- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 33 ออกมากินข้าวนอกบ้าน อย่าไปสนใจเรื่องราคา
บทที่ 33 ออกมากินข้าวนอกบ้าน อย่าไปสนใจเรื่องราคา
บทที่ 33 ออกมากินข้าวนอกบ้าน อย่าไปสนใจเรื่องราคา
บทที่ 33 ออกมากินข้าวนอกบ้าน อย่าไปสนใจเรื่องราคา
ช่วงบ่ายทันทีที่ตลาดเปิด หวังเผิงและเซียวซวี่ก็เข้าสู่โหมดทำงานอย่างเคร่งเครียดทันที
หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือดมาสองชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาก็ผลาญเงินไป 70 ล้าน และเสร็จสิ้นการสร้างฐาน
โชคดีที่วันนี้ไม่มีข่าวดีอะไรหลุดรอดออกมา ไม่อย่างนั้นทุนหุ้นคงต้องพุ่งสูงขึ้นไปอีกแน่นอน
“เฮ้อ......”
เมื่อเสร็จงาน ทั้งสองก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แต่ทว่าความกังวลก็เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว
เพราะการกระทำของพวกเขาในครั้งนี้ เท่ากับเป็นการผลักเงิน 70 ล้าน ให้ไปยืนอยู่บนปากเหว หากมีความเคลื่อนไหวผิดปกติแม้แต่นิดเดียว ก็อาจทำให้ทุกอย่างพังทลายลงได้ในพริบตา
แต่เฉินเซียวกลับดูพอใจมาก “เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้วันหยุดสุดสัปดาห์ ทุกคนไปพักผ่อนให้เต็มที่นะ”
หวังเผิงและเซียวซวี่ถึงกับอึ้ง ไม่ต้องทบทวนตลาดเหรอ? ไม่ต้องวิเคราะห์กลยุทธ์เหรอ? ไม่ต้องสืบหาข้อมูลข่าวสารเหรอ?
อ้อ จริงสิ พวกเราไม่มีนักวิเคราะห์ด้วยซ้ำ จะให้วิเคราะห์บ้าอะไรล่ะ......
งานที่ไม่ต้องทำโอที...... โคตรจะฟินเลยเว้ย!
เมื่อเห็นสองหนุ่มยืนเอ๋อ ซูถังก็แอบอมยิ้ม เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอก็เคยถูกการซื้อขายหุ้นแบบแหวกแนวของเจ้านายทำเอาอึ้งกิมกี่ไปเหมือนกัน
แต่มาตอนนี้ ต่อให้เจ้านายจะตัดสินใจอะไรที่ชวนช็อกกว่านี้ เธอก็คงไม่รู้สึกแปลกใจอะไรมากแล้วล่ะ
ลองคิดดูสิ จะมีเทพหน้าไหนที่สามารถปั้นเงินแสนให้กลายเป็นทุน 70 ล้านได้ภายในเวลาไม่กี่วัน?
คุณจะเอามาตรฐานคนปกติไปตัดสินเขา หรือเรียกร้องจากเขางั้นเหรอ?
นั่นไม่ได้แปลว่าเขาบ้าหรอกนะ แต่เป็นคุณต่างหากที่บ้า!
ซูถังพูดกลั้วหัวเราะ “อย่าทำหน้าไม่เชื่อสิ ตั้งใจทำงานให้ดี ไม่ช้าก็เร็วพวกคุณจะต้องดีใจที่เลือกมาทำงานที่นี่อย่างแน่นอน”
“อ้อ ครับคุณซู”
แม้ว่าบริษัทจะมีพนักงานแค่สองสามคน แต่เฉินเซียวก็ตั้งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายธุรการให้ซูถัง ดังนั้นการเรียกเธอว่าคุณซูก็ไม่ถือว่าผิดแปลกอะไร
พูดจบ ซูถังก็เดินเข้าไปในห้องทำงานของเจ้านาย เธออยากรู้ว่าเฉินเซียวมีอะไรจะสั่งอีกไหม ถ้าไม่มี เธอจะได้ไปเคลียร์งานของตัวเองต่อ
คนอื่นอาจจะพักได้ แต่เธอพักไม่ได้หรอกนะ
บริษัทเพิ่งเปิดใหม่ ยังมีแค่โครงสร้างเปล่า ๆ ยังมีอะไรต้องจัดการอีกเยอะ
หลังจากเคาะประตูและเดินเข้าไป ซูถังก็เอ่ยถาม
“เจ้านาย มีอะไรจะสั่งอีกไหมคะ?”
เฉินเซียวถามหยอกล้อ “เป็นไงบ้าง? เพิ่งตั้งทีมงาน เหนื่อยไหมล่ะ รู้สึกเสียใจบ้างหรือเปล่า?”
ซูถังตอบยิ้ม ๆ “เจ้านายคะ คุณคงไม่เข้าใจความสนุกของการได้ปั้นทีมงานด้วยมือตัวเอง ตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย จนค่อย ๆ เติบโตแข็งแกร่งขึ้นมาหรอกค่ะ”
เฉินเซียวชะงักไป ในใจคิดว่าฉันก็เริ่มจากศูนย์เหมือนกันนะเนี่ย
เห็นได้ชัดว่า ซูถังคิดว่าเขาเป็นทายาทตระกูลดังที่ถูกส่งมาฝึกฝนงานซะแล้ว
แต่ก็ช่างเถอะ ขอแค่เธอมีความสุขและภาคภูมิใจในงานที่ทำก็พอแล้ว
“เบิกเงินสดจากบัตรใบนี้มา 240,000 หยวนนะ 200,000 เก็บไว้ที่คุณ สำหรับจ่ายค่าเช่า ซื้อของใช้ในออฟฟิศ แล้วก็เป็นค่าใช้จ่ายจิปาถะ ส่วนอีก 40,000 เอามาให้ผมที่ห้อง”
“หา?” ซูถังอ้าปากค้าง ในยุคนี้ค่าเช่าออฟฟิศเดือนละหมื่นกว่าหยวน จ่ายล่วงหน้าทีละสามเดือน “เงินเยอะขนาดนี้...... จะเอาไปซื้อของใช้ในออฟฟิศอะไรคะ?”
เฉินเซียวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “คุณลองไปเสิร์ชในเน็ตดูนะ เอามาตรฐานแบบซิลิคอนแวลลีย์หรือวอลล์สตรีตของอเมริกาเลยก็แล้วกัน”
ซูถัง “......”
“อ้อ ดะ ได้ค่ะ”
ซูถังหันหลังเดินลงบันไดไป ไม่นานก็ถือเงินสดปึกใหญ่สี่ปึกกลับมาส่งให้เฉินเซียว
ในยุคที่ยังไม่มีระบบชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด เงินสดก็ยังคงเป็นราชาอยู่ดี
พรุ่งนี้ต้องพาเหมิงฮุ่ยลี่ไปเดินห้าง เลยต้องเตรียมเงินสดติดตัวไว้หน่อย
เมื่อเห็นเฉินเซียวกำลังคุยโทรศัพท์ ซูถังก็ยืนรออยู่เงียบ ๆ
“อืม คืนนี้มาเลยนะ ฉันจองโรงแรมไว้แล้ว”
“โอเค แล้วเจอกัน”
เฉินเซียววางสาย แล้วหันมาพูดกับซูถัง “ซูถัง ขาลงไปฝากแวะจองโรงแรมให้ด้วยนะ ทิ้งคีย์การ์ดไว้ที่เคาน์เตอร์เลย”
ซูถังรับคำหน้าตาเฉย “ได้ค่ะ”
“อืม”
......
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เหมิงฮุ่ยลี่ก็มาถึงใต้ตึกสำนักงาน
เฉินเซียวที่กำลังเล่นเกมเศรษฐีในมือถือเพลิน ๆ ก็รับสาย
“ฮัลโหล? เฉินเซียว นายอยู่ชั้นไหนเนี่ย ฉันมาถึงแล้ว”
“อ้อ ฉันอยู่ชั้น 28 แวะซื้อกระเป๋าสะพายข้างขึ้นมาให้ใบหนึ่งสิ”
“หา? ซื้อกระเป๋าสะพายข้าง? ดะ ได้สิ”
เหมิงฮุ่ยลี่เดินเข้าไปในร้านอุปกรณ์กีฬาที่อยู่ใกล้ ๆ เลือกอยู่นานกว่าจะได้กระเป๋าที่คิดว่าเข้ากับบุคลิกของเฉินเซียว หมดเงินไปสี่ร้อยกว่าหยวน แล้วก็รีบขึ้นลิฟต์ไปหาเขาอย่างอารมณ์ดี
เธอเดินตามข้อความที่เฉินเซียวส่งมา จนมาถึงออฟฟิศกว้างขวาง แต่กลับไม่พบใครเลยสักคน
“ฉะ เฉินเซียว?”
เหมิงฮุ่ยลี่ร้องเรียกด้วยความประหม่า
“อยู่นี่”
เฉินเซียวร้องตอบออกมาจากในห้องทำงาน
เหมิงฮุ่ยลี่เดินตามเสียงจนเจอห้องทำงาน พอเห็นเฉินเซียวนั่งอยู่ที่โต๊ะ เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ? ไม่เห็นมีใครเลย”
“อ้อ ออฟฟิศเพิ่งเช่าวันนี้น่ะ”
เหมิงฮุ่ยลี่ชะงัก ออฟฟิศเหรอ? เธอเห็นเฉินเซียวไม่ได้เล่าอะไร ก็เลยไม่กล้าถามมาก
เธอยกถุงกระดาษขึ้นมา “เฉินเซียว ดูสิ กระเป๋าที่ฉันซื้อมาให้ นายชอบไหม?”
เฉินเซียวพยักหน้า “ดีมาก เอาเงินใส่กระเป๋า แล้วสะพายตามฉันมา”
เหมิงฮุ่ยลี่ “!???”
ไม่ใช่ว่านายอยากได้กระเป๋าเหรอ? สรุปก็คือให้ฉันซื้อมาสะพายเองงั้นสิ?
เธอหันไปมองบนโต๊ะ แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นธนบัตรปึกหนาสี่ปึกวางอยู่บนนั้นอย่างไม่แยแส
เกิดมาจนป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นเงินเยอะขนาดนี้กองอยู่ตรงหน้า
เหมิงฮุ่ยลี่ทำตามที่เฉินเซียวบอก เธอโกยเงินใส่กระเป๋าด้วยมือที่สั่นเทา หายใจหอบถี่ ก่อนจะกอดกระเป๋าไว้แน่นทั้งสองมือ
เฉินเซียวหันมาเห็นเข้า ก็ถึงกับส่ายหน้า
“อย่าเกร็งไปเลยน่า แค่สี่หมื่นเอง เอาไว้เป็นค่าขนมช่วงสุดสัปดาห์นี้ไง”
เหมิงฮุ่ยลี่ “()”
“ค่า ค่าขนม...... สี่ สี่หมื่น?”
“รีบเดินสิ ร้านอาหารชั้นล่างน่ะ ถ้าไปช้าเดี๋ยวก็ไม่มีโต๊ะหรอก” เฉินเซียวพูดพลางเดินนำออกไป
“อ้อ อ้อ”
เหมิงฮุ่ยลี่สะพายกระเป๋าตัวเองไว้ที่ไหล่ข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็สะพายกระเป๋าที่ใส่เงินไว้แน่น เอามือกุมไว้แล้วรีบวิ่งตามไป
ย่านธุรกิจใจกลางเมือง เป็นแหล่งรวมร้านอาหารระดับไฮเอนด์ของจินหนิง
ที่นี่เป็นที่ที่มีนักธุรกิจระดับสูงพลุกพล่านที่สุด บริการต่าง ๆ จึงถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบครันเพื่อให้เหมาะสมกับระดับของลูกค้า
ตอนห้าโมงเย็นกว่า ๆ ร้านอาหารที่เฉินเซียวเล็งไว้ก็คนแน่นเอี๊ยดแล้ว
เขาแบมือออก “เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้วว่าช้า”
เหมิงฮุ่ยลี่ “......”
“งั้นก็เปลี่ยนร้านสิ?”
“ก็ได้ ร้านต่อไปเธอเป็นคนเลือกนะ” เฉินเซียวบอก
เหมิงฮุ่ยลี่เดินวนดูอยู่รอบหนึ่ง ก่อนจะชี้ไปที่ร้านอาหารที่ตกแต่งด้วยสีสันฉูดฉาด
“เอา ร้านนั้น ดีไหม?”
เฉินเซียวมองไป อ้อ ร้านอาหารญี่ปุ่นนี่เอง
“เอาสิ ตามใจเธอ”
ทั้งสองเดินเข้าไปในร้าน พนักงานก็รีบเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
กลุ่มคนตะโกนอะไรสักอย่างที่ฟังไม่รู้เรื่อง... เฉินเซียวเองก็ฟังไม่ออกเหมือนกัน
การตกแต่งภายในร้านดูฉูดฉาดยิ่งกว่าข้างนอกเสียอีก บนผนังมีโปสเตอร์รูปคนสีเหลืองซีดติดอยู่ แถมยังมีรูปนักซูโม่กับองค์ประกอบอะไรก็ไม่รู้อีกเพียบ
ผ้าที่ห้อยระย้าลงมาก็ดูละลานตาไปหมด
จะหรูหราไฮโซหรือเปล่าเฉินเซียวไม่รู้หรอก รู้แค่ว่ามองแล้วตาลาย
ส่วนเหมิงฮุ่ยลี่กลับดูตื่นตาตื่นใจกับทุกอย่างไปหมด พอเธอนั่งลงแล้วเปิดดูเมนู เธอก็ถึงกับตาโต
ก่อนจะก้มหน้าลงนิด ๆ เอาเมนูปิดหน้า แล้วกระซิบเสียงเบาว่า
“ฉะ เฉินเซียว...... เราเปลี่ยนร้านกันดีไหม?”
“หืม? ทำไมล่ะ?”
เหมิงฮุ่ยลี่ตอบ “ร้านนี้แพงมากเลย”
เฉินเซียวไม่แม้แต่จะมองเมนูด้วยซ้ำ เขาพูดขึ้นว่า “ออกมากินข้าวนอกบ้าน อย่าไปสนใจเรื่องราคา สั่งอาหารมาเลย”
เหมิงฮุ่ยลี่ “......”