- หน้าแรก
- อยากตายใจจะขาด แต่สวรรค์ดันให้ข้าเป็นจักรพรรดิเซียน
- บทที่ 35 - อวี๋เจิ้นเทียน
บทที่ 35 - อวี๋เจิ้นเทียน
บทที่ 35 - อวี๋เจิ้นเทียน
บทที่ 35 - อวี๋เจิ้นเทียน
อ่อนแอเกินไปงั้นหรือ
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ศิษย์ของสำนักทมิฬล้ำลึกก็รู้สึกแสบร้อนที่ใบหน้า
แม้ขั้นรวบรวมลมปราณจะสามารถดึงดูดปราณเข้าสู่ร่างกายได้ แต่ก็ทำได้เพียงช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายเท่านั้น
ส่วนขั้นสร้างรากฐานนั้น จึงจะสามารถปลดปล่อยปราณแท้ออกมาสู่ภายนอกได้อย่างแท้จริง ใช้ปราณแท้ร่ายวิชา ซึ่งวิชาที่ร่ายออกมานั้นทรงพลังกว่าขั้นรวบรวมลมปราณอย่างเทียบไม่ติด
ทว่าหมัดที่แฝงไปด้วยปราณแท้ของพวกเขาเมื่อครู่ กลับถูกเจียงหมิงสลายไปได้อย่างง่ายดายด้วยฝ่ามือเดียว ซ้ำยังตบปราณแท้ที่เขาปลดปล่อยออกมาจนแหลกสลายไปอีกด้วย
นี่หมายความว่าอย่างไร
ร่างกายของเจียงหมิงแข็งแกร่งเพียงใด เกรงว่าในด้านการฝึกฝนร่างกาย คงจะลึกล้ำกว่าพวกเขาเป็นแน่
แต่ว่า
"ขั้นรวบรวมลมปราณก็คือขั้นรวบรวมลมปราณ ต่อให้ร่างกายของเจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้กับขั้นสร้างรากฐานได้หรอก"
ศิษย์ของสำนักทมิฬล้ำลึกโกรธจัดจนขาดสติ ปลดปล่อยปราณแท้ในร่างกายออกมาจนหมดสิ้นในทันที
ผู้คนที่อยู่รอบๆ เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ก็รีบถอยหนีไปไกลๆ
เพียงชั่วพริบตา ศิษย์ทั้งสี่ของสำนักทมิฬล้ำลึกก็ล้อมเจียงหมิงเอาไว้ ปราณแท้ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายดุดันราวกับจะบีบคั้นผู้คน แม้แต่อากาศก็ยังอบอวลไปด้วยจิตสังหารอันร้อนระอุ
"ไอ้หนูอวดดี วันนี้จะให้เจ้าได้รู้ถึงความห่างชั้นระหว่างขั้นสร้างรากฐานกับขั้นรวบรวมลมปราณ"
พูดจบ ทั้งสี่คนก็ยกเท้าขึ้น และลงมือพร้อมกัน
เวลานี้ เจียงหมิงยังคงสงบนิ่ง ทอดสายตามองทั้งสี่คนอย่างราบเรียบ
ปัง
ทันใดนั้นเอง คลื่นพลังอันแข็งแกร่งก็พัดโหมกระหน่ำรอบตัวเจียงหมิง ศิษย์สำนักทมิฬล้ำลึกทั้งสี่คนถูกบีบให้ถอยหลังไปหลายก้าว ถอยไปจนถึงประตูจึงทรงตัวไว้ได้
"ใครกัน"
ศิษย์สำนักทมิฬล้ำลึกกุมหน้าอก สีหน้าดูย่ำแย่เล็กน้อย
พวกเขาสัมผัสได้ว่า ผู้ที่ลงมือไม่ใช่เจียงหมิง แต่เป็นบุคคลอื่น
เวลานี้ ข้างกายเจียงหมิงมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่ ใบหน้าของชายผู้นี้ไม่ได้ดูดุร้าย กลับดูเป็นมิตร เขาประสานมือคารวะศิษย์สำนักทมิฬล้ำลึกทั้งสี่คนด้วยท่าทางนอบน้อม
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนผู้นี้ แขกที่หลบมุมอยู่ก็ดูเหมือนจะได้พักหายใจบ้าง
"สหาย วันนี้เป็นวันมงคลของเมืองวิถีสวรรค์ของเรา ขอให้ทุกคนถนอมน้ำใจกัน อย่าให้ต้องเสียบรรยากาศเลย"
ชายวัยกลางคนประสานมือกล่าวอย่างเป็นมิตร
ศิษย์ทั้งสี่คนมองหน้ากัน ดูเหมือนจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆ
ท้ายที่สุดแล้ว ที่พวกเขามาที่นี่ ก็เพื่อจะมาทดสอบฝีมือของเจียงหมิง
ตอนนี้เป้าหมายอยู่ตรงหน้า จะยอมรามือไปง่ายๆ ได้อย่างไร
"แล้วเจ้าเป็นใคร"
ศิษย์สำนักทมิฬล้ำลึกเอ่ยถามเสียงเย็น
"ข้าน้อยมีนามว่า อวี๋เจิ้นเทียน"
ชายวัยกลางคนตอบอย่างนอบน้อม
อวี๋เจิ้นเทียน
ศิษย์สำนักทมิฬล้ำลึกเลิกคิ้วขึ้น
เป้าหมายหลักในการเดินทางมาครั้งนี้ของพวกเขาคือการรับมือกับเจียงหมิง และเป้าหมายรองคือการผูกมิตรกับขุมกำลังสองตระกูลใหญ่แห่งเมืองวิถีสวรรค์
สำหรับตระกูลเหลียงพวกเขาไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะนายน้อยตระกูลเหลียงถูกสำนักทมิฬล้ำลึกหมายตาไปแล้ว การดึงตัวมาเป็นพวกจึงไม่ใช่เรื่องยาก ที่สำคัญคือตระกูลอวี๋
และพวกเขาก็สืบทราบมาว่า อวี๋เจิ้นเทียนคือผู้นำตระกูลอวี๋ ความแข็งแกร่งยิ่งบรรลุถึงขั้นแก่นทองคำระดับปลาย
ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะโชคดีถึงเพียงนี้ แค่คิดจะมากินข้าวที่นี่ กลับได้พบทั้งเจียงหมิงและอวี๋เจิ้นเทียนพร้อมกัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ศิษย์ผู้นำก็หัวเราะ เดินเข้าไปข้างหน้าแล้วพูดว่า
"ที่แท้ก็ท่านผู้นำตระกูลอวี๋ ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้ได้พบหน้า สมคำร่ำลือจริงๆ ผู้น้อยเฉาหมิง ศิษย์สำนักทมิฬล้ำลึก คารวะท่านผู้นำตระกูลอวี๋"
เมื่อได้ยินดังนั้น อวี๋เจิ้นเทียนก็ยิ้มตอบ
"ที่แท้ก็แขกผู้มีเกียรติจากสำนักทมิฬล้ำลึก ในเมื่อพวกเราได้รู้จักกันที่นี่แล้ว ขอให้ทั้งสี่ท่านเห็นแก่หน้าอวี๋ผู้นี้สักครั้ง เพื่อไม่ให้ต้องหมางใจกัน"
เฉาหมิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
"ในเมื่อท่านผู้นำตระกูลอวี๋เอ่ยปาก ผู้น้อยก็ย่อมไม่อาจขัดศรัทธา"
พูดจบ เฉาหมิงก็พากลุ่มคนเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม
ตอนที่เดินผ่านเจียงหมิง เฉาหมิงก็โยนกระบี่ที่เจียงหมิงให้เขาเมื่อครู่คืนกลับไป สายตาที่มองมายังเจียงหมิงเป็นระยะๆ ล้วนแฝงความดุร้าย
"คนพวกนี้"
เจียงหมิงขมวดคิ้ว ในใจก็กำลังครุ่นคิดบางอย่าง
แต่เขาก็ไม่มีความสนใจที่จะอยู่ที่นี่ต่อ ก้าวเท้ายาวๆ เดินออกไปนอกประตู
เมื่อมองดูเงาหลังของเจียงหมิงที่จากไป ศิษย์ที่นั่งข้างเฉาหมิงก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
"ศิษย์พี่ จะปล่อยเขาไปง่ายๆ แบบนี้หรือ หากเขากลับไปที่สำนักเต๋าสวรรค์ พวกเราจะรายงานผู้อาวุโสลำบากนะ"
ศิษย์สำนักทมิฬล้ำลึกเอ่ยถาม
เฉาหมิงหรี่ตาแคบลงแล้วพูดว่า
"ไม่เป็นไร ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว เขาคงไม่ออกจากเมืองไปทันทีหรอก ตราบใดที่อวี๋เจิ้นเทียนไม่อยู่ พวกเราก็มีโอกาสทดสอบฝีมือของเขาทุกเมื่อ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์อีกสามคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
"ศิษย์พี่คิดรอบคอบยิ่งนัก งั้นวันนี้พวกเราก็กินดื่มกันให้เต็มที่ไปเลย ฮ่าๆ"
ศิษย์สามคนหัวเราะร่วน
เมื่อมองดูท่าทางดีใจของพวกเขา เฉาหมิงก็ทำเพียงหัวเราะเบาๆ
ในความเป็นจริง เขายังคงคิดถึงจังหวะที่เจียงหมิงลงมือเมื่อครู่
เดิมทีเขาคิดว่าการที่ผู้อาวุโสส่งพวกเขามาจัดการไอ้หนูขั้นรวบรวมลมปราณคนหนึ่ง คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ความแข็งแกร่งที่เจียงหมิงแสดงออกมา กลับไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เขาคิด
พวกเขาก็ล้วนผ่านขั้นรวบรวมลมปราณมาแล้ว ย่อมรู้ดีว่ายิ่งฝึกฝนร่างกายในขั้นรวบรวมลมปราณมากเท่าไหร่ ความสำเร็จในอนาคตก็จะยิ่งกว้างไกลมากขึ้นเท่านั้น
นึกถึงตอนที่เขาทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐาน เขาก็ฝึกฝนร่างกายถึง 3 ครั้ง
แต่ระดับความแข็งแกร่งทางกายภาพของเจียงหมิง เขากลับมองไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
ใช้ร่างกายในขั้นรวบรวมลมปราณ เข้าปะทะกับปราณแท้ของขั้นสร้างรากฐาน
ไอ้หนูนี่ฝึกฝนร่างกายมาแล้วกี่ครั้งกันแน่
"ไอ้หนูจากสำนักเต๋าสวรรค์คนนี้ มีดีจริงๆ ด้วย"
เฉาหมิงหรี่ตาแคบ ทอประกายเย็นชา
...
บนถนน
เจียงหมิงเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อย พร้อมกับครุ่นคิดถึงเป้าหมายต่อไป
หากต้องการปกปิดฐานะและสืบหาร่องรอยของตำหนักพันธนาการฟ้ากับสำนักโลหิตมาร เขาจำเป็นต้องเข้าร่วมสำนักใดสำนักหนึ่ง และต้องเป็นสำนักที่ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงนี้ด้วย
จากการกระทำของสำนักมารเหล่านี้ก็พอจะรู้ได้
ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังสมคบคิดกับสำนักที่กระหายความแข็งแกร่งบางแห่ง ช่วยให้พวกเขายกระดับพลัง เพื่อแลกกับสิ่งที่พวกมันต้องการ
แม้เจียงหมิงจะไม่ค่อยแน่ใจว่าเป้าหมายของสำนักมารเหล่านี้คืออะไร แต่สำนักที่ได้รับพลังอันแข็งแกร่งในระยะเวลาอันสั้น ในยุคที่พลังปราณเสื่อมถอยเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องมีปัญหาแน่
แต่ปัญหาในตอนนี้ก็คือ จะเริ่มสืบจากตรงไหน
"สหายโปรดหยุดก่อน"
ทันใดนั้น ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลัง
เจียงหมิงคุ้นเคยกับเสียงนี้ดี เพราะมันคือเสียงของชายวัยกลางคนที่ออกหน้าช่วยเขาที่โรงเตี๊ยม
อวี๋เจิ้นเทียน
"ท่านเรียกข้าหรือ"
เจียงหมิงหันกลับไปถาม
"แน่นอน"
อวี๋เจิ้นเทียนหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า
"สหายอายุน้อยนัก แต่กลับสามารถต้านทานการโจมตีของขั้นสร้างรากฐานด้วยพลังขั้นรวบรวมลมปราณได้ แถมข้ายังเห็นว่าสหายรับมือได้อย่างสบายๆ คิดว่าการที่อวี๋ผู้นี้ออกหน้าเมื่อครู่ คงเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์เสียแล้ว"
เมื่อได้ยินคำพูดของอวี๋เจิ้นเทียน เจียงหมิงก็รู้สึกขบขัน
ต้องยอมรับเลยว่า คำพูดถ่อมตัวของอวี๋เจิ้นเทียนนี่เตรียมมาเป็นชุดเลยทีเดียว ทั้งที่เป็นถึงยอดฝีมือขั้นแก่นทองคำระดับปลาย ในเมืองวิถีสวรรค์ก็นับว่าเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ แต่กลับมานอบน้อมกับไอ้หนูขั้นรวบรวมลมปราณอย่างเขา
มองจากอีกมุมหนึ่ง อวี๋เจิ้นเทียนก็ถือว่าเป็นคนฉลาด
"เกรงใจเกินไปแล้ว ไม่ทราบว่าท่านผู้นำตระกูลอวี๋มีธุระอะไรกับข้าหรือ"
เจียงหมิงยิ้มบางๆ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"อย่างที่ท่านเห็น ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวบรวมลมปราณ แถมเมื่อครู่ยังไปล่วงเกินคนของสำนักทมิฬล้ำลึกมาด้วย"
"ท่านผู้นำตระกูลอวี๋มาหาข้าตอนนี้ ไม่กลัวคนอื่นจะหมายหัวเอาหรือ"