- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 30 ใครอยากจะได้หัวใจของนายกันล่ะ?
บทที่ 30 ใครอยากจะได้หัวใจของนายกันล่ะ?
บทที่ 30 ใครอยากจะได้หัวใจของนายกันล่ะ?
บทที่ 30 ใครอยากจะได้หัวใจของนายกันล่ะ?
ไม่ใช่แค่เพียงเพราะคำพูดทิ่มแทงใจดำของหญิงสาวน่ารักอ่อนหวานคนนี้เท่านั้น
แต่ยังมีอีกเรื่องที่เธอคิดไม่ตก ทำไมจู่ ๆ ข้างกายเฉินเซียวถึงมีสาวสวยโผล่มาไม่ซ้ำหน้าเลยล่ะ
หรือว่าเขาตั้งใจหามาเพื่อยั่วโมโหเธอ?
อืม บางทีอาจจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้!
......
เฉินเซียวไม่คาดคิดเลยว่าถานเฉิงจะบังเอิญเดินผ่านมาพอดี เขาไม่ได้ตั้งใจจะอวดอ้างอะไรเลยสักนิด
“อย่าพูดเกินจริงไปหน่อยเลย ฉันก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรอย่างที่เธอพูดหรอก”
เซี่ยอวี่เตี๋ยเถียงกลับทันควัน “ไม่จริงหรอก นายวิเศษที่สุดเลยต่างหาก”
“ในเมื่อนายไม่มีแฟน...... งั้นฉันก็เบาใจได้แล้วล่ะ”
เฉินเซียว “......”
“เธอหมายความว่ายังไง?”
เซี่ยอวี่เตี๋ยจ้องมองเขาด้วยสายตาหวานซึ้ง “ไม่ต้องเกร็งไปหรอก ตอนแรกฉันยังแอบคิดหนักอยู่เลยว่าจะแย่งนายมาจากแฟนดีไหม แต่ในเมื่อตอนนี้รู้แล้วว่านายไม่มีใคร ฉันก็ไม่มีอะไรให้ต้องรู้สึกลำบากใจอีกแล้วล่ะ”
“นะ นี่เธอพูดเรื่องอะไรเนี่ย? ถ้าฉันไม่มีแฟน ก็ไม่มีใครสามารถแย่งชิงหัวใจของฉันไปได้หรอกนะ”
“ใครอยากจะได้หัวใจของนายกันล่ะ? เป้าหมายของฉันคือการได้ครอบครองเรือนร่างของนายต่างหากล่ะ”
เฉินเซียว “......”
“เอ่อ...... ฉันยังมีธุระต้องไปทำอีก เธอค่อย ๆ กินไปนะ”
พูดจบ เฉินเซียวก็คว้าโทรศัพท์มือถือแล้ววิ่งหนีไปทันที
เซี่ยอวี่เตี๋ยมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหล
“จุ๊ ๆ ดูช่วงขานั่นสิ... เสน่ห์แรงจนแทบจะกลืนกินวิญญาณได้เลยนะเนี่ย แล้วดูเอวนั่นสิ... มันคือมีดที่พร้อมจะปลิดชีพสาว ๆ ได้เลยนะ...... เพอร์เฟกต์สุด ๆ ไปเลย!”
“สูดดด~~”
......
เฉินเซียววิ่งหนีไปได้หลายสิบเมตร ถึงกล้าหันกลับไปมอง
“ฟู่~~”
“สาว ๆ สมัยนี้ น่ากลัวกันขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”
สายตาของเซี่ยอวี่เตี๋ยที่มองมา ราวกับอยากจะจับเขาแก้ผ้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
ทั้ง ๆ ที่เธอดูเป็นเด็กสาวร่างเล็กน่ารักน่าทะนุถนอม แต่กลับเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับร่างกายของเขาตลอดเวลา แบบนี้ใครมันจะไปทนไหว?
เมื่อดูเวลา ก็ใกล้จะเก้าโมงเช้าแล้ว
เฉินเซียวจึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
หลังจากกลับไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว เขาก็มานั่งประจำที่อยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ
ทันทีที่เปิดตลาด หุ้นบริษัทจื้อซินกวงเตี้ยนก็พุ่งกระฉูดจนติดซิลลิ่งในพริบตา
เดิมทีเฉินเซียวตั้งใจจะขายหุ้นทิ้ง แต่พอเหลือบไปเห็นข้อความลึกลับเข้า เขาก็ชะงักไปทันที
[วันที่ 4 มิถุนายน หุ้นของบริษัทจื้อซินกวงเตี้ยนเพิ่มขึ้นสูงสุด 10.00%]
กลับกลายเป็นว่าข้อความนั้นเป็นข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นจื้อซินกวงเตี้ยนอีกแล้ว
นั่นหมายความว่าพรุ่งนี้ราคาหุ้นก็จะพุ่งทะยานจนติดซิลลิ่งอีกครั้ง
เฉินเซียวรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย นั่นเท่ากับว่าวันนี้เขาจะไม่สามารถทำการซื้อขายหุ้นใด ๆ ได้เลย
ในเมื่อตอนนี้มันพุ่งขึ้นไปติดเพดานซิลลิ่งแล้ว พรุ่งนี้ราคาก็จะดีดตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 10% อย่างแน่นอน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดเหตุการณ์พลิกผันใด ๆ ขึ้นอีก
นับตั้งแต่เริ่มต้นลงทุนมาจนถึงวันนี้ ราคาหุ้นของเขาปรับตัวสูงขึ้นไปแล้วถึง 30% ซึ่งทำกำไรให้เขาได้เป็นกอบเป็นกำถึง 4.8 ล้านหยวนเลยทีเดียว
หากพรุ่งนี้ราคาพุ่งทะยานจนติดซิลลิ่งอีกครั้ง ผลกำไรของเขาก็จะเพิ่มพูนขึ้นไปเป็น 6.4 ล้านหยวนอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่น่าเชื่อว่าเฉินเซียวจะรู้สึกหงุดหงิดใจ เพียงเพราะวันนี้เขาทำเงินเพิ่มได้อีกแค่ล้านกว่าหยวนเท่านั้นเอง
จู่ ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าตัวเองเริ่มโลภมากจนเกินพอดีเสียแล้ว
เขาส่ายหัวสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้งไป ก่อนจะปิดโทรศัพท์มือถือแล้วลุกไปเรียน
ถึงยังไงการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงนี้ก็ราบรื่นดี ไม่มีปัญหาอะไรให้ต้องกังวลอยู่แล้ว
ส่วนจี๋หรงเจิงก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สีหน้าของเขากลับดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
ไม่รู้เหมือนกันว่าสาวน้อยจากคณะดุริยางคศิลป์ที่ชื่อหม่าอี้เจียคนนั้น จะเดินตามรอยความสัมพันธ์แบบเดียวกับเหมิงฮุ่ยลี่ในชาติก่อนหรือเปล่านะ
แต่ถึงกระนั้น เรื่องพวกนี้มันก็เป็นเพียงแค่ความคิดเรื่อยเปื่อยที่เฉินเซียวเอาไว้คิดเล่น ๆ ฆ่าเวลาในยามว่างเท่านั้นแหละ พอถึงเวลาเรียน เขาก็ไม่มีเวลามามัวนั่งคิดเรื่องพรรค์นี้อีกแล้ว แค่รับมือกับเซี่ยอวี่เตี๋ยคนเดียว เขาก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว
เพื่อนร่วมชั้นปี 2 ห้อง 2 ต่างก็พากันตกตะลึงจนตาค้าง
ที่โต๊ะด้านหลังสุด มีสาวน้อยหน้าตาน่ารักระดับเทพธิดาคนหนึ่งนั่งอยู่เคียงข้างเฉินเซียว แถมเธอยังคอยก่อกวนเขาไม่หยุดหย่อนอีกด้วย
ในขณะที่เฉินเซียวเอาแต่เบี่ยงตัวหลบด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเอือมระอา
“เธอก็ไม่ได้อยู่คณะเรานี่นา แล้วจะมานั่งเรียนวิชานี้ทำไมเนี่ย?”
เซี่ยอวี่เตี๋ยจ้องหน้าเฉินเซียวแล้วตอบกลับไปว่า “ก็ฉันชอบวิชานี้อะ จะมานั่งเรียนด้วยไม่ได้หรือไง?”
เฉินเซียวถึงกับพูดไม่ออก “เธอรู้หรือเปล่าว่านี่มันวิชาอะไร?”
เซี่ยอวี่เตี๋ยชะงักไปเล็กน้อย “ไม่รู้หรอก แต่ยังไงฉันก็ชอบอยู่ดี!”
เฉินเซียว “......”
สิ่งที่เธอชอบน่ะ มันใช่วิชาเรียนซะที่ไหนเล่า?
“โอเค ๆ ๆ เธอจะมานั่งเรียนก็ตามสบาย แต่ช่วยเลิกเอานิ้วมาจิ้มฉันสักทีได้ไหม?”
เซี่ยอวี่เตี๋ยตอบหน้าตาเฉย “ไม่เป็นไรหรอก นายเรียนของนายไปเถอะ ฉันก็เล่นของฉันไป”
เฉินเซียว “ฉันล่ะโครต......”
......
เมื่อถานเฉิงเห็นเด็กผู้หญิงที่แอบด่าเธอว่าตาบอดเมื่อเช้ามานั่งอยู่ข้าง ๆ เฉินเซียว เธอก็แอบสบถด่าในใจ “เธอนั่นแหละที่ตาบอด”
“หล่อแล้วมันกินได้หรือไง? ไม่มีเงินก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก”
กว่าจะทนรอจนหมดคาบเรียนได้ เฉินเซียวก็รีบกระโดดข้ามโต๊ะหนีไปทันที
แม้แต่ท่วงท่าในการกระโดดหนีของเขา ในสายตาของเซี่ยอวี่เตี๋ยมันก็ยังดูเท่บาดใจอยู่ดี
บริเวณระเบียงด้านหลังห้องเรียน มีพวกเพื่อนผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังยืนสูบบุหรี่และเอ่ยปากแซวเฉินเซียวอยู่
“เฮ้ย ไอ้เซียว แหม ๆ ๆ ช่วงนี้เสน่ห์แรงไม่เบานะ”
“ไปสอยสาวสวยระดับนางฟ้าแบบนั้นมาได้ยังไงวะเนี่ย?”
“ในหอพักเธอพอจะมีเพื่อนสไตล์เดียวกันเหลืออยู่บ้างไหม? แนะนำให้พวกเราสักคนสิเว้ย”
......
เฉินเซียวหัวเราะด่ากลับไป “ไสหัวไปไกล ๆ เลยไอ้พวกบ้า ฉันกับยัยนั่นไม่ได้สนิทอะไรกันเลยสักนิด”
คำปฏิเสธของเขาเรียกเสียงโห่ฮาจากเพื่อน ๆ ได้เป็นอย่างดี
อีกด้านหนึ่ง เหมิงฮุ่ยลี่เดินเข้าไปหาเซี่ยอวี่เตี๋ยด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“เธอออกมาคุยกันหน่อยสิ”
เซี่ยอวี่เตี๋ยชะงักไปเล็กน้อย เมื่อมองดูหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งและสวยสะดุดตาคนนี้ เธอก็พอจะเดาออกว่านี่คงจะเป็นศัตรูหัวใจของเธอแน่ ๆ
เธอฉีกยิ้มหวาน “ได้สิคะ”
ทั้งสองเดินไปหาที่ลับตาคน แล้วยืนจ้องหน้ากันเขม็งอย่างไม่มีใครยอมใคร
เซี่ยอวี่เตี๋ยเปิดฉากถามก่อน “เธอเป็นแฟนของเฉินเซียวงั้นเหรอ?”
เหมิงฮุ่ยลี่อึ้งไป แฟนงั้นเหรอ? ตอนแรกตกลงกันไว้ว่าแค่เล่น ๆ กันเฉย ๆ นี่นา......
แต่ตอนนี้แม้ว่าเธอจะหลงใหลในเสน่ห์ของเฉินเซียว แต่ก็แอบหวั่นใจในอิทธิพลของเขาอยู่ไม่น้อย ผู้ชายเพียบพร้อมขนาดนี้ เธอจะสามารถควบคุมเขาได้จริง ๆ หรือ?
เหมิงฮุ่ยลี่ตระหนักได้ว่า โอกาสนั้นแทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว
“ไม่ใช่ แล้วมันจะทำไมล่ะ?”
แม้ว่าคำพูดของเธอจะฟังดูขาดความมั่นใจ แต่น้ำเสียงที่ใช้กลับแข็งกร้าวและไม่ยอมแพ้
“คิกคิกคิก......”
เซี่ยอวี่เตี๋ยหัวเราะเบา ๆ “ในเมื่อเธอไม่ใช่แฟนของเฉินเซียว แล้วเธอจะมาตั้งคำถามกับฉันทำไมล่ะ? หรือจะมาตำหนิที่ฉันไปแย่งเพื่อนผู้ชายร่วมชั้นของเธอมางั้นเหรอ?”
เหมิงฮุ่ยลี่ “......”
“น้องสาว ฉันหวังดีกับเธอหรอกนะ หัวใจของเฉินเซียวน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะสามารถครอบครองได้หรอก”
เซี่ยอวี่เตี๋ยทำหน้าตาดุดัน ดันหน้าอกไปข้างหน้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเอาเรื่องว่า “ใครเป็นน้องสาวเธอฮะ? เอามาเทียบกันดูไหมล่ะ ของฉันใหญ่กว่าของเธอตั้งครึ่งชั่งแน่ะ!”
“พรวด~~”
ประโยคนี้ทำเอาเหมิงฮุ่ยลี่หลุดขำออกมาจนได้
“ไม่ใช่ ๆ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่ฉันเตือนเธอด้วยความหวังดีจริง ๆ นะ”
เซี่ยอวี่เตี๋ยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ใครอยากจะได้หัวใจของเขากันล่ะ? เอาเวลาไปเล่นเกมยังจะมีความสุขซะกว่า ฉันก็แค่อยากได้เรือนร่างของเขาเท่านั้นแหละ!”
เหมิงฮุ่ยลี่อ้าปากค้าง แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอเนี่ย?
แถมเธอยังเป็นสาวน้อยนักเล่นเกมตัวยงอีกด้วย......
ในที่สุด เซี่ยอวี่เตี๋ยก็เอ่ยเตือนด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ฉันขอเตือนเธอไว้อย่างนะ ห้ามเข้ามาขัดขวางฉันเด็ดขาด แน่นอนว่าฉันเองก็จะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องของเธอเหมือนกัน ฮึ!”
พูดจบ เธอก็สะบัดหน้าเดินหนีไปอย่างเย่อหยิ่ง
เหมิงฮุ่ยลี่รู้สึกปวดหัวตึบ ๆ กับคนแบบนี้ เธอไม่มีวิธีรับมือที่ดีเอาเสียเลย
ที่สำคัญที่สุดคือ เธอไม่รู้ว่าเฉินเซียวจะชอบสาวน้อยคนนี้หรือเปล่า ถ้าหากเธอลงมือรุนแรงเกินไปจนทำให้เขาไม่พอใจ มันก็คงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
“เฮ้อ! ช่างมันเถอะ”
“ถึงยังไงเขาก็ไม่ใช่แฟนฉันอยู่แล้วนี่นา”
ถ้าเป็นคนอื่น เหมิงฮุ่ยลี่คงจะเปลี่ยน “คู่ควง” ไปแล้วล่ะ
แต่กับเฉินเซียวนั้นมันไม่เหมือนกัน นอกจากเธอจะหลงใหลในความแข็งแกร่งของเขาแล้ว เธอยังใฝ่ฝันถึงชีวิตในแบบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนอีกด้วย
ในมหาวิทยาลัยที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ การจะหาผู้ชายที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลแบบนี้ได้อีกคน คงจะเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ในคาบเรียนที่สอง เฉินเซียวจงใจย้ายไปนั่งแทรกอยู่ระหว่างฉินซินกับเสิ่นเฉิง
แต่ใครจะไปคาดคิด ว่าเซี่ยอวี่เตี๋ยจะทำหน้าตาน่าสงสาร แล้วเข้าไปเขย่าแขนฉินซินเบา ๆ
“พี่ชายสุดหล่อคะ หนูอยากจะไปนั่งข้าง ๆ เฉินเซียวจังเลยค่ะ”
ฉินซินอึ้งไป เขารีบเอามือลูบแขนเพื่อขับไล่ขนลุกซู่ ก่อนจะลุกพรวดขึ้นแล้ววิ่งหนีไปทันที
“เวรเอ๊ย! พ่อไปล่ะเว้ย”
เฉินเซียว “เฮ้ย ๆ ๆ ไอ้บ้าเอ๊ย ทนเอาไว้สิวะ อย่าเพิ่งหนีสิ!”
“คิกคิกคิก......”
เซี่ยอวี่เตี๋ยหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ ก่อนจะเข้าไปนั่งเบียดข้าง ๆ เฉินเซียวได้สำเร็จอีกครั้ง
เหมิงฮุ่ยลี่กลอกตาบนอย่างเอือมระอา ก่อนจะหันหลังกลับไป เพื่อไม่ให้ต้องทนเห็นภาพบาดตาบาดใจอีกต่อไป
แต่คนบางคนที่นั่งอยู่แถวหน้า ภายในใจกลับว้าวุ่นราวกับถูกสาดด้วยเครื่องปรุงรสหลากชนิด ทั้งเปรี้ยว หวาน ขม เผ็ด เค็ม ปะปนกันไปหมด