- หน้าแรก
- ตำนานกระบี่สนิมกลืนฟ้า
- บทที่ 2 - อู๋เต้าแห่งเมืองเยว่
บทที่ 2 - อู๋เต้าแห่งเมืองเยว่
บทที่ 2 - อู๋เต้าแห่งเมืองเยว่
บทที่ 2 - อู๋เต้าแห่งเมืองเยว่
เมืองเยว่ทอดตัวยาวจากเหนือจรดใต้หกสิบห้าลี้ ว่ากันว่ามีประชากรกว่าสองล้านหกแสนคน นับเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ของแคว้นตงอู๋
ทว่ามันกลับตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าทึบ บริเวณโดยรอบแทบไม่มีหมู่บ้านหรือเมืองอื่นๆ เลย และหากออกไปไกลกว่าร้อยลี้ ก็จะพบกับสัตว์ร้ายและสัตว์อสูรมากมายอาศัยอยู่
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะบริเวณรอบเมืองเยว่เป็นแหล่งรวบรวมเหมืองแร่นับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทอง เหล็ก ทองแดง ไปจนถึงแร่ที่ผู้ฝึกตนใช้กันอย่างหินหล่อเลี้ยงปราณหรือเหล็กสกัด ล้วนมีให้ขุดค้นแทบทั้งสิ้น
นานวันเข้า ผู้คนจึงมารวมตัวกันจนกลายเป็นเมือง
ด้วยความที่เมืองเยว่ตั้งอยู่ในป่าลึก จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกโจมตีจากแคว้นอื่น สิ่งเดียวที่ต้องกังวลคือฝูงสัตว์ร้ายที่บุกมาจากส่วนลึกของป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเกือบทุกเดือน กำแพงเมืองจึงถูกสร้างให้สูงใหญ่เป็นพิเศษ สูงถึงสามสิบจั้ง
ทว่าสาเหตุที่จวงอู๋เต้าต้องระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนั้นเลย แต่เป็นเพราะเขาสร้างศัตรูไว้หลายกลุ่มในเมืองแห่งนี้ต่างหาก
เมืองเยว่ไม่สามารถผลิตเสบียงอาหารเองได้ ต้องพึ่งพาการซื้อจากภายนอก ซึ่งถูกควบคุมโดยขุมกำลังขนาดใหญ่หลายกลุ่ม ส่วนเด็กกำพร้าที่ไร้พ่อขาดแม่อย่างเขา การจะเอาชีวิตรอดจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนเข็ญ
และเนื่องจากเมืองเยว่ตั้งอยู่ในป่าลึก อำนาจของทางการแคว้นตงอู๋ในเมืองแห่งนี้จึงแทบจะไร้ความหมาย ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เมืองนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย การฆ่าฟันเพื่อชิงทรัพย์ การเข่นฆ่าผู้คนอย่างเลือดเย็น การปล้นสะดมและการลักขโมยเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป
จวงอู๋เต้าเป็นเด็กกำพร้า แม่ของเขาต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพจนล้มป่วยและจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก ส่วนตระกูลฝั่งพ่อแม้จะเป็นตระกูลใหญ่โต แต่ก็ขาดการติดต่อไปนานแล้ว ตัวเขาเองก็ไม่อยากจะไปข้องแวะด้วย เพราะรู้ดีว่าพึ่งพาอะไรไม่ได้ การที่จวงอู๋เต้าสามารถมีชีวิตรอดอย่างปลอดภัยในเมืองเยว่มาจนถึงทุกวันนี้ ซ้ำยังกลายเป็นศิษย์เอกของสำนักศึกษาหลีเฉินได้ แน่นอนว่าเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำเรื่องเลวร้ายหรือผิดกฎหมายมาบ้าง
ตอนเด็กๆ ก็ขโมยเล็กขโมยน้อย พอโตขึ้นก็ตั้งแก๊งกับพวกพ้อง รีดไถเงินจากเพื่อนบ้านและเก็บค่าคุ้มครอง แม้จะไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงขั้นอาชญากรรม แต่เขาก็ไม่ใช่คนดีอะไรเลย
และล่าสุด ด้วยความที่ไปแย่งชิงเขตแดนและมีเรื่องวิวาท เขาเผลอพลั้งมือฆ่าคนตายไปหลายคน จึงผูกความแค้นเลือดกับศัตรูเข้า แม้จวงอู๋เต้าจะไม่หวาดกลัว แต่ก็ต้องระวังตัวเวลาไปไหนมาไหนคนเดียว
ระดับพลังของเขาห่างจากการก้าวเข้าสู่ขอบเขตฝึกปราณเพียงแค่ครึ่งก้าว เขาเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพี่น้องร่วมแก๊งสิบกว่าคน แน่นอนว่าเขาย่อมเป็นเป้าหมายแรกที่ศัตรูเหล่านั้นต้องการจะแก้แค้น ดังนั้นช่วงหลายวันที่ผ่านมา เมื่อจวงอู๋เต้าออกไปข้างนอก เขาจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เมื่อเข้าใกล้เขตสามลี้นอกเมือง เขาต้องระวังไม่ให้ถูกใครสะกดรอยตามจนรู้เส้นทาง ถ้าเกิดพลาดท่าถูกดักซุ่มโจมตีขึ้นมา ถึงตอนนั้นจะร้องไห้ก็คงไม่มีน้ำตาให้ไหล
ตลอดทางที่กลับมา เขาไม่พบว่ามีใครสะกดรอยตาม และรอบๆ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่จวงอู๋เต้าก็ยังไม่กล้าประมาท เขาจงใจเดินอ้อมไปไกล และเข้าเมืองทางประตูทิศตะวันออกซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของพวกขุนนางและคนใหญ่คนโต
เขาเดินวนไปวนมาตามตรอกซอกซอยที่คดเคี้ยวอยู่สิบกว่ารอบ กว่าจะกลับมาถึงฝั่งตะวันตกของเมือง กระต่ายเจ้าเล่ห์ย่อมมีสามโพรง ที่นี่ไม่ใช่ที่พักประจำของเขา แต่เป็นบ้านที่จวงอู๋เต้าซื้อไว้เมื่อสามปีก่อน มีเพียงพี่น้องที่สนิทที่สุดไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ เป็นสถานที่หลบภัยที่ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงหลายวันนี้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตัดหัวตอนนอนหลับ
ชีวิตแบบนี้ คงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก ขอแค่ก้าวข้ามขั้นฝึกปราณไปได้ กลายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตฝึกปราณ ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ก็จะเป็นของเขา ถึงตอนนั้นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฝึกไขกระดูกสิบกว่าคน เขาก็ไม่เห็นอยู่ในสายตาแล้ว
แคว้นตงอู๋ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นหนึ่งในแคว้นที่แข็งแกร่ง แต่ในแถบตะวันออกเฉียงใต้นี้ แม้พื้นที่จะกว้างใหญ่ แต่กลับมีผู้ฝึกตนนอยมาก ดังนั้นสถานะของผู้ฝึกตนในแคว้นนี้จึงได้รับการยกย่องอย่างสูงส่ง หากสามารถเป็นผู้ฝึกตนได้ ในเมืองอู๋จิงแห่งนี้ ก็สามารถฆ่าคนกลางถนนได้โดยไม่มีใครกล้าเอาผิด!
ส่วนความแข็งแกร่งก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า เขาฝึกยุทธ์มาเจ็ดปี จนถึงตอนนี้อยู่ในขั้นฝึกไขกระดูก ก็สามารถรับมือกับชายฉกรรจ์ธรรมดาสามสี่สิบคนได้สบายๆ แต่ถ้าถึงขอบเขตฝึกปราณ นั่นคือการต่อกรกับคนนับร้อยได้ ลำพังเพียงคนเดียว ก็สามารถสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฝึกไขกระดูกสิบคนได้เลยทีเดียว
เหล่าทาสเหมืองอาศัยรวมกันอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมือง บ้านเรือนและถนนหนทางล้วนสกปรกทรุดโทรม แค่เดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวชวนคลื่นไส้ ที่พักของจวงอู๋เต้าเป็นเพียงกระท่อมไม้ซอมซ่อ ซึ่งดูไม่เตะตาเลยในย่านนี้
ทว่าเมื่อจวงอู๋เต้ากลับมาถึง เขากลับเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตูบ้าน
ตอนแรกเขาสะดุ้งตกใจ แต่เมื่ออาศัยแสงจันทร์สลัวๆ มองเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นชัดเจน จวงอู๋เต้าก็แอบดีใจเล็กน้อย
"เสี่ยวซื่อ? เจ้านี่ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
อู๋เสี่ยวซื่อ เป็นเพื่อนสมัยเด็กของจวงอู๋เต้า เป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน และเคยเป็นหนึ่งในพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายของเขา
เห็นรูปร่างผอมบางแบบนั้น แต่ความจริงแล้วหมอนี่บรรลุขั้นฝึกโลหิตตั้งแต่สองปีก่อนแล้ว แต่เมื่อปีกว่าๆ ก่อน เจ้านี่กลับบอกว่าจะล้างมือในอ่างทองคำ ขอเป็นคนดีใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แล้วก็ออกจากเมืองเยว่ไปโดยไม่รู้จุดหมาย มีคนรู้จักบอกว่าเคยเห็นอู๋เสี่ยวซื่อไปเป็นหัวหน้าคนงานที่ท่าเรือในเมืองหลี ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า
รอบเมืองเยว่เต็มไปด้วยป่าทึบ แร่ธาตุทั้งหมดที่ขุดได้ต้องขนส่งทางเรือผ่านแม่น้ำซงเจียง เมืองหลีอยู่ห่างออกไปห้าร้อยลี้ เป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้ากลางทางของแม่น้ำซงเจียง รายได้จากการเป็นหัวหน้าคนงานแม้จะดี แต่ก็แทบจะตัดอนาคตในการเป็นผู้ฝึกตนของเขาไปเลย
การจะบรรลุขั้นฝึกโลหิตและฝึกไขกระดูก ต้องใช้สมุนไพรจำนวนมากและฝึกฝนอย่างหนักหน่วงทั้งวันทั้งคืน หากไม่สามารถสร้างปราณแท้ได้ก่อนที่โครงสร้างกระดูกจะคงที่ในวัยยี่สิบสี่ปี ก็แทบจะหมดสิทธิ์เป็นผู้ฝึกตนไปตลอดกาล จวงอู๋เต้าเองก็อาศัยเงินทองที่ได้จากแก๊งในแต่ละวัน ค่อยๆ ปีนป่ายจนมาถึงจุดนี้ได้
พรสวรรค์ในการฝึกตนของอู๋เสี่ยวซื่อไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย ตอนที่จวงอู๋เต้ารู้เรื่องนี้ เขารู้สึกเสียดายแทนอู๋เสี่ยวซื่อมาก
ตอนนี้อู๋เสี่ยวซื่อกลับมาแล้ว ฝั่งพวกเขาก็เท่ากับมีขุนพลเพิ่มมาอีกหนึ่งคน!
วิชาที่อู๋เสี่ยวซื่อฝึกฝนคือวิชาดาบผ่าภูเขา นิสัยดุดันห้าวหาญเป็นพิเศษ เมื่อสองปีก่อน แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฝึกไขกระดูกทั่วๆ ไปยังเอาชนะเขาไม่ได้ และเขายังถนัดการต่อสู้แบบตะลุมบอนที่สุด เวลาสู้รบ แค่สวมเกราะเหล็กแล้วถือดาบใหญ่ไว้ในมือ ก็แทบไม่มีใครหยุดยั้งเขาได้
มีเจ้านี่อยู่ พวกเขาก็ไม่ต้องทนหลบซ่อนตัวอีกต่อไป บุกไปถล่มพวกมันถึงที่ได้เลย
ทว่าอู๋เสี่ยวซื่อกลับทำหน้าเคร่งเครียด แววตาไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อย กลับดูหม่นหมองอย่างยิ่ง
"เมื่อสองวันก่อน มีคนไปเชิญข้ากลับมาจากเมืองหลี"
สีหน้าของจวงอู๋เต้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ จึงหันไปมองด้านหลังตามสัญชาตญาณ และก็เห็นเงาคนเจ็ดแปดคน ยืนปิดทางเข้าออกตรอกนี้อย่างแน่นหนาในชั่วพริบตา
แม้กระทั่งบนหลังคา ก็มีเงาคนโผล่มายืนหัวเราะเยาะมองลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ใจของจวงอู๋เต้าดิ่งวูบ หากมีแค่ผู้ฝึกวิชากำลังภายนอกขั้นฝึกโลหิตสิบกว่าคนนี้ เขาก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา แต่ในเมื่อพวกมันมาดักซุ่มอยู่ที่นี่ มีหรือจะมีแค่คนหยิบมือแค่นี้? พวกระดับฝึกไขกระดูก คงจะยังไม่ปรากฏตัวสินะ
อุตส่าห์ระมัดระวังตัวมาตลอดทุกวัน แต่สุดท้ายก็พลาดท่าจนได้! ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า จุดบอดจะมาจากอู๋เสี่ยวซื่อที่ออกจากเมืองเยว่ไปนานแล้ว
"ทำไมล่ะ?"
จวงอู๋เต้าสูดหายใจลึกๆ พยายามรักษาความเยือกเย็นในใจเอาไว้ หันไปสบตาอู๋เสี่ยวซื่อด้วยแววตาตั้งคำถาม
แต่อีกฝ่ายกลับเบือนหน้าหนี สีหน้าแข็งทื่อ "ข้ามีภรรยาและลูกอยู่ที่เมืองหลีแล้ว ถ้าข้าไม่ขายเจ้า ลูกเมียข้าก็ต้องตายอย่างอนาถ เจ้าจะให้ข้า อู๋เสี่ยวซื่อคนนี้ ทำอย่างไรได้ล่ะ?"
จวงอู๋เต้าถึงกับกระจ่างแจ้งและขมวดคิ้ว เขาพอจะจำได้รางๆ ว่าสาเหตุที่อู๋เสี่ยวซื่อไม่อยากจะตีรันฟันแทงอีกต่อไป และถอนตัวไปอยู่เมืองหลี ก็เพราะไปถูกใจหญิงสาวคนหนึ่งเข้า
แม้เรื่องในวันนี้จะทำให้เขาโมโห การหักหลังพี่น้องเป็นเรื่องผิดก็จริง แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว ก็พอจะเข้าใจได้...
ไฟแค้นในใจสงบลงไปหลายส่วน
อู๋เสี่ยวซื่อถอนใจแผ่วเบา และพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "จำได้ไหมว่าข้าเคยบอกไว้ คนอย่างพวกเราที่ใช้ชีวิตอยู่บนคมหมีด แขวนหัวไว้บนเส้นด้าย เอาชีวิตเข้าแลกกับอนาคต สักวันก็ต้องตายอนาถข้างถนน ตอนนั้นข้าถามเจ้าว่ายอมไปจากเมืองเยว่กับข้า ไปให้ไกลแสนไกล แล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไหม เจ้าบอกว่าไม่ยอม และวันนี้มันก็เป็นอย่างที่ข้าพูดจริงๆ!"
จวงอู๋เต้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่ แล้วส่ายหน้าเบาๆ "ต่อให้ข้าจะรู้ล่วงหน้าว่าต้องเจอเรื่องแบบวันนี้ ข้าจวงอู๋เต้าก็ไม่เสียใจหรอก เจ้ายังจำอู๋ฮ่วนคนนั้นได้ไหม?"
สิบกว่าปีที่ดิ้นรนรนเอาชีวิตรอด แย่งอาหารกับหมาแมว เขาเข้าใจมานานแล้วว่า หากคนเราอยากจะมีชีวิตอยู่ ก็หนีไม่พ้นคำว่า 'แย่งชิง' และ 'ต่อสู้' สู้กับฟ้า! แย่งชิงกับคน!
ก่อนอายุสิบห้า เขาต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด หลังอายุสิบห้า พอมีทุนรอนอยู่บ้าง เขาก็เริ่มเสี่ยงชีวิตเพื่ออนาคตของตัวเอง
มนุษย์เราไม่รู้จักพอ เมื่ออิ่มท้องและมีเสื้อผ้าอุ่นๆ ใส่ ก็ย่อมต้องการมากขึ้นไปอีก
จวงอู๋เต้าก็เป็นเช่นนั้น ลึกๆ ในใจเขา เขาอยากจะตะเกียกตะกายขึ้นไปจากบ่อโคลนแห่งนี้ อยากจะขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดเหมือนพวกผู้ฝึกตนสูงศักดิ์เหล่านั้นบ้าง เพื่อที่ลูกหลานของเขาจะได้ไม่ต้องเร่ร่อนไปตามท้องถนน ไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีเสื้อผ้าจะใส่เหมือนเขา และเพื่อที่จะให้คนพวกนั้นต้องชดใช้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็สนใจในวิถียุทธ์อย่างมากจริงๆ ยิ่งฝึกฝนก็ยิ่งหลงใหล และยิ่งใฝ่ฝันถึงยอดคนในขอบเขตแก่นทองคำและจิตวิญญาณต้นกำเนิดในตำนานที่สามารถถอนภูเขาและสะกดแม่น้ำได้
ดังนั้น ต่อให้ย้อนเวลากลับไปเมื่อปีกว่าก่อน ที่อู๋เสี่ยวซื่อถามเขา เขาก็ยังจะปฏิเสธอย่างไม่ลังเลอยู่ดี
ล้างมือในอ่างทองคำเพื่อเป็นคนดีงั้นเหรอ? เหอะ—
แค่ดูจากสิ่งที่อู๋เสี่ยวซื่อเจอในวันนี้ ก็รู้แล้วว่าคนอย่างพวกเขานั้น การจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตลอดชีวิตนั้นยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด
ตอนที่เขาอายุสิบสอง เขาเคยเห็นกับตาว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฝึกไขกระดูกที่วางมือไปแล้วคนหนึ่ง ถูกศัตรูบุกมาหาถึงบ้าน ศัตรูที่ในอดีตเคยถูกเขาสังหารได้ง่ายๆ ราวกับพลิกฝ่ามือ บัดนี้กลับกลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นฝึกปราณขั้นที่เจ็ดที่มีอนาคตไกล ไม่เพียงแต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฝึกไขกระดูกคนนั้นจะถูกสับเป็นหมื่นชิ้น แต่คนในตระกูลเกือบร้อยชีวิตก็ยังถูกฆ่าล้างโคตร! นั่นคือคดีสะเทือนขวัญที่ทำให้ทั้งเมืองเยว่ตกตะลึงเมื่อห้าปีก่อน
ทว่าหลังจากนั้นกลับไม่มีใครกล้าเอาผิด แม้กระทั่งผ่านไปเป็นเดือน ก็ยังไม่มีใครกล้าไปเก็บศพ
และผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฝึกไขกระดูกที่วางมือไปแล้วคนนั้น ก็มีชื่อว่า อู๋ฮ่วน
ดังนั้นจวงอู๋เต้าจึงตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งมานานแล้วว่า หากเขาอยากจะมีชีวิตที่สงบสุขตลอดชีวิต และไม่ถูกศัตรูแก้แค้น มีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะเดินไปได้ นั่นคือการแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แข็งแกร่งจนศัตรูทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะคิดแก้แค้น!
เขาเริ่มเข้าวงการนักเลงตอนอายุสิบสาม คนที่เขาฆ่าตายในการวิวาทตีรันฟันแทง ถ้าไม่ถึงร้อย ก็ต้องมีแปดสิบ ใครจะไปรู้ล่ะว่าในบรรดาญาติพี่น้องของศัตรูพวกนั้น จะมีพวกอัจฉริยะโผล่มาสักคนสองคนหรือเปล่า?
ก็เหมือนกับศัตรูของอู๋ฮ่วนนั่นแหละ ขั้นฝึกปราณขั้นที่เจ็ด ก็สามารถเดินอาดๆ ไปทั่วใต้หล้า อาศัยอำนาจของสำนัก หูตาไวเป็นสับปะรด ต่อให้ศัตรูจะหลบซ่อนอยู่สุดหล้าฟ้าเขียว ก็สามารถหาตัวจนเจอ
"อู๋ฮ่วน?" อู๋เสี่ยวซื่อไม่รู้ว่ากำลังคิดถึงตัวเองอยู่หรือเปล่า เขาเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดจา
และในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ชายร่างกำยำสูงเกือบเก้าฟุตก็ก้าวออกมาจากประตูบ้าน ไหล่กว้างเอวหนา กล้ามเนื้อทั่วร่างเป็นมัดๆ ดวงตากลมโตดั่งระฆังทองแดง ฉายแววอำมหิตเยือกเย็น
"เจ้าคือจวงอู๋เต้าสินะ?"
จวงอู๋เต้าแค่นหัวเราะเย็นชาโดยไม่ตอบ นั่นมันคำถามโง่ๆ ชัดๆ เขาคุยกับอู๋เสี่ยวซื่อตั้งนานขนาดนี้ หมอนี่จะไม่รู้เชียวหรือว่าเขาคือจวงอู๋เต้า?
ทว่าเขากลับรู้สึกหวาดระแวงในความแข็งแกร่งของชายร่างยักษ์ตรงหน้าอย่างถึงที่สุด อีกฝ่ายก็อยู่ขั้นฝึกไขกระดูกเช่นกัน ผิวสีทองแดงอมดำ เปล่งประกายคล้ายโลหะ เพียงแค่สบตาแวบแรกก็รู้แล้วว่าวิชาที่คนผู้นี้ฝึกฝน คือวิชาคงกระพันธาตุกำลังภายนอก
ผิวหนังแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า สามารถต้านทานอาวุธมีคมได้
นอกจากชายคนนี้แล้ว ยังมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฝึกไขกระดูกอีกสามคนปรากฏตัวขึ้นบนหลังคาทั้งซ้ายและขวา คนหนึ่งถือดาบคู่ อีกคนถือโซ่ตะขอ
และด้านหลังเขาก็ปรากฏตัวขึ้นอีกคน รูปร่างเตี้ยเล็ก ในมือทั้งสองข้างถือขวานศึกคนละเล่ม
(จบแล้ว)