- หน้าแรก
- ตำนานจักรพรรดิโอสถสยบสวรรค์
- บทที่ 5 - อันตรายยามฟ้ามืด
บทที่ 5 - อันตรายยามฟ้ามืด
บทที่ 5 - อันตรายยามฟ้ามืด
บทที่ 5 - อันตรายยามฟ้ามืด
เจียงอี้สะพายห่อผ้ากำลังจะออกจากตำหนัก ก็บังเอิญชนเข้ากับเจียงหลิงเมิ่งที่วิ่งตามเข้ามาพอดี
"ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า" เจียงหลิงเมิ่งดึงตัวเจียงอี้ไปหลบมุม สีหน้าจริงจัง
"ถอนสาสน์ท้าประลองซะ เจ้าจะไปสำนักยุทธ์ชางโจวไม่ได้นะ"
"ข้าจะส่งสาสน์ท้าประลองแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า"
"ที่เจ้าเอาชนะเจียงเหรินได้ เป็นเพราะความฟลุคล้วนๆ เจ้าไม่ใช่คู่มือของไป๋ฮว๋าหรอก ไป๋ฮว๋าคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักยุทธ์ แถมยังอยู่ขอบเขตทารกวิญญาณขั้นเก้าแล้วด้วย เขาใช้พลังสายฟ้าฟาดใส่เจ้าทีเดียว เจ้าก็พิการแล้ว"
เจียงหลิงเมิ่งไม่ได้สนหรอกว่าเจียงอี้จะเป็นหรือตาย แต่นางทนเห็นไป๋ฮว๋ามาหยามเกียรติจวนอ๋องเจียงซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้ ทำร้ายหว่านเอ๋อร์จนพิการแล้ว ยังจะมาฆ่าลูกบุญธรรมอีก
"เรื่องน้องสาวข้า ข้าจัดการเอง"
"นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้าคนเดียว แต่มันเป็นเรื่องหน้าตาของจวนอ๋องเจียง พูดตามตรงนะ เจ้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปท้าประลองกับไป๋ฮว๋าหรอก"
"ถ้าข้าจำไม่ผิด เมื่อก่อนหว่านเอ๋อร์ดีกับเจ้ามาก ดูแลเจ้าเหมือนพี่สาวแท้ๆ แต่นางพิการแล้ว เจ้าตอบแทนนางแบบนี้งั้นหรือ?"
"ข้าเห็นหว่านเอ๋อร์เป็นน้องสาว ข้าถึงต้องแก้แค้นแทนนางไง"
"เจ้าน่ะหรือ? ยิ่งเป็นไปไม่ได้"
"ข้าทำไม่ได้ แต่มีคนทำได้"
"ใครทำได้ ใครยอมขึ้นลานประลองชี้เป็นชี้ตายแทนน้องสาวข้าล่ะ?"
"เยี่ยนชิงอู่ไง หลังจากที่หว่านเอ๋อร์ถูกทำร้ายจนพิการ ท่านแม่ทัพเยี่ยนเจิงก็ส่งคนไปตามตัวเยี่ยนชิงอู่กลับมา ตอนนี้นางอยู่ขอบเขตทารกวิญญาณขั้นเก้าแล้ว นางกะว่าจะออกไปหาประสบการณ์ในดินแดนรกร้างสักพัก แล้วค่อยไปท้าประลองกับไป๋ฮว๋าที่สำนักยุทธ์ชางโจว"
"เยี่ยนชิงอู่หรือ?"
เจียงอี้แทบจะลืมชื่อนี้ไปแล้ว
เยี่ยนชิงอู่เป็นคนรุ่นใหม่ของด่านไป๋หู่ที่มีตราวิญญาณระดับหกอีกคนหนึ่ง
ตอนอายุสิบขวบ ผู้อาวุโสของตำหนักจินหยางแห่งชายแดนเหนือเห็นแวว ก็เลยรับไปเป็นศิษย์ระดับสูง
เยี่ยนชิงอู่กับเจียงหว่านเอ๋อร์สนิทกันมาก ตอนนั้นที่หว่านเอ๋อร์ยืนกรานจะเข้าเรียนที่สำนักยุทธ์ชางโจว ก็เพราะถูกกระตุ้นจากเรื่องที่เยี่ยนชิงอู่ถูกตำหนักจินหยางรับตัวไปนี่แหละ
แน่นอนว่ายังมีเหตุผลสำคัญอีกข้อหนึ่ง ก็คือหว่านเอ๋อร์ต้องการจะแสดงความสามารถและจุดยืนที่สำนักยุทธ์ชางโจว เพื่อให้ชางโจวรู้ว่าจวนอ๋องเจียงยังไม่สิ้นชื่อ และถือโอกาสรับสมัครศิษย์ที่ไม่มีภูมิหลังมาร่วมงานกับจวนอ๋องเจียงด้วย
"เรื่องของน้องสาวข้า ข้าจัดการเอง ไม่ต้องให้คนนอกมาช่วย" เจียงอี้ส่ายหน้า แล้วเดินเลี่ยงนางไป
"เจียงอี้ เจ้าอยากไปตายก็ไม่มีใครห้ามหรอกนะ แต่เรื่องนี้เจ้าตัดสินใจเองไม่ได้" เจียงหลิงเมิ่งเริ่มฉุน แกจะเอาอะไรไปท้าประลองกับอัจฉริยะอันดับหนึ่งของชางโจว? เอาหมัดไปสู้หรือไง! ไม่เจียมตัวเลยจริงๆ!
เจียงอี้กลับมาที่หุบเขา เห็นเจียงหว่านเอ๋อร์ยังหลับสนิทอยู่ ก็เลยออกไปหน้าหุบเขา เอาหญ้าลายพยัคฆ์ยี่สิบต้นออกมาเริ่มฝึกหมัดจักรพรรดิหมื่นอสูร
ถึงเขาจะฝึกคัมภีร์ต้าเย่ามาตลอด แต่การฝึกวิชาการต่อสู้กับเคล็ดวิชามันต่างกันลิบลับ
อันหนึ่งเป็นการรวบรวม อีกอันเป็นการปลดปล่อย
การจะปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมานั้นง่าย แต่การจะควบคุมพลังวิญญาณผ่านตราวิญญาณ ให้ก่อตัวเป็นวิชาการต่อสู้ที่ทรงพลัง และแสดงผลลัพธ์ที่ต้องการออกมานั้น ซับซ้อนกว่าที่เจียงอี้คิดไว้มาก
ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน เจียงอี้ฝึกฝนอย่างหนักจนลืมกินลืมขอนอน ผลก็คือหญ้าลายพยัคฆ์ถูกใช้จนหมดเกลี้ยง แต่ก็ยังไม่สามารถควบแน่นเป็นรูปหัวเสือได้เลยแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่เสือทั้งตัวเลย
เจียงอี้มองเปลวเพลิงที่แตกซ่านอยู่บนกำหมัดด้วยความเหนื่อยล้า พลางส่ายหน้า
มิน่าล่ะ หว่านเอ๋อร์ถึงต้องฝึกฝนหามรุ่งหามค่ำ กว่าจะถึงขอบเขตทารกวิญญาณขั้นเก้าก็ปาไปสามปี
การฝึกยุทธ์นี่มันยากลำบากจริงๆ
แต่เจียงอี้ก็ไม่ได้ท้อแท้ ไม่นานเขาก็กลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง
ถึงจะเพิ่งผ่านมาแค่วันเดียว แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของตราศักดิ์สิทธิ์แล้ว
สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ เวลาปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมา จะมีแรงกดดันอันมหาศาลแฝงอยู่ด้วย ถ้าเขาสามารถหลอมรวมมันเข้ากับวิชาการต่อสู้ที่ต้องการได้ อานุภาพของมันต้องร้ายกาจมากแน่ๆ
เจียงอี้โคจรคัมภีร์ต้าเย่าเพื่อปรับสภาพร่างกาย ทิ้งยาและผลไม้วิญญาณไว้ให้หว่านเอ๋อร์มากมาย แล้วก็เตรียมตัวเข้าไปหาหญ้าลายพยัคฆ์ในดินแดนรกร้าง
ถึงดินแดนรกร้างจะอันตรายมาก แต่ในช่วงกลางวัน พวกสัตว์ร้ายและมารวิญญาณส่วนใหญ่จะล่าถอยเข้าไปในส่วนลึก ดังนั้นพื้นที่ป่ากว้างใหญ่ที่อยู่ติดกับป้อมปราการของด่านไป๋หู่จึงยังถือว่าปลอดภัยอยู่
ทุกๆ เช้า ประตูของทั้งแปดป้อมปราการจะเปิดออก ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศในชางโจว รวมถึงคนจากสำนักยุทธ์ชางโจว ต่างก็พากันหลั่งไหลเข้าไปในป่าเป็นกลุ่มๆ
"เจียงอี้! นั่นมันเจียงอี้นี่!"
เจียงอี้เดินมาถึงหน้าป้อมปราการที่แปดเหมือนอย่างเคย แต่พอเพิ่งจะโผล่หน้ามา ก็มีคนชี้หน้าเขาแล้วตะโกนขึ้นมา
"นั่นไง เจียงอี้ลูกบุญธรรมท่านอ๋องเจียง ที่จะไปท้าประลองกับไป๋ฮว๋าแห่งจวนอ๋องไป๋"
"เมื่อวานจวนอ๋องเจียงส่งคนเอาสาสน์ท้าประลองไปส่งที่สำนักยุทธ์ชางโจวแล้ว ไม่รู้ว่าไป๋ฮว๋าจะรับคำท้าหรือเปล่า"
"รับสิ ต้องรับอยู่แล้ว จวนอ๋องไป๋จะยอมพลาดโอกาสที่จะได้เหยียบย่ำจวนอ๋องเจียงแบบนี้ได้ยังไง"
"ที่มันเอาชนะเจียงเหรินได้ ก็แค่ฟลุคเท่านั้นแหละ"
"เจียงอี้ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย คิดจะใช้กำลังป่าเถื่อนไปท้าประลองกับอัจฉริยะอันดับหนึ่งของชางโจวงั้นหรือ?"
ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ มองดูเจียงอี้ในวัยสิบสามปีตั้งแต่หัวจรดเท้า
พวกลูกศิษย์จากสำนักยุทธ์ชางโจวที่อยู่หน้าป้อมปราการที่แปดก็พากันหันมามอง แต่สายตาของพวกเขากลับแฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
จากท่าทีที่หยิ่งยโสของพวกเขา ก็พอมองออกว่าพวกเขาดูแคลนจวนอ๋องเจียงและด่านไป๋หู่มากแค่ไหน
เมื่อก่อนจวนอ๋องเจียงเคยเป็นอ๋องต่างแซ่อันดับหนึ่งของแคว้นหลางหยา ได้รับศักดินาที่ชางโจว ควบคุมค่ายทหารและด่านต่างๆ ทางชายแดนเหนือถึงสามสิบหกแห่ง มีอำนาจบาตรใหญ่คับฟ้า
แต่เมื่อยี่สิบปีก่อน จักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ อ้างว่าวิกฤตความวุ่นวายในดินแดนรกร้างทางชายแดนเหนือเป็นภัยคุกคาม จึงขอร้องให้ท่านอ๋องเจียงเห็นแก่ราษฎร ไปประจำการป้องกันที่ด่านไป๋หู่
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จวนอ๋องเจียงก็ต้องทำสงครามนองเลือดที่ด่านไป๋หู่ สูญเสียกำลังคนไปอย่างหนักหน่วง อำนาจก็ลดฮวบลงเรื่อยๆ
ในระหว่างนั้น แม่ทัพประจำป้อมปราการสามคนก็ได้รับการปูนบำเหน็จจากราชวงศ์ ก่อตั้งเป็นสามจวนอ๋องใหม่ของชางโจว ได้แก่ จวนอ๋องไป๋ จวนอ๋องจ้าว และจวนอ๋องหลี่
สำนักยุทธ์ชางโจวที่เคยเป็นแค่บริวารของจวนอ๋องเจียง ก็ได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์ จนก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นสำนักยุทธ์อันดับหนึ่งของชางโจว ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วชายแดนเหนือ
ทุกวันนี้ชางโจวไม่ใช่ดินแดนศักดินาของจวนอ๋องเจียงอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นดินแดนที่มีสำนักยุทธ์เป็นใหญ่ และมีสามอ๋องใหม่ผงาดขึ้นมาทัดเทียม
ส่วนจวนอ๋องเจียงเป็นได้แค่ผู้บัญชาการด่านไป๋หู่เท่านั้น แม้แต่แม่ทัพประจำป้อมปราการทั้งแปดก็ยังควบคุมไม่ได้เต็มที่เลย
เจียงอี้ไม่ได้สนใจคำเยาะเย้ยของพวกเขา พอประตูเปิด เขาก็เดินตามฝูงชนเข้าไปในป่าทึบของดินแดนรกร้าง
เขาหลบหลีกพวกนักสู้พเนจรและลูกศิษย์สำนักยุทธ์ไปตามจุดต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย วิ่งกระโดดไปตามต้นไม้ในป่าทึบอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วว่องไวราวกับลิงลม ดวงตาที่สว่างไสวเปล่งประกายคมกริบเกินวัย
นี่คือตัวตนที่แท้จริงของเจียงอี้ ที่นอกจากเจียงหว่านเอ๋อร์แล้ว ก็ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน
ด้วยความที่คุ้นเคยกับป่าเป็นอย่างดี ไม่นานเจียงอี้ก็หาหญ้าลายพยัคฆ์เจอต้นหนึ่ง แล้วก็ตามมาด้วยต้นที่สอง ต้นที่สาม
แต่จำนวนก็ยังน้อยเกินไปอยู่ดี
เขาต้องการหญ้าลายพยัคฆ์มากกว่านี้ จึงยอมเสี่ยงเดินลึกเข้าไปข้างในมากขึ้น
เขายุ่งอยู่จนถึงบ่าย จัดการกับสัตว์ร้ายที่ดักซุ่มโจมตีไปได้สิบกว่าตัว และเก็บหญ้าลายพยัคฆ์มาได้กว่าสามสิบต้น
"น่าจะพอใช้ไปได้สักสองวัน" เจียงอี้ถอนหายใจยาว หันมองป่าทึบรอบๆ เตรียมตัวจะกลับ
ดินแดนรกร้างตอนกลางคืนอันตรายมาก ไม่มีใครกล้าอยู่ต่อ
พอตกบ่าย คนที่ออกมาหาประสบการณ์ก็จะทยอยกลับกันหมด เพื่อให้ทันก่อนที่ประตูทวารแห่งป้อมปราการจะปิดลง
ในตอนนั้นเอง เจียงอี้ก็เหลือบไปเห็นต้นหญ้าประหลาดต้นหนึ่งอยู่ไกลๆ เข้าโดยบังเอิญ
ต้นหญ้ามีขนาดเท่าหัวแม่มือ เล็กจิ๋วแต่สวยงาม ทั่วทั้งต้นมีสีเงินยวง ใบหญ้าเปล่งประกายระยิบระยับราวกับเกลียวคลื่น ดูเหมือนขนนกที่กำลังพลิ้วไหว
"หญ้าขนนกเงิน?" เจียงอี้แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ตั้งแต่หว่านเอ๋อร์พิการ เขาก็เปิดอ่านตำราทุกเล่มในจวนอ๋อง เพื่อหาสมุนไพรวิญญาณที่สามารถรักษาเส้นลมปราณได้
แต่สมุนไพรแบบนั้นมีจำนวนน้อยมาก แถมยังหายากสุดๆ เรียกว่าเป็นของที่พบได้โดยบังเอิญเท่านั้น
และหญ้าขนนกเงินก็คือหนึ่งในนั้น
สองเดือนมานี้ เจียงอี้เข้าออกดินแดนรกร้างนับครั้งไม่ถ้วน เขาก็คอยสังเกตมาตลอด แต่ก็ไม่เคยเจอเลย ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เจอต้นหนึ่ง
"สวรรค์มีตา! หว่านเอ๋อร์รอดแล้ว!" เจียงอี้ดีใจจนเนื้อเต้น รีบพุ่งเข้าไปตะครุบต้นหญ้าต้นนั้นทันที
แต่ต้นหญ้าต้นนี้ไม่เพียงแต่มีจิตวิญญาณเท่านั้น แต่มันยัง 'ออกตัววิ่ง' หนีไปเหมือนสัตว์อีกด้วย
ตอนที่เจียงอี้กำลังอึ้งอยู่ หญ้าขนนกเงินก็กระพือปีกเล็กๆ หายวับไปในป่าทึบเสียแล้ว
"เจ้าตัวเล็ก กลับไปช่วยคนกับข้าเถอะน่า" เจียงอี้รีบวิ่งตามไปทันที ของวิเศษแบบนี้พบได้แต่โดยบังเอิญเท่านั้น อุตส่าห์เจอทั้งที จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจออีก
หญ้าขนนกเงินไม่เพียงแต่วิ่งเร็วเท่านั้น แต่ยังมีจิตวิญญาณสูงมาก ถ้าไม่มุดเข้าพุ่มหญ้า ก็กลืนหายไปกับต้นไม้ใหญ่ พุ่งลึกเข้าไปในดินแดนรกร้างอย่างต่อเนื่อง
เจียงอี้วิ่งตามอย่างไม่คิดชีวิต
นี่มันชีวิตของหว่านเอ๋อร์เชียวนะ จะปล่อยให้มันหนีรอดไปแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
หญ้าขนนกเงินวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มพุ่งเข้าไปในบริเวณที่มีสัตว์ร้ายชุกชุม
เจียงอี้วิ่งไล่ตามอยู่นานกว่าสองชั่วยาม ในที่สุดก็ตะครุบหญ้าขนนกเงินไว้ได้ตอนที่มันกำลังกลืนร่างเข้าไปในท่อนไม้แห้ง
"หว่านเอ๋อร์รอดแล้ว!" เจียงอี้เพิ่งจะดีใจได้ไม่ทันไร สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ป่าทั้งป่ากลับมืดครึ้มลง
ความมืดมิดราวกับหมึกสีดำสนิทปกคลุมท้องฟ้า คล้ายกับคลื่นยักษ์สึนามิที่กำลังซัดสาดมาจากส่วนลึกที่สุดของดินแดนรกร้าง
ที่ใดก็ตามที่ความมืดพาดผ่าน จะมีเสียงสัตว์ร้ายคำราม เสียงมารวิญญาณกรีดร้อง บ้าคลั่งและอึกทึกครึกโครม คลื่นเสียงอันวุ่นวายทำเอาขนหัวลุก พื้นดินก็สั่นสะเทือนเบาๆ
"อันตรายยามฟ้ามืด ห้ามอยู่ในดินแดนรกร้างเด็ดขาด"
นี่คือคำเตือนที่ทุกคนในชางโจวรู้กันดี
"ตึ่ง... ตึ่ง..."
เสียงระฆังดังกังวานมาจากป้อมปราการด่านไป๋หู่ที่อยู่ห่างไกลออกไป ดังก้องไปทั่วป่าทึบอันกว้างใหญ่ของดินแดนรกร้าง
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ประตูของทั้งแปดป้อมปราการจะถูกปิดลงทั้งหมดภายในเวลาหนึ่งชั่วยาม เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนรีบกลับ
แต่ทว่า...
แม้เสียงระฆังจะดังก้องมาจากแดนไกลอย่างต่อเนื่อง แต่มันกลับฟังดูห่างไกลเหลือเกิน
เมื่อกี้มัวแต่วิ่งไล่ตามหญ้าขนนกเงิน เจียงอี้เองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าวิ่งมาไกลแค่ไหน และมาอยู่ที่ไหนแล้ว
แต่ความมืดมิดที่เหมือนหมึกดำด้านหลังกลับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กำลังจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง
เสียงคำรามโหยหวนดังกึกก้องไปทั่ว ราวกับมีมารวิญญาณนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งทะยานอยู่ในความมืด หมายจะกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ที่ด่านไป๋หู่มีแสงสว่างเจิดจ้าสว่างวาบขึ้น พลังงานอันมหาศาลทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กางม่านพลังป้องกันอันแข็งแกร่งขึ้นมา
องครักษ์ยักษ์วิญญาณสามหมื่นนาย และทหารเกราะดำหนึ่งแสนนาย จัดแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่บนกำแพงเมืองของแต่ละป้อมปราการ ทอดสายตามองไปยังดินแดนรกร้าง เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่
ผู้คนที่อยู่ตามจุดต่างๆ ในดินแดนรกร้างต่างก็พากันวิ่งหนีตายกันเป็นกลุ่มๆ หลั่งไหลเข้าไปในประตูของแต่ละป้อมปราการราวกับคลื่นมนุษย์
"เตรียมพร้อม!"
ที่ทั้งแปดป้อมปราการ แม่ทัพรักษาการทั้งแปดคนต่างก็มีพลังงานอันแข็งแกร่งเดือดพล่านอยู่รอบตัว สว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ น่าเกรงขามและทรงพลัง พวกเขาตะโกนสั่งการพร้อมกัน เสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง สั่นสะเทือนฟ้าดิน
"ทหารเกราะดำ เตรียมธนู..."
"องครักษ์ยักษ์วิญญาณ สู้ตาย..."
รองแม่ทัพประจำป้อมปราการต่างๆ ปลดปล่อยรังสีอำมหิตออกมา ถือดาบชูขึ้นสูง ชี้ปลายดาบไปยังดินแดนรกร้าง
ทหารเกราะดำหนึ่งแสนนายคำรามลั่น ง้างธนูเหล็กกล้าจนสุดสาย แขนที่กำยำควบคุมคันธนูอย่างมั่นคง ปลายลูกศรที่แหลมคมและเย็นเยียบชี้เฉียงขึ้นไปบนฟ้า
องครักษ์ยักษ์วิญญาณสามหมื่นนายกระตุ้นตราวิญญาณ พลังงานอันมหาศาลเดือดพล่านไปทั่วร่างกาย
กลายร่างเป็นคลื่นดาบ ปราณกระบี่ เปลวเพลิง สายฟ้า และอื่นๆ รวบรวมวิชาการต่อสู้ เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มกำลัง
(จบแล้ว)