- หน้าแรก
- อยากตายใจจะขาด แต่สวรรค์ดันให้ข้าเป็นจักรพรรดิเซียน
- บทที่ 15 - ระดับผสานกายาขั้นสูงสุด!
บทที่ 15 - ระดับผสานกายาขั้นสูงสุด!
บทที่ 15 - ระดับผสานกายาขั้นสูงสุด!
บทที่ 15 - ระดับผสานกายาขั้นสูงสุด!
ตู้ม!!
การโจมตีของเจ้าสำนักหวังเป็นเพียงแค่การเอาไข่ไปกระทบหิน เมื่อเผชิญหน้ากับการสวนกลับของหลินเนี่ยนเจวี๋ย ร่างของเจ้าสำนักหวังก็กระเด็นลอยละลิ่วราวกับว่าวสายป่านขาดในพริบตา
เพียงแค่ไม่ถึงสองกระบวนท่า หลินเนี่ยนเจวี๋ยก็เอาชนะเจ้าสำนักหวังได้อย่างง่ายดาย!
ความต่างชั้นของระดับผสานกายา มันห่างกันถึงขนาดนี้เลยหรือ?!
แม้แต่เจ้าสำนักคนอื่นๆ ที่เฝ้าดูการต่อสู้จากรอบๆ ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ทำให้แทบจะหายใจไม่ออก
นี่คือความแข็งแกร่งของหลินเนี่ยนเจวี๋ย
นี่คือความแข็งแกร่งของเจ้าสำนักแสวงมรรค!
ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน ตอนนี้หลินเนี่ยนเจวี๋ยยืนตระหง่านอยู่กับที่โดยไร้รอยขีดข่วน สีหน้าหยิ่งผยอง ชายเสื้อคลุมสีขาวพริ้วไหวไปตามสายลม
เวลานี้ เศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ทั้งสามแผ่นก็ตกลงมาในมือของเขา
หลินเนี่ยนเจวี๋ยคว้าเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ทั้งสามแผ่นไว้ กวาดสายตามองไปรอบๆ ผู้คน
"คนต่อไป ถึงตาใครแล้วล่ะ?"
ถึงตอนนั้น แรงกดดันอันมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่!
ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างขมวดคิ้วแน่น
วินาทีที่เจ้าสำนักหวังพ่ายแพ้ ทุกคนต่างก็กำหมัดแน่น พวกเขาสัมผัสได้ว่า หลินเนี่ยนเจวี๋ยกำลังบีบบังคับให้พวกเขาส่งมอบเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ออกมา!
งานชุมนุมวิถีเต๋าครั้งนี้ แตกต่างจากปีที่ผ่านๆ มาอย่างสิ้นเชิง
การปรากฏตัวของเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ ทำให้งานชุมนุมครั้งนี้ กลายเป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงกันอย่างเปิดเผย!
แต่พวกเขาจะทำอะไรได้?
หลินเนี่ยนเจวี๋ยไม่ได้ทำผิดกฎที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก และพวกเขาก็ไม่สามารถรุมโจมตีหลินเนี่ยนเจวี๋ยพร้อมกันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่คือสำนักแสวงมรรค แค่ที่นี่ก็มีผู้อาวุโสระดับผสานกายาคอยคุ้มกันอยู่ถึงสองคนแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงค่ายกลพิทักษ์สำนัก!
เมื่อเห็นทุกคนเงียบกริบ หลินเนี่ยนเจวี๋ยก็ชูเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ในมือขึ้นพลางกล่าวว่า "หากผู้ใดเอาชนะข้าได้ เศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ทั้งสามแผ่นนี้ จะตกเป็นของผู้ชนะทั้งหมด!"
ประโยคนี้ ดึงดูดความสนใจของทุกคนในที่นั้นได้อย่างมหาศาล
เศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์สามแผ่น...
ตั้งแต่ต้น คนที่มีมากที่สุดก็มีเพียงแผ่นเดียวเท่านั้น หากชนะก็จะได้ครอบครองเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์มากที่สุดในพริบตา!
"ข้าเอง!"
ทันใดนั้น
เจ้าสำนักคนหนึ่งก็กระโจนออกไป
เขาตวัดมือเพียงครั้งเดียว เศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์แผ่นหนึ่งก็ลอยขึ้นกลางอากาศ
เมื่อเห็นดังนั้น หลินเนี่ยนเจวี๋ยก็แค่นหัวเราะพลางโยนเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ทั้งสามแผ่นในมือขึ้นไปบนฟ้า
เสี้ยววินาทีที่หลินเนี่ยนเจวี๋ยโยนเศษกระดาษขึ้นไป ความเร็วของเจ้าสำนักผู้นั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน!
เมื่อเทียบกับเจ้าสำนักหวัง เขาไม่กล้าประมาทหลินเนี่ยนเจวี๋ยแน่ เจ้าสำนักหวังพลาดตรงที่ชิงจังหวะลงมือก่อนไม่ได้ งั้นเขาก็จะอาศัยจังหวะที่หลินเนี่ยนเจวี๋ยโยนเศษหน้ากระดาษขึ้นไป ชิงลงมือก่อนเสียเลย!
เมื่อเห็นฉากนี้ แววตาของหลินเนี่ยนเจวี๋ยก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
เขาถีบเท้าลงบนพื้น ร่างพุ่งทะยานขึ้นไปดั่งสปริง พริบตาเดียวก็มาอยู่ตรงหน้าเจ้าสำนักผู้นั้น
"อะไรกัน!!"
รูม่านตาของเจ้าสำนักผู้นั้นหดเกร็ง รีบถอยกรูดไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
แต่หลินเนี่ยนเจวี๋ยจะยอมเลิกราง่ายๆ ได้อย่างไร? มือขวากำหมัดแน่น พลังปราณอันดุดันปะทุขึ้นกลางอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกขนาดใหญ่ พุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้า!
หมัดนี้ดูเหมือนจะไม่ได้กระแทกเข้าใส่ร่างโดยตรง แต่แรงอัดของหมัดที่แทบจะมองเห็นด้วยตาเปล่า กลับกระแทกเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างไร้ความปรานี!
เจ้าสำนักผู้นั้นรีบกางแขนออกทั้งสองข้าง มีคลื่นพลังปราณอันลี้ลับแผ่ซ่านออกมาจากสองมือ ราวกับคลื่นน้ำในแม่น้ำ สลายแรงหมัดอันดุดันนั้นไปจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นฉากนี้
ผู้คนที่นั่งอยู่รอบๆ ต่างก็เบิกตากว้าง
เห็นได้ชัดว่าหลินเนี่ยนเจวี๋ยไม่ได้ชิงลงมือก่อน แต่กลับจงใจเปิดช่องโหว่ในการปะทะครั้งแรกเพื่อให้อีกฝ่ายได้เปิดฉากโจมตี ก่อนที่ตัวเองจะหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายแล้วสวนกลับ
หลายปีมานี้พวกเขาสู้กันแทบนับครั้งได้ ไม่คิดเลยว่าความแข็งแกร่งของหลินเนี่ยนเจวี๋ยจะน่ากลัวขนาดนี้!
และในเวลานี้
ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอยู่กลางอากาศหลายสิบกระบวนท่า หลินเนี่ยนเจวี๋ยก็กุมความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดแล้ว
พริบตาเดียว หลินเนี่ยนเจวี๋ยก็พุ่งเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่าย แล้วฟาดฝ่ามือออกไป!
ฝ่ามือนี้ทะลวงผ่านร่างของคู่ต่อสู้ กระแทกพื้นลานประลองที่ว่างเปล่าด้านล่าง พลังปราณกดทับพื้นดินจนยุบลงไปอีกชั้นหนึ่ง!
ตู้ม!
ทั่วทั้งเกาะลอยฟ้าเกิดเสียงดังกึกก้องกังวาน ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่รอบๆ ถึงกับเซถลาไป
อานุภาพของฝ่ามือนี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
ทุกคนมองไปที่หลินเนี่ยนเจวี๋ย แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างหาที่สุดไม่ได้
ความแข็งแกร่งที่หลินเนี่ยนเจวี๋ยแสดงออกมานั้น เหนือความคาดหมายของทุกคนไปมาก พลังระดับนี้ ต่อให้คนอื่นขึ้นไปประลองก็เปล่าประโยชน์!
แม้แต่หลินเทียนอี้ที่มองดูอีกฝ่ายอยู่ ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของอีกฝ่าย
แรงกดดันจากหลินเนี่ยนเจวี๋ยนั้นมหาศาลเกินไป และเขาก็เริ่มรู้สึกตะหงิดๆ แล้วว่า งานชุมนุมวิถีเต๋าครั้งนี้ การที่หลินเนี่ยนเจวี๋ยทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ ต่อให้พวกเขาไม่ยอมให้ หลินเนี่ยนเจวี๋ยก็คงมีวิธีอื่นมาจัดการอยู่ดี
เพราะอย่างไรเสีย
ที่นี่ก็คือสำนักแสวงมรรค!
ทันใดนั้น เจียงหมิงที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นเสียงเบา "ระดับผสานกายาขั้นสูงสุดงั้นหรือ..."
เมื่อได้ยินเสียงของเจียงหมิง หลินเทียนอี้ก็หันขวับกลับมาด้วยความประหลาดใจ "หลินเนี่ยนเจวี๋ยบรรลุระดับผสานกายาขั้นสูงสุดแล้วหรือ?"
เจียงหมิงตอบเรียบๆ "กลิ่นอายของเขาไม่ค่อยเสถียร ตอนแรกๆ น่าจะอยู่แค่ช่วงกลางๆ แต่พอสู้ไปสู้มาก็ถึงระดับผสานกายาขั้นสูงสุดแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ เจียงหมิงก็เริ่มคิดถึงปัญหาข้อนี้เช่นกัน
แต่เรื่องประหลาดในโลกกว้างนี้มันมีถมไป เมื่อนานมาแล้ว ก็เคยมีคนยอมเผาผลาญหยดเลือดแก่นแท้ของตัวเอง เพื่อเพิ่มระดับพลังชั่วคราว ใช้พลังระดับมหายานเข้าต่อกรกับผู้ฝึกตนระดับข้ามทัณฑ์สวรรค์มาแล้ว
หลินเนี่ยนเจวี๋ยที่อยู่ตรงหน้า อาจจะเป็นประเภทที่ยิ่งสู้ยิ่งเก่งก็ได้?
ไม่สิ
เจียงหมิงหรี่ตาลง เขาเหมือนจะมองข้ามอะไรบางอย่างไป
เวลานี้
หลังจากเจ้าสำนักสองท่านพ่ายแพ้ไป หลินเนี่ยนเจวี๋ยก็ได้ครอบครองเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ถึงสี่แผ่นแล้ว
ถ้าสิ่งที่หลินเนี่ยนเจวี๋ยพูดเป็นความจริง เศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ทั้งเก้าแผ่น ตอนนี้ก็ตกอยู่ในมือเขาเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ถ้าแค่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับวิถีสวรรค์ก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคัมภีร์สืบทอดวิถีสวรรค์ล่ะก็ สำนักแสวงมรรคก็คงจะได้ครอบครองอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว!
ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ พวกเขาก็ไม่อาจทนดูสำนักแสวงมรรคผงาดขึ้นมาได้หรอก
ตอนนี้สำนักใหญ่ต่างๆ คอยคานอำนาจกันเอง อาจจะยังพอรักษาสมดุลอำนาจไว้ได้ แต่เมื่อไหร่ที่มีคนมาทำลายสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ และทำให้มันลุกลามจนเกินควบคุม ถึงตอนนั้นก็ไม่มีทางกอบกู้สถานการณ์กลับมาได้อีกแล้ว!
ทุกคนมองหลินเนี่ยนเจวี๋ยด้วยสายตาสับสน
ส่วนหลินเนี่ยนเจวี๋ยก็ยังคงเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วว่องไวเหมือนอย่างเคย
หลังจากผู้อาวุโสประคองเจ้าสำนักผู้นั้นลงไปแล้ว หลินเนี่ยนเจวี๋ยก็กวาดสายตามองทุกคน
"คนต่อไป ยังมีใครอยากจะประลองอีกไหม?"
น้ำเสียงของหลินเนี่ยนเจวี๋ยเรียบเฉยเป็นปกติ
แต่ในหูของเจ้าสำนักคนอื่นๆ มันช่างฟังดูเยาะเย้ยและท้าทายเหลือเกิน!
แต่พวกเขาจะทำอะไรได้?
ความแข็งแกร่งที่หลินเนี่ยนเจวี๋ยแสดงออกมานั้น น่ากลัวเกินไป การเอาชนะยอดฝีมือระดับผสานกายาสองคนรวด ถือเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ และดูจากสถานการณ์ตอนนี้ อีกฝ่ายน่าจะยังรับมือได้อย่างสบายๆ ถ้าส่งคนขึ้นไปสู้ ก็มีแต่จะยกเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ให้เขาไปเปล่าๆ!
พวกเขาไม่ยอมยกเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ให้ทั้งหมดเด็ดขาด!
เมื่อเห็นคนรอบข้างไม่มีใครตอบรับ บนใบหน้าของหลินเนี่ยนเจวี๋ยก็ปรากฏรอยยิ้มเย็นชาขึ้นมา
"งานชุมนุมวิถีเต๋าเปิดมาจนถึงตอนนี้ ก็เกือบจะพันปีแล้ว หรือว่าวันนี้ท่านเจ้าสำนักทั้งหลาย จะยอมแพ้ไปโดยไม่สู้?"
"หรือว่า ทุกท่านไม่มีความกล้าที่จะสู้กับข้าแล้ว?"
หลินเนี่ยนเจวี๋ยเอามือไพล่หลัง สีหน้าหยิ่งผยองมองไปรอบๆ
คำพูดนี้ ทำให้สีหน้าของคนรอบข้างเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก!
เยาะเย้ยสำนักใหญ่ทั้งหมดต่อหน้าธารกำนัล?
หลินเนี่ยนเจวี๋ยผู้นี้กล้าเกินไปแล้ว!
พวกเขายอมรับว่าหลินเนี่ยนเจวี๋ยเก่ง แต่ต่อหน้าสำนักมากมายขนาดนี้ เขาเอาความกล้าและความมั่นใจมาจากไหน ถึงได้กล้าท้าทายสำนักต่างๆ มากมายขนาดนี้?
หรือว่า
หลินเนี่ยนเจวี๋ยจะมีความสามารถพอ ที่จะกลืนกินสำนักทั้งหมดของพวกเขากันแน่!
แต่พวกเขามองหน้ากันเอง พวกเขากล้าลงมือพร้อมกันไหม?
ไม่ได้!
ถ้าลงมือพร้อมกัน ก็ถือว่าผิดกฎของงานชุมนุม
และถ้าเป็นเช่นนั้น สำนักแสวงมรรคก็คงจะหาข้ออ้างลงมือฆ่าคนได้จริงๆ!
ในขณะที่เจ้าสำนักทุกคนกำลังกระสับกระส่าย จู่ๆ ก็มีเสียงเย็นชาดังขึ้นมาจากมุมหนึ่ง
"การประลองรอบนี้ ข้าจะสู้กับเจ้าเอง!"
ทุกคนเบิกตากว้าง
ในเวลาแบบนี้ ยังจะมีคนกล้าออกมาดวลเดี่ยวกับหลินเนี่ยนเจวี๋ยอีกหรือ?
เวลานี้ ทุกคนหันไปตามเสียง ก็เห็นหลินเทียนอี้ก้าวออกมา ค่อยๆ เดินเข้าไปหาหลินเนี่ยนเจวี๋ย