- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกที่สิ้นประวัติศาสตร์ ผมจึงเป็นคนเดียวที่อัญเชิญวีรชนระดับตำนานได้
- บทที่ 7 - ผู้ใช้วิญญาณก็คือคน โรงฝึกยุทธ์
บทที่ 7 - ผู้ใช้วิญญาณก็คือคน โรงฝึกยุทธ์
บทที่ 7 - ผู้ใช้วิญญาณก็คือคน โรงฝึกยุทธ์
"ผู้อำนวยการ"
หลิวเสวียนเปิดประตูออกมาดูก็พบว่าจางหมิงเซิงกำลังยืนอยู่ข้างนอก
"สะดวกให้ฉันเข้าไปไหม"
"ได้ครับ"
หลิวเสวียนเบี่ยงตัวหลบให้จางหมิงเซิงเดินเข้ามาในห้อง แล้วก็รินน้ำส่งให้แก้วหนึ่ง
ทั้งสองคนนั่งลงบนเตียง
"ดึกป่านนี้แล้ว ผู้อำนวยการมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ"
หลิวเสวียนเอ่ยถาม
จางหมิงเซิงพยักหน้ารับ
"หลังจากปลุกพลังสำเร็จแล้ว เธอรู้สึกบ้างไหมว่าโลกที่อยู่รอบตัวเธอมันเปลี่ยนไปแล้ว"
เมื่อหลิวเสวียนได้ยินคำถามนั้น เขาก็นึกถึงท่าทีของเพื่อนร่วมชั้นและสายตาของคนแปลกหน้าที่มองมาตอนอยู่บนรถประจำทาง
"ก็เปลี่ยนไปจริงๆ ครับ"
ห้องหนึ่งกับห้องสองคือห้องเด็กเรียนของโรงเรียนมัธยมแห่งที่สาม เพื่อนๆ ในห้องต่างก็รักใคร่กลมเกลียวกันดี
ก่อนเริ่มพิธีปลุกพลังในวันนี้ ทุกคนก็ยังพูดคุยหัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
แต่หลังจากพิธีปลุกพลังจบลง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
แม้ว่าบนใบหน้าของหลายคนจะยังมีรอยยิ้มประดับอยู่ ทว่ารอยยิ้มเหล่านั้นกลับดู 'ฝืนธรรมชาติ' อย่างเห็นได้ชัด
สถานการณ์บนรถประจำทางก็คล้ายคลึงกัน
ปกติเวลาขึ้นรถประจำทางสายนี้ หลิวเสวียนมักจะเป็นฝ่ายลุกให้คนอื่นนั่งเสมอ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนลุกให้นั่ง
ผู้คนต่างมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอิจฉา ความปรารถนา และที่สำคัญที่สุดคือความยำเกรง
หลังจากจางหมิงเซิงฟังจบ เขาก็นิ่งเงียบไปพักใหญ่
"ฉันเห็นเธอมาตั้งแต่เด็ก ฉันรู้ดีว่านิสัยใจคอเธอเป็นยังไง พูดตรงๆ นะฉันไม่ได้เป็นห่วงเธอหรอก"
"แต่เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมซ้ำรอย"
"ฉันคิดว่ามันจำเป็นที่ฉันจะต้องเตือนเธอสักคำ"
"หลังจากทำพันธสัญญากับวีรชนสำเร็จแล้ว ในแง่ของร่างกาย เธอจะแตกต่างไปจากคนธรรมดาทั่วไปจริงๆ"
"แต่ในแง่ของจิตใจ ฉันหวังว่าเธอจะยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตัวเองได้ และจำไว้เสมอว่าเธอคือมนุษย์ เธอคือคน"
"ไม่ใช่ 'เทพเจ้า' ที่อยู่เหนือมนุษย์ทั้งปวง"
น้ำเสียงของจางหมิงเซิงเรียบเฉย แต่หลิวเสวียนกลับมองเห็นความเศร้าโศกแฝงอยู่ในแววตาของเขา
"โศกนาฏกรรมซ้ำรอย ... "
หลิวเสวียนจับจุดสำคัญของประโยคได้
"ในอดีตผู้อำนวยการคงเคยเจอเรื่องอะไรมาแน่ๆ"
"และก็น่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ใช้วิญญาณบางคนที่เพิ่งปลุกพลังสำเร็จ"
หลิวเสวียนคาดเดาพลางพยักหน้ารับ
"ผู้อำนวยการวางใจเถอะครับ ผมขอรับปากกับผู้อำนวยการไว้ตรงนี้เลย"
"ผู้ใช้วิญญาณก็คือคน ไม่ว่าเมื่อไหร่ ผมก็จะจดจำข้อนี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ"
จางหมิงเซิงมองดูใบหน้าจริงจังของหลิวเสวียน รอยยิ้มอันอบอุ่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาเอื้อมมือไปตบบ่าหลิวเสวียนเบาๆ
"ฉันเชื่อใจเธอ"
"นี่ เอาไปสิ"
จางหมิงเซิงหยิบบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นส่งให้หลิวเสวียน
"พอเป็นผู้ใช้วิญญาณแล้ว ขืนยังฝึกฝนในสภาพแวดล้อมธรรมดาๆ แบบนี้ต่อไป พลังของเธอก็คงเพิ่มขึ้นได้ไม่เท่าไหร่นักหรอก"
"ในนี้ยังมีเงินเหลืออยู่นิดหน่อย ถึงมันจะไม่พอให้เธอเหมาห้องฝึกฝนส่วนตัวได้"
"แต่ก็พอจะให้เธอไปเช่าพื้นที่ในลานฝึกรวมของโรงฝึกยุทธ์ได้อยู่"
หลิวเสวียนไม่ยอมรับบัตรใบนั้น "ผู้อำนวยการครับ ตอนนี้งบของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าคงเหลือไม่มากแล้วไม่ใช่เหรอครับ"
"วันนี้เจ้าหน้าที่สมาคมเพิ่งบอกผมเองว่าวันจันทร์ทรัพยากรของผมก็จะถูกส่งมาแล้ว"
"ถึงตอนนั้นค่อยเริ่มฝึกก็ยังไม่สายครับ"
ยาเม็ดปราณขาวก็กินงบประมาณรายเดือนของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปตั้งห้าหมื่นแล้ว
ถ้าเขารับเงินของจางหมิงเซิงมาอีก ช่วงนี้พวกเด็กๆ ก็คงไม่มีเงินซื้อน้ำยาวิญญาณมาฝึกฝนแน่ๆ
จางหมิงเซิงยัดบัตรธนาคารใส่มือหลิวเสวียนอย่างดื้อดึง
"ฉันให้เธอก็รับไว้เถอะน่า"
"ถ้างบหมดเมื่อไหร่เดี๋ยวฉันค่อยไปทำเรื่องเบิกใหม่ก็แล้วกัน"
"ฉันรู้ว่าเธอกังวลเรื่องอะไร"
"เวลาที่เหลืออยู่ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีไม่ถึงสามเดือนแล้วนะ"
"การฝึกฝนในแต่ละวันมันสำคัญมากเลยนะรู้ไหม"
วันนี้คือวันที่แปดมีนาคม การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนมิถุนายน
หลิวเสวียนเข้าใจความหมายที่จางหมิงเซิงต้องการจะสื่อ
หากมีเวลาฝึกฝนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน ความแข็งแกร่งก็จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน
คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็จะยิ่งดีขึ้นตามไปด้วย
ตอนที่ฝึกฝนในวันนี้ หลิวเสวียนก็ได้สัมผัสกับความยากลำบากของการขาดแคลนพลังวิญญาณมากับตัวแล้ว
หลิวเสวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ
"ขอบคุณครับผู้อำนวยการ"
"เดี๋ยววันจันทร์ทรัพยากรของผมส่งมาเมื่อไหร่ ผมจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปซื้อของบำรุงให้พวกเด็กๆ ก็แล้วกัน"
จางหมิงเซิงเห็นหลิวเสวียนยอมรับบัตรไปก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"ช่วงนี้สถานการณ์แนวหน้ารบตึงเครียดมาก เบื้องบนคงจัดสรรทรัพยากรมาให้พวกนักเรียนมัธยมได้ไม่มากนักหรอก"
"เธอเอาทรัพยากรพวกนั้นไปตั้งใจฝึกฝนก่อนเถอะ"
"รอให้สอบติดมหาวิทยาลัยแล้วค่อยมาดูแลเด็กพวกนี้ก็ยังไม่สาย"
"การทำพันธสัญญากับวีรชนกินพลังจิตไปเยอะมาก"
"ฉันไม่กวนแล้ว เธอพักผ่อนให้สบายเถอะ"
พูดจบจางหมิงเซิงก็ลุกเดินออกจากห้องไป
เหลือเพียงหลิวเสวียนอยู่ภายในห้องเพียงลำพัง
"สถานการณ์แนวหน้ารบตึงเครียด"
หลิวเสวียนไม่รู้ว่าแนวหน้ารบอยู่ที่ไหน และไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่นั่น
แต่ถ้าดูจากสถานการณ์ในเมืองจิงเฉิง
แต่ละเดือนจะมีข่าวภูตผีปีศาจทำร้ายผู้คนอยู่เสมอ แค่นี้ก็สามารถอธิบายอะไรได้หลายอย่างแล้ว
"โลกใบนี้ไม่เคยสงบสุขเลยจริงๆ"
"เราต้องมีพลังที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะปกป้องตัวเองได้"
"รวมถึงปกป้องผู้อำนวยการและทุกคนด้วย"
หลิวเสวียนเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาจึงมองว่าจางหมิงเซิงและคนอื่นๆ คือคนในครอบครัวของเขาไปนานแล้ว
"พรุ่งนี้เราจะไปฝึกที่โรงฝึกยุทธ์!"
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลิวเสวียนก็ลุกไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย
จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วหลับสนิทไป
เป็นอย่างที่จางหมิงเซิงพูดไว้ไม่มีผิด
การทำพันธสัญญากับจ้าวอวิ๋น บวกกับการฝึกฝนเมื่อครู่นี้ ทำให้เขาใช้พลังจิตไปมหาศาล เขาจำเป็นต้องพักผ่อน
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้นเวลาเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาที หลิวเสวียนก็ตื่นนอน
เขาบอกลาจางหมิงเซิงแล้วขึ้นรถประจำทางมุ่งหน้าไปยังโรงฝึกยุทธ์ที่อยู่ใกล้ที่สุด
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เขาก็เดินทางมาถึงจุดหมาย
โรงฝึกยุทธ์พั่วเฟิง (ทลายคม) หนึ่งในสามโรงฝึกยุทธ์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองจิงเฉิง
ได้ยินมาว่าท่านเจ้าสำนักมีระดับพลังขั้นสองระดับปลาย วีรชนของเขาใช้ดาบเล่มใหญ่ในการต่อสู้ จึงตั้งชื่อโรงฝึกยุทธ์ตามนั้น
"ยินดีต้อนรับสู่โรงฝึกยุทธ์พั่วเฟิงค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ฉันรับใช้ไหมคะ"
พนักงานต้อนรับยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อเห็นหลิวเสวียนเดินเข้ามา
"ช่วยแนะนำบริการของที่นี่ให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ" หลิวเสวียนกวาดสายตามองไปรอบๆ
แม้จะเพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในโรงฝึกยุทธ์และยังไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ฝึกฝน
แต่หลิวเสวียนก็สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่หนาแน่นกว่าข้างนอกมาก
"ได้เลยค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ"
พนักงานต้อนรับพาหลิวเสวียนไปที่โซนพักผ่อน แล้วก็หยิบใบเสนอราคาออกมาวางตรงหน้าหลิวเสวียนอย่างกระตือรือร้นราวกับพนักงานขาย
"โรงฝึกยุทธ์ของเราแบ่งออกเป็นสองโซนหลักค่ะ"
"โซนฝึกรวมและห้องฝึกส่วนตัว"
"ราคาจะแตกต่างกันไปค่ะ ... "
ระหว่างที่พนักงานต้อนรับกำลังอธิบาย หลิวเสวียนก็กวาดสายตาดูรายละเอียดในใบเสนอราคาไปด้วย
"โซนฝึกรวม คนธรรมดาสองร้อยหยวนต่อชั่วโมง ผู้ใช้วิญญาณสองพันหยวนต่อชั่วโมง"
"ห้องฝึกส่วนตัวสองหมื่นหยวนต่อวัน"
พอเห็นราคาที่ระบุไว้ หลิวเสวียนก็รู้สึกชาหนึบไปทั้งตัว
แม้ว่าก่อนมาเขาจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่ราคานี้ก็ยังสูงเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก
"แพงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ... "
สาเหตุหลักที่ราคาค่าเช่าระหว่างคนธรรมดากับผู้ใช้วิญญาณแตกต่างกันก็คือปริมาณพลังวิญญาณที่ทั้งสองกลุ่มสามารถดูดซับได้นั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่นตัวหลิวเสวียนเอง
เมื่อวานก่อนจะเริ่มพิธีปลุกพลัง เขาใช้เวลาสิบนาทีในการโคจรพลังครบหนึ่งรอบและรู้สึกอิ่มเอมใจกับผลลัพธ์ที่ได้มาก
แต่พอตกกลางคืน เขาใช้เวลาแค่หนึ่งนาทีก็โคจรพลังเสร็จแล้ว เพราะเขาดูดซับพลังวิญญาณรอบตัวไปจนหมดเกลี้ยง
เขาต้องรอให้พลังวิญญาณฟื้นฟูกลับมาใหม่เสียก่อน ถึงจะสามารถฝึกฝนต่อได้
ความแตกต่างหลักๆ ระหว่างโซนฝึกรวมและห้องฝึกส่วนตัวก็คือวิธีการคิดค่าบริการ
หากเปิดใช้ห้องฝึกส่วนตัว ไม่ว่าจะฝึกฝนไปนานแค่ไหน คุณก็ต้องจ่ายเงินค่าเช่ารายวันเต็มจำนวน นั่นคือสองหมื่นหยวน
ส่วนโซนฝึกรวม คุณสามารถจ่ายเงินตามระยะเวลาที่ใช้งานจริงได้
เช่น หากตอนเช้าฝึกไปสามชั่วโมง แล้วพักตอนเที่ยง ก่อนจะกลับมาฝึกต่อในตอนบ่าย
คุณก็จ่ายเงินแค่เฉพาะช่วงเวลาที่เข้าไปฝึกฝนเท่านั้น
"มาถึงที่นี่แล้ว ก็ขอลองดูผลลัพธ์หน่อยก็แล้วกัน"
หลิวเสวียนตั้งใจจะลองฝึกฝนและประเมินผลลัพธ์ดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำยังไงต่อไป
โรงฝึกยุทธ์มีกฎให้ลูกค้าเข้าไปฝึกฝนก่อนแล้วค่อยคิดเงินทีหลัง
หลังจากลงทะเบียนประวัติส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว พนักงานต้อนรับก็นำทางหลิวเสวียนไปที่ห้องฝึกฝน
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องฝึกฝน
หลิวเสวียนก็รู้สึกสดชื่นปลอดโปร่งขึ้นมาทันที
"พลังวิญญาณที่นี่หนาแน่นกว่าข้างนอกเป็นร้อยเท่าเลย!"
"อาจจะมากกว่าร้อยเท่าด้วยซ้ำ!"
หลิวเสวียนก้มลงมองที่พื้น
สัญลักษณ์ลึกลับสีเขียวอมฟ้าถูกสลักเชื่อมต่อกันเป็นวงเวทขนาดใหญ่ครอบคลุมทั่วทั้งห้องฝึกฝน
นี่คือสาเหตุที่ทำให้โรงฝึกยุทธ์มีพลังวิญญาณหนาแน่น
ค่ายกลรวบรวมวิญญาณ
ซึ่งถูกสลักขึ้นโดยปรมาจารย์ค่ายกล ก่อนจะนำผลึกแกนอสูรหรือวัตถุที่มีพลังวิญญาณมหาศาลมาเป็นแหล่งพลังงานเพื่อหล่อเลี้ยงค่ายกล
โซนฝึกรวมมีขนาดกว้างขวางมาก พอๆ กับสนามฟุตบอลเลยทีเดียว
อาวุธนานาชนิดถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบตามแนวกำแพง
ผู้ใช้วิญญาณหลายคนต่างก็ปลุกพลังวีรชนและกำลังฝึกฝนอยู่ภายในนั้น
หลิวเสวียนเลือกหอกยาวขนาดสองเมตรยี่สิบเซนติเมตรมาหนึ่งเล่ม
จิตสำนึกของเขาพุ่งตรงไปที่หอวีรชนและเปิดประตูออก
เมื่อร่างของจ้าวอวิ๋นผสานเข้ากับร่างกาย หลิวเสวียนก็รู้สึกถึงพลังงานที่เอ่อล้น เขาจึงเริ่มฝึกฝนอย่างรวดเร็ว
เวลาครึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงตรง
หลิวเสวียนก็หยุดพักเมื่อพลังวิญญาณในร่างกายหมดลง
ในขณะเดียวกันข้อความในหอวีรชนก็ปรากฏขึ้น
คุณทำการฝึกฝนอย่างเต็มที่ ความเข้ากันได้กับวีรชนจ้าวอวิ๋นเพิ่มขึ้น 1%
"ฝึกแค่สามชั่วโมงก็เพิ่มความเข้ากันได้ตั้ง 1% ความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้นเยอะเลยจริงๆ"
หลิวเสวียนรู้สึกยินดี โซนฝึกรวมของโรงฝึกยุทธ์ยังมีประสิทธิภาพขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นห้องฝึกส่วนตัวจะดีขนาดไหนกันนะ
เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกที่เขามาใช้บริการโรงฝึกยุทธ์ เขาจึงไม่รู้ว่าตัวเองต้องใช้พลังวิญญาณในการฝึกฝนมากน้อยแค่ไหน
เพื่อไม่ให้เป็นการสิ้นเปลือง เขาจึงเลือกที่จะทดลองฝึกในโซนฝึกรวมเสียก่อน
เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยประเมินสถานการณ์ของตัวเองอีกที แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะย้ายไปเช่าห้องฝึกส่วนตัวหรือไม่
"พักสักหน่อย กินข้าวเที่ยงแล้วค่อยมาฝึกต่อดีกว่า"
หลังจากฝึกต่อเนื่องมาสามชั่วโมง หลิวเสวียนก็สูญเสียพละกำลังไปไม่น้อย
เขาจึงวางหอกลงและเตรียมตัวออกไปหาอะไรกิน แต่ตอนนั้นเองเขาก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า
ผู้ใช้วิญญาณหลายคนที่ฝึกฝนอยู่ไม่ไกลกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาที่ราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาดอยู่