- หน้าแรก
- บุตรแห่งโชคชะตาอย่างข้า ยังสู้เจ้าที่บำเพ็ญเซียนมาสามชั่วคนไม่ได้หรือ
- บทที่ 106 ความเผด็จการของสำนักกระบี่สุริยัน ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรล้วนเป็นเพียงหมากใช้ทิ้ง
บทที่ 106 ความเผด็จการของสำนักกระบี่สุริยัน ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรล้วนเป็นเพียงหมากใช้ทิ้ง
บทที่ 106 ความเผด็จการของสำนักกระบี่สุริยัน ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรล้วนเป็นเพียงหมากใช้ทิ้ง
“แน่นอนว่าสำนักกระบี่สุริยันของเราเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงและเที่ยงธรรม”
“ย่อมไม่ปล่อยให้พวกเจ้าไปตายหรอก”
“หากผู้ใดในหมู่พวกเจ้าลงชื่อเข้าร่วมปฏิบัติการบุกเบิกเหมืองแร่เหล็กเพลิงชาด”
“เช่นนั้นค่าเช่าบ้านสามสิบก้อนหินวิญญาณต่อปีก็จะได้รับการยกเว้นทั้งหมด”
“มีเงินก็ออกเงิน มีแรงก็ออกแรง”
“สำนักกระบี่สุริยันของเราอุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยสร้างตลาดขึ้นในเทือกเขาหมื่นสัตว์อสูร เลี้ยงดูผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรอย่างพวกเจ้า”
“ไม่ใช่เพื่อให้พวกเจ้ามาเป็นปลวกมอดคอยกัดกินหรอกนะ”
“ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องตอบแทนตลาดชิงหลินและสำนักกระบี่สุริยันแล้ว”
“พวกเจ้ามีเวลาตัดสินใจเพียงสามวันเท่านั้น”
“หลังจากผ่านไปสามวัน หากไม่จ่ายหินวิญญาณและไม่เข้าร่วมปฏิบัติการบุกเบิก”
“เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ไม่ต้อนรับ จงไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ”
ผู้ดูแลทังหยางกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ดูเหมือนจะเผยเจตนาที่แท้จริงออกมาแล้ว
กล่าวจบ เขาก็โบกมือ นำพากลุ่มศิษย์สำนักกระบี่สุริยันจำนวนมากจากไปอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุดเขาก็มีงานรัดตัว ไม่มีอารมณ์จะรั้งอยู่ในเขตชุมชนแออัดอันสกปรกนี้ต่อไป
อย่างไรเสียเขาก็นำคำสั่งของสำนักมาแจ้งแล้ว
หากผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านี้ไม่เชื่อฟังคำสั่ง เช่นนั้นก็ให้พวกเขาลองลิ้มรสความคมกริบของสำนักกระบี่สุริยันดู
รอจนกระทั่งศิษย์สำนักกระบี่สุริยันเหล่านี้จากไป ในที่สุดบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรก็กล้าปริปากพูด
“สำนักกระบี่สุริยันบัดซบ ที่ขึ้นค่าเช่าอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องการบีบบังคับให้พวกเราเข้าร่วมปฏิบัติการบุกเบิก คิดจะให้พวกเราไปรนหาที่ตายที่เหมืองแร่เหล็กเพลิงชาดชัดๆ”
ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรบางคนสบถด่าทอ มองแผนการร้ายของสำนักกระบี่สุริยันออกในทันที
เห็นได้ชัดว่า สำนักกระบี่สุริยันเพียงต้องการหาข้ออ้าง เพื่อบีบบังคับให้ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเข้าร่วมปฏิบัติการบุกเบิก
“ไปตายงั้นหรือ? ไม่ใช่ว่าสำนักกระบี่สุริยันส่งยอดฝีมือจำนวนมากไปบุกเบิกเหมืองแร่เหล็กเพลิงชาดแล้วหรอกหรือ? มีผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักกระบี่สุริยันเหล่านี้ลงมือ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากสิ”
“หึหึ ตามปกติแล้วก็เป็นเช่นนั้นแหละ ในตอนแรกปฏิบัติการบุกเบิกก็ราบรื่นดี แต่ใครจะคาดคิดล่ะว่า ภายในส่วนลึกของเหมืองแร่จะซุกซ่อนสัตว์อสูรเอาไว้จำนวนมาก แถมยังมีปีศาจร้ายที่น่าสะพรึงกลัวอีกมากมาย
ผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักกระบี่สุริยันไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นเลย ผลก็คือถูกสัตว์อสูรและปีศาจร้ายจำนวนมากโจมตี ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปในเหมืองแร่ต้องตกตายในทันที ทำให้สำนักกระบี่สุริยันสูญเสียอย่างหนัก
แต่สำนักกระบี่สุริยันจะยอมตัดใจจากเหมืองแร่เหล็กเพลิงชาดแห่งนี้ได้อย่างไร ดังนั้นพวกเขาจึงตั้งใจจะบีบบังคับให้พวกเราเข้าไปในเหมืองแร่เหล็กเพลิงชาด หวังจะให้ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรอย่างพวกเราไปตัดกำลังสัตว์อสูรและปีศาจร้ายเหล่านั้น เช่นนี้แล้ว อัตราการตายของศิษย์สำนักกระบี่สุริยันย่อมลดลงอย่างมาก นี่มันเห็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรอย่างพวกเราเป็นหมากใช้ทิ้งชัดๆ”
ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรจำนวนไม่น้อยสบถด่าออกมา
เห็นได้ชัดว่า ในโลกนี้ไม่มีความลับที่ปิดมิด
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเหมืองแร่เหล็กเพลิงชาด บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรต่างก็ล่วงรู้มาตั้งนานแล้ว
เพียงแต่เรื่องนี้ยังไม่ได้แพร่สะพัดออกไปอย่างถ่องแท้
ท้ายที่สุดผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังเหล่านี้ก็หวาดกลัวว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นการล่วงเกินสำนักกระบี่สุริยัน
แต่ตอนนี้สำนักกระบี่สุริยันแสดงออกชัดเจนว่าต้องการให้พวกเขาไปตาย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่คิดจะเกรงใจอะไรอีกแล้ว
“เฮ้อ อยู่ใต้ชายคา จำต้องก้มหัวให้”
“สำนักกระบี่สุริยันเป็นถึงสำนักระดับจินตัน พลังฝีมือแข็งแกร่งหาใดเปรียบ”
“ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรอย่างพวกเราจะเป็นคู่มือของสำนักกระบี่สุริยันได้อย่างไรเล่า”
“หากยั่วโทสะสำนักกระบี่สุริยัน จนทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานของตลาดชิงหลินต้องลงมือ พวกเราทั้งหมดคงต้องตายแน่”
“ไม่ต้องสงสัยเลย ตอนนี้มีเพียงสามทางเลือกเท่านั้น หนึ่งคือจ่ายหินวิญญาณ สองคือเข้าร่วมปฏิบัติการบุกเบิก และสามคือออกจากตลาดชิงหลิน ไปใช้ชีวิตที่อื่น”
ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรคนหนึ่งกล่าวเสียงแผ่ว
“เรื่องนี้...”
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรต่างก็เงียบงัน ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดดี
การออกจากตลาดชิงหลิน จะเป็นเรื่องง่ายดายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร
อย่างไรเสียการที่พวกเขามายังเทือกเขาหมื่นสัตว์อสูรได้ ล้วนต้องพึ่งพาเรือเหาะของสำนักกระบี่สุริยัน
หากคิดจะไปจากเทือกเขาหมื่นสัตว์อสูร อย่างน้อยก็ต้องเดินเท้าข้ามระยะทางหลายหมื่นลี้
ปัญหาคือตลอดการเดินทางไม่รู้ว่าจะมีสัตว์อสูรและปีศาจร้ายมากเพียงใด
ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐาน ก็ยังไม่กล้าเอ่ยปากว่าตนเองกล้าข้ามผ่านเทือกเขาหมื่นสัตว์อสูรเพียงลำพัง
ดังนั้นเมื่อออกจากตลาดชิงหลิน แล้วไปอาศัยอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ย่อมมีแต่ทางตายสถานเดียว
ก่อนหน้านี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเคยทดลองทำเช่นนี้
เพราะรังเกียจว่าค่าเช่าบ้านในเขตชุมชนแออัดนั้นแพงหูฉี่ จึงตั้งใจจะไปอาศัยอยู่ในถ้ำบริเวณใกล้เคียง
ผลก็คือเพียงแค่สามวันเท่านั้น อีกฝ่ายก็ถูกปีศาจร้ายสังหารในยามดึกสงัด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ยามดึกสงัดคือสรวงสวรรค์ของเหล่าปีศาจร้าย
หากไม่ได้อาศัยอำนาจข่มขวัญของตลาดชิงหลิน เกรงว่าบรรดาปีศาจร้ายคงจะแห่กันเข้ามาตั้งนานแล้ว
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร การจ่ายหินวิญญาณ ก็คือการจ่ายเพื่อซื้อความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
“ข่มขู่พวกเราเช่นนี้ หรือว่าสำนักกระบี่สุริยันจะไม่กลัวว่าพวกเราจะอู้งานงั้นหรือ?”
บางคนกล่าวอย่างเคียดแค้นกัดฟัน
“สำนักกระบี่สุริยันจะกลัวผีอะไรล่ะ”
“ไม่เห็นหรือว่าก่อนหน้านี้เรือเหาะของสำนักกระบี่สุริยันก็เพิ่งจะส่งผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มหนึ่งมาอีกแล้ว?”
“ผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่มาจากทั่วสารทิศ”
“ต่อให้ไม่มีพวกเรา สำนักกระบี่สุริยันก็สามารถไปหาผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรจากที่อื่นมาได้อยู่ดี”
“พวกเราไม่ทำ ก็มีคนอื่นพร้อมจะทำถมเถไป”
บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรกล่าวอย่างอับจนหนทาง รู้สึกไร้เรี่ยวแรงเป็นอย่างยิ่ง
นี่มันเข้าตำราเขาเป็นมีดเขียง ส่วนพวกเราเป็นเพียงเนื้อปลาชัดๆ
“ใช่แล้วล่ะ เหมืองแร่เหล็กเพลิงชาดมีความสำคัญต่อสำนักกระบี่สุริยันเป็นอย่างยิ่ง อีกฝ่ายไม่มีทางยอมถอดใจแน่ ปฏิบัติการบุกเบิกครั้งนี้เรียกได้ว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน”
“ก็จริงอย่างนั้น หากปฏิบัติการบุกเบิกสำเร็จ ความจริงแล้วสำหรับพวกเรา ก็มีข้อดีไม่น้อยเลย อย่างไรเสียเหมืองแร่แห่งหนึ่ง อย่างน้อยก็สามารถเลี้ยงดูผู้บำเพ็ญเพียรได้นับหมื่นคน ภายหน้าตลาดชิงหลินอาจจะกลายเป็นเมืองชิงหลิน เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็จะเป็นผู้อยู่อาศัยกลุ่มแรกของเมืองชิงหลิน บางทีนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการผงาดขึ้นของเมืองเซียนแห่งหนึ่งก็ได้”
“เฮ้อ หนีก็หนีไม่พ้น สู้ก็สู้ไม่ได้ แล้วพวกเราจะทำอะไรได้ล่ะ”
บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรกล่าวอย่างอับจนหนทาง ตอนนี้พวกเขาก็ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมเท่านั้น
แม้กระทั่งพวกเขาทำได้เพียงปลอบใจตนเองเช่นนี้
เมื่อต้องเผชิญกับการกดขี่อย่างโจ่งแจ้งของสำนักกระบี่สุริยัน พวกเขาก็ไร้ซึ่งพลังที่จะต่อต้านใดๆ ทั้งสิ้น
“ผู้บำเพ็ญเพียรที่ไร้ซึ่งพลัง ก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาสามัญ”
เมื่อเห็นภาพนี้ เจียงฝานก็กำหมัดแน่น
เขามองเห็นความอับจนหนทางของผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านี้
เมื่อต้องเผชิญกับสำนักที่อยู่สูงส่งเหนือใคร ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรนอกจากจะต้องก้มหน้ายอมรับแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกที่สองอีก
อย่างไรเสียพลังของสำนักระดับจินตันนั้นแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ ไม่มีทางที่จะต่อต้านได้เลย
“สหายเต๋าเจียง ไม่ทราบว่าท่านตั้งใจจะทำอย่างไรหรือ?”
เวลานี้ ฟ่านเวยเดินเข้ามาหาเจียงฝานด้วยสีหน้าอมทุกข์
“ข้าตั้งใจจะจ่ายค่าเช่าบ้าน”
เจียงฝานกล่าวเสียงขรึม
ถูกต้องแล้ว สำหรับตอนนี้ ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการจ่ายค่าเช่าบ้าน
อย่างไรเสียบนตัวเขาก็มีหินวิญญาณอยู่สามสี่ร้อยก้อน
หากนำมาใช้จ่ายค่าเช่าบ้านทั้งหมด อย่างน้อยก็สามารถอาศัยอยู่ในเขตชุมชนแออัดได้นานนับสิบปี
เขาไม่อยากถูกสำนักกระบี่สุริยันหลอกใช้เป็นเครื่องมือ และไม่อยากถูกสำนักกระบี่สุริยันนำไปใช้เป็นหมากใช้ทิ้งเพื่อตัดกำลัง
ใครจะไปรู้ว่าภายในเหมืองแร่เหล็กเพลิงชาดจะมีอันตรายอันใดอยู่บ้าง
ตอนนี้เขายังอ่อนแอเกินไป ยังคงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยเพื่อยกระดับการฝึกฝนของตนเอง
หากสามารถใช้เงินแก้ปัญหาเพื่อปัดเป่าภัยพิบัติได้ เช่นนั้นเขาย่อมเลือกที่จะเสียเงิน
อย่างไรเสียหากเทียบกับชีวิตของตนเองแล้ว เงินทองก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
“อะไรนะ? ท่านตั้งใจจะจ่ายค่าเช่าบ้านงั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ฟ่านเวยก็ตกตะลึง
เพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายแทบจะไม่มีช่องทางทำมาหากินอะไรเลย
ยามปกติก็มักจะหมกตัวอยู่ในเขตชุมชนแออัด แทบไม่เคยออกไปล่าสัตว์อสูรในป่าเลย
ตามปกติแล้ว สมควรจะกินบุญเก่าจนหมดตัวไปตั้งนานแล้วสิ
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาประเมินความร่ำรวยของอีกฝ่ายต่ำเกินไป
ความร่ำรวยที่บุตรหลานตระกูลใหญ่เช่นนี้ครอบครอง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรไร้ภูมิหลังอย่างพวกเขาจะนำไปเปรียบเทียบได้เลย
แม้นจะรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกริษยาขึ้นมาเล็กน้อย
ความแตกต่างระหว่างคนกับคนนั้นช่างมากเกินไปจริงๆ
“ใช่แล้วล่ะ ข้าไม่อยากไปเข้าร่วมปฏิบัติการบุกเบิกอะไรนั่นหรอก”
“อยู่ใช้ชีวิตในเขตชุมชนแออัดต่อไปจะดีกว่า”
เจียงฝานพยักหน้า
เขารู้สึกว่าหากตนเองฝึกฝนอย่างหนักสักหลายปี ก็น่าจะมีโอกาสกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานได้
เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่แน่ว่าจะอยู่ในตลาดชิงหลินต่อไป
ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยใส่ใจที่จะต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเหล่านี้นัก
ความปลอดภัยของตนเองต่างหากที่สำคัญที่สุด หินวิญญาณเป็นเพียงของนอกกายเท่านั้น
“เฮ้อ เดิมทีข้าก็อยากจะจ่ายค่าเช่าบ้านเหมือนกัน”
“แต่ทั้งครอบครัวที่มีทั้งคนแก่และเด็กต่างก็อยู่ที่นี่ จะเอาหินวิญญาณมากมายมาจากไหนล่ะ”
“ดูเหมือนว่าคงทำได้เพียงเข้าร่วมปฏิบัติการบุกเบิกในครั้งนี้แล้ว”
ฟ่านเวยกล่าวอย่างอับจนหนทางเป็นอย่างยิ่ง
นี่ก็คือความอับจนหนทางของผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่ยากจน
ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าปฏิบัติการบุกเบิกนั้นอันตรายมาก แทบจะเรียกได้ว่าตายเก้าส่วนรอดหนึ่งส่วน
แต่บนตัวไม่มีหินวิญญาณเหลือเฟือ เขาก็ทำได้เพียงยอมเสี่ยงอันตรายเท่านั้น
“รักษาตัวด้วย”
เจียงฝานกล่าวเสียงขรึม
เขาก็ไม่มีหนทางใดเช่นกัน
แม้จะเห็นใจในชะตากรรมของฟ่านเวยมากเพียงใด แต่เขาก็ไม่อาจมอบหินวิญญาณให้อีกฝ่ายโดยไร้เหตุผลได้
เขาไม่ใช่บิดาของอีกฝ่ายเสียหน่อย
บนโลกใบนี้คนน่าสงสารมีถมเทไป ไม่ได้มีแค่ครอบครัวของฟ่านเวยเพียงครอบครัวเดียว
อีกทั้งหากเปิดเผยว่าบนตัวตนเองครอบครองหินวิญญาณจำนวนมาก เกรงว่าคงจะถูกผู้บำเพ็ญเพียรปล้นชิงหมายหัวเอา
เมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น เกรงว่าคงยากที่จะคาดเดา
บางครั้งการเป็นคนดี ก็ใช่ว่าจะนำพาสิ่งดีๆ กลับมาเสมอไป
เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้คือการปกป้องตนเอง และคู่บำเพ็ญเพียรของตน
คนอื่นๆ ล้วนไม่อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของเขา
“อืม”
ฟ่านเวยพยักหน้า เขาอ้าปาก เดิมทีคิดจะกล่าวบางสิ่ง
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยมันออกมา
เขาลากฝีเท้าอันหนักอึ้ง กลับไปที่บ้านของตน
ความจริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่ฟ่านเวยเท่านั้น ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรทั่วทั้งเขตชุมชนแออัดก็ล้วนเป็นเช่นนี้
พวกเขาต่างก็ตกอยู่ในทางเลือกที่ยากลำบากถึงขีดสุด
แน่นอน หากบนตัวไม่มีหินวิญญาณจริงๆ ความจริงแล้วก็มีเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น
เช่นนี้พวกเขาจึงไม่ต้องรู้สึกลังเลใจอีกต่อไป
…………
ในขณะเดียวกัน ตลาดชิงหลิน ณ ที่พักของสำนักกระบี่สุริยัน
ผู้อาวุโสขอบเขตสร้างรากฐานหานจื้อกวง ตลอดจนศิษย์สำนักกระบี่สุริยันจำนวนมากต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่
เวลานี้ ผู้ดูแลทังหยางก็เดินทางกลับมาจากเขตชุมชนแออัดเข้าสู่ตัวตลาดแล้วเช่นกัน
“ผู้อาวุโส ข้าได้ประกาศการตัดสินใจของสำนักในเขตชุมชนแออัดแล้วขอรับ”
ผู้ดูแลทังหยางกล่าวด้วยความเคารพนบนอบ
อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ไม่ได้เป็นเพียงผู้อาวุโสขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ควบคุมดูแลตลาดชิงหลินอีกด้วย
และเป็นเจ้านายโดยตรงของพวกเขาทุกคนด้วย
“ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านั้นไม่มีข้อกังขาใดๆ ใช่หรือไม่”
ผู้อาวุโสขอบเขตสร้างรากฐานหานจื้อกวงเอ่ยปากถาม
“เรียนผู้อาวุโส ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรกลุ่มนั้นไม่มีข้อกังขาใดๆ เลยขอรับ”
“อีกอย่างก็เป็นเพียงแค่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรต่ำต้อยเท่านั้น จะกล้ามีข้อกังขาอันใดได้ล่ะขอรับ”
“น่าเสียดายที่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านี้ขี้ขลาดตาขาวกันเหลือเกิน”
“เดิมทีข้าคิดว่าจะมีคนหัวแข็งโผล่มาสักสองสามคน เพื่อให้ข้าได้ลองความคมกริบของกระบี่บินในมือเสียอีก”
“ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายจะไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรสร้างความวุ่นวายเลยแม้แต่คนเดียว”
ผู้ดูแลทังหยางกล่าวอย่างเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้ก็ทำให้เขารู้สึกผิดหวังอยู่บ้างเล็กน้อย
เพราะเดิมทีเขาคิดว่าการที่สำนักกระบี่สุริยันประกาศการตัดสินใจเช่นนี้ ย่อมต้องทำให้บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก ถึงขั้นมีผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรบางคนที่กล้าหาญชาญชัยลุกขึ้นต่อต้าน
เขาจะได้ถือโอกาสสังหารคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู
แต่น่าเสียดาย ที่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านี้ขี้ขลาดเกินไป ถึงขั้นไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านสำนักกระบี่สุริยันซึ่งๆ หน้าเลยด้วยซ้ำ
“ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเท่านั้น”
“จะมีปัญญาอะไรมากล้าต่อกรกับสำนักกระบี่สุริยันของเราได้ล่ะ”
“แต่การที่ไม่มีคนหัวแข็งมาสร้างความวุ่นวาย ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเช่นกัน”
“พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องกดดันผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรกลุ่มนี้ให้ตึงเครียดจนเกินไป”
“อย่างไรเสียพวกเรายังคงต้องการให้พวกมันช่วยกำจัดปีศาจร้ายในเหมืองแร่เหล็กเพลิงชาด”
“หากไม่มีเบี้ยรับบาปอย่างผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านี้ ศิษย์สำนักกระบี่สุริยันของเราคงต้องล้มตายกันไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่”
“ศิษย์สำนักกระบี่สุริยันของเราล้ำค่าเพียงใด จะปล่อยให้มาตกตายในสถานที่พรรค์นี้ได้อย่างไร”
ผู้อาวุโสขอบเขตสร้างรากฐานหานจื้อกวงกล่าวอย่างเห็นเป็นเรื่องสมควร
ในสายตาของเขา ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือ เป็นเพียงหมากใช้ทิ้ง
หากนำมาเทียบกับศิษย์สำนักกระบี่สุริยันแล้ว ย่อมไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย
ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรนับพันนับร้อยคน ยังเทียบไม่ได้กับศิษย์สำนักกระบี่สุริยันเพียงคนเดียว
“แต่ผู้อาวุโส สิ่งที่พวกเราต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนมันไม่มากเกินไปหน่อยหรือขอรับ”
“ถึงกับอนุญาตให้ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านั้นนำไปแลกเปลี่ยนเป็นโอสถของสำนักได้”
“ตามที่ข้าเห็น แค่ให้โอสถธรรมดาสักหน่อยก็พอแล้ว”
“ไยต้องเอาโอสถอันล้ำค่าอย่างโอสถสร้างรากฐานออกมาด้วยล่ะขอรับ”
ผู้ดูแลทังหยางรู้สึกไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรเสียโอสถสร้างรากฐานนั้นก็เป็นโอสถที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง ต่อให้เป็นในสำนักกระบี่สุริยัน ศิษย์สายในจำนวนมากยังต้องต่อแถวเข้าคิว จึงจะได้รับโอสถสร้างรากฐานมาหนึ่งเม็ด
บางครั้งถึงกับต้องรอคอยนานนับสิบปี หรือยี่สิบปี ถึงจะได้สิทธิ์ในการรับโอสถสร้างรากฐาน
แต่มาตอนนี้ กลับนำโอสถสร้างรากฐานมาเป็นรางวัลให้แก่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร
โอสถอันล้ำค่ามากมายเช่นนี้ถือว่าเสียเปล่าแล้ว
เรื่องนี้ก็ทำให้เขารู้สึกไม่ยอมรับเป็นอย่างยิ่ง
โอสถที่ล้ำค่าเช่นนี้ จะปล่อยให้ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรนำไปใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ ได้อย่างไรกัน
“โง่เขลา หากมีรางวัลหนัก ย่อมมีผู้กล้าปรากฏกาย”
“หากไม่นำโอสถสร้างรากฐานออกมาเป็นรางวัล ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านั้นจะยอมตั้งใจ จะยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อสำนักกระบี่สุริยันของเราได้อย่างไรเล่า?”
“แต่สิ่งนี้ก็เป็นเพียงแครอทที่ผูกล่อไว้หน้าลาเท่านั้นแหละ”
“ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านั้นจะได้มันไปหรือไม่ ยังไม่ใช่แค่อยู่ที่คำพูดประโยคเดียวของพวกเราหรอกหรือ?”
“อีกทั้งเหมืองแร่เหล็กเพลิงชาดก็อันตรายเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าซุกซ่อนปีศาจร้ายเอาไว้มากเพียงใด”
“ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านั้นก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนโอสถ อาจจะต้องตายด้วยน้ำมือของปีศาจร้ายไปเสียก่อนแล้ว”
ผู้อาวุโสขอบเขตสร้างรากฐานหานจื้อกวงแค่นเสียงเย็น
เขารู้สึกว่าการที่สำนักทำเช่นนี้ เป็นเพียงคำสัญญาที่ว่างเปล่าเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านั้นคิดว่าตนเองจะได้รับโอสถสร้างรากฐาน แต่ความจริงแล้วมันแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
อย่างไรเสียโอสถสร้างรากฐานอันล้ำค่าเหล่านั้น แม้แต่ศิษย์ในสำนักก็ยังไม่แน่ว่าจะได้รับมา
จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมอบให้กับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรคนอื่นๆ ง่ายๆ เช่นนี้
แน่นอนว่าโอสถธรรมดาก็ยังคงสามารถแลกเปลี่ยนได้
เพราะเช่นนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านั้นถึงจะเชื่อมั่นในคำสัญญาของสำนักกระบี่สุริยัน และยอมเอาชีวิตเข้าแลก
“ผู้อาวุโส เหมืองแร่เหล็กเพลิงชาดแห่งนั้นอันตรายถึงเพียงนั้นเชียวหรือขอรับ?”
ผู้ดูแลทังหยางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
เขารู้ว่าด้วยเรื่องนี้ ทำให้สำนักกระบี่สุริยันต้องสูญเสียศิษย์ไปไม่น้อย
มิเช่นนั้นแล้ว ผู้อาวุโสของสำนักก็คงไม่คิดแผนการร้ายกาจเช่นนี้ออกมา
“อันตรายมากจริงๆ”
“สถานที่แห่งนั้นก็คือรังของปีศาจร้ายชัดๆ”
“หากไม่ระวังให้ดี บางทีต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานก็อาจจะพลาดท่าได้เช่นกัน”
“ดังนั้นพวกเจ้าก็ควรระมัดระวังตัวกันไว้หน่อยก็ดี”
ผู้อาวุโสขอบเขตสร้างรากฐานหานจื้อกวงกล่าวเสียงขรึม น้ำเสียงจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
เขารู้สึกว่าหากจัดการกับเรื่องในเหมืองแร่เหล็กเพลิงชาดได้ไม่ดีพอ บางทีก็อาจจะชักนำภัยพิบัติครั้งใหญ่มาสู่ได้