- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 34 รอยขีดข่วนรอยเดียวราคาเท่าไหร่
บทที่ 34 รอยขีดข่วนรอยเดียวราคาเท่าไหร่
บทที่ 34 รอยขีดข่วนรอยเดียวราคาเท่าไหร่
บทที่ 34 รอยขีดข่วนรอยเดียวราคาเท่าไหร่
ในที่สุดเหมิงฮุ่ยลี่ก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมเฉินเซียวถึงพกเงินสดติดตัวเป็นค่าขนมมากกว่าค่าเทอมตลอดสี่ปีของเธอเสียอีก
ข้าวมื้อนี้มื้อเดียว ผลาญค่าครองชีพของเธอไปตั้งสามเดือน......
แต่ถ้าพูดถึงคุณภาพวัตถุดิบ ก็ต้องยอมรับเลยว่าสดใหม่จริง ๆ เพราะส่งตรงทางเครื่องบินมาเลย
เฉินเซียวกินอย่างเอร็ดอร่อย ของแบบนี้นาน ๆ กินทีเพื่อความแปลกใหม่ก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าให้กินบ่อย ๆ คงเลี่ยนแย่
“อยากไปเดินเล่นที่ไหนไหม?”
เหมิงฮุ่ยลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยท่าทีเขินอายว่า “ไม่อยากเดินแล้ว ฉะ ฉันเหนื่อยแล้ว......”
เฉินเซียว “......”
กินข้าวเหนื่อยเนี่ยนะ? ชัดเจนเลยว่านี่เป็นข้ออ้าง เขาเข้าใจความหมายแฝงได้ในเสี้ยววินาที
“งั้นกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมกันเถอะ”
“อืมม”
เมื่อมาถึงหน้าเคาน์เตอร์โรงแรม เฉินเซียวแจ้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ ก็ได้รับคีย์การ์ดห้องมาอย่างง่ายดาย
ห้องที่ซูถังจองไว้ให้ เป็นห้องสวีต
มีทั้งโซนทำงาน โซนพักผ่อน และโซนรับแขก ครบครันทุกอย่าง
พอเหมิงฮุ่ยลี่ก้าวเข้าไปในห้อง เธอก็ถึงกับอ้าปากค้าง
“ว้าว โรงแรมก็มีห้องใหญ่ขนาดนี้ด้วยเหรอเนี่ย......”
เฉินเซียวหัวเราะ “ขอแค่มีเงินจ่าย จะเอาห้องใหญ่แค่ไหนก็มีทั้งนั้นแหละ”
เธอยืนอยู่ริมหน้าต่าง ชี้ออกไปข้างนอกพร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น “เฉินเซียว รีบมาดูนี่สิ ข้างนอกสวยจังเลย!”
เฉินเซียวเดินอมยิ้มเข้าไปหา
สองฝั่งแม่น้ำฉางเถิง สว่างไสวไปด้วยแสงไฟนีออนระยิบระยับ
แสงไฟสะท้อนลงบนผิวขาวเนียนของเหมิงฮุ่ยลี่ เปลี่ยนสีสันไปมาอย่างงดงาม
เฉินเซียวสวมกอดเธอเบา ๆ จากด้านหลัง และกระซิบที่ข้างหู
“ชอบไหม”
เหมิงฮุ่ยลี่หันกลับมาสวมกอดคอเขา สายตาเต็มไปด้วยความรักใคร่ เธอพยักหน้าอย่างแรง
“อืม ชอบค่ะ”
......
สงครามรักเริ่มต้นขึ้นจากห้องรับแขก ลุกลามไปจนถึงโต๊ะทำงาน และย้ายจากโต๊ะทำงานไปที่ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่
ก่อนจะปิดฉากลงในอ่างอาบน้ำ
การได้โอบกอดร่างอันบอบบางไร้เรี่ยวแรงของเหมิงฮุ่ยลี่ ทำให้เฉินเซียวรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นอย่างยิ่ง
เขาหยิบซองบุหรี่ที่วางอยู่ขอบอ่างขึ้นมา แต่เหมิงฮุ่ยลี่กลับฉกมันไปก่อน เธอหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่ริมฝีปาก จุดไฟจนติด แล้วจึงส่งมันเข้าไปในปากของเฉินเซียว
เฉินเซียวยิ้มบาง ๆ เอนหลังพิงขอบอ่างอาบน้ำ และเริ่มสูบบุหรี่อย่างผ่อนคลาย
สิบนาทีต่อมา
หลังจากเช็ดตัวให้เฉินเซียวจนแห้ง และช่วยสวมชุดคลุมอาบน้ำให้เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองจึงย้ายไปพักผ่อนบนเตียง
เฉินเซียวนอนเอนกายพิงหัวเตียง พลางเลื่อนดูข้อความในโทรศัพท์มือถือ
เหมิงฮุ่ยลี่นอนขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา หลับตาพริ้มพักผ่อนอย่างมีความสุข
หลังจากพักผ่อนได้เพียงครู่เดียว เฉินเซียวก็เริ่มซุกซนขึ้นมาอีกครั้ง
เหมิงฮุ่ยลี่ครางอืออา “อ๊า ไม่เอาแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปเดินชอปปิงอีกนะ......”
กว่าหนึ่งชั่วโมงให้หลัง ทั้งคู่จึงได้เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างแท้จริง
บ่ายวันรุ่งขึ้น กว่าเฉินเซียวจะลากเหมิงฮุ่ยลี่ให้ลุกจากเตียงได้ก็เล่นเอาเหนื่อย
“นี่ยังไม่ได้เริ่มชอปปิงเลยนะ หมดไปครึ่งวันแล้วเนี่ย”
เหมิงฮุ่ยลี่ทำปากยื่น “ก็เป็นเพราะนายนั่นแหละ!”
เฉินเซียวหัวเราะร่วน “ฮ่าฮ่าฮ่า ก็ได้ ๆ โทษฉันเอง”
หลังจากให้โรงแรมนำอาหารกลางวันขึ้นมาเสิร์ฟที่ห้อง และจัดการมื้ออาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองจึงลงไปเดินชอปปิงกันอย่างเป็นทางการ
การเดินชอปปิงสำหรับผู้หญิงแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับยาโด๊ปชั้นดีเลย
เหมิงฮุ่ยลี่ที่นอนหมดสภาพอยู่ในห้อง พอได้ก้าวเท้าออกจากประตูเท่านั้นแหละ ก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
เธอควงแขนเฉินเซียว เดินกระโดดโลดเต้นชี้ชวนให้ดูของแปลกใหม่ไปตลอดทาง
บางทีอาจจะตื่นเต้นจนเกินไปหน่อย ตอนที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดหน้าห้างสรรพสินค้าจีเต๋อ เธอเกิดก้าวพลาดจนเกือบจะล้มหน้าคะมำ
โชคดีที่เฉินเซียวตาไว คว้าตัวเธอไว้ได้ทันท่วงที
เหมิงฮุ่ยลี่หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
“ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เหมิงฮุ่ยลี่ตบหน้าอกตัวเองเบา ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “ฉันไม่เป็นไรหรอก แต่ว่าซิปกระเป๋าฉันมันไปขูดรถคนอื่นเข้าน่ะสิ......”
เฉินเซียวมองตามไป ก็เห็นรถฮอนด้าแจ๊สสีขาวคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน
ซิปกระเป๋าเป้ของเหมิงฮุ่ยลี่ ขูดประตูรถจนเป็นรอยตื้น ๆ
เฉินเซียวปลอบโยน “ไม่เป็นไรหรอก ลองดูสิว่ามีเบอร์โทรศัพท์เจ้าของรถทิ้งไว้ไหม เดี๋ยวพวกเราชดใช้ค่าเสียหายให้เขาก็สิ้นเรื่อง”
เหมิงฮุ่ยลี่ทำท่าทางเหมือนเด็กที่ทำความผิด เธอก้มหน้าลงและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ขอโทษนะเฉินเซียว ฉันนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ”
สำหรับเด็กสาววัยนี้ การทำรถคนอื่นเป็นรอยถือเป็นเรื่องใหญ่คอขาดบาดตายเลยทีเดียว
ยิ่งในยุคปี 2010 ที่รถยนต์ยังมีไม่เกลื่อนเมือง รถยนต์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและราคาแพง
ตอนนั้นเอง ก็มีหนุ่มผมทองคนหนึ่งเดินลงมาจากรถ พอเดินอ้อมมาดูรอยขูดที่ประตูรถ เขาก็ฟิวส์ขาดทันที
เขาชี้หน้าด่าเหมิงฮุ่ยลี่สาดเสียเทเสีย “อีตาบอดเอ๊ย! รถฉันเพิ่งซื้อมาใหม่ ๆ เลยนะ!”
เหมิงฮุ่ยลี่ตกใจจนตัวสั่น ถอยหลังกรูดไปครึ่งก้าว
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินเซียวค่อย ๆ เลือนหายไป รถใหม่ป้ายแดงโดนขูด ใคร ๆ ก็ต้องโมโหเป็นธรรมดา อันนี้พอเข้าใจได้
แต่การมาด่าทอหยาบคายโดยไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุแบบนี้ มันชักจะเกินไปหน่อยแล้ว
เฉินเซียวพูดเสียงเรียบ “รอยขูดรอยเดียวของรถคุณ...... ราคาเท่าไหร่?”
หนุ่มผมทองกวาดตามองเฉินเซียวตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าที่เขาใส่ดูแล้วก็น่าจะราคาหลักพัน น่าจะมีปัญญาจ่ายค่าเสียหายได้ จึงจ้องเขม็งแล้วตะคอกกลับไปว่า
“รถฉันเพิ่งซื้อมาใหม่ ๆ แกขูดเป็นรอยแบบนี้ แกต้องจ่ายค่าเสื่อมราคาให้ฉันด้วย!”
เฉินเซียวถามย้ำอีกครั้ง “ผมถามว่า รอยขูดรอยเดียวราคาเท่าไหร่?”
รอยตื้น ๆ แบบนี้ เอาไปเข้าอู่ซ่อมรถธรรมดา ๆ จ่ายแค่ร้อยสองร้อยหยวนก็ซ่อมเสร็จแล้ว
แต่หนุ่มผมทองกลับอึกอักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะโพล่งออกมาว่า “ยะ อย่างต่ำก็ต้องพันนึง!”
เฉินเซียวพยักหน้ารับ ดึงตัวเหมิงฮุ่ยลี่มาหลบด้านหลัง หยิบเงินปึกหนึ่งออกจากกระเป๋าสะพาย แล้วปาใส่หน้าอกหนุ่มผมทองอย่างแรง
จากนั้นเขาก็จับมือเหมิงฮุ่ยลี่ที่กำกุญแจรถอยู่ แล้วเอาไปขูดรถฮอนด้าแจ๊สคันนั้นซ้ำ ๆ อย่างเมามัน
หนุ่มผมทองอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะด่าลั่น “เชี่ยเอ๊ย! แกวอนหาที่ตายใช่ไหม!”
เฉินเซียวแค่นหัวเราะเยาะ “ไม่อยากได้เงินแล้วเหรอ? งั้นเอาคืนมา เดี๋ยวผมจะเอาไปซ่อมรถให้คุณเอง”
หนุ่มผมทองกอดเงินไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือ แต่ก็ไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรมาห้ามปราม ได้แต่ยืนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด
เหมิงฮุ่ยลี่พูดด้วยความเป็นห่วง “เฉินเซียว หรือว่าเราจะพอแค่นี้เถอะ ยังไงเรื่องนี้ฉันก็เป็นคนผิดเอง”
เฉินเซียวตบหลังเธอเบา ๆ “ไม่ต้องกลัวไปหรอก เราจ่ายเงินให้เขาไปแล้ว ถ้าขูดไม่ครบสิบที ก็เท่ากับว่าเรายอมเสียเปรียบให้คนบางคนน่ะสิ?”
พูดจบ เขาก็พาเหมิงฮุ่ยลี่ขูดรถต่อไปอย่างเมามัน
ไม่นานนัก รถฮอนด้าแจ๊สคันงามก็เต็มไปด้วยรอยขูดขีดลึก ๆ ทั่วทั้งสี่ด้าน
แม้ว่าเหมิงฮุ่ยลี่จะกลัวว่าเฉินเซียวจะเสียเปรียบ แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่า การทำแบบนี้มันช่างสะใจจริง ๆ
เฉินเซียวเอ่ยถาม “สะใจพอหรือยัง? จะให้เพิ่มอีกสิบทีไหม?”
หนุ่มผมทองที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตัวสั่นเทา
คนที่ไม่เห็นคุณค่าของเงินแบบนี้ ใช่ว่าจะไปตอแยด้วยง่าย ๆ ซะเมื่อไหร่?
หากโดนหมายหัวขึ้นมา แค่เขายอมควักเงินสักแสนหยวน ชีวิตของตัวเองก็คงจะหาความสงบสุขไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“ละ ลูกพี่ครับ ผมผิดไปแล้ว เราเลิกแล้วต่อกันเถอะครับ ลูกพี่ดูสิ มือพี่สะใภ้แดงไปหมดแล้ว......”
เฉินเซียวไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา เพียงแค่หันไปถามความเห็นของเหมิงฮุ่ยลี่เท่านั้น
เหมิงฮุ่ยลี่กระซิบเสียงเบา “มะ ไม่เอาแล้วดีกว่า มันสิ้นเปลืองเกินไป......”
ในเมื่อเธอคลายความโกรธลงแล้ว เฉินเซียวก็ตั้งใจจะยุติเรื่องราวเพียงเท่านี้
แต่ใครจะไปคิดว่า จู่ ๆ ก็มีชายแปลกหน้าสองคนโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ หนึ่งในนั้นถือถังดับเพลิงมาด้วย พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นว่า
“อย่าเพิ่งเลิกสิ ฉันขอสมทบทุนเพิ่มอีกหมื่นนึง”
พูดจบ เขาก็โยนเงินปึกหนึ่งให้หนุ่มผมทอง แล้วใช้ถังดับเพลิงทุบกระจกรถอย่างบ้าคลั่ง
หนุ่มผมทองยืนนิ่งอยู่กับที่แทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
ฉันแค่มาจอดรถตรงนี้ ทำไมถึงต้องมาเจอพวกบ้าบออะไรแบบนี้ด้วยวะเนี่ย......
เฉินเซียวถึงกับยืนงง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?
ชายหนุ่มคนนั้นดูท่าทางจะไม่ค่อยมีแรงเท่าไหร่ หลังจากทุบกระจกรถจนแตกละเอียดหมดทุกบาน เขาก็เริ่มหอบหายใจแฮ่ก ๆ ก่อนจะโยนถังดับเพลิงให้ชายร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วเดินมาหาเฉินเซียว
“น้องชาย ฉันถูกใจนายว่ะ”
เฉินเซียวสะดุ้งโหยง รีบถอยหลังกรูดไปครึ่งก้าว
ชายหนุ่มเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าคำพูดของตัวเองมันชวนให้คิดลึก เขาจึงตบปากตัวเองฉาดใหญ่ “เวรเอ๊ย! ปากพาซวยจริง ๆ”
“น้องชายอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ พอดีเมื่อกี้ฉันยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ แล้วเกิดถูกใจนิสัยใจคอของนายขึ้นมาน่ะ ก็เลยอยากจะขอร่วมแจมด้วยความสนุกชั่ววูบ นายอย่าบอกใครนะว่ามันโคตรจะสะใจเลย ฮ่าฮ่าฮ่า......”
เฉินเซียว “......”