เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 - ยุคแห่งวีรชน

บทที่ 1 - ยุคแห่งวีรชน

บทที่ 1 - ยุคแห่งวีรชน


เมืองจิงเฉิง โรงเรียนมัธยมจิงเฉิงแห่งที่สาม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกห้องหนึ่ง

"การเตรียมความพร้อมในนาทีสุดท้ายไม่ใช่เรื่องน่าอาย เรื่องที่น่าอายคือการมีพลังวิญญาณและพลังจิตไม่พอจนไม่สามารถสื่อสารกับหอวีรชนเพื่อทำพันธสัญญาต่างหาก!"

ครูประจำชั้นยืนอยู่บนโพเดียม ชี้ไปที่คำว่า 'ปลุกพลัง' บนกระดานดำพร้อมกับน้ำลายที่กระเด็นเป็นฝอย

"มา ก่อนจะเริ่มการปลุกพลัง ฝึกตามครูเป็นครั้งสุดท้าย! ชักนำปราณเข้าสู่ร่างกาย แปรเปลี่ยนปราณเป็นของเหลว เปลี่ยนของเหลวเป็นพลัง! รักษาจุดกำเนิดเอาไว้!"

นักเรียนทั้งห้องต่างทำตามอย่างพร้อมเพรียง

หลิวเสวียนนั่งอยู่หลังห้องริมหน้าต่าง ทำตามที่ครูประจำชั้นบอก เขาโคจรเคล็ดชักนำปราณเพื่อดูดซับไอพลังวิญญาณอันเบาบางในอากาศ

ไอพลังวิญญาณแม้จะเบาบางแต่ข้อดีคือมันฟรี

หลิวเสวียนเติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า นอกจากน้ำยาจิตวิญญาณระดับต่ำที่โรงเรียนแจกให้ทุกสัปดาห์และที่ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเจียดเงินซื้อให้แล้ว เขาก็พึ่งพาได้เพียงการดูดซับไอพลังวิญญาณในอากาศเพื่อเพิ่มพูนพลังวิญญาณของตัวเองเท่านั้น

เคล็ดชักนำปราณเป็นวิชาพื้นฐานที่ทางการต้าเซี่ยเผยแพร่ต่อสาธารณะ ผ่านการปรับปรุงมาหลายต่อหลายครั้งจึงฝึกฝนได้ไม่ยากนัก

เพียงสิบนาทีต่อมาพวกหลิวเสวียนก็ทำตามคำแนะนำของครูประจำชั้นจนโคจรพลังครบหนึ่งรอบและดูดซับไอพลังวิญญาณจากอากาศมาได้อีกเล็กน้อย

"เอาล่ะ พอก่อน"

"เวลาเหลืออีกไม่มาก พวกเธออยู่ในห้องปรับสภาพจิตใจกันให้ดี"

"ทางห้องสองเสร็จเมื่อไหร่ก็จะเป็นตาพวกเธอแล้ว"

"เดี๋ยวครูจะไปรับน้ำยาพลังจิตมาให้"

เนี่ยฟางไห่ครูประจำชั้นหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

พอเขาคล้อยหลังไปบรรยากาศในห้องเรียนก็คึกคักขึ้นมาทันที

"ใกล้จะถึงเวลาปลุกพลังแล้ว ตื่นเต้นจัง!"

"พูดตามตรงนะ ด้วยคะแนนของฉัน ฉันไม่กล้าไปสู้หน้าบรรพบุรุษเลย!"

"ฉันไม่กังวลหรอก ช่วงเทศกาลฉันกางสมุดบันทึกลำดับตระกูลแล้วเผากงเต๊กให้บรรพบุรุษทุกท่านเลย! ไม่ว่าจะทำพันธสัญญากับใครฉันก็ไม่กลัว!"

"นายแน่ใจนะว่าเงินที่เผาไปถึงมือพวกท่านจริงๆ"

"อิจฉาพวกนายจังที่ยังมีบันทึกตระกูล! ของบ้านฉันไม่รู้หายไปไหนตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว!"

เหล่านักเรียนพูดคุยกันอย่างออกรส

หลิวเสวียนนั่งอยู่ที่เดิมแล้วเหลือบมองดูเวลา

"เก้าโมงสิบห้านาที เวลาปลุกพลังของห้องเราคือเก้าโมงครึ่ง ยังพอโคจรพลังได้อีกรอบ"

ครั้งนี้ไม่มีเนี่ยฟางไห่คอยนำ หลิวเสวียนจึงโคจรเคล็ดชักนำปราณด้วยตัวเองโดยตั้งใจจะดูดซับพลังวิญญาณอีกสักนิดก่อนถึงเวลาปลุกพลัง

สิบนาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอหลิวเสวียนลืมตาขึ้นก็พบใบหน้าของคนผู้หนึ่งยื่นเข้ามาใกล้จนแทบจะชนกัน

หลิวเสวียนมีสีหน้าเรียบเฉย เขาเอื้อมมือไปดันหน้าเพื่อนร่วมโต๊ะให้หันกลับไปทางเดิม

ฟางหยวนเอ่ยถามขึ้น

"พี่หลิว ไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติบ้างเหรอ"

"ผิดปกติอะไร"

"เพื่อนทั้งห้องกำลังตื่นเต้น ไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะปลุกพลังสำเร็จไหม พี่ยังมีอารมณ์มานั่งฝึกวิชาอยู่อีกเหรอ"

สิ้นเสียงของฟางหยวนก็มีเสียงสนับสนุนดังมาจากด้านข้าง

"พูดถูก!"

"หลิวเสวียน นายทำตัวชิลแบบนี้พวกเรากดดันนะ"

"นายไม่อยากรู้เลยเหรอว่าเดี๋ยวตัวเองจะปลุกพลังสำเร็จไหม"

หลิวเสวียนกวาดสายตามองเพื่อนร่วมชั้น

"ก็เหมือนที่พวกนายพูดนั่นแหละ ในเมื่อไม่รู้ว่าจะปลุกพลังสำเร็จไหม แทนที่จะมานั่งคิดฟุ้งซ่านไร้ประโยชน์ สู้เอาเวลาไปโคจรพลังเพิ่มอีกรอบดีกว่า เผื่อจะเพิ่มโอกาสสำเร็จได้บ้าง"

"มีเหตุผลแฮะ!"

"ซวยแล้ว เวลาไม่พอให้โคจรพลังครบปริมณฑลแล้วเนี่ย"

"รู้งี้ฝึกต่ออีกหน่อยก็ดี!"

พอทุกคนนึกขึ้นได้ก็รู้สึกเหมือนพลาดโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย

ระหว่างที่พูดคุยกัน เสียงอุทานก็ดังมาจากห้องข้างๆ

"วีรชนระดับขุนพล!"

เมื่อได้ยินเสียงตะโกน หลิวเสวียนก็รู้ทันทีว่ามีคนในห้องข้างๆ ปลุกพลังวีรชนระดับขุนพลได้สำเร็จ

สิบแปดปีก่อนหลิวเสวียนทะลุมิติมาเกิดใหม่ กลายเป็นทารกแบเบาะที่ถูกทิ้งไว้หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

ตอนแรกเขาคิดว่านี่ก็แค่การทะลุมิติธรรมดาๆ ทั่วไป

จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น เขาเห็นผู้อำนวยการอัญเชิญหญิงสาวในชุดโบราณออกมาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้พวกเด็กๆ

เขาถึงได้รู้ว่าโลกนี้ไม่ใช่โลกที่เขาคุ้นเคยอีกต่อไป

เมื่อวันเวลาผ่านไป หลิวเสวียนก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจโลกใบนี้ผ่านบทสนทนาของผู้คนและข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

นี่คือโลกที่ภูตผีปีศาจอาละวาด มนุษย์ต้องลุกขึ้นสู้ด้วยการทำพันธสัญญากับวีรชนในยุคโบราณเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้วิญญาณและต่อกรกับสิ่งลี้ลับเหล่านั้น

ผู้ใช้วิญญาณส่วนใหญ่มักจะอัญเชิญบรรพบุรุษของตัวเอง หรือไม่ก็วีรชนที่มีความเกี่ยวพันกับสายเลือดของตน

"หวังหมิงจากห้องสองทำพันธสัญญากับวีรชนระดับขุนพลได้ เห็นว่าเป็นบรรพบุรุษรุ่นที่เท่าไหร่ของเขาก็ไม่รู้ แถมตอนปลุกพลังยังได้อาวุธวิญญาณเป็นหอกยาวมาด้วยนะ"

เพื่อนที่นั่งแถวหน้าไปสืบข่าวกลับมาบอก

"น่าอิจฉาจัง"

เพื่อนในห้องหลายคนเผยสีหน้าอิจฉาอย่างปิดไม่มิด

ทางการต้าเซี่ยได้แบ่งระดับของวีรชนตามความแข็งแกร่งและอิทธิพลเมื่อครั้งยังมีชีวิตออกเป็นเจ็ดระดับ ได้แก่ ระดับสามัญ ระดับทหาร ระดับผู้บัญชาการ ระดับขุนพล ระดับจอมทัพ ระดับขุนนาง และระดับราชัน

ระดับขุนพลก็คือระดับแม่ทัพนายกอง

ผลการเรียนของโรงเรียนมัธยมจิงเฉิงแห่งที่สามจัดอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางสูงของเมืองจิงเฉิง อัตราการปลุกพลังสำเร็จในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์

ในจำนวนนั้นส่วนใหญ่เป็นระดับสามัญและระดับทหาร มีเพียงห้าถึงสิบคนที่จะได้ระดับผู้บัญชาการ และมีเพียงคนหรือสองคนเท่านั้นที่จะปลุกพลังระดับขุนพลได้สำเร็จ

การที่หวังหมิงปลุกพลังวีรชนระดับขุนพลได้ ถือว่าจุดเริ่มต้นของเขาไปถึงจุดสูงสุดของประวัติศาสตร์โรงเรียนแห่งนี้แล้ว

ก็ไม่แปลกที่ทุกคนจะอิจฉา

"หวังหมิง ... พี่หลิว ฉันว่าเลิกเรียนแล้วเขาต้องมาท้าพี่ประลองแน่ๆ"

ฟางหยวนฟังข่าวแล้วหันมามองหลิวเสวียน

เพื่อเสริมสร้างร่างกายและรองรับพลังของวีรชนให้ดีขึ้น ตั้งแต่ชั้นประถมทุกคนต้องเรียนวิชาต่อสู้สัปดาห์ละหนึ่งถึงสองคาบ

พอขึ้นมัธยมปลายก็เพิ่มเป็นสัปดาห์ละสามคาบ

วิชาต่อสู้เป็นวิชารวมที่นักเรียนสองห้องต้องเรียนด้วยกัน

ในเมื่อเป็นวิชาต่อสู้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการจับคู่ฝึกซ้อม

คะแนนวิชาต่อสู้ของหลิวเสวียนเป็นที่หนึ่งของห้องหนึ่งมาตลอด

ส่วนหวังหมิงก็เป็นที่หนึ่งของห้องสอง

ทั้งสองคนมักจะได้ประลองกันในคาบเรียนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหวังหมิงแพ้ไปถึงเก้าในสิบครั้ง

เขาจึงมองว่าหลิวเสวียนเป็นคู่แข่งคนสำคัญที่สุดของเขามานานแล้ว

"ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะปลุกพลังสำเร็จหรือเปล่า"

"บางทีถ้าฉันปลุกพลังล้มเหลว เขาคงไม่หน้าด้านมาท้าฉันสู้หรอกมั้ง"

"ต่อให้เขามาท้า ฉันก็แค่ไม่รับคำท้าก็สิ้นเรื่อง"

"นายคิดว่าด้วยนิสัยของเขา เขาจะบังคับลากฉันไปสู้ด้วยงั้นเหรอ"

หลิวเสวียนหัวเราะเบาๆ

ฟางหยวนนิ่งอึ้งไปชั่วครู่

"พูดก็พูดเถอะพี่หลิว สภาพจิตใจของพี่เนี่ย ฉันนับถือจากใจจริงเลย"

ฟางหยวนยกนิ้วโป้งให้หลิวเสวียน

ถึงหวังหมิงจะแพ้ตลอดแต่นิสัยใจคอก็ถือว่าใช้ได้

แพ้ก็คือแพ้ ไม่เคยหาข้ออ้างให้ตัวเอง

เขาเคยพูดไว้ว่า แพ้ครั้งนี้ก็แค่กลับไปฝึกให้หนักแล้วเอาชนะให้ได้ในครั้งหน้าก็พอ

"ปล่อยวางก็จบแล้ว"

ถึงหลิวเสวียนจะพูดแบบนั้น แต่ในใจกลับคิดอีกอย่าง

"ไม่รู้ว่าเราจะปลุกพลังสำเร็จไหมนะ"

"ถ้าสำเร็จ แล้วเราจะได้ทำพันธสัญญากับใครล่ะ"

หลิวเสวียนเป็นเด็กกำพร้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่เป็นใคร ย่อมไม่มีทางรู้ว่าบรรพบุรุษของตัวเองคือใคร

ส่วนชื่อของเขานั้น ผู้อำนวยการบอกว่ามันถูกเขียนไว้บนเสื้อที่ห่อหุ้มตัวเขามาตอนเด็ก

"ช่างเถอะ เดี๋ยวก็รู้เอง"

เหลือเวลาอีกเพียงห้านาทีก่อนถึงคิวของห้องหนึ่ง หลิวเสวียนจึงเลิกคิดฟุ้งซ่านและเริ่มปรับสภาพจิตใจให้สงบ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงเฮจากห้องข้างๆ หรือเพราะเวลาเหลือกระชั้นชิด บรรยากาศในห้องเรียนจึงเงียบกริบลงทันตา ทุกคนนั่งประจำที่และเริ่มทำสมาธิ

ห้านาทีต่อมา

เนี่ยฟางไห่เดินกลับเข้ามาในห้องเรียนตรงเวลาเป๊ะ ในมือถือกล่องสีดำ เมื่อเห็นนักเรียนทุกคนนั่งประจำที่อย่างสงบก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

"ดีมาก เวลาแบบนี้การรักษาสภาพจิตใจให้มั่นคงสำคัญที่สุด"

"เอาล่ะ ต่อไปให้ออกมารับน้ำยาพลังจิตตามลำดับเลขที่เพื่อเตรียมตัวไปทำพิธีปลุกพลังที่หอประชุมเล็ก"

"เลขที่หนึ่ง จางหลิน"

นักเรียนที่ถูกเรียกชื่อลุกขึ้นและรีบเดินออกไปรับน้ำยาพลังจิต

...

"เลขที่สามสิบหก หลิวเสวียน"

นักเรียนในห้องมีทั้งหมดห้าสิบคน เลขที่ของหลิวเสวียนค่อนไปทางท้าย เขาเดินไปหาเนี่ยฟางไห่แล้วรับขวดแก้วใบเล็กสีขาวมา

ขวดนั้นมีขนาดเล็ก ภายในบรรจุน้ำยาพลังจิตปริมาณสิบมิลลิลิตร

"พยายามเข้านะ เมื่อกี้ผู้อำนวยการของเธอเพิ่งโทรมาถามไถ่เรื่องของเธอด้วย"

"ครูบอกท่านไปแล้วว่าไม่ต้องห่วง ปกติเธอตั้งใจฝึกฝนขนาดนั้น ต้องไม่มีปัญหาแน่"

เนี่ยฟางไห่พูดเสียงเบาขณะยื่นขวดน้ำยาให้

ภาพของผู้อำนวยการชราผุดขึ้นมาในหัวของหลิวเสวียน ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในใจ

"ขอบคุณครับครู"

เนี่ยฟางไห่พยักหน้าแล้วเรียกนักเรียนคนต่อไป

หลิวเสวียนกลับไปที่โต๊ะ เปิดขวดน้ำยาพลังจิตแล้วกระดกเข้าปาก แม้จะยังไม่ได้ใช้พลังสกัดกั้นแต่มันก็ทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งขึ้นมาทันที รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก

น้ำยาพลังจิตนี้เป็นสูตรพิเศษของสมาคมผู้ใช้วิญญาณ ว่ากันว่าในระหว่างขั้นตอนการปลุกพลัง เมื่อถูกกระตุ้นด้วยเครื่องมือของสมาคม มันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้นักเรียนสัมผัสถึงหอวีรชนได้มากขึ้นอย่างมหาศาล

เมื่อนักเรียนทุกคนดื่มน้ำยาพลังจิตเรียบร้อยแล้ว

สิบวินาทีต่อมา

เจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีขาวของสมาคมผู้ใช้วิญญาณก็เดินมาที่ประตูห้องเรียน

"ดื่มน้ำยาพลังจิตกันหมดแล้วใช่ไหม"

"เรียบร้อยแล้วครับ"

เนี่ยฟางไห่ตอบรับ

เจ้าหน้าที่พยักหน้าแล้วมองเข้าไปในห้องเรียน

"นักเรียนเลขที่หนึ่งถึงสิบตามฉันมา"

นักเรียนที่ถูกเรียกชื่อลุกขึ้นและเดินตามเจ้าหน้าที่ออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

สิบนาทีต่อมาพวกเขาก็กลับมาที่ห้อง

ยกเว้นจางหลินแล้ว คนอื่นๆ ล้วนมีสีหน้าหดหู่สิ้นหวัง

ผลลัพธ์นั้นชัดเจนอยู่แล้ว

"เลขที่สิบเอ็ดถึงยี่สิบตามฉันมา"

ฟางหยวนคือเลขที่สิบห้า เขาสูดหายใจเข้าลึก

"พี่หลิว ภาวนาให้ฉันด้วยนะ"

พูดจบเขาก็เดินออกไปอย่างเด็ดเดี่ยวราวกับทหารที่กำลังก้าวเข้าสู่สนามรบ

ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว นักเรียนคนอื่นๆ ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน

ช่วยไม่ได้ ในยุคสมัยแบบนี้ หากปลุกพลังวีรชนไม่สำเร็จ อนาคตก็คงหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงไปวันๆ

ถึงจะมีสมาคมผู้ใช้วิญญาณคอยคุ้มครอง แต่การไร้ซึ่งพลังปกป้องตัวเองก็ยังเป็นเรื่องที่น่าหดหู่อยู่ดี

สิบนาทีผ่านไป

ฟางหยวนเดินกลับเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าแดงก่ำ ตอนที่เขานั่งลงบนเก้าอี้ ร่างกายของเขายังคงสั่นสะท้าน

"ยินดีด้วยนะ"

หลิวเสวียนเห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าเขาปลุกพลังสำเร็จแล้ว

"ขอบใจมากพี่หลิว!"

น้ำเสียงของหลิวเสวียนดูเหมือนจะช่วยให้ฟางหยวนสงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง เขาจึงเอ่ยปากขอบคุณ

"ได้วีรชนระดับไหนล่ะ"

"ระดับผู้บัญชาการ! ฉันเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าบรรพบุรุษตระกูลฟางของเราเคยเป็นนักดาบด้วย!"

หากปลุกพลังวีรชนสำเร็จ ผู้ใช้วิญญาณจะได้รับรู้ข้อมูลบางส่วนของวีรชนผู้นั้นตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

สมาคมผู้ใช้วิญญาณก็อาศัยข้อมูลเหล่านี้แหละมาค่อยๆ ปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ที่สูญหายไปให้สมบูรณ์

ฟางหยวนเองก็เพิ่งรู้สถานะนักดาบของบรรพบุรุษผ่านทางวีรชนของตระกูลนั่นเอง

"ระดับผู้บัญชาการ ยอดเยี่ยมมาก"

ระดับของผู้ใช้วิญญาณจะสอดคล้องกับระดับของวีรชน เพียงแต่เปลี่ยนคำเรียกเป็นขั้นที่หนึ่งถึงเจ็ด การที่ฟางหยวนปลุกพลังวีรชนระดับผู้บัญชาการได้ หมายความว่าในอนาคตหากเขาฝึกฝนตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม เขาก็มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใช้วิญญาณขั้นสามได้อย่างไม่ยากเย็น

เก้าโมงห้าสิบนาที

นักเรียนเลขที่ยี่สิบเอ็ดถึงสามสิบเดินกลับเข้ามาในห้อง

เจ้าหน้าที่ร้องเรียก

"เลขที่สามสิบเอ็ดถึงสี่สิบตามฉันมา"

"พี่หลิว สู้ๆ นะ!"

ฟางหยวนส่งเสียงเชียร์หลิวเสวียน

หลิวเสวียนพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามเจ้าหน้าที่ไปยังหอประชุมเล็ก

สถานที่ที่ปกติใช้สำหรับจัดประชุมสายชั้น บัดนี้ถูกแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ สิบห้อง

หลิวเสวียนเดินเข้าไปในห้องหมายเลขหก

ภายในห้องขนาดไม่ถึงสามสิบตารางเมตรมีเครื่องมือรูปร่างคล้ายแคปซูลอวกาศตั้งอยู่ โดยมีเจ้าหน้าที่สมาคมในเครื่องแบบนั่งอยู่หน้าจอแสดงผล

"มาเซ็นชื่อตรงนี้"

หลิวเสวียนเดินเข้าไปเซ็นชื่อของตัวเองลงในช่องว่าง

"เข้าไปนอนข้างในได้เลย"

หลิวเสวียนทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และเอนตัวลงนอนในแคปซูล

"สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป จดจ่อสมาธิให้ดี"

หลิวเสวียนทำตามอย่างว่าง่าย

เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มเดินเครื่อง เครื่องปลุกพลังก็ทำงาน

พลังวิญญาณมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหลิวเสวียนอย่างบ้าคลั่ง

น้ำยาพลังจิตที่ดื่มเข้าไปก่อนหน้านี้ก็ถูกกระตุ้นให้ทำงานในวินาทีเดียวกัน

ตู้ม!

หลิวเสวียนรู้สึกเหมือนสมองระเบิดออก สติสัมปชัญญะพร่าเลือนไปในพริบตา

เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่ท่ามกลางโถงวิหารสีทองอร่าม

หอวีรชน!

จบบทที่ บทที่ 1 - ยุคแห่งวีรชน

คัดลอกลิงก์แล้ว