- หน้าแรก
- พลิกตำนานปรมาจารย์สะท้านภพ
- บทที่ 6 มังกรเจียวและเซียน
บทที่ 6 มังกรเจียวและเซียน
บทที่ 6 มังกรเจียวและเซียน
บทที่ 6 มังกรเจียวและเซียน
"สัตว์ปีศาจที่ตายแล้วน่ะ อย่าตื่นเต้นไปเลย" หยุนหงหัวเราะ "ไปเถอะ เข้าไปดูกัน"
โหยวเชียนตระหนักได้
ทั้งสองก้าวเดินเข้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
มีชาวบ้านมุงดูอยู่ที่นี่มากมาย แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ขบวนรถมากเกินไป ท้ายที่สุดแล้วตลอดทางล้วนเป็นทหารกล้าที่ถืออาวุธ ชาวบ้านธรรมดาจะกล้าไปตอแยได้อย่างไร
มองผ่านฝูงชน หยุนหงและโหยวเชียนยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน 'สัตว์เดินดิน' สูงสองฉื่อยาวกว่าหนึ่งจั้งถึงสี่ตัว กำลังออกแรงลากรถคันมหึมาที่อยู่ด้านหลังอย่างยากลำบาก
สัตว์เดินดิน เป็นสัตว์ปีศาจชนิดหนึ่งที่ถูกเผ่ามนุษย์ทำให้เชื่อง มีความอดทนสูงส่ง นิสัยอ่อนโยน ไม่ถนัดวิ่ง และสามารถลากของหนักนับหลายพันชั่งได้อย่างง่ายดาย เป็นสัตว์ที่เหมาะแก่การบรรทุกของหนักมากที่สุด
แต่ในยามนี้ สัตว์เดินดินถึงสี่ตัวกลับลากรถใหญ่เพียงคันเดียวอย่างยากลำบาก
สิ่งที่บรรทุกอยู่บนรถคันแรก คือสัตว์ปีศาจจริงๆ
พูดให้ถูกคือซากสัตว์ปีศาจ
บนรถคันมหึมาที่เปิดโล่ง คือร่างของสัตว์ปีศาจที่ยาวเกือบยี่สิบฉื่อ รูปร่างใหญ่โตของมันชวนให้รู้สึกสยดสยอง เห็นได้ชัดว่าเป็นงูยักษ์ตัวยาว เพียงแต่ที่ช่วงท้องมีกรงเล็บสี่กรงเล็บงอกออกมา เกล็ดสีดำชั้นนอกของงูยักษ์สะท้อนแสงเย็นยะเยือก ราวกับโลหะ ภายใต้แสงจันทร์สลัว กรงเล็บแหลมคมทั้งสี่ขากลับยิ่งดูคมกริบ
เพียงแค่มองดูรูปร่างอันใหญ่โตนี้ ก็รู้ได้ว่าสัตว์ปีศาจตัวนี้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นทรงพลังเพียงใด ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะต่อต้านได้อย่างแน่นอน
เพียงแต่
บนหัวอันใหญ่โตของสัตว์ปีศาจ มีบาดแผลขนาดใหญ่ ราวกับมีของมีคมบางอย่างแทงทะลุเกล็ด แล้วทะลวงผ่านหัวของมันโดยตรง ทำให้มันสิ้นใจ
ตอนนี้ เลือดสดๆ ล้วนไหลรินจนแข็งตัวแล้ว
สัตว์ปีศาจยักษ์ตัวนี้ต่อให้ตายไปแล้ว ก็ยังคงทำให้ชาวบ้านจำนวนมากที่มุงดูอยู่รอบๆ รู้สึกใจสั่น ซ้ำร้ายเสียงพูดยังเบาลงมากอย่างอดไม่ได้
"พี่หยุน งูยักษ์ตัวนี้ก็ใหญ่เกินไปแล้ว น่ากลัวเกินไป ทั้งที่มันตายไปแล้ว บนหัวก็มีรูเบ้อเริ่ม เลือดก็ไหลจนแห้งเหือด แต่เหตุใดข้าถึงยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่อีก? ข้าไม่กล้ามองตามันตรงๆ เลย" โหยวเชียนกลั้นหายใจ
"นี่คือปีศาจยักษ์ มันบำเพ็ญเพียรจนมีไอปีศาจแล้ว" หยุนหงสงบกว่ามาก "ตอนนี้มันเพิ่งตายได้ไม่นาน ไอปีศาจบนร่างยังไม่สลายไป ดังนั้นคนปกติเมื่อพบเห็นย่อมรู้สึกหวาดกลัว"
"ปีศาจยักษ์?" ประกายความหวาดกลัวพาดผ่านดวงตาของโหยวเชียน
เขาอดถามไม่ได้ว่า "สัตว์ปีศาจงูยักษ์ตัวนี้ คือปีศาจยักษ์ที่อาจารย์ในสำนักวรยุทธ์บอกว่า ต้องเป็นปรมาจารย์วรยุทธ์ระดับหล่อหลอมร่างกายขั้นที่เก้าเป็นอย่างน้อยจึงจะต่อกรด้วยได้งั้นหรือ?"
สัตว์ปีศาจทั่วไป เรียกได้แค่ปีศาจน้อย
มีเพียงตัวตนที่ร้ายกาจสุดๆ ในหมู่สัตว์ปีศาจเท่านั้น จึงจะถูกเรียกว่าปีศาจยักษ์
"อืม" ในดวงตาของหยุนหงก็มีความเคร่งเครียดเช่นกัน "นี่ไม่ใช่ปีศาจยักษ์ธรรมดา หากข้อมูลที่ข้าเห็นในคัมภีร์วรยุทธ์ไม่ผิดเพี้ยน สัตว์ปีศาจที่ตายแล้วตัวนี้ น่าจะ...เป็นสัตว์ปีศาจในน้ำที่น่ากลัวชนิดหนึ่ง มังกรเจียว" หยุนหงเอ่ยเสียงเบา
"มังกรเจียวหลง?" โหยวเชียนตกใจ
เขาไม่ค่อยสนใจข้อมูลของสัตว์ปีศาจเหล่านี้เท่าใดนัก ทว่าเขาก็เคยได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังของมังกรเจียวหลงมาก่อน
"มังกรเจียว กับมังกรเจียวหลง เป็นสองความหมายที่ต่างกัน" หยุนหงหัวเราะ "มังกรเจียว มีจำนวนไม่น้อย ในแม่น้ำและบึงใหญ่มีอยู่มากมาย มังกรเจียวที่อ่อนแอผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปก็สามารถจัดการได้ มังกรเจียวที่แข็งแกร่งมีพลังเทียบเท่าได้กับปรมาจารย์ใหญ่วรยุทธ์... แต่มีเพียงมังกรเจียวที่กลายเป็นราชันปีศาจเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติเรียกว่ามังกรเจียวหลง"
"มังกรเจียวหลง หาได้ยากยิ่งนัก ทว่ามังกรเจียวหลงทุกตัวล้วนมีความสามารถในการพลิกฟ้าคว่ำสมุทร ล้วนเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ต่อเผ่ามนุษย์ของพวกเรา ต่อให้มีปรมาจารย์ใหญ่วรยุทธ์สิบคนร่วมมือกันก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมังกรเจียวหลงเพียงตัวเดียว มีเพียงบรรดาเซียนเท่านั้นจึงจะสามารถต่อกรกับมันได้" หยุนหงกล่าวเสียงขรึม
"เรื่องนี้ข้ารู้" โหยวเชียนพยักหน้า
โหยวเชียนรำลึกความหลัง "ข้าเคยได้ยินท่านพ่อกล่าวว่า ทะเลสาบมังกรดำรัศมีหลายพันลี้แห่งนั้น ถูกราชันมังกรดำซึ่งเป็นมังกรเจียวหลงที่แข็งแกร่งยิ่งตัวหนึ่งยึดครองอยู่ มหาอุทกภัยเมื่อหลายปีก่อน ท่านพ่อบอกว่าเป็นเพราะราชันมังกรดำตัวนี้ปั่นป่วนทะเลสาบมังกรดำ ทำลายเขื่อนแม่น้ำหนิง สุดท้ายน้ำท่วมก็ลุกลามไปหลายอำเภอ... ตอนนั้นราชสำนักส่งเซียนหลายท่านร่วมมือกันไปไล่ล่า แต่ก็ยังปล่อยให้ราชันมังกรดำหนีเข้าไปในส่วนลึกของทะเลสาบใหญ่ได้"
หยุนหงยืนฟังเงียบๆ อยู่ด้านข้าง
เมื่อโหยวเชียนกล่าวถึงราชันมังกรดำ ส่วนลึกในดวงตาของหยุนหงกลับมีรังสีอำมหิตวาบผ่านเลือนราง
จากนั้น รังสีอำมหิตสายนี้ก็เลือนหายไป
"เอ๊ะ พี่หยุน ข้านึกออกแล้ว มังกรเจียวที่งอกกรงเล็บห้ากรงเล็บถึงจะเป็นมังกรเจียวหลง" โหยวเชียนจ้องมองขบวนรถที่ค่อยๆ ห่างออกไป พลางมองมังกรเจียวที่ตายแล้วตัวนั้น รู้สึกตกใจไม่น้อย "มังกรเจียวตัวนี้งอกออกมาถึงสี่กรงเล็บแล้ว นี่ไม่เท่ากับว่าใกล้จะกลายเป็นมังกรเจียวหลงแล้วหรอกหรือ?"
"เจ้าเพิ่งสังเกตเห็นหรือ?" หยุนหงทอดถอนใจ "ตัดสินจากขนาดตัว มังกรเจียวตัวนี้ใกล้จะกลายร่างเป็นมังกรแล้ว สามารถรับมือกับปรมาจารย์ใหญ่วรยุทธ์ได้อย่างสูสี ทหารธรรมดา ต่อให้เป็นกองทัพนับพันคน เกรงว่าคงต้องถูกสังหารจนสิ้นซาก"
โหยวเชียนฟังแล้วรู้สึกตื่นตะลึง
มังกรเจียวตัวเมื่อครู่นี้สามารถต่อกรกับปรมาจารย์ใหญ่วรยุทธ์ได้อย่างสูสีงั้นหรือ? ต้องรู้ก่อนว่า ทั่วทั้งอำเภอตงเหอก็มีปรมาจารย์ใหญ่วรยุทธ์เพียงไม่กี่ท่านเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น กองพันพันนายเมื่อเผิญหน้ากับมันก็ยังต้องถูกสังหารจนราบคาบเชียวหรือ? อำเภอตงเหอมีเก้าตำบลอยู่ใต้สังกัด แต่ละตำบลก็มีกองทหารพันนายประจำการอยู่หนึ่งกองทัพ นี่ย่อมหมายความว่ามังกรเจียวตัวนี้สามารถทำลายล้างตำบลหนึ่งได้เลยไม่ใช่หรือ?
"อันที่จริง มังกรเจียวตัวนี้ก็ไม่ได้ร้ายกาจที่สุดหรอก" หยุนหงสูดหายใจลึก เอ่ยเสียงต่ำ "เมื่อครู่ข้ามองดูบาดแผลบนหัวมังกรเจียวอย่างละเอียด หากคาดเดาไม่ผิด น่าจะมีคนใช้ทวนยาว แทงทะลวงหัวของมันในคราเดียว มิเช่นนั้นเกล็ดบนร่างของมันคงไม่มีทางไร้รอยขีดข่วนแม้แต่น้อยเช่นนี้"
โหยวเชียนไม่อยากจะเชื่อในใจ "มังกรเจียวที่ร้ายกาจปานนี้ กลับถูกคนแทงทะลวงหัวด้วยทวนเพียงคราวเดียว? ผู้ฝึกยุทธ์คนใดจะเก่งกาจถึงเพียงนี้?"
โดยทั่วไปแล้ว หัวย่อมเป็นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุด
"ต่อให้เป็นปรมาจารย์ใหญ่ขั้นที่สิบจุดสูงสุดก็ยังทำได้ยากยิ่ง" หยุนหงเอ่ยเสียงเบา "ข้าเดาว่า มังกรเจียวตัวนี้น่าจะถูกเซียนวรยุทธ์สังหาร"
"เซียนวรยุทธ์?"
โหยวเชียนเบิกตากว้างจนกลมโต
ในฐานะศิษย์สำนักวรยุทธ์ มีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ตำนานของเซียน?
เซียน คือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่ามนุษย์ และยังเป็นเทพผู้พิทักษ์เผ่ามนุษย์ พวกเขาลาดตระเวนไปทั่วหล้า สังหารสัตว์ปีศาจจากทุกสารทิศที่กล้ารุกรานเมืองและหมู่บ้านของมนุษย์ ซ้ำยังบีบให้ราชันปีศาจที่แข็งแกร่งทีละตัวไม่กล้าโผล่หัวออกมา
หยุนหงมองดูมังกรเจียวหลงที่ตายแล้วซึ่งกำลังถูกลากจากไป ในใจมีความตื่นเต้นอยู่บ้าง เขาจินตนาการถึงการต่อสู้ที่อาจจะเกิดขึ้นในตอนกลางวัน
เซียนวรยุทธ์ผู้แข็งแกร่งท่านหนึ่ง บุกเข้าไปในแม่น้ำและทะเลสาบขนาดใหญ่ ในมือถือทวนยาว ไล่ล่าสัตว์ปีศาจ และสุดท้ายเพียงทวนเดียวก็แทงทะลวงหัวของมังกรเจียวตัวใหญ่ที่มีความยาวเกือบยี่สิบฉื่อจนทะลุ
"เซียน"
"อยู่เหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์อย่างสิ้นเชิง ต่อให้ผู้ฝึกยุทธ์จะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจแทงมังกรเจียวที่แข็งแกร่งตายได้ในทวนเดียว"
"จุดสูงสุดแห่งวรยุทธ์ จึงจะเข้าถึงวิถีเซียนได้"
"ข้าหยุนหงบรรลุถึงระดับหล่อหลอมร่างกายขั้นที่หกจุดสูงสุดแล้ว ห่างจากการเป็นผู้ฝึกยุทธ์เพียงก้าวเดียว โอกาสที่จะได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ในอนาคตมีสูงมาก... แต่เซียนต่างหากที่เป็นเป้าหมายของข้า" ในใจของหยุนหงมีความพลุ่งพล่านอยู่รางๆ
ผู้ฝึกยุทธ์งั้นหรือ? นั่นเป็นเพียงเป้าหมายแรกของเขา เขาไม่เคยสงสัยเลยว่าตนเองจะสามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งได้
สิ่งที่เขาปรารถนาในใจคือการได้เป็นเซียน
เซียนผู้แข็งแกร่งท่านหนึ่ง
แต่หยุนหงไม่เคยกล้าบอกเป้าหมายนี้แก่ผู้อื่น
เพราะมันยากเกินไป
ทั่วทั้งอำเภอตงเหอ ในช่วงหลายร้อยปีมานี้มีเซียนวรยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นเพียงท่านเดียวเท่านั้น และเซียนวรยุทธ์ท่านนั้นก็ตายในสงครามกับราชันปีศาจไปนานแล้ว
ครืนๆ~
เหล่าทหารคุมขบวนรถค่อยๆ ห่างออกไป
"พี่หยุน ท่านรู้เรื่องราวเยอะจริงๆ" โหยวเชียนทอดถอนใจ
สิ่งที่เขานับถือหยุนหง หนึ่งคือหยุนหงมีชาติกำเนิดธรรมดาแต่การฝึกฝนวรยุทธ์กลับร้ายกาจยิ่งนัก สองคือความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่หยุนหงมีต่อสัตว์ปีศาจและเผ่าปีศาจ เพียงแค่จุดนี้ อาจารย์ในสำนักวรยุทธ์จำนวนมากส่วนใหญ่เกรงว่าคงจะเทียบหยุนหงไม่ได้
จู่ๆ โหยวเชียนก็เอ่ยขึ้น "พี่หยุน ถ้าเช่นนั้น หมายความว่ามีเซียนมาที่อำเภอตงเหอของพวกเราแล้วอย่างนั้นหรือ?"
อำเภอตงเหอ ในประวัติศาสตร์เคยมีเซียนถือกำเนิดขึ้น
แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีเลยสักท่านเดียว
"น่าจะมีเซียนมาแล้วล่ะ" หยุนหงสงบสติอารมณ์ ชูหนังสือที่ห่อไว้ในมือขึ้นกล่าว "ใน 'เซียนปีศาจแห่งจิ่วโจว' ฉบับก่อนได้กล่าวไว้ว่า ตั้งแต่เดือนแปด ราชสำนักได้ส่งเซียนออกลาดตระเวนในหลายอำเภอของจวิ้นหนิงหยางมาโดยตลอด ตอนที่เกิดอุทกภัยยังได้สังหารราชันปีศาจไปถึงสองตัว"
"แต่ดูจากวันนี้แล้ว เซียนยังไม่จากไป ต้นตอของอุทกภัยครั้งนี้น่าจะยังไม่สงบลง ไม่แน่ว่าในทะเลสาบมังกรดำหรือแม่น้ำหนิงอาจจะยังมีการต่อสู้เข่นฆ่าระหว่างเซียนและราชันปีศาจเกิดขึ้นอีก"
ฝูงชนสลายตัว
โหยวเชียนและหยุนหงทั้งสองคนเดินผ่านถนนหย่งอันอย่างรวดเร็ว และไม่นานก็เข้าสู่ถนนที่ค่อนข้างพลุกพล่านอีกเส้นหนึ่ง มาถึงข้างหอสุราที่สูงถึงห้าชั้น บนป้ายหอสุราเขียนอักษรตัวใหญ่สามตัวว่าหอจุ้ยเยี่ย
หอจุ้ยเยี่ย เป็นหอสุราที่บิดาของโหยวเชียนเปิด
"พี่หยุน ข้ากลับก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกันที่สำนักวรยุทธ์" โหยวเชียนโบกมือลาหยุนหง จากนั้นก็เข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่อยู่ด้านหลังหอจุ้ยเยี่ย โดยมีพ่อบ้านออกมารับเข้าไป
หยุนหงหันหลังเดินจากไป
เขาไม่รอช้าอีกต่อไป ใช้วิชาตัวเบาที่ใช้ฝึกฝน ท่าทางแม้จะดูแปลกๆ ไปบ้าง ทว่าความเร็วกลับรวดเร็วยิ่งนัก
ขณะที่เขามุ่งหน้าไปเรื่อยๆ ก็เห็นถนนหนทางทั้งสองข้างทางเริ่มทรุดโทรมลงเรื่อยๆ คนเดินถนนน้อยลงทุกที รอบด้านค่อยๆ เงียบสงบลง ในที่สุด หยุนหงก็หยุดอยู่หน้าตรอกที่มีเรือนเก่าซอมซ่อเรียงรายเป็นแถว
ถึงบ้านแล้ว