจจะอยากไปอยู่กับนางตั้งแต่แรกแล้ว?"
เฉินชิงหยางรู้สึกจริงๆ ว่าเมื่อหลิวเถาเผชิญหน้ากับสวีเป่าหลิง นางมีความรู้สึกต่ำต้อยโดยสัญชาตญาณ และมองเสน่ห์ของอีกฝ่ายสูงส่งเกินไป
"ศิษย์พี่หญิงบอกว่าเช่นนี้ก็ไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ล้มเลิกไปเถอะขอรับ!"
เมื่อเห็นเขาถอดใจอย่างเด็ดขาด หลิวเถาก็รู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง "ล้มเลิกงั้นหรือ ขืนล้มเลิก นังแพศยานั่นก็ต้องมาตามรังควานเจ้าอยู่ดี เจ้าไม่เข้าใจหรอก นางก็เหมือนกับหนอนชอนกระดูกนั่นแหละ..."
ปัง!
ยังไม่ทันที่เฉินชิงหยางจะได้ตอบคำ หลิวเถาก็ตบโต๊ะยาวอย่างแรงอีกครั้ง
"... นังแพศยาน้อย หรือไม่ก็สังหารนางทิ้งเสียจริงๆ ข้ารู้จักหญ้าเซียนชนิดหนึ่ง นามว่าซิงอวิ่นส่าน มันสามารถเกาะติดอยู่กับเส้นลมปราณในจุดตันเถียน กลืนกินพลังแก่นแท้ของผู้คนได้ ต่อให้นังแพศยานั่นจะมีพลังเวทกล้าแข็งเพียงใด ทว่าหากเส้นลมปราณในจุดตันเถียนถูกทำลาย ระดับการบำเพ็ญเพียรย่อมต้องร่วงหล่นลงมาเป็นแน่ อีกทั้งพิษชนิดนี้ยังอ่อนมาก ต้องสะสมจนถึงระดับหนึ่งเท่านั้นถึงจะปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน"
หลิวเถาเดินวนไปวนมาอย่างรวดเร็ว ปากก็พร่ำบ่นไปพลาง "ใช่ เอาตามนี้แหละ... ปล่อยให้นังแพศยานั่นธาตุไฟแตกซ่านไปก่อน จากนั้นค่อยหาวิธีแผดเผาจิตวิญญาณเทวะของนางทิ้งเสีย เรื่องยุ่งยากทั้งหลายก็เป็นอันจบสิ้น" มาถึงตรงนี้นางก็พุ่งตัวเข้าหาเฉินชิงหยางอีกครั้ง "หากทำเช่นนี้ เจ้ากับศิษย์พี่หญิงก็จะลงเรือลำเดียวกันแล้ว เจ้าเข้าใจหรือไม่?"
ดวงตาของนางมีเส้นเลือดฝอยปรากฏให้เห็นเล็กน้อย
เฉินชิงหยางใบหน้ายังคงเรียบเฉยดุจเปลือกไม้เก่าแก่ "เข้าใจขอรับ ข้าจะตั้งใจศึกษาค้นคว้าวิถีโอสถให้ดี เพื่อช่วยให้ศิษย์พี่หญิงก้าวเข้าสู่ระดับหนิงหยวนโดยเร็ว และกลายเป็นหนึ่งในผู้ดูแลลานโอสถขอรับ"
ในที่สุดหลิวเถาก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ สายตาที่มองมาอ่อนโยนลง "เช่นนี้ถึงจะถูก หลังจากนี้ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นมา ท่านอาจารย์ก็จะไม่โทษข้าแล้ว!"
การลอบสังหารศิษย์สายนอกระดับเลี่ยนชี่ขั้นแปดนั้นอาจจะดูบ้าบิ่นไปสักหน่อย ทว่าใครใช้ให้นางเป็นฝ่ายเกิดจิตสังหารต่อเขาก่อนเล่า เช่นนั้นก็ถือโอกาสใช้นางเป็นบันไดให้เขายกระดับการบำเพ็ญเพียรไปเสียเลยก็แล้วกัน
……
แสงจันทร์ในคืนนี้ไม่ค่อยสว่างไสวเท่าใดนัก
เวลาลงจากเขาก็ล่าช้ากว่าเมื่อวานเล็กน้อย สตรีโฉมงามผู้นั้นกำลังรอเขาอยู่ที่ริมทางเดินแห่งเดิม
สายลมพัดโชยมา เผยให้เห็นทรวดทรงอันยั่วยวน ท่วงท่าของนางดูงดงามชดช้อยยิ่งขึ้น
"ศิษย์พี่หญิงสวี นี่คือโอสถที่หลอมได้ในวันนี้ขอรับ"
หลอมโอสถออกมาได้สามเม็ด เฉินชิงหยางแบ่งไว้สองเม็ด หนึ่งในนั้นเตรียมไว้ให้สวีเป่าหลิง
นางไม่ได้มองโอสถเม็ดนั้น เพียงแค่เอ่ยถาม "วันนี้หลอมได้กี่เม็ด ยายแก่นั่นแบ่งให้เจ้าเท่าใด?"
"สามเม็ดขอรับ ตามธรรมเนียมแล้วข้าจะนำกลับมาได้เพียงเม็ดเดียว"
"แล้ว... เรื่องที่มาพบข้า เจ้าได้บอกให้นางรู้หรือไม่?"
"ไม่มีทางเด็ดขาดขอรับ"
ไม่ต่างจากที่นางคิดไว้ ในที่สุดสวีเป่าหลิงก็พอใจ เมื่อนางสะบัดแขนเสื้อ กลิ่นหอมกรุ่นก็โชยมาเตะจมูก โอสถรวบรวมปราณสามเม็ดก็ตกมาอยู่ในมือของเฉินชิงหยาง นางลงมือได้ใจป้ำกว่าหลิวเถามากนัก
"เมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรมาถึงขั้นข้าแล้ว โอสถชนิดนี้แทบจะไร้ประโยชน์ ทว่าเพื่อศึกษาค้นคว้าวิถีโอสถจึงจำใจต้องหลอมมันขึ้นมา ในวันข้างหน้าจะถือว่าเป็นผลพลอยได้ของเจ้าก็แล้วกัน ข้าจะนำทั้งหมดมาแลกเปลี่ยนกับเจ้า ดีหรือไม่?"
เฉินชิงหยางมีสีหน้าละอายใจ "น่าเสียดายขอรับ ที่ข้ามีโอสถเพียงวันละหนึ่งเม็ดเท่านั้น ดูเหมือนจะทำให้ศิษย์พี่หญิงสวีต้องเสียเปรียบเสียแล้ว"
เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนี้ สวีเป่าหลิงก็แย้มยิ้มเบิกบานราวดอกไม้ผลิบาน "เจ้าเป็นคนไม่เลวเลย น่าเสียดายที่ถูกยายแก่นั่นชิงตัดหน้าไปก่อน หากเจ้าเข้ามาอยู่ในความดูแลของข้าได้ โอสถที่หลอมออกมาได้ในแต่ละครั้ง ข้าสามารถแบ่งให้เจ้าคนละครึ่งได้เลย"
เฉินชิงหยางยิ้มบางๆ
สวีเป่าหลิงกล่าวต่อทันที "แล้วเจ้าล่วงรู้ภูมิหลังของยายแก่นั่นมากน้อยเพียงใด?"
"นางสั่งให้ข้าบอกผู้อื่นว่าเป็นเพียงเด็กคุมเตา มีหน้าที่หลอมโอสถในแต่ละวันเท่านั้น ไม่ได้บอกสิ่งใดอื่นเลยขอรับ"
"เหอะ นั่นก็เพราะนางไม่มีหน้าจะพูดน่ะสิ ยายแก่นั่นนอกจากจะทำตัวแปลกประหลาดแล้ว ยังเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด เมื่อสองร้อยปีก่อนนางเลื่อนขั้นจากศิษย์รับใช้ขึ้นมา จากนั้นก็ใช้เวลาอีกสองร้อยปีเพื่อบรรลุระดับเลี่ยนชี่ขั้นเก้า หลังจากนั้นก็ไม่อาจทะลวงระดับได้อีกเลย พรสวรรค์ของนางช่างธรรมดาสามัญยิ่งนัก เพื่อชดเชยพรสวรรค์ที่ขาดหายไป นางจึงทำทุกวิถีทางไม่เลือกหน้า หลอกใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ และเมื่อหมดประโยชน์ก็จะทอดทิ้งไปอย่างไม่ใยดี"
"เห็นว่าเจ้ามีพรสวรรค์ในวิถีโอสถอยู่ไม่น้อย ข้าจึงทนเห็นเจ้าต้องเสียของไปเปล่าๆ ไม่ได้ ในวันข้างหน้ายามที่เจ้าทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของนาง เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้จงหนัก โดยเฉพาะเรื่องการมีอยู่ของข้า ห้ามแพร่งพรายให้นางรู้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นนางจะต้องฆ่าปิดปากเจ้าเป็นแน่"
คนหนึ่งบอกว่าอีกฝ่ายมีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต อีกคนหนึ่งบอกว่าอีกฝ่ายเห็นแก่ตัว หลิวเถาพูดถูกประโยคหนึ่ง สำนักไท่ซวีไม่มีคนดีเลยสักคน
คำว่า 'ไท่ซวี' สองคำนี้ เดิมทีก็มีความหมายว่าจอมปลอมจนเกินไปอยู่แล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินชิงหยางก็แสดงท่าทีตื่นตระหนกอยู่บ้าง "หากเป็นเช่นนั้น ศิษย์พี่หญิงสวีพอจะมีหนทางใดที่จะพาข้าเข้าไปเป็นศิษย์สายนอกของยอดเขาสีทอง เพื่อให้หลุดพ้นจากคนเยี่ยงหลิวเถาได้อย่างเด็ดขาดบ้างหรือไม่ขอรับ?"
สวีเป่าหลิงเพียงแค่จ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ไม่รับปากทว่าก็ไม่ได้ปฏิเสธ
หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง เฉินชิงหยางก็เป็นฝ่ายประสานมือคารวะก่อน "ขอบคุณสำหรับคำเตือนของศิษย์พี่หญิงสวีขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัวลงเขาก่อน"
"ไปเถอะ"
เช่นเดียวกับเมื่อวาน เมื่อลงมาถึงตีนเขาที่ไร้ผู้คน เขากลืนโอสถรวบรวมปราณและโอสถชักนำปราณที่หลิวเถามอบให้ลงไปรวดเดียว
ยามที่ลมปราณไหลเวียน ก็สัมผัสได้ถึงความติดขัดเล็กน้อยอย่างชัดเจน หรือว่านี่คือสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าสิ่งเจือปนกันนะ?
โอสถรวบรวมปราณไม่ควรกินมากเกินไปจริงๆ