- หน้าแรก
- ระบบตกปลาไร้แห้ว ขอซุ่มเงียบจนเป็นเทพยุทธ์
- บทที่ 8 - เจียงอวี๋ถูกจับตา!
บทที่ 8 - เจียงอวี๋ถูกจับตา!
บทที่ 8 - เจียงอวี๋ถูกจับตา!
บทที่ 8 - เจียงอวี๋ถูกจับตา!
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลิ่วซื่อก็ทำความสะอาดปลาหลี่ฮื้อและนำไปต้มซุปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนปลาเส้นเงินก็นำไปหมักเกลือหยาบ ทอดในกระทะจนเหลืองกรอบทั้งสองด้าน ส่งเสียงดังฉ่าๆ พร้อมกับน้ำมันที่เดือดปุดๆ
กลิ่นหอมของข้าวกล้องผสมผสานกับกลิ่นหอมหวานของซุปปลา ลอยอบอวลไปทั่วทั้งกระท่อมเล็กๆ
เจียงเยว่ยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งเฝ้าอยู่ข้างเตา เอาคางเกยเข่า จมูกกระตุกสูดดมกลิ่น น้ำลายแทบจะยืดลงมาเปื้อนเสื้อ
"พี่ กลับมาแล้วเหรอ"
เมื่อเห็นเจียงอวี๋เดินเข้ามา เธอก็กระโดดขึ้นทันที
เจียงอวี๋ยิ้ม ปลดถุงผ้าที่เอวออก เทเหรียญทองแดงลงบนโต๊ะเล็กๆ ข้างๆ
"ซ่า—"
กองเหรียญทองแดงที่มีทั้งสีเขียวและเหลืองปะปนกันกลิ้งออกมา กลิ้งไปมาบนโต๊ะไม้หยาบๆ ส่งเสียงดังกังวานใสเสนาะหู
"ว้าว เงินเยอะแยะเลย"
เจียงเยว่โถมตัวเข้าไปที่โต๊ะ ดวงตาเบิกกว้างกลมโต เอื้อมนิ้วไปแตะเหรียญทองแดงอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าพวกมันจะบินหนีไป
หลิ่วซื่อก็เดินเข้ามาเช่นกัน เธอมองดูเหรียญทองแดงบนโต๊ะ ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มอย่างปลื้มปีติ แต่แล้วคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน "ทำไมถึงขายได้เยอะขนาดนี้? ต่อไปอย่าอยู่ที่ตลาดนานนะ คนเยอะตาแยะ"
"แม่ไม่ต้องห่วง ข้าขายเสร็จก็กลับเลย ไม่ได้คุยกับใครสักคำ"
เจียงอวี๋หยิบเหรียญทองแดงใส่ลงในกล่องไม้ทีละเหรียญ "วันนี้ปลาเส้นเงินตัวใหญ่ ขายได้ร้อยอีแปะ รวมกับปลาเฉาฮื้ออีกสามสิบ หักค่าเช่าที่ห้าอีแปะ ทั้งหมดร้อยยี่สิบห้าอีแปะ"
หลิ่วซื่อพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก
มื้อกลางวันอร่อยเป็นพิเศษ
เนื้อปลาเส้นเงินนุ่มละเอียดราวกับเต้าหู้ ละลายในปาก ไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย
ซุปปลาหลี่ฮื้อต้มจนเป็นสีขาวขุ่นข้น ดื่มเข้าไปหนึ่งคำ ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากกระเพาะอาหารไปทั่วทั้งแขนขา
เจียงอวี๋สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสารอาหารในปลาเส้นเงินถูกร่างกายดูดซึมอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกระแสความอบอุ่นบางเบา บำรุงเส้นเอ็นและกระดูก
แม้จะเทียบไม่ได้กับสรรพคุณของปลาวิญญาณ แต่ก็สามารถเสริมสารอาหารได้อย่างเพียงพอ
หลังอาหาร หลิ่วซื่อพาเจียงเยว่ไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ
ส่วนเจียงอวี๋ยกม้านั่งตัวเล็กไปที่ลานบ้าน
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ยืนตั้งท่าหมัดพยัคฆ์ดำ
เจียงอวี๋หลับตา ปรับการหายใจ
ตอนนี้ เมื่อเขายืนตั้งท่า ขาทั้งสองข้างไม่รู้สึกปวดเมื่อยจนทนไม่ไหวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว หลังก็ยืดตรงมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากยืนตั้งท่าเสร็จ เขาก็เริ่มฝึกกระบวนท่าพื้นฐานของหมัดพยัคฆ์ดำ
พยัคฆ์ดำตะปบเหยื่อ, พยัคฆ์ดำกดขุนเขา, พยัคฆ์ร้ายกระแทกป่า
ฝึกแล้วฝึกเล่า
หมัดที่ชกออกไปแหวกอากาศ ส่งเสียงดัง "ฟุบๆ"
หยาดเหงื่อไหลลงมาตามแก้ม หยดลงบนพื้น ซึมเป็นรอยเปียกเล็กๆ
จนกระทั่งดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ แขนทั้งสองข้างปวดเมื่อยจนยกไม่ขึ้น เขาถึงได้หยุด
มื้อเย็นเป็นปลาเส้นเงินทอดและหมูสามชั้นทอดที่เพิ่งซื้อมาใหม่
เจียงอวี๋กินข้าวกล้องรวดเดียวสามชามใหญ่ ถึงจะรู้สึกอิ่มท้อง
หลิ่วซื่อนั่งอยู่ข้างๆ มองดูเขากินอย่างตะกละตะกลาม ในดวงตามีทั้งความสงสารและความกังวล
การฝึกยุทธ์นี่มันผลาญเงินจริงๆ
เมื่อก่อนครอบครัวสามคน มีเงินแค่ไม่กี่ร้อยอีแปะต่อเดือนก็พอยาไส้แล้ว
ตอนนี้ ลำพังแค่เจียงอวี๋คนเดียว วันๆ หนึ่งต้องกินข้าวและเนื้อไปเกือบห้าสิบอีแปะแล้ว
โชคดีที่เจียงอวี๋เอาถ่าน
ทุกๆ สองวัน เขาจะไปตกปลาที่ทะเลสาบวั่งเยว่หนึ่งครั้ง
แต่ละครั้งจะตกได้สามสี่ตัว วันไหนโชคดีหน่อย ก็จะได้ปลาเส้นเงินมาตัวสองตัว
เขาไม่เคยโลภมาก พอตกได้พอกินพอขายก็เก็บเบ็ด
และไม่เคยไปโอ้อวดกับใคร ไปเงียบๆ กลับเงียบๆ
แม้กระนั้น รายได้ที่มั่นคงกว่าร้อยอีแปะทุกๆ สองวัน ก็เพียงพอที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวเจียง ดีขึ้นทุกวันๆ ราวกับหน่อไม้หลังฝน
ถังข้าวสารไม่เคยมองเห็นก้นถังอีกเลย มักจะเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ
บนเตาไฟ มักจะมีซุปปลาหรือซุปเนื้อต้มอยู่เสมอ
ใบหน้าเล็กๆ ของเจียงเยว่เริ่มมีน้ำมีนวล ไม่ซีดเซียวเหลืองซูบเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ดวงตาก็สดใสขึ้น
หลิ่วซื่อก็ไม่ต้องอยู่ดึกดื่นปะชุนเสื้อผ้าจนถึงเที่ยงคืนอีกต่อไป บางครั้งยังสามารถซื้อถั่วมาคั่วให้เจียงเยว่กินเล่นได้
ครอบครัวที่เคยสั่นคลอน ในที่สุดก็เริ่มมีความมั่นคงขึ้นมาบ้าง
...
พลบค่ำ พระอาทิตย์ตกดินย้อมท้องฟ้าเป็นสีแดงฉาน
เฉินกู้นั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กในลานบ้าน จิบชาหยาบๆ อย่างสบายใจ
ชาเป็นเศษชาชั้นเลว ทั้งขมทั้งฝาด แต่เขากลับดื่มอย่างเอร็ดอร่อย
"ปัง" เสียงประตูบ้านถูกเตะเปิดออก
ชายร่างกำยำใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากฝีดาษ เดินส่ายอาดๆ เข้ามา ด้านหลังมีลูกน้องตามมาสองคน
คนนี้คือหลิวหมา หัวหน้ากลุ่มย่อยอีกคนของแก๊งนู่เจียงในเมืองชั้นนอก ดูแลบริเวณตลาดชั่วคราวในเมืองชั้นนอก
ต่างจากความสุขุมของเฉินกู้ หลิวหมามีนิสัยอารมณ์ร้อน โลภมาก ลงมือโหดเหี้ยม ชื่อเสียงในเมืองชั้นนอกฉาวโฉ่มาก
"เหล่าเฉิน ยุ่งอยู่เหรอ?"
หลิวหมาทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งตรงข้ามเฉินกู้ หยิบกาน้ำชาขึ้นมารินชาให้ตัวเองหนึ่งชาม ดื่มรวดเดียวหมด แล้วเดาะลิ้น "ชาของเจ้านี่มันห่วยแตกจริงๆ"
เฉินกู้วางชามชาลง ปรายตามองเขา แว่วเสียงเรียบๆ "มีเรื่องอะไรก็พูดมา"
"ได้ งั้นข้าจะพูดตรงๆ เลยนะ"
หลิวหมาขยับตัวเข้าไปใกล้ ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มละโมบ "ไอ้หนุ่มที่ชื่อเจียงอวี๋ในเขตของเจ้าน่ะ ช่วงนี้มาแรงนะ"
ดวงตาของเฉินกู้ไหววูบเล็กน้อย "ทำไมล่ะ?"
"ทำไมล่ะ?"
หลิวหมาหัวเราะเยาะ "ไอ้หนุ่มนั่นทุกๆ สองวันก็ไปขายปลาที่ตลาดของข้า แต่ละครั้งขายได้ตั้งร้อยกว่าอีแปะ บางทีก็ถึงสองร้อยอีแปะ ไม่ต้องพูดถึงปลาธรรมดานะ แค่ปลาเส้นเงินก็ขายไปหลายตัวแล้ว!"
"เด็กยากจนในเมืองชั้นนอกเยอะแยะไปหมด มีใครบ้างที่ได้กินอิ่มทุกมื้อ? แต่เขากลับมีปลาไปขายทุกวัน ชีวิตดีกว่าพวกเราซะอีก"
เฉินกู้ยกชามชาขึ้นมา เป่าฟองชาเบาๆ "เขาจ่ายค่าที่แล้ว"
"ค่าที่ห้าอีแปะนับเป็นอะไรได้!"
หลิวหมาตบโต๊ะดังปัง "พวกเราพี่น้องอุตส่าห์ยึดตลาดไว้ให้ หาที่ให้เขาขายปลา เขาจะเอาเงินห้าอีแปะมาฟาดหัวพวกเราเหมือนขอทานงั้นเหรอ?"
"ข้าว่านะ เงินที่เขาขายปลาได้แต่ละครั้ง พวกเราต้องหักสักห้าส่วน"
เฉินกู้ช้อนตามองเขา "ห้าส่วน? เจ้าหน้าเลือดเกินไปแล้ว"
"หน้าเลือด?"
หลิวหมาแค่นเสียงหัวเราะ "ในเมืองชั้นนอกนี้มีที่ไหนไม่หน้าเลือดบ้าง? เขาเป็นแค่เด็กกำพร้าไร้พ่อ มีข้าวกินก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังกล้ามาต่อรองกับพวกเราอีกเหรอ?"
"อีกอย่าง เขาก็แค่ใส่ชุดเก่าๆ ของสำนักยุทธ์หลินซื่อไม่ใช่เหรอ? พูดกันตรงๆ ก็แค่ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งจ่ายค่าเล่าเรียน ยังไม่ได้สัมผัสถึงระดับพลังปราณเลยด้วยซ้ำ สำนักยุทธ์หลินซื่อมีศิษย์ตั้งมากมาย จะมายอมผิดใจกับแก๊งนู่เจียงของพวกเรา เพื่อไอ้เด็กยากจนคนเดียวงั้นเหรอ?"
ในห้องเงียบกริบลง
แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มมืดลงเรื่อยๆ ทอดเงาของทั้งสองคนให้ยาวเหยียด
หลิวหมาคิดว่าเฉินกู้เริ่มหวั่นไหว จึงพูดกล่อมต่อไป "เหล่าเฉิน พวกเราสองคนร่วมมือกัน เขาไม่กล้าไม่ให้หรอก ถึงตอนนั้นได้เงินมาเราก็แบ่งกันคนละครึ่ง เรื่องดีๆ แบบนี้"
จู่ๆ เฉินกู้ก็หัวเราะออกมา เขาวางชามชาลง มองหลิวหมา พูดอย่างช้าๆ ว่า "หลิวหมา สายตาของเจ้านี่ก็ยังสั้นเหมือนเดิมนะ"
สีหน้าของหลิวหมาเคร่งขรึมลงทันที "เจ้าหมายความว่ายังไง?"
"เจ้าเห็นแค่เขาหาเงินได้วันละร้อยกว่าอีแปะ ทำไมถึงไม่เห็นคนหนุนหลังเขาล่ะ?"
น้ำเสียงของเฉินกู้ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยพลังทะลุทะลวง "ปลาวิญญาณตัวนั้นของเขา ขายให้ใครล่ะ?"
"ก็หลินเซิ่งอู่ แห่งร้านของแห้งหลินจี้ไง ข้าสืบมาแล้ว"
หลิวหมาไม่เห็นด้วย "ก็แค่ขายปลาไปตัวนึง จะไปเกี่ยวอะไรด้วย?"
"อาจจะไม่เกี่ยว"
เฉินกู้พยักหน้า "แต่ถ้าเกิดเกี่ยวขึ้นมาล่ะ?"
หลิวหมาชะงักไป
เขาไม่เคยคิดถึงปัญหานี้เลย
ในสายตาของเขา เจียงอวี๋ก็แค่เด็กยากจนที่โชคดี ตกปลาได้ขายได้เงินนิดหน่อย ก็แค่นั้น
แต่คำพูดของเฉินกู้ กลับเหมือนน้ำเย็นสาดลงมาบนหัวเขา
ถ้าเจียงอวี๋เกี่ยวข้องกับหลินเซิ่งอู่จริงๆ แล้วเขาไปหาเรื่องเจียงอวี๋ นั่นไม่เท่ากับรนหาที่ตายเหรอ?
"ไอ้หนุ่มนั่นยังอายุน้อย"
เฉินกู้พูดต่อ "ตกปลาวิญญาณได้ แสดงว่าเขาโชคดี หรือพูดอีกอย่างคือ เขามีฝีมือในการตกปลา
เข้าสำนักยุทธ์หลินซื่อได้ แสดงว่าคุณสมบัติเขาไม่เลว
แถมยังเก็บอาการอยู่ ยอมจ่ายค่าคุ้มครองย้อนหลังตอนที่ข้าไปหา แสดงว่าเขารู้ความ รู้จักทำตัว
คนแบบนี้ ไม่ใช่เด็กยากจนเมืองชั้นนอกธรรมดาๆ หรอก ข้ากะจะลองเสี่ยงดู"
"เสี่ยง?"
หลิวหมาเหมือนได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก "เจ้าเสี่ยงว่าต่อไปเขาจะได้ดิบได้ดีงั้นเหรอ? เหล่าเฉิน เจ้าไม่ได้เป็นไข้ใช่ไหม? เมืองชั้นนอกแต่ละปีมีคนที่อยากจะลืมตาอ้าปากตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่สิบคน สุดท้ายก็ไม่ใช่ว่าเน่าตายอยู่ในโคลนตมกันหมดเหรอ?"
"เพราะงั้นข้าถึงได้แค่ลองเสี่ยงดูไง"
เฉินกู้ยกชามชาขึ้น ดื่มชาไปอึกหนึ่ง "ถ้าแพ้พนัน ข้าก็แค่ได้เงินน้อยลง
ถ้าชนะพนัน อนาคตข้าก็จะได้น้ำใจตอบแทน
น้ำใจจากยอดฝีมือในอนาคต มีค่าแค่ไหน เจ้าคำนวณดูเอาเอง"
หลิวหมาจ้องหน้าเฉินกู้อยู่นาน สุดท้ายก็แค่นเสียงเย็นชา "ข้าว่าเจ้าคงจะแก่จนเลอะเลือนไปแล้ว เจ้าไม่เสี่ยงใช่ไหม?
ได้ เจ้าไม่เสี่ยงข้าเสี่ยงเอง
ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนนึง จะมาผลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอะไรได้"
"หลิวหมา"
น้ำเสียงของเฉินกู้เย็นชาลง "ครอบครัวเจียงอยู่ในเขตของข้า"
หลิวหมาเงยหน้าขึ้นขวับ มองเฉินกู้ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย "ทำไม? เจ้าจะคุ้มครองมันเหรอ?"
"ข้าไม่ได้คุ้มครองเขา"
เฉินกู้วางชามชาลง พูดเน้นทีละคำ "ข้าแค่เตือนเจ้า อย่าข้ามเขต เขตของข้า ไม่ถึงตาเจ้ามาชี้นิ้วสั่งการ"
บรรยากาศในห้องลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็งในพริบตา
ทั้งสองคนจ้องตากัน ไม่มีใครยอมถอย
ผ่านไปเนิ่นนาน หลิวหมาถึงได้ลุกขึ้นพรวด ถ่มน้ำลายลงพื้น "ได้ เฉินกู้ ข้าจะไว้หน้าเจ้า แต่ข้าบอกไว้ก่อนนะ สักวันเจ้าจะต้องเสียใจ"
พูดจบ เขาก็พาลูกน้องสองคนเดินจากไปด้วยความโกรธ
เฉินกู้นั่งอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังของหลิวหมา นิ่งเงียบไปนาน
เขาหยิบชามชาขึ้นมา ดื่มชาเย็นชืดที่เหลืออยู่รวดเดียวจนหมด
รสขมฝาดแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น
เขาไม่รู้ว่าการเสี่ยงพนันครั้งนี้จะถูกหรือผิด
แต่เขารู้สึกเสมอว่า เจียงอวี๋ ไอ้หนุ่มคนนี้ ไม่เหมือนเด็กหนุ่มเมืองชั้นนอกคนอื่นๆ
ในดวงตาของเขา มีแสงสว่าง
เป็นแสงสว่างที่ไม่ยอมจำนนต่อการเน่าเปื่อยในโคลนตม
พลบค่ำ เฉินกู้ก็มาที่บ้านเจียง
เจียงอวี๋กำลังฝึกมวยอยู่ ได้ยินเสียงประตูบ้าน ก็รีบเดินออกมา
เมื่อเห็นว่าเป็นเฉินกู้ เขาก็แปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเคารพอย่างนอบน้อม "ท่านอาเฉิน"
เฉินกู้มองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อของเขา พยักหน้า "ฝึกมวยอยู่เหรอ?"
"อืม เสียเงินเข้าสำนักยุทธ์แล้ว จะให้เสียเปล่าไม่ได้หรอก"
เจียงอวี๋เช็ดเหงื่อบนใบหน้า
เฉินกู้ยิ้ม แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง "มีเรื่องนึง ที่ข้าต้องเตือนเจ้าหน่อย"
ใจของเจียงอวี๋กระตุก สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที "ท่านอาเฉิน เชิญพูดมา"
"หลิวหมาเล็งเจ้าไว้แล้ว"
เสียงของเฉินกู้แผ่วเบา "ก็ไอ้หลิวหมาที่ดูแลตลาดนั่นแหละ ช่วงนี้เจ้าขายปลาได้เงิน เขาก็อิจฉา อยากจะขอแบ่งห้าส่วนจากเจ้า"
แววตาของเจียงอวี๋เย็นชาลงทันที
เขากำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือลึก
ห้าส่วน
เพียงเพราะเขาหาเงินได้วันละร้อยกว่าอีแปะ ก็มีคนอยากจะแย่งไปครึ่งหนึ่ง
ความหนาวเหน็บแล่นจากฝ่าเท้าลามไปตามกระดูกสันหลังจนทั่วทั้งร่าง
เขาคิดว่าตัวเองระมัดระวังตัวมากพอแล้ว ทุกวันขายแค่ปลาธรรมดาและปลาเส้นเงินไม่กี่ตัว
แต่เขาก็ยังประเมินความโลภของมนุษย์ต่ำไป
ในเมืองชั้นนอก ตราบใดที่เจ้ามีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนอื่นนิดหน่อย ก็จะมีคนเหมือนหมาป่าหิวโซกระโจนเข้าใส่
"ข้าช่วยขวางไว้ให้แล้ว"
เฉินกู้มองดูสีหน้าของเขา พูดต่อ "แต่หลิวหมาเป็นคนโลภมาก แถมยังใจแคบ อาจจะไม่ยอมรามือจริงๆ หรอก"
"ช่วงนี้ เจ้าอย่าเพิ่งไปตั้งแผงที่ตลาดเลย จะได้ไม่ถูกเขาเพ่งเล็ง และสร้างปัญหา"
เจียงอวี๋สูดหายใจเข้าลึกๆ ข่มความโกรธในใจไว้ พูดกับเฉินกู้ว่า "ขอบคุณท่านอาเฉินที่มาเตือน น้ำใจครั้งนี้ ข้าจะจดจำไว้"
คำขอบคุณนี้ เขาพูดออกมาจากใจจริง
ไม่ว่าเฉินกู้จะมีจุดประสงค์อะไร อยากจะลงทุนในตัวเขา หรือไม่อยากให้หลิวหมาล้ำเส้นก็ตาม
อย่างน้อยวันนี้ เขาก็ได้ช่วยขัดขวางหายนะครั้งใหญ่ให้กับตัวเองแล้วจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินกู้มาส่งข่าวล่วงหน้า พรุ่งนี้ถ้าเขาไปขายปลาที่ตลาด จะต้องถูกคนของหลิวหมาหาเรื่องแน่นอน
ถึงตอนนั้น เบาหน่อยก็อาจจะถูกแย่งปลาและเงินไปหมด หนักหน่อยก็อาจจะถึงตาย
"ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก"
เฉินกู้โบกมือ "ข้าก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ อีกอย่างข้าก็มองเห็นแววในตัวเจ้าด้วย
ถ้าวันไหนเจ้าได้เป็นใหญ่เป็นโต อย่าลืมว่าวันนี้ข้าไม่ได้เหยียบย่ำเจ้าก็พอ"
"ข้าจะไม่ลืม"
เจียงอวี๋พยักหน้าอย่างจริงจัง
เฉินกู้ยิ้ม ตบไหล่เขา "เอาล่ะ ข้าไปละ
เจ้าจงตั้งใจฝึกมวยเถอะ ดีกว่าสิ่งใดทั้งหมด
เมื่อหมัดแข็งแกร่งแล้วเท่านั้น คนอื่นถึงจะไม่กล้ารังแกเจ้า"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
หลิ่วซื่อเดินออกมาจากในบ้าน หน้าซีดเผือด จับแขนเจียงอวี๋ไว้ "อวี๋เอ๋อร์... แล้วต่อไปพวกเราจะทำยังไง? ไม่ไปตลาด ปลาขายไม่ออกจะทำยังไง?"
"แม่ ไม่ต้องห่วง"
เจียงอวี๋ตบมือเธอ ปลอบโยน "ไม่ไปตลาดก็ไม่ไปสิ ต่อไปพอตกปลามาได้ เราก็แอบเอาไปให้ท่านป้าจาง ท่านลุงหวัง แลกเปลี่ยนเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำมัน เกลือ ก็พอแล้ว
ถึงจะได้กำไรน้อยหน่อย แต่อย่างน้อยก็ปลอดภัย"
หลิ่วซื่อพยักหน้า ขอบตาแดงก่ำ "โทษแม่เองที่ไม่มีประโยชน์ ช่วยอะไรลูกไม่ได้เลย"
"แม่ อย่าพูดแบบนั้นสิ"
เจียงอวี๋มองเธอ พูดอย่างจริงจัง "แม่กับเสี่ยวเยว่สบายดี ก็คือความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับข้าแล้ว"
ช่วงหลายวันต่อมา เจียงอวี๋ไม่ได้ไปขายปลาที่ตลาดอีกเลย
เขายังคงไปตกปลาที่ทะเลสาบวั่งเยว่ทุกๆ สองวันเหมือนเดิม แต่ละครั้งตกได้แค่สามสี่ตัว
เก็บไว้กินเองสองตัว ส่วนที่เหลือก็แอบเอาไปให้เพื่อนบ้านที่สนิท แลกเปลี่ยนเป็นข้าวสารและของใช้ในชีวิตประจำวัน
แม้จะไม่มีรายได้เป็นเงินสด แต่ก็ยังพอประคับประคองค่าใช้จ่ายในบ้านไปได้
เวลาที่เหลือ เขาทุ่มเทไปกับการฝึกยุทธ์ทั้งหมด
ช่วงเช้าฝึกกระบวนท่า ช่วงบ่ายฝึกการออกแรง กลางคืนยังต้องยืนท่าในห้องอีกครึ่งชั่วยามก่อนนอน
เขาฝึกหนักกว่าเดิม ทุ่มเทกว่าเดิม
เพราะเขารู้ซึ้งกว่าใครๆ
มีเพียงการแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ถึงจะสามารถปกป้องตัวเอง ปกป้องแม่และน้องสาวได้