- หน้าแรก
- ผมเป็นแค่ขันที แต่ขอสั่งการทั้งแผ่นดิน
- บทที่ 5 - ต่ำกว่าปรมาจารย์ล้วนเป็นมดปลวก
บทที่ 5 - ต่ำกว่าปรมาจารย์ล้วนเป็นมดปลวก
บทที่ 5 - ต่ำกว่าปรมาจารย์ล้วนเป็นมดปลวก
"ดอกกล้วยไม้หิมะหยกงั้นหรือ ?" หลินอีชิวแทบจะร้องอุทานออกมา
ภายในกล่องผ้าไหมคือดอกกล้วยไม้ที่ใสกระจ่างดุจคริสตัล ทว่ากลับไม่เหมือนพืชพรรณทั่วไป แต่มันดูคล้ายกับถูกแกะสลักขึ้นมาจากหยกขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ ทั้งยังแผ่กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาเป็นระลอก
หลินอีชิวเพียงแค่สูดดมเข้าไปก็รู้สึกสดชื่นปลอดโปร่งไปทั้งตัว
เมื่อครู่ก่อนหน้านี้เพื่อย่อยสลายพลังวัตรหนึ่งร้อยปีของหลวงจีนธุดงค์เพลิง เขาต้องโคจรพลังลมปราณในร่างกายถึงเจ็ดสิบสองรอบจนรู้สึกเหนื่อยล้าไปหมด ทว่ายามนี้เพียงแค่กลิ่นหอมของกล้วยไม้หิมะหยกโชยเข้าจมูก ความเหนื่อยล้าก็มลายหายไปในพริบตา กลับกลายเป็นความกระปรี้กระเปร่าเต็มเปี่ยม !
กล้วยไม้หิมะหยกดอกนี้หลินอีชิวเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง
มันเติบโตอยู่บนยอดเขาหิมะเทียนซานเท่านั้น ภายในซุกซ่อนแก่นแท้แห่งความเย็นชาของลานปราณฟ้าดินเอาไว้ ห้าร้อยปีจึงจะผลิดอกสักครั้ง
หลังจากผลิดอกแล้วมันจะไม่มีวันเหี่ยวเฉาไปอีกสิบปี นับเป็นของล้ำค่าที่ยากจะพบพานและไม่อาจแสวงหาได้โดยง่าย
อีกทั้งยังเป็นสมุนไพรที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงใด ขอเพียงยังมีลมหายใจรวยริน ดอกกล้วยไม้หิมะหยกเพียงดอกเดียวก็สามารถทำให้คนผู้นั้นกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้ทันที
มันคือของวิเศษแห่งฟ้าดินอย่างแท้จริงในโลกใบนี้
ไม่เพียงแค่นั้น สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้วมันยังมีความหมายที่ล้ำค่ายิ่งกว่าสิ่งใด
เมื่อบรรลุถึงระดับก่อตั้งขั้นที่เก้า การจะทะลวงผ่านและก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์นั้นเรียกได้ว่ายากลำบากราวกับปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์
ปรมาจารย์ยุทธ์หมายถึงความเหนือชั้น !
ยกตัวอย่างเช่นหลวงจีนธุดงค์เพลิง แม้พลังวัตรจะถูกดูดกลืนไปจนหมดสิ้นแต่เขาก็ไม่ได้สิ้นใจในทันที นี่คือผลลัพธ์ของการที่เคยทะยานเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ อายุขัยของมนุษย์จะได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล
สามารถมีอายุยืนยาวได้ถึงสามร้อยปี !
และการจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ ก่อนอื่นจำเป็นต้องทลายกำแพงกั้นระหว่างมนุษย์และเซียนลงให้ได้
ในยามที่ทะลวงระดับ หากเกิดข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถทลายกำแพงได้เท่านั้น
สถานเบาคือสูญเสียวิชายุทธ์ทั้งหมดและกลายเป็นคนพิการ
สถานหนักคือต้องสิ้นใจตายในทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมปรมาจารย์ยุทธ์ในโลกนี้ถึงมีน้อยแสนน้อย ในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์นับแสนคนเกรงว่าคงหาไม่ได้แม้แต่คนเดียว
และกล้วยไม้หิมะหยกก็คือสิ่งที่จะช่วยให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อตั้งขั้นที่เก้าหรือครึ่งก้าวปรมาจารย์สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ได้อย่างง่ายดาย
มันคือสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนต่างเฝ้าฝันถึง
"ช่างเป็นคนผลาญสมบัติจริงๆ"
หลินอีชิวบ่นพึมพำออกมา
ก่อนจะเก็บกล้วยไม้หิมะหยกเข้าไว้ในแขนเสื้ออย่างเป็นธรรมชาติ
"ขอบพระทัยในความเมตตาขององค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ"
"ของขวัญชิ้นนี้ข้ารับไว้แล้ว ตอนนี้ท่านกลับไปได้แล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?"
เมื่อเห็นว่าหลินอีชิวไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นเต้นดีใจออกมาแม้แต่น้อย ใบหน้านั้นยังคงเย็นชาดุจบัวหิมะบนยอดเขาเทียนซาน เซี่ยหานซวงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังอย่างหนัก
ในความคิดของนาง เมื่ออวี่ฮว่าเฉินได้เห็นกล้วยไม้หิมะหยกดอกนี้ เขาจะต้องตื่นเต้นดีใจจนอุ้มนางขึ้นมาแล้วหมุนตัวไปรอบๆ สักสามรอบแน่ !
แต่ ... แค่นี้เองหรือ ?
"หึ !"
"ในเมื่อรับของขวัญของข้าไปแล้ว วันหลังหากข้ามาหา เจ้าห้ามหลบหน้าข้าอีกนะ !" เซี่ยหานซวงทำเสียงฮึดฮัดก่อนจะรีบพูดเสริมขึ้นมาทันทีว่า "รับไปแล้วห้ามคืนเด็ดขาด !"
พูดจบนางก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปพร้อมกับขันทีและนางกำนัลกลุ่มใหญ่ ท่าทางดูสมกับเป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์อย่างเต็มเปี่ยม
"ไป ตามข้าผู้บัญชาการกลับไปที่คุกสวรรค์อีกครั้ง ไปดูซิว่ายังมีพวกหัวแข็งจอมดื้อรั้นคนไหนอยู่อีกบ้าง"
หลินอีชิวตัดสินใจในทันทีว่าจะกลับไปที่คุกสวรรค์เพื่อรีบไปดูดซับพลังจากแกะอ้วนพวกนั้น
เขาไม่ได้ด่วนตัดสินใจใช้กล้วยไม้หิมะหยกเพื่อฝืนทะลวงระดับ
หลินอีชิวรู้สึกว่าพลังวัตรที่ล้ำลึกต่างหากคือหัวใจสำคัญ และนี่แหละคือพลังการต่อสู้ที่แท้จริง
หลินอีชิวถือบันทึกคดีไว้ในมือแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังโซนเอกของคุกสวรรค์ด้วยตัวเอง
ที่นั่นยังมีปรมาจารย์ยุทธ์อีกสิบสองคน ซึ่งอดีตเคยเป็นยอดคนผู้ยิ่งใหญ่ที่โด่งดังในยุทธภพ
"ตงฟางฉิวไป้ ?"
"ประมุขพรรคเทพสุริยันจันทรา ปรมาจารย์ยุทธ์ระดับวัชระ"
"วิชายุทธ์หลักที่ฝึกฝน มหาเวทดูดดาว เคล็ดวิชาเทพอัคคีสุริยันจันทรา"
"เมื่อยี่สิบปีก่อน ตงฟางฉิวไป้นำพรรคเทพสุริยันจันทราประกาศศักดาเป็นจ้าวแห่งแดนใต้ สังหารอ๋องแดนใต้ที่องค์จักรพรรดิทรงแต่งตั้ง จากนั้นจึงถูกกองทัพผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อตั้งของราชสำนักล้อมปราบ ต้องสังเวยผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อตั้งไปถึงสามพันคนจึงจะสามารถจับกุมตัวเขามาได้"
"เดิมทีองค์จักรพรรดิแห่งต้าเฉียนต้องการเกลี้ยกล่อมให้เขายอมจำนน ทว่าตงฟางฉิวไป้นั้นหยิ่งผยองและยากจะควบคุม เขาจึงถูกคุมขังอยู่ในคุกสวรรค์แห่งซีฉ่างมานานถึงยี่สิบปี"
...
"เถี่ยขวางหนู ?"
"จอมยุทธ์พเนจร ปรมาจารย์ยุทธ์ระดับวัชระ"
"วิชายุทธ์หลักที่ฝึกฝน เคล็ดวิชาเทวะเจดีย์ คำรามราชสีห์คลั่ง"
"เมื่อสามปีก่อนผู้บัญชาการซีฉ่างมีความคิดที่จะเกลี้ยกล่อมให้เถี่ยขวางหนูมารับใช้ เถี่ยขวางหนูใช้ดราประทับเทวะเจดีย์เพียงหนึ่งกระบวนท่าก็สามารถสังหารหัวหน้าหน่วยซีฉ่างไปได้ถึงสิบสองคน จากนั้นเขาใช้คำรามราชสีห์คลั่งเพียงครั้งเดียวก็ทำลายภูเขาทั้งลูกจนพังทลายลงมาแล้วเดินจากไปอย่างลอยนวล"
"หลังจากนั้นเขาจึงถูกอวี่ฮว่าเฉินวางแผนจับกุมตัวมาได้"
...
"อู๋ซานติ่ง ?"
"มาจากสุสานกระบี่ตระกูลอู๋แห่งซีสู่ซึ่งเป็นตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ปรมาจารย์ยุทธ์ระดับวัชระ"
"วิชายุทธ์หลักที่ฝึกฝน เพลงกระบี่เหี่ยวเฉารุ่งโรจน์"
"เมื่อสิบปีก่อนอ๋องสู่ก่อกบฏ อู๋ซานติ่งได้ร่วมมือกับอีกฝ่าย หลังจากราชสำนักปราบปรามกบฏอ๋องสู่ได้สำเร็จ ผู้นำตระกูลอู๋จึงได้ลงมือจับกุมตัวอู๋ซานติ่งด้วยตัวเองและส่งมอบให้กับราชสำนักเพื่อรอการตัดสินโทษ"
...
ตลอดระยะเวลาสามชั่วยามเต็มๆ หลินอีชิวได้ดูดซับพลังของปรมาจารย์ยุทธ์ทั้งสิบสองคนจนแห้งเหือด
กระบวนการนี้ดำเนินไปตั้งแต่ช่วงบ่ายจนกระทั่งถึงตอนดึก
ถึงอย่างไรคนพวกนี้ก็เป็นนักโทษอยู่แล้ว นักโทษที่เข้ามาในซีฉ่างย่อมไม่มีใครสามารถเดินออกจากคุกหลวงแห่งซีฉ่างไปได้แบบครบสามสิบสองประการ มิเช่นนั้นขุนนางในราชสำนักและราษฎรทั่วหล้าแห่งราชวงศ์ต้าเฉียนคงไม่หวาดผวาเพียงแค่ได้ยินชื่อซีฉ่างหรอก
หลินอีชิวสัมผัสได้ว่าภายในร่างกายของเขามีพลังมหาศาลกำลังพลุ่งพล่านไปมา
เขาไม่สามารถดูดซับพลังได้อีกต่อไปแล้ว เขารู้สึกเหมือนกินจนจุก
หากขืนดูดซับเข้าไปอีกเกรงว่าร่างคงต้องระเบิดจนตายเป็นแน่ ตอนนี้ร่างกายของเขามาถึงขีดจำกัดที่จะรองรับได้แล้ว
หลินอีชิวรีบกลับไปที่ห้องทันที เขาเริ่มหลับตาและปรับลมหายใจ เขาต้องการย่อยสลายพลังวัตรหลากหลายประเภทเหล่านี้ให้หมดสิ้นเพื่อนำมาเป็นของตัวเอง
มีทั้งธาตุน้ำแข็ง ธาตุไฟ รวมไปถึงธาตุลมและธาตุสายฟ้า
หากใช้มหาเวทดูดดาวมาดูดซับพลังเหล่านี้ เกรงว่าเขาคงจะธาตุไฟแตกซ่านไปนานแล้วเพราะพลังลมปราณต่างชนิดกันจะเกิดการต่อต้านกันเองภายในร่างกาย ทว่าสิ่งที่เขาฝึกฝนคือวิชาสรรพสิ่งหมื่นวิถีซึ่งสามารถหลอมรวมทุกสรรพสิ่งเข้าด้วยกันราวกับมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกัน หลินอีชิวก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเขาได้ก้าวมาถึงจุดสูงสุดก่อนจะข้ามผ่านไปยังขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว
มันคือม่านพลังที่แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ หากทะลวงผ่านไปได้ก็จะได้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ ทว่าหากล้มเหลว สถานเบาคือสูญเสียพลังวัตรทั้งหมดจนกลายเป็นคนพิการ ส่วนสถานหนัก ... เกรงว่าคงต้องสิ้นใจตายในทันที
"เด็กๆ เข้ามา"
"ใต้เท้าผู้บัญชาการมีอะไรให้รับใช้หรือขอรับ ?"
ขันทีซีฉ่างนายหนึ่งรีบเดินเข้ามาและเอ่ยถามด้วยความเคารพอย่างหาที่สุดไม่ได้
"ช่วงสองสามวันนี้ห้ามใครเข้ามารบกวนข้าเด็ดขาด หากองค์หญิงสามเสด็จมาอีก พวกเจ้าก็บอกนางไปว่าข้าผู้เป็นบัญชาการต้องไปปฏิบัติภารกิจลับ อีกเจ็ดวันถึงจะกลับมา" หลินอีชิวสั่งการ
ในช่วงเวลาหลังจากนี้ เขาไม่เพียงแต่ต้องย่อยสลายพลังวัตรของปรมาจารย์ยุทธ์ทั้งสิบสองคนให้หมดสิ้นเท่านั้น แต่เขายังต้องเตรียมพร้อมทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์อย่างเป็นทางการอีกด้วย จึงไม่อาจปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นได้แม้แต่น้อย
"ขอรับ !" ขันทีน้อยรีบประสานมือรับคำสั่งอย่างจริงจังทันที
กลางดึกสงัด แสงจันทร์สว่างไสวทว่าไร้หมู่ดาว
หลินอีชิวนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง แม้ว่าจะมีเวลาเตรียมตัวเพียงสั้นๆ แต่เพื่อการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ เขาได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน
ดอกกล้วยไม้หิมะหยกถูกวางไว้ข้างกาย หากเกิดเหตุไม่คาดฝันใดๆ ขึ้น เขาจะรีบกินมันเข้าไปทันที
นี่เปรียบเสมือนการเพิ่มหลักประกันอีกชั้นหนึ่ง ขอเพียงคนยังเหลือลมหายใจรวยริน ไม่ว่าจะบาดเจ็บสาหัสเพียงใด ดอกกล้วยไม้หิมะหยกเพียงดอกเดียวก็สามารถทำให้ร่างกายกลับมาฟื้นตัวได้ในพริบตา
การสั่งสมพลังวัตรก็บรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ไปตั้งนานแล้ว
นั่นคือพลังวัตรของปรมาจารย์ยุทธ์ถึงสิบสามคนเชียวนะ !
แม้ว่าการฝึกฝนวิชาสรรพสิ่งหมื่นวิถีจะทำให้ร่างกายของเขาเป็นเหมือนหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้งและทำให้เขาไร้พ่ายในระดับเดียวกัน ทว่าในเวลานี้เขากลับสัมผัสได้ว่าร่างกายนี้ถูกเติมเต็มไปด้วยพลังวัตรอันหนาแน่นจนแทบจะล้นทะลักออกมาแล้ว !
การทะลวงระดับเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
หลินอีชิวโคจรวิชาสรรพสิ่งหมื่นวิถีเพื่อย่อยสลายพลังวัตรของปรมาจารย์ยุทธ์ทั้งสิบสองคนอย่างต่อเนื่อง
ในชั่วพริบตา พลังวัตรภายในร่างกายก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที มันวิ่งพล่านไปทั่วทั้งแขนขาและกระดูกสารพัดชิ้นโดยไม่ยอมไหลเวียนตามเส้นชีพจรปกติอีกต่อไป ราวกับว่ามันหลุดพ้นจากการควบคุมไปโดยสิ้นเชิง
ในเวลานี้ ในที่สุดหลินอีชิวก็ได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้วว่าการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์นั้นยากลำบากและอันตรายมากเพียงใด
เป็นเพราะม่านพลังที่ขวางกั้นระหว่างเซียนและมนุษย์จะคอยขัดขวางไม่ให้พลังลมปราณไหลเวียนได้ตามปกติ ทำให้พลังลมปราณเกิดการคลุ้มคลั่งและสูญเสียการควบคุม มันไม่สามารถไหลเวียนได้เลยแม้แต่รอบเดียว !
แต่มันกลับวิ่งพล่านไปทั่วร่างกายแทน จนกว่าจะทะลุผิวหนังและรั่วไหลออกไปภายนอก
และทันทีที่พลังลมปราณรั่วไหลออกไป นั่นหมายความว่าการทะลวงระดับประสบความล้มเหลว สถานเบาคือสูญเสียพลังวัตรทั้งหมด ส่วนสถานหนักคือร่างระเบิดจนตาย
มิน่าล่ะในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ถึงมีคำกล่าวที่แพร่หลายว่า ต่ำกว่าปรมาจารย์ล้วนเป็นมดปลวก
การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์คือการนำพลังลมปราณทุกอณูในร่างกายมาหลอมรวมและบีบอัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าพลังลมปราณจะกลายเป็นความบริสุทธิ์ถึงขีดสุดและถูกบีบอัดจนกลายเป็นหยดพลังปราณแท้ในรูปแบบของเหลว
จากนั้นจึงใช้หยดพลังปราณแท้แบบของเหลวพุ่งชนม่านพลัง หากทลายมันลงได้ก็จะถือว่าทะลวงระดับสำเร็จและได้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ !
"แครก !"
หลินอีชิวรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เขาแอบสบถในใจว่าแย่แล้ว เพราะเส้นเอ็นเส้นหนึ่งของเขาถูกพลังลมปราณที่คลุ้มคลั่งพุ่งชนจนขาดสะบั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพ่นเลือดสดๆ ออกมา
จบแล้ว