- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกที่สิ้นประวัติศาสตร์ ผมจึงเป็นคนเดียวที่อัญเชิญวีรชนระดับตำนานได้
- บทที่ 1 - ยุคแห่งวีรชน
บทที่ 1 - ยุคแห่งวีรชน
บทที่ 1 - ยุคแห่งวีรชน
เมืองจิงเฉิง โรงเรียนมัธยมจิงเฉิงแห่งที่สาม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกห้องหนึ่ง
"การเตรียมความพร้อมในนาทีสุดท้ายไม่ใช่เรื่องน่าอาย เรื่องที่น่าอายคือการมีพลังวิญญาณและพลังจิตไม่พอจนไม่สามารถสื่อสารกับหอวีรชนเพื่อทำพันธสัญญาต่างหาก!"
ครูประจำชั้นยืนอยู่บนโพเดียม ชี้ไปที่คำว่า 'ปลุกพลัง' บนกระดานดำพร้อมกับน้ำลายที่กระเด็นเป็นฝอย
"มา ก่อนจะเริ่มการปลุกพลัง ฝึกตามครูเป็นครั้งสุดท้าย! ชักนำปราณเข้าสู่ร่างกาย แปรเปลี่ยนปราณเป็นของเหลว เปลี่ยนของเหลวเป็นพลัง! รักษาจุดกำเนิดเอาไว้!"
นักเรียนทั้งห้องต่างทำตามอย่างพร้อมเพรียง
หลิวเสวียนนั่งอยู่หลังห้องริมหน้าต่าง ทำตามที่ครูประจำชั้นบอก เขาโคจรเคล็ดชักนำปราณเพื่อดูดซับไอพลังวิญญาณอันเบาบางในอากาศ
ไอพลังวิญญาณแม้จะเบาบางแต่ข้อดีคือมันฟรี
หลิวเสวียนเติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า นอกจากน้ำยาจิตวิญญาณระดับต่ำที่โรงเรียนแจกให้ทุกสัปดาห์และที่ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเจียดเงินซื้อให้แล้ว เขาก็พึ่งพาได้เพียงการดูดซับไอพลังวิญญาณในอากาศเพื่อเพิ่มพูนพลังวิญญาณของตัวเองเท่านั้น
เคล็ดชักนำปราณเป็นวิชาพื้นฐานที่ทางการต้าเซี่ยเผยแพร่ต่อสาธารณะ ผ่านการปรับปรุงมาหลายต่อหลายครั้งจึงฝึกฝนได้ไม่ยากนัก
เพียงสิบนาทีต่อมาพวกหลิวเสวียนก็ทำตามคำแนะนำของครูประจำชั้นจนโคจรพลังครบหนึ่งรอบและดูดซับไอพลังวิญญาณจากอากาศมาได้อีกเล็กน้อย
"เอาล่ะ พอก่อน"
"เวลาเหลืออีกไม่มาก พวกเธออยู่ในห้องปรับสภาพจิตใจกันให้ดี"
"ทางห้องสองเสร็จเมื่อไหร่ก็จะเป็นตาพวกเธอแล้ว"
"เดี๋ยวครูจะไปรับน้ำยาพลังจิตมาให้"
เนี่ยฟางไห่ครูประจำชั้นหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
พอเขาคล้อยหลังไปบรรยากาศในห้องเรียนก็คึกคักขึ้นมาทันที
"ใกล้จะถึงเวลาปลุกพลังแล้ว ตื่นเต้นจัง!"
"พูดตามตรงนะ ด้วยคะแนนของฉัน ฉันไม่กล้าไปสู้หน้าบรรพบุรุษเลย!"
"ฉันไม่กังวลหรอก ช่วงเทศกาลฉันกางสมุดบันทึกลำดับตระกูลแล้วเผากงเต๊กให้บรรพบุรุษทุกท่านเลย! ไม่ว่าจะทำพันธสัญญากับใครฉันก็ไม่กลัว!"
"นายแน่ใจนะว่าเงินที่เผาไปถึงมือพวกท่านจริงๆ"
"อิจฉาพวกนายจังที่ยังมีบันทึกตระกูล! ของบ้านฉันไม่รู้หายไปไหนตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว!"
เหล่านักเรียนพูดคุยกันอย่างออกรส
หลิวเสวียนนั่งอยู่ที่เดิมแล้วเหลือบมองดูเวลา
"เก้าโมงสิบห้านาที เวลาปลุกพลังของห้องเราคือเก้าโมงครึ่ง ยังพอโคจรพลังได้อีกรอบ"
ครั้งนี้ไม่มีเนี่ยฟางไห่คอยนำ หลิวเสวียนจึงโคจรเคล็ดชักนำปราณด้วยตัวเองโดยตั้งใจจะดูดซับพลังวิญญาณอีกสักนิดก่อนถึงเวลาปลุกพลัง
สิบนาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอหลิวเสวียนลืมตาขึ้นก็พบใบหน้าของคนผู้หนึ่งยื่นเข้ามาใกล้จนแทบจะชนกัน
หลิวเสวียนมีสีหน้าเรียบเฉย เขาเอื้อมมือไปดันหน้าเพื่อนร่วมโต๊ะให้หันกลับไปทางเดิม
ฟางหยวนเอ่ยถามขึ้น
"พี่หลิว ไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติบ้างเหรอ"
"ผิดปกติอะไร"
"เพื่อนทั้งห้องกำลังตื่นเต้น ไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะปลุกพลังสำเร็จไหม พี่ยังมีอารมณ์มานั่งฝึกวิชาอยู่อีกเหรอ"
สิ้นเสียงของฟางหยวนก็มีเสียงสนับสนุนดังมาจากด้านข้าง
"พูดถูก!"
"หลิวเสวียน นายทำตัวชิลแบบนี้พวกเรากดดันนะ"
"นายไม่อยากรู้เลยเหรอว่าเดี๋ยวตัวเองจะปลุกพลังสำเร็จไหม"
หลิวเสวียนกวาดสายตามองเพื่อนร่วมชั้น
"ก็เหมือนที่พวกนายพูดนั่นแหละ ในเมื่อไม่รู้ว่าจะปลุกพลังสำเร็จไหม แทนที่จะมานั่งคิดฟุ้งซ่านไร้ประโยชน์ สู้เอาเวลาไปโคจรพลังเพิ่มอีกรอบดีกว่า เผื่อจะเพิ่มโอกาสสำเร็จได้บ้าง"
"มีเหตุผลแฮะ!"
"ซวยแล้ว เวลาไม่พอให้โคจรพลังครบปริมณฑลแล้วเนี่ย"
"รู้งี้ฝึกต่ออีกหน่อยก็ดี!"
พอทุกคนนึกขึ้นได้ก็รู้สึกเหมือนพลาดโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย
ระหว่างที่พูดคุยกัน เสียงอุทานก็ดังมาจากห้องข้างๆ
"วีรชนระดับขุนพล!"
เมื่อได้ยินเสียงตะโกน หลิวเสวียนก็รู้ทันทีว่ามีคนในห้องข้างๆ ปลุกพลังวีรชนระดับขุนพลได้สำเร็จ
สิบแปดปีก่อนหลิวเสวียนทะลุมิติมาเกิดใหม่ กลายเป็นทารกแบเบาะที่ถูกทิ้งไว้หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ตอนแรกเขาคิดว่านี่ก็แค่การทะลุมิติธรรมดาๆ ทั่วไป
จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น เขาเห็นผู้อำนวยการอัญเชิญหญิงสาวในชุดโบราณออกมาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้พวกเด็กๆ
เขาถึงได้รู้ว่าโลกนี้ไม่ใช่โลกที่เขาคุ้นเคยอีกต่อไป
เมื่อวันเวลาผ่านไป หลิวเสวียนก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจโลกใบนี้ผ่านบทสนทนาของผู้คนและข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
นี่คือโลกที่ภูตผีปีศาจอาละวาด มนุษย์ต้องลุกขึ้นสู้ด้วยการทำพันธสัญญากับวีรชนในยุคโบราณเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้วิญญาณและต่อกรกับสิ่งลี้ลับเหล่านั้น
ผู้ใช้วิญญาณส่วนใหญ่มักจะอัญเชิญบรรพบุรุษของตัวเอง หรือไม่ก็วีรชนที่มีความเกี่ยวพันกับสายเลือดของตน
"หวังหมิงจากห้องสองทำพันธสัญญากับวีรชนระดับขุนพลได้ เห็นว่าเป็นบรรพบุรุษรุ่นที่เท่าไหร่ของเขาก็ไม่รู้ แถมตอนปลุกพลังยังได้อาวุธวิญญาณเป็นหอกยาวมาด้วยนะ"
เพื่อนที่นั่งแถวหน้าไปสืบข่าวกลับมาบอก
"น่าอิจฉาจัง"
เพื่อนในห้องหลายคนเผยสีหน้าอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
ทางการต้าเซี่ยได้แบ่งระดับของวีรชนตามความแข็งแกร่งและอิทธิพลเมื่อครั้งยังมีชีวิตออกเป็นเจ็ดระดับ ได้แก่ ระดับสามัญ ระดับทหาร ระดับผู้บัญชาการ ระดับขุนพล ระดับจอมทัพ ระดับขุนนาง และระดับราชัน
ระดับขุนพลก็คือระดับแม่ทัพนายกอง
ผลการเรียนของโรงเรียนมัธยมจิงเฉิงแห่งที่สามจัดอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางสูงของเมืองจิงเฉิง อัตราการปลุกพลังสำเร็จในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์
ในจำนวนนั้นส่วนใหญ่เป็นระดับสามัญและระดับทหาร มีเพียงห้าถึงสิบคนที่จะได้ระดับผู้บัญชาการ และมีเพียงคนหรือสองคนเท่านั้นที่จะปลุกพลังระดับขุนพลได้สำเร็จ
การที่หวังหมิงปลุกพลังวีรชนระดับขุนพลได้ ถือว่าจุดเริ่มต้นของเขาไปถึงจุดสูงสุดของประวัติศาสตร์โรงเรียนแห่งนี้แล้ว
ก็ไม่แปลกที่ทุกคนจะอิจฉา
"หวังหมิง ... พี่หลิว ฉันว่าเลิกเรียนแล้วเขาต้องมาท้าพี่ประลองแน่ๆ"
ฟางหยวนฟังข่าวแล้วหันมามองหลิวเสวียน
เพื่อเสริมสร้างร่างกายและรองรับพลังของวีรชนให้ดีขึ้น ตั้งแต่ชั้นประถมทุกคนต้องเรียนวิชาต่อสู้สัปดาห์ละหนึ่งถึงสองคาบ
พอขึ้นมัธยมปลายก็เพิ่มเป็นสัปดาห์ละสามคาบ
วิชาต่อสู้เป็นวิชารวมที่นักเรียนสองห้องต้องเรียนด้วยกัน
ในเมื่อเป็นวิชาต่อสู้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการจับคู่ฝึกซ้อม
คะแนนวิชาต่อสู้ของหลิวเสวียนเป็นที่หนึ่งของห้องหนึ่งมาตลอด
ส่วนหวังหมิงก็เป็นที่หนึ่งของห้องสอง
ทั้งสองคนมักจะได้ประลองกันในคาบเรียนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหวังหมิงแพ้ไปถึงเก้าในสิบครั้ง
เขาจึงมองว่าหลิวเสวียนเป็นคู่แข่งคนสำคัญที่สุดของเขามานานแล้ว
"ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะปลุกพลังสำเร็จหรือเปล่า"
"บางทีถ้าฉันปลุกพลังล้มเหลว เขาคงไม่หน้าด้านมาท้าฉันสู้หรอกมั้ง"
"ต่อให้เขามาท้า ฉันก็แค่ไม่รับคำท้าก็สิ้นเรื่อง"
"นายคิดว่าด้วยนิสัยของเขา เขาจะบังคับลากฉันไปสู้ด้วยงั้นเหรอ"
หลิวเสวียนหัวเราะเบาๆ
ฟางหยวนนิ่งอึ้งไปชั่วครู่
"พูดก็พูดเถอะพี่หลิว สภาพจิตใจของพี่เนี่ย ฉันนับถือจากใจจริงเลย"
ฟางหยวนยกนิ้วโป้งให้หลิวเสวียน
ถึงหวังหมิงจะแพ้ตลอดแต่นิสัยใจคอก็ถือว่าใช้ได้
แพ้ก็คือแพ้ ไม่เคยหาข้ออ้างให้ตัวเอง
เขาเคยพูดไว้ว่า แพ้ครั้งนี้ก็แค่กลับไปฝึกให้หนักแล้วเอาชนะให้ได้ในครั้งหน้าก็พอ
"ปล่อยวางก็จบแล้ว"
ถึงหลิวเสวียนจะพูดแบบนั้น แต่ในใจกลับคิดอีกอย่าง
"ไม่รู้ว่าเราจะปลุกพลังสำเร็จไหมนะ"
"ถ้าสำเร็จ แล้วเราจะได้ทำพันธสัญญากับใครล่ะ"
หลิวเสวียนเป็นเด็กกำพร้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่เป็นใคร ย่อมไม่มีทางรู้ว่าบรรพบุรุษของตัวเองคือใคร
ส่วนชื่อของเขานั้น ผู้อำนวยการบอกว่ามันถูกเขียนไว้บนเสื้อที่ห่อหุ้มตัวเขามาตอนเด็ก
"ช่างเถอะ เดี๋ยวก็รู้เอง"
เหลือเวลาอีกเพียงห้านาทีก่อนถึงคิวของห้องหนึ่ง หลิวเสวียนจึงเลิกคิดฟุ้งซ่านและเริ่มปรับสภาพจิตใจให้สงบ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงเฮจากห้องข้างๆ หรือเพราะเวลาเหลือกระชั้นชิด บรรยากาศในห้องเรียนจึงเงียบกริบลงทันตา ทุกคนนั่งประจำที่และเริ่มทำสมาธิ
ห้านาทีต่อมา
เนี่ยฟางไห่เดินกลับเข้ามาในห้องเรียนตรงเวลาเป๊ะ ในมือถือกล่องสีดำ เมื่อเห็นนักเรียนทุกคนนั่งประจำที่อย่างสงบก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"ดีมาก เวลาแบบนี้การรักษาสภาพจิตใจให้มั่นคงสำคัญที่สุด"
"เอาล่ะ ต่อไปให้ออกมารับน้ำยาพลังจิตตามลำดับเลขที่เพื่อเตรียมตัวไปทำพิธีปลุกพลังที่หอประชุมเล็ก"
"เลขที่หนึ่ง จางหลิน"
นักเรียนที่ถูกเรียกชื่อลุกขึ้นและรีบเดินออกไปรับน้ำยาพลังจิต
...
"เลขที่สามสิบหก หลิวเสวียน"
นักเรียนในห้องมีทั้งหมดห้าสิบคน เลขที่ของหลิวเสวียนค่อนไปทางท้าย เขาเดินไปหาเนี่ยฟางไห่แล้วรับขวดแก้วใบเล็กสีขาวมา
ขวดนั้นมีขนาดเล็ก ภายในบรรจุน้ำยาพลังจิตปริมาณสิบมิลลิลิตร
"พยายามเข้านะ เมื่อกี้ผู้อำนวยการของเธอเพิ่งโทรมาถามไถ่เรื่องของเธอด้วย"
"ครูบอกท่านไปแล้วว่าไม่ต้องห่วง ปกติเธอตั้งใจฝึกฝนขนาดนั้น ต้องไม่มีปัญหาแน่"
เนี่ยฟางไห่พูดเสียงเบาขณะยื่นขวดน้ำยาให้
ภาพของผู้อำนวยการชราผุดขึ้นมาในหัวของหลิวเสวียน ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในใจ
"ขอบคุณครับครู"
เนี่ยฟางไห่พยักหน้าแล้วเรียกนักเรียนคนต่อไป
หลิวเสวียนกลับไปที่โต๊ะ เปิดขวดน้ำยาพลังจิตแล้วกระดกเข้าปาก แม้จะยังไม่ได้ใช้พลังสกัดกั้นแต่มันก็ทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งขึ้นมาทันที รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก
น้ำยาพลังจิตนี้เป็นสูตรพิเศษของสมาคมผู้ใช้วิญญาณ ว่ากันว่าในระหว่างขั้นตอนการปลุกพลัง เมื่อถูกกระตุ้นด้วยเครื่องมือของสมาคม มันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้นักเรียนสัมผัสถึงหอวีรชนได้มากขึ้นอย่างมหาศาล
เมื่อนักเรียนทุกคนดื่มน้ำยาพลังจิตเรียบร้อยแล้ว
สิบวินาทีต่อมา
เจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีขาวของสมาคมผู้ใช้วิญญาณก็เดินมาที่ประตูห้องเรียน
"ดื่มน้ำยาพลังจิตกันหมดแล้วใช่ไหม"
"เรียบร้อยแล้วครับ"
เนี่ยฟางไห่ตอบรับ
เจ้าหน้าที่พยักหน้าแล้วมองเข้าไปในห้องเรียน
"นักเรียนเลขที่หนึ่งถึงสิบตามฉันมา"
นักเรียนที่ถูกเรียกชื่อลุกขึ้นและเดินตามเจ้าหน้าที่ออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
สิบนาทีต่อมาพวกเขาก็กลับมาที่ห้อง
ยกเว้นจางหลินแล้ว คนอื่นๆ ล้วนมีสีหน้าหดหู่สิ้นหวัง
ผลลัพธ์นั้นชัดเจนอยู่แล้ว
"เลขที่สิบเอ็ดถึงยี่สิบตามฉันมา"
ฟางหยวนคือเลขที่สิบห้า เขาสูดหายใจเข้าลึก
"พี่หลิว ภาวนาให้ฉันด้วยนะ"
พูดจบเขาก็เดินออกไปอย่างเด็ดเดี่ยวราวกับทหารที่กำลังก้าวเข้าสู่สนามรบ
ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว นักเรียนคนอื่นๆ ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน
ช่วยไม่ได้ ในยุคสมัยแบบนี้ หากปลุกพลังวีรชนไม่สำเร็จ อนาคตก็คงหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงไปวันๆ
ถึงจะมีสมาคมผู้ใช้วิญญาณคอยคุ้มครอง แต่การไร้ซึ่งพลังปกป้องตัวเองก็ยังเป็นเรื่องที่น่าหดหู่อยู่ดี
สิบนาทีผ่านไป
ฟางหยวนเดินกลับเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าแดงก่ำ ตอนที่เขานั่งลงบนเก้าอี้ ร่างกายของเขายังคงสั่นสะท้าน
"ยินดีด้วยนะ"
หลิวเสวียนเห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าเขาปลุกพลังสำเร็จแล้ว
"ขอบใจมากพี่หลิว!"
น้ำเสียงของหลิวเสวียนดูเหมือนจะช่วยให้ฟางหยวนสงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง เขาจึงเอ่ยปากขอบคุณ
"ได้วีรชนระดับไหนล่ะ"
"ระดับผู้บัญชาการ! ฉันเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าบรรพบุรุษตระกูลฟางของเราเคยเป็นนักดาบด้วย!"
หากปลุกพลังวีรชนสำเร็จ ผู้ใช้วิญญาณจะได้รับรู้ข้อมูลบางส่วนของวีรชนผู้นั้นตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย
สมาคมผู้ใช้วิญญาณก็อาศัยข้อมูลเหล่านี้แหละมาค่อยๆ ปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ที่สูญหายไปให้สมบูรณ์
ฟางหยวนเองก็เพิ่งรู้สถานะนักดาบของบรรพบุรุษผ่านทางวีรชนของตระกูลนั่นเอง
"ระดับผู้บัญชาการ ยอดเยี่ยมมาก"
ระดับของผู้ใช้วิญญาณจะสอดคล้องกับระดับของวีรชน เพียงแต่เปลี่ยนคำเรียกเป็นขั้นที่หนึ่งถึงเจ็ด การที่ฟางหยวนปลุกพลังวีรชนระดับผู้บัญชาการได้ หมายความว่าในอนาคตหากเขาฝึกฝนตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม เขาก็มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใช้วิญญาณขั้นสามได้อย่างไม่ยากเย็น
เก้าโมงห้าสิบนาที
นักเรียนเลขที่ยี่สิบเอ็ดถึงสามสิบเดินกลับเข้ามาในห้อง
เจ้าหน้าที่ร้องเรียก
"เลขที่สามสิบเอ็ดถึงสี่สิบตามฉันมา"
"พี่หลิว สู้ๆ นะ!"
ฟางหยวนส่งเสียงเชียร์หลิวเสวียน
หลิวเสวียนพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามเจ้าหน้าที่ไปยังหอประชุมเล็ก
สถานที่ที่ปกติใช้สำหรับจัดประชุมสายชั้น บัดนี้ถูกแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ สิบห้อง
หลิวเสวียนเดินเข้าไปในห้องหมายเลขหก
ภายในห้องขนาดไม่ถึงสามสิบตารางเมตรมีเครื่องมือรูปร่างคล้ายแคปซูลอวกาศตั้งอยู่ โดยมีเจ้าหน้าที่สมาคมในเครื่องแบบนั่งอยู่หน้าจอแสดงผล
"มาเซ็นชื่อตรงนี้"
หลิวเสวียนเดินเข้าไปเซ็นชื่อของตัวเองลงในช่องว่าง
"เข้าไปนอนข้างในได้เลย"
หลิวเสวียนทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และเอนตัวลงนอนในแคปซูล
"สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป จดจ่อสมาธิให้ดี"
หลิวเสวียนทำตามอย่างว่าง่าย
เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มเดินเครื่อง เครื่องปลุกพลังก็ทำงาน
พลังวิญญาณมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหลิวเสวียนอย่างบ้าคลั่ง
น้ำยาพลังจิตที่ดื่มเข้าไปก่อนหน้านี้ก็ถูกกระตุ้นให้ทำงานในวินาทีเดียวกัน
ตู้ม!
หลิวเสวียนรู้สึกเหมือนสมองระเบิดออก สติสัมปชัญญะพร่าเลือนไปในพริบตา
เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่ท่ามกลางโถงวิหารสีทองอร่าม
หอวีรชน!