- หน้าแรก
- ราชันเทพ เอไอ
- ตอนที่ 4 ดาบอันคมกริบ ที่สะบั้นความหวัง
ตอนที่ 4 ดาบอันคมกริบ ที่สะบั้นความหวัง
ตอนที่ 4 ดาบอันคมกริบ ที่สะบั้นความหวัง
ตอนที่ 4 ดาบอันคมกริบ ที่สะบั้นความหวัง
คืนราตรีนิรันดร์
มันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะบนโลกนี้เท่านั้น
พอตกกลางคืนเมื่อพระอาทิตย์หายไป โลกทั้งใบจะถูกปกคลุมด้วยเงา แม้แต่แสงสว่างก็จะถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้น
ในเวลานั้น คำสาปจะรุนแรงอย่างมาก แม้แต่บนพื้นที่ที่คำสาปอ่อนแรงที่สุด มนุษย์ธรรมดาก็มีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก
ยิ่งไปกว่านั้น การปรากฏตัวของคืนราตรีนิรันดร์ยังไม่สม่ำเสมอและอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องอาศัยประสบการณ์ในการตัดสินใจเท่านั้น
หลังจากเห็นการพูดคุยในช่องแชทราชันแล้ว สีหน้าของ เฉิน ซื่อ ก็กลายเป็นเคร่งขรึมราวกับเขากินขนมจีบรสไข่เค็มเข้าไป
แต่ในขณะเดียวเขาก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างมาก
หากเขาไม่เชื่อมต่อกับ ช่องแชทราชัน ได้โดยบังเอิญ เขาก็ไม่รู้ว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่คืนราตรีนิรันดร์จะมาถึง
สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดก็คือ การหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อให้ค่ำคืนราตรีนิรันดร์ผ่านไป
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เฉิน ซื่อ ก็นั่งลงยองๆ และซ่อมแซมสุนัขจักรกลของเขาต่อไป โดยเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ถูกพิษศพกัดกร่อนบนตัวของมันออก ด้วยเศษเหล็กที่เขาเก็บมา
หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ เขาก็พบว่าสุนัขจักรกลมีจุดเด่นในด้านความเร็ว ซึ่งทำให้มันเหมาะสำหรับการโจมตีในระยะกลางและใกล้มาก
อย่างไรก็ตาม พลังโจมตีของมันค่อนข้างอ่อนแอเลยทีเดียว มันต้องใช้เวลาเกือบ 10 นาทีในการ สังหารซอมบี้ระดับ 1
การที่มันต่อสู้ได้ไม่สมบูรณ์แบบ สาเหตุหลักคือ มันขาดการโจมตีที่ทรงพลัง
"ดิพ พวกเราสามารถติดอาวุธระยะไกลให้มันได้ไหม" เฉิน ซื่อ ถาม
[พลังงานในปัจจุบันของ สุนัขจักรกล ไม่สามารถรองรับการเสริมพลังได้..]
เป็นไปไม่ได้งั้นเหรอ...
"แล้วเสริมคมเขี้ยวละเป็นยังไง?"
ด้วยการที่มันเป็นสุนัขจักรกล ยิ่งเสริมคมเขี้ยวให้กับมันเท่าไหร่ มันก็ยิ่งโจมตีแรงขึ้นเท่านั้น
ปัจจุบัน สุนัขจักรกล มีพลังงานอยู่จำกัด ทำให้การโจมตีของมันมีเพียงการกระโจน ข่วน และกัดเท่านั้น นอกจากนี้ โปรแกรมต่อสู้ที่เขียนไว้มีเพียงแค่การเคลื่อนไหวพื้นฐานเท่านั้น
ดังนั้น การเพิ่มคมเขี้ยวไปยังขากรรไกรล่างเพื่อช่วยเพิ่มพลังโจมตี น่าจะเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการเพิ่มความแข็งแกร่งในปัจจุบัน
เมื่อในอนาคตเขามีวัสดุต่างๆ มากพอ เขาจะเขียนโปรแกรมใหม่และเพิ่มวัสดุเหล่านั้นเข้าไปด้วย
โชคดี
ครั้งนี้คำตอบของ AI ดิพ คือใช่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินซื่อ ก็พบว่าฟันเฟืองท่ามกลางกองเศษเหล็กก็ลอยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
หลังจากขัดเงาเสร็จ มันก็ถูกติดตั้งไปยังปากของสุนัขจักรกล มันไม่เพียงแต่จะแหลมคมขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีเฟืองติดตั้งเพิ่มเติมในส่วนขอขากรรไกรล่างทั้ง 2 ข้างอีกด้วย เมื่อมองดูครั้งแรกพลังโจมตีของมันจะต้องแข็งแกร่งอย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่เฉิน ซื่อ ไม่คาดคิดก็คือ
เมื่อทำการสวมใส่เสร็จสิ้น ข้อมูลของสุนัขจักรกลก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
[ชื่อ] : สุนัขจักรกล (รุ่นแรก)
[ระดับ] : ระดับ 1
[การเติบโต] : ปกติ ★ (+)
[พลังงาน] : 38%
[สกิล] : แสงสว่าง , กัด
[ข้อมูล] : สุนัขจักรกลที่สร้างขึ้นจากเศษเหล็ก ชิ้นส่วนต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ด้วยฟันที่ได้รับการเสริมพลังทำให้มันมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะต่อสู้ได้
มันได้รับสกิลกัด เพิ่มขึ้น
แม้แต่ข้อมูลของมันก็มีการเปลี่ยนแปลง!
เฉินซื่อสามารถเห็นความแตกต่างได้ในทันที
อย่างไรก้ตาม สิ่งที่เขากังวลก็คือ เครื่องหมาย + ที่อยู่ด้านหลังการเติบโต เขาจำได้มันไม่เคยมีมาก่อน
"ดิพ เกิดอะไรขึ้น?"
[หมายเหตุ : ความแข็งแกร่งของ สุนัขจักรกล ได้มาถึงขีดจำกัดสูงสุดแล้ว พลังงานในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความแข็งแกร่งในตอนนี้ได้ เมื่อเติมพลังงานเสร็จสิ้นสามารถอัพเกรดการเติบโตเป็น "ปกติ ★★" ได้...]
การเติบโตปกติ 2 ดาว
เฉินซื่อตกใจมากเมื่อได้ยินเช่นนี้
ศักยภาพในการเติบโตสามารถเพิ่มขึ้นได้งั้นเหรอ!
การเพิ่มศักยภาพของทหารบนโลกใบนี้เป็นที่ยากมาก
และในระดับเดียวกัน ยิ่งศักยภาพในการเติบโตของทหารตัวนั้นสูงขึ้นเท่าไหร่ ความแข็งแกร่งของทหารตัวนั้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในบรรดานักเรียนที่จบการศึกษาจากสถาบัน มีอยู่ 2 คนที่ปลุกพลังและอัญเชิญทหารปกติ 3 ดาวขึ้นมาได้ แถมพวกเขายังได้รับการทาบทามจากกองกำลังขนาดใหญ่ทำให้ มีอนาคตที่สดใสเป็นอย่างมาก
เขาสามารถเพิ่มขีดจำกัดได้โดยการเพิ่มพลังงานงั้นเหรอ?
นี่เป็นความสามารถที่ท้าทายสวรรค์จริงๆ
ดูเหมือนว่าเขาจะประเมินความน่ากลัวของทหารจักรกลต่ำไป
ด้วยการใช้พลังงานเป็นพื้นฐานทำให้มันยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก
คำถามก็คือ นอกจากแบตเตอรี่ที่สุนัขจักรกลตัวนี้มีอยู่ ตัวเขามีแบตเตอรี่ลิเธียมอยู่ 2 ก้อนเท่านั้น ถ้าเขาใช้แบตเตอรี่หมด เขาจะทำยังไงในอีก 2 วันข้างหน้านี้?
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือหลังจากต่อสู้กับซอมบี้เมื่อกี้ ทำให้สุนัขจักรกลเหลือพลังงานน้อยกว่า 40% แล้ว หากถูกโจมตีอีก 2-3 ครั้ง เขาคงไม่สามารถเอาชีวิตรอดผ่านคืนนี้ไปได้
"ช่างมัน ... ข้ายังไม่อัพเกรดตอนนี้"
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด เฉิน ซื่อ ก็ต้านทานความอยากใช้แบตเตอรี่จนได้
แม้ว่าการอัพเกรดจาก 1 ดาวไป 2 ดาวจะทำให้มันแข็งแกร่งขึ้น แต่มันก็ไม่ได้สามารถทำให้ความแข็งแกร่งเปลี่ยนไปมากนัก
สิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้คือแสงสว่างที่เพียงพอและ สถานที่ซ่อนตัวที่ปลอดภัยเพื่อเอาชีวิตรอดในคืนราตรีนิรันดร์ที่กำลังจะมาถึง
เขาไม่อยากเป็นมอนสเตอร์เหมือนกับซอมบี้ตัวก่อนหน้านี้
"ไปหาที่พักกันดีกว่า"
หลังจากพูดจบ เฉิน ซื่อก็ยืนขึ้น สะพายกระเป๋าและเก็บเศษเหล็กเดินเข้าไปในเงามืด
สุนัขจักรกลที่ได้รับการซ่อมแซมเสร็จสิ้น ก็ทำหน้าที่ของมันโดยฉายไฟเพื่อสำรวจเส้นทางข้างหน้า
จริงๆ สุนัขจักรกลต้องถือของทั้งหมดของเขา
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ เฉิน ซื่อ เก็บมามีเพียงขยะและเศษเหล็ก
....
ผ่านไปชั่วพริบตาเดียวกลางคืนก็ใกล้เข้ามาแล้ว
เมื่อดวงอาทิตย์ค่อยๆ ตกดิน เฉิน ซื่อ ก็สัมผัสได้ว่าชัดเจนว่าเงารอบๆ เขาตัวเริ่มเคลื่อนไหว
มันราวกับภาพขาวดำที่บิดไปมาเป็นรูปทรงแปลกๆ มากมายนอกแหล่งกำเนิดแสง พร้อมกับเสียงของสายลมที่พัดผ่านจากระยะไกล
"บ้าเอ้ย ที่มันที่ไหนกันวะเนี้ย"
เฉิน ซื่อ ลอบสาปแช่งในใจ ตัวเขาเริ่มรู้สึกตึงเครียด
นอกจากบริเวณที่แสงสว่างส่องถึง เขาแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย ราวกับว่ารอบตัวเขาปกคลุมด้วยหมอก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเขาอยู่ที่ไหน
นั่นหมายความว่า การคาดเดาอันตรายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ทำได้เพียงอาศัย AI และคลื่นพลังงานที่แผ่ออกมาเท่านั้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงอันตรายให้ได้มากที่สุด
เขาพบว่าเป็นเรื่องยากมากที่คนอื่นจะสามารถเอาชีวิตรอดได้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
"คงจะดีไม่น้อยหาก สุนัขจักรกลสามารถมองเห็นในความมืดได้.." เฉินซื่อคิดในใจอย่างเงียบๆ เขาหวังว่าจะสามารถออกจากที่นี้ได้โดยเร็วที่สุด
แต่ในวินาทีต่อมา เขาก็หยุดและมองไปยังข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง
ห่างออกไปไม่ถึง 30 เมตร มีร่างๆ หนึ่งที่ถือแหล่งกำเนิดแสงปรากฏตัวขึ้นและจ้องมองมาที่เขาเช่นกัน
เนื่องจากขอบเขตในการมองเห็นมีจำกัด ทั้ง 2 จึงไม่สามารถเห็นหน้ากัน จนกระทั่งเข้ามาใกล้
"เจ้าเป็นใคร?"
เสียงของหญิงสาวดังขึ้นพร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง
แหล่งกำเนิดแสงที่ห่างออกไป 30 เมตร เป็นไป๋ เสวียนซวนที่ถือไฟฉายอยู่ ท่าทางของนางเต็มไปด้วยความตึงเครียดและถอยหลังไป 1 ก้าว โดยไม่คิดที่จะเข้าใกล้
ร่างกายของนางเต็มไปด้วยบาดแผลพร้อมกับเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง ดูเหมือนนางเพิ่งจะหลบหนีมา สภาพดูย่ำแย่เป็นอย่างมาก
ดังนั้นการตอบสนองแรกเมื่อนางเห็นร่างมนุษย์กับไม่ใช่ความสุข แต่เป็นการเดินหนีเหมือนนกน้อยที่กำลังหวาดกลัว
"ไป๋ เสวียนซวน?"
คราวนี้เสียงเรียกดังมาจากอีกฝั่ง
ดวงตาของ ไป๋ เสวียนซวน สั่นเทา นางไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากถอยหลังไปอีก 2 ก้าว กัดปากแน่น
การพบกับคนรู้จักด้านนอกหอคอยบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องดี
เพราะนอกจากต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลาแล้ว นางจะต้องคิดถึงความเป็นไปได้ที่ว่าอีกฝ่ายอาจจะตายไปแล้ว
ข้ายังไม่ได้ปลุกพลังเลย...
ยังไม่ได้กลายเป็นราชันเลย...
ข้ายังไม่ได้พาครอบครัวของข้าออกจากสถานที่อันมืดมนนั้นเลย...
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ไป๋ เสวียนซวน ก็กัดฟันแน่น ค่อยๆเร่งฝีเท้าถอยกลับไป
แต่ความเจ็บปวดจากบาดแผลค่อยๆ ทำให้นางขมวดคิ้วดวงตาเริ่มพร่ามัว นางทำได้เพียงมองไปยังร่างที่บิดเบี้ยวจากในระยะไกลค่อยๆ เข้ามาใกล้
อย่างไรก็ตาม เมื่อนางเห็นรูปลักษณ์ของคน ๆ นั้นชัดเจน นางก็ตกตะลึง
"เจ้าคือ .. เฉิน ซื่อ ใช่ไหม"
"เป็นข้าเอง"
เฉิน ซื่อ ถือโคมไฟสำรองที่เขาเพิ่งเปลี่ยนใหม่ และทิ้งสุนัขจักรกลเอาไว้ในเงามืด
ถ้าพูดตามตรง เขารู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่พบกับ ไป๋ เสวียนซวน ในสถานที่เช่นนี้
เพราะเช่นเดียวกันกับเขา ไป๋ เสวียนซวน ก็เป็นหนึ่งในชนชั้นล่างสุดของสังคมเช่นเดียวกันกับเขา
แม้ว่านางจะสวย แต่นางก็ต้องดูแลครอบครัวทั้งหมดของนางด้วยตัวเอง ทำให้นางกลายเป็นคนเงียบขรึมไม่ค่อยกล้าแสดงออก นางจึงไม่ค่อยโดดเด่นในหมู่นักเรียนที่จบการศึกษา อย่างน้อยก็ไม่โดดเด่นเท่ากับเทพธิดาที่มีพรสวรรค์เหล่านั้น
เขาสามารถพูดแบบนั้นได้
เพราะนางปรารถณาที่จะปลุกพลังให้ตื่นขึ้นมาได้ยิ่งกว่าใคร
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าสถานการณ์ของอีกฝ่ายจะไม่ดีนัก อาจจะเรียกว่าแย่เลยก็ได้
"เจ้าไม่เป็นไรนะ?"
เมื่อพิจารณาจากเงาที่แปลกประหลาด เฉิน ซื่อ ก็ไม่ได้เข้าใกล้นาง เพียงแค่ถามจากระยะห่างหลายเมตร
เห็นได้ชัดว่า ไป๋ เสวียนซวน ไม่คิดว่าจะพบเขาที่นี่ นางจ้องมองไปยังแสงที่อยู่ในมือของเขาเป็นเวลานานก่อนจะตอบอย่างนุ่มนวล
"ข้าแทบจะเอาตัวไม่รอด..."
นางปกปิดบาดแผลบนร่างกายของนาง พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะซ่อนมัน
ทั้ง 2 ไม่ได้สนิทกันเลยแม้แต่น้อย แถมยังไม่เคยพูดคุยกันด้วยซ้ำ
แต่บางทีอาจเป็นเพราะว่าพวกเขาต่างเป็น "ผู้ล้มเหลว" ทำให้ความระมัดระวังที่นางมีต่อเฉิน ซื่อ ลดลงมาก และมีเพียงความเย้ยหยันอันเลือนรางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
"สภาพของข้าดูแย่เลยใช่มั้ยละ?"
ไป๋ เสวียนซวน ก้มหน้าลงใบหน้าของนางปกคลุมไปด้วยเศษหญ้า ดวงตาของนางหมองคล้ำ
ด้วยการปลุกพลังที่ล้มเหลว นางจึงได้ตกอยู่ในสภาพนี้ในเวลาไม่ถึงครึ่งวันหลังจากออกจากหอคอย นางคือผู้ล้มเหลวอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ไม่ว่านางจะพยายามเก็บซ่อนมันแค่ไหน นางก็ไม่สามารถปกปิดความทุกข์ที่อยู่ภายในได้ เหมือนกับแมวจรจัดที่ถูกทิ้งอยู่ในวัดอย่างไม่ไยดี
"มันดูแย่จริงๆ"
คำตอบของ เฉิน ซื่อ ดังมาจากอีกด้านหนึ่ง
ไป๋ เสวียนซวน กำหมัดแน่นและไม่ได้แย้งกลับไป เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นเรื่องจริง
"สุดท้ายแล้ว คนเราก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดทุกวัน ความงดงามมันจะไปมีประโยชน์อะไร?"
น้ำเสียงอันอบอุ่นของ เฉิน ซื่อ ทำให้ ไป๋ เสวียนซวน ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
นางเงยหน้าขึ้นมอง เฉิน ซื่อ อย่างว่างเปล่า เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังของเขา นางก็ใช้เวลาสักพักก่อนจะกลับมาได้สติ
"ใช่แล้ว .. นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าตกอยู่สภาพเช่นนี้"
ขณะที่นางพึมพำกับตัวเอง นางก็ยิ้มออกมา แม้ว่าคิ้วโค้งงอของนางจะไม่สวยนัก แต่มันกลับเปล่งประกายท่ามกลางความมืด
นางไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
เมื่อนางหันไปมอง เฉิน ซื่ออีกครั้ง ดวงตาของนางก็แสดงความขอบคุณออกมาเล็กน้อย นางมองไปยังชายหนุ่มที่นางไม่เคยสนใจด้วยสายตาที่ซับซ้อน
"ขอบคุณ"
"ไม่เป็นไร"
เฉิน ซื่อโบกมือ "แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป?"
"ข้าคิดว่าข้าจะไปยังดินแดนของเพื่อนข้า"
"เจ้าจะยอมทิ้งโอกาสที่จะปลุกพลังขึ้นมางั้นเหรอ?"
ไป๋ เสวียนซวน เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไรและยังคงเงียบอยู่
หากนางเลือกที่จะเข้าร่วมกับดินแดนของคนอื่น พลังของนางก็จะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
แม้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ แต่มันก็ต้องใช้ความกล้าหาญเช่นกัน
ใช่แล้ว
นี่เป็นเรื่องปกติที่คนธรรมดาควรจะทำบนโลกใบนี้
"แล้ว เจ้าจะไปที่นั่นได้ยังไง?"
"นางมอบสัญญาณที่ระบุตำแหน่งของดินแดนให้ข้าแล้ว" ไป๋ เสวียนซวน ยิ้มออกมา
การเข้าร่วมกับดินแดน หากพูดตรงๆ มันก็แค่การหางาน
ไม่มีอะไรต่างจาก ภายในหอคอย
ยิ่งไปกว่านั้น ดินแดนของราชันหน้าใหม่ยังขาดแคลนทรัพยากร ดินแดนหลายแห่งแย่ยิ่งกว่าภายในหอคอยซะอีก
การมุ่งหน้าไปยังดินแดนอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิตสำหรับผู้อื่น แต่สำหรับนางแล้ว มันคือ ดาบอันคมกริบ ที่สะบั้นความหวังทั้งหมดของนาง