- หน้าแรก
- พลิกตำนานปรมาจารย์สะท้านภพ
- บทที่ 1 หยุนหง
บทที่ 1 หยุนหง
บทที่ 1 หยุนหง
บทที่ 1 หยุนหง
หยางโจว หนึ่งในเก้าแคว้นแห่งจงอวี้ ภายในอาณาเขตเต็มไปด้วยแม่น้ำใหญ่น้อยมากมาย
จวิ้นหนิงหยาง หนึ่งในเก้าจวิ้นธรรมดาๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นหยางโจว เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำหยางและแม่น้ำหนิง ภายในอาณาเขตมีทะเลสาบมังกรดำที่กว้างใหญ่ทอดยาวหลายพันลี้
ศักราชเฉิงหยางปีที่ 6121 ปีต้าเฉียนที่ 362
ช่วงต้นเดือนหก ทะเลสาบมังกรดำและแม่น้ำหนิงมีพายุฝนตกหนักติดต่อกัน ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องยาวนานกว่าหนึ่งเดือน
เดือนเจ็ด ราชันปีศาจต้าเจ๋อฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย เขื่อนทางตะวันออกของอำเภอซานเหอพังทลาย น้ำท่วมจากแม่น้ำหนิงไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่นับพันลี้จนกลายเป็นเมืองบาดาล ซากศพลอยเกลื่อนกลาด ผู้ประสบภัยถึงขั้นแลกเปลี่ยนลูกหลานกันเพื่อกินประทังชีวิต สัตว์ปีศาจกัดกินซากศพอยู่กลางป่าเขา
เดือนแปด เซียนของเผ่ามนุษย์สังหารราชันปีศาจลงได้ที่ริมฝั่งแม่น้ำหนิง น้ำท่วมจึงเริ่มลดลง หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ประสบภัยนับแสนคนต่างพากันหลั่งไหลเข้าไปยังเมืองหนิงหยางและตัวเมืองระดับอำเภอต่างๆ ที่อยู่โดยรอบ
ปลายฤดูร้อนในช่วงต้นเดือนเก้า เพียงแค่ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นก็สัมผัสได้ถึงความร้อนอบอ้าวแล้ว
ตัวเมืองอำเภอตงเหอ
เขตอพยพผู้ประสบภัยแห่งที่เก้าซึ่งตั้งอยู่นอกประตูเมืองฝั่งตะวันออก เต็มไปด้วยที่พักชั่วคราวอันระเกะระกะ ข้าวของเครื่องใช้วางกองเรี่ยราดทั่วทุกหนแห่ง แม้ว่าน้ำท่วมจะลดระดับลงไปนานกว่าครึ่งค่อนเดือนแล้ว แต่พื้นดินก็ยังคงเต็มไปด้วยโคลนตมที่เปียกลื่น
"ข้าวต้มมาแล้ว"
"ข้าวต้มมาแล้ว"
"ให้เด็กและสตรีเข้ามารับก่อน ส่วนคนอื่นๆ ให้ต่อแถวตามลำดับ ทุกคนได้รับส่วนแบ่งอย่างแน่นอน ไม่ต้องแย่งกัน"
บริเวณลานกว้างตรงริมขอบเขตอพยพ มีบ้านพักชั่วคราวถูกสร้างเรียงรายกว่าสิบแถว เด็กหนุ่มในชุดดำรูปร่างทะมัดทะแมงเพียงไม่กี่คนและสตรีอีกจำนวนหนึ่งกำลังช่วยกันแจกจ่ายข้าวต้ม
ถัดไปด้านข้าง มีเด็กหนุ่มในชุดดำอีกหลายสิบคน ล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึมคอยรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเหล่าผู้ประสบภัย
ด้านนอกโรงทาน ผู้ลี้ภัยนับพันคนกำลังเข้าแถวรอรับข้าวต้ม แต่ละคนมีร่างกายผ่ายผอมซูบซีด ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยากจะแย่งชิง แต่หลังจากที่มีชายฉกรรจ์หลายสิบคนซึ่งคิดว่าตนเองมีกำลังวังชา ถูกเด็กหนุ่มชุดดำเพียงหกคนร่วมมือกันปราบปรามจนราบคาบ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของค่ายอพยพแห่งนี้ก็สงบสุขลงตั้งแต่นั้นมา
ผู้ประสบภัยเหล่านี้พอจะเข้าใจเลาๆ ว่า เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนจะยังไม่สิ้นกลิ่นอายของความเป็นเด็กเหล่านี้ คงจะเป็นศิษย์ของสำนักวรยุทธ์ในตัวเมืองอำเภอแห่งนี้ พวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกฝนวิถีวรยุทธ์ หรือที่เรียกกันว่าผู้ฝึกยุทธ์
แม้จะอายุยังน้อย แต่ก็มีขีดความสามารถพอที่จะสังหารปีศาจได้
"หยุนหง" น้ำเสียงกังวานใสไพเราะน่าฟังดังขึ้นที่ด้านนอกค่ายอพยพ
"ศิษย์พี่หยุน"
"มีคนมาหาท่านแน่ะ"
ท่ามกลางเด็กหนุ่มชุดดำจำนวนมากที่กำลังแจกข้าวต้มอยู่ภายในโรงทาน มีเด็กหนุ่มในชุดสีม่วงผู้หนึ่งห้อยป้ายคำสั่งไว้ที่เอว เขามีส่วนสูงใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ ใบหน้ายังคงแฝงไว้ด้วยความอ่อนเยาว์ ทว่าการกระทำกลับดูสุขุมเยือกเย็นและเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เขากำลังตักข้าวต้มทีละชามส่งให้กับผู้ประสบภัยที่เข้าแถวรอ
เมื่อได้ยินเสียงเรียก เด็กหนุ่มชุดม่วงก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้น
ที่ด้านข้างแถวของผู้ประสบภัย ปรากฏร่างของเด็กสาวชุดม่วงคนหนึ่งยืนส่งยิ้มมาให้ ข้างกายของนางมีองครักษ์ชุดทะมัดทะแมงร่างสูงใหญ่หน้าตาเย็นชาสองคนคอยกวาดสายตาระแวดระวังไปรอบๆ อย่างไม่ลดละ
เด็กหนุ่มชุดดำทะมัดทะแมงที่กำลังรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่างลอบมองด้วยหางตา
"โย่ว~ พี่หยุน ศิษย์พี่หญิงเยี่ยหลานมาแล้ว ยังไม่รีบไปอีกหรือ?" เด็กหนุ่มชุดดำรูปร่างอ้วนท้วนที่อยู่ด้านข้างหลิ่วตาให้หยุนหง
"โหย่วเฉียน เจ้ามาทำแทนข้าที ข้าจะออกไปสักประเดี๋ยว" หยุนหงตบไหล่เด็กหนุ่มร่างอ้วนท้วน
เด็กหนุ่มร่างอ้วนท้วนทำหน้ามุ่ยราวกับกินมะระ "พี่หยุน ข้าขอย้ำอีกครั้ง ข้าชื่อโหยวเชียน ไม่ได้มีเงินเลยสักนิด"
"รอเจ้าสืบทอดเหลาอาหารของพ่อเจ้า เจ้าก็จะมีเงินเองนั่นแหละ รีบไปทำงานได้แล้ว" หยุนหงหัวเราะพลางหันไปกำชับเด็กหนุ่มชุดดำคนอื่นๆ ตามลำดับ จากนั้นจึงก้าวเดินออกจากโรงทานไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเด็กสาวชุดม่วง
"เยี่ยหลาน" หยุนหงมองเด็กสาวชุดม่วงตรงหน้า
"หยุนหง ข้ายอมรับเลยนะว่าการฝึกฝนวรยุทธ์ของเจ้านั้นร้ายกาจมาก แต่แม้กระทั่งเรื่องการจัดการดูแลค่ายอพยพเช่นนี้เจ้าก็ยังทำได้ดีอีก" เด็กสาวชุดม่วงกวาดตามองโรงทานโดยรอบ แล้วอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "คราวก่อนตอนที่ข้ามาค่ายอพยพแห่งนี้เป็นเพื่อนท่านพ่อ มันยังสกปรกรกรุงรังอยู่เลย เจ้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้แค่ครึ่งเดือน ก็เปลี่ยนแปลงไปมากถึงเพียงนี้เชียว"
"หนึ่งเป็นเพราะมีคำชี้แนะจากครูฝึกหยาง สองคือความร่วมแรงร่วมใจของเหล่าศิษย์ในสำนักวรยุทธ์ และที่สำคัญที่สุดคือท่านนายพลเยี่ยสามารถโน้มน้าวให้ท่านนายอำเภอเปิดฉางแจกจ่ายเสบียงได้ เสบียงอาหารต่างหากที่สำคัญที่สุด... ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่มีภาพให้เห็นดังเช่นตอนนี้หรอก" หยุนหงทอดถอนใจ
หยุนหงพลันยิ้มออกมา "ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว อย่างไรเสียทุกอย่างก็กำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี การประลองใหญ่หกอำเภอใกล้จะมาถึงแล้ว ศิษย์ชั้นยอดในสำนักวรยุทธ์ล้วนพยายามฝึกฝนกันอย่างสุดชีวิต แล้วเจ้ามาหาข้าที่นี่ทำไมกัน?"
"สำนักวรยุทธ์ไม่ได้บังคับให้ศิษย์ชั้นยอดต้องมาที่นี่เสียหน่อย" หยุนหงมองไปที่เด็กสาว
"ศิษย์ชั้นยอดงั้นหรือ?" เด็กสาวชุดม่วงแค่นเสียงฮึดฮัด "เจ้าเป็นถึงศิษย์ของตำหนักอัคคี มิหนำซ้ำยังมีอันดับอยู่แถวหน้าในตำหนักอัคคีอีก เจ้ายังยอมเสียเวลามาที่นี่ได้ แล้วทำไมข้าจะมาบ้างไม่ได้ล่ะ?"
หยุนหงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ภายในสำนักวรยุทธ์ การวัดระดับความสูงต่ำนั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง ศิษย์จำนวนมากถูกแบ่งออกเป็นสองระดับใหญ่ๆ คือ ศิษย์ทั่วไปและศิษย์ชั้นยอด และมีเพียงศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาศิษย์ชั้นยอดเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าไปฝึกฝนในตำหนักอัคคีได้
"ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าแล้ว ข้านำอาหารและเสื้อผ้ามาเยอะแยะเลย" เด็กสาวชุดม่วงชี้ไปที่รถม้าคันใหญ่สี่คันบนถนนที่อยู่ไกลออกไป "ตอนนี้เจ้านับว่าเป็นนายกองร้อยของค่ายอพยพ ไปส่งของที่ค่ายเด็กกำพร้าด้วยกันกับข้าเถอะ"
"ครึ่งเดือนมานี้ เจ้ามาส่งของถึงสามครั้งแล้วนะ" หยุนหงเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ
เด็กสาวชุดม่วงส่ายหน้า "รอให้เด็กๆ ในค่ายกำพร้าได้รับการจัดสรรที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว ข้าก็จะไม่มาส่งอีก"
หยุนหงพยักหน้าเบาๆ
นี่คืออุทกภัย มิหนำซ้ำยังมีปีศาจออกอาละวาดสร้างความเดือดร้อน กินพื้นที่ลุกลามไปหลายจวิ้น มีผู้ประสบภัยมากถึงหลายแสนคน แม้ว่าผู้ประสบภัยที่เดินทางมายังอำเภอตงเหอจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่การจะจัดหาที่พักพิงให้แก่เด็กกำพร้าให้ดีนั้น มันจะไปง่ายดายได้อย่างไร?
ทว่าหยุนหงก็ไม่ได้อยากจะพูดอะไรกับเยี่ยหลานให้มากความ ในฐานะที่นางเป็นถึงบุตรสาวสายตรงของท่านนายพลรักษาการณ์ประจำอำเภอตงเหอ การที่นางมีน้ำใจเมตตาถึงเพียงนี้ก็นับว่าควรค่าแก่การยกย่องชื่นชมแล้ว
"ไปกันเถอะ" หยุนหงส่งยิ้มให้
ทั้งสองคนเดินออกไปจากโรงทาน
เมื่อมองตามแผ่นหลังของหยุนหงและเยี่ยหลานที่เดินจากไป เด็กหนุ่มชุดดำและสตรีที่ทำหน้าที่ทำอาหารและแจกจ่ายข้าวต้มอยู่ในโรงทานก็เริ่มจับกลุ่มพูดคุยกัน
"ศิษย์พี่หยุนกับคุณหนูเยี่ยช่างเหมาะสมกันเสียจริง" เด็กหนุ่มชุดดำผมสั้นคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมา
โหยวเชียน เด็กหนุ่มร่างอ้วนท้วนหัวเราะ "นั่นมันแน่อยู่แล้ว ศิษย์ในสำนักวรยุทธ์มีอยู่แปดร้อยคน เป็นการรวบรวมเอาศิษย์ชั้นยอดจากทั้งเก้าตำบลในอำเภอตงเหอของเรามารวมกัน หากพูดถึงการสอบบุ๋น พี่หยุนอาจจะติดเพียงหนึ่งในร้อยอันดับแรก แต่หากเป็นวิถีวรยุทธ์ พี่หยุนอยู่ถึงระดับผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นสูงสุดแล้ว เมื่อเทียบกับศิษย์ชั้นยอดในสำนักระดับฝู่ เขาก็อยู่ในห้าอันดับแรกอย่างแน่นอน"
"การสอบบุ๋นขอแค่ผ่านเกณฑ์ก็พอแล้ว วิถีวรยุทธ์ต่างหากเล่าที่เป็นหนทางที่แท้จริง ศิษย์พี่หยุนอายุแค่สิบห้าปีก็บรรลุถึงระดับผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นสูงสุดแล้ว ในอนาคตมีโอกาสสูงมากที่จะไปถึงระดับเก้าทะลวงวิญญาณ หรืออาจจะมีความหวังไปถึงระดับสิบหวนสู่ทวารเลยด้วยซ้ำ" เด็กหนุ่มชุดดำร่างสูงอีกคนทอดถอนใจ
เด็กหนุ่มชุดดำอีกคนหนึ่งมีดวงตาเป็นประกาย "ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหวนสู่ทวาร หากมองไปทั่วทั้งจวิ้นหนิงหยาง นับว่าเป็นบุคคลสำคัญอย่างแท้จริงเลยล่ะ"
ศิษย์ชุดดำคนอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
จักรวรรดิต้าเฉียนให้ความสำคัญกับการศึกษา จึงได้จัดตั้งสำนักวรยุทธ์ขึ้นสามระดับ ได้แก่ สำนักระดับโจว สำนักระดับฝู่ และสำนักระดับเซี่ยน ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองระดับแคว้น เมืองระดับจวิ้น และเมืองระดับอำเภอตามลำดับ อำเภอตงเหอมีเขตปกครองเก้าตำบล ครอบคลุมพื้นที่รัศมีหลายร้อยลี้ มีประชากรนับล้านคน ผู้ที่สามารถสอบเข้าสำนักวรยุทธ์ระดับอำเภอได้นั้น ถือว่าเป็นยอดคนอย่างแท้จริง
ถึงกระนั้น ศิษย์แปดร้อยคนของสำนักวรยุทธ์ตงเหอ ส่วนใหญ่ก่อนสำเร็จการศึกษาก็สามารถบรรลุได้แค่ระดับหล่อหลอมร่างกายขั้นที่สี่ หรือขั้นที่ห้า มีเพียงศิษย์ชั้นยอดส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถบรรลุถึงระดับผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นสูงสุด ซึ่งก็คือระดับหล่อหลอมร่างกายขั้นที่หก
ส่วนระดับเจ็ดควบแน่นเส้นชีพจรที่สูงขึ้นไปอีกล่ะ?
ในเวลานี้ ทั่วทั้งสำนักวรยุทธ์มีศิษย์เพียงสองคนเท่านั้นที่สามารถบรรลุได้
ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปดและเก้าที่สูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก ภายใต้สถานการณ์ปกติ ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ของสำนักวรยุทธ์จะสามารถไปถึงได้ อย่างไรเสียศิษย์สำนักวรยุทธ์เหล่านี้ล้วนยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม พวกเขาใช้เวลาฝึกฝนในสำนักวรยุทธ์เพียงสี่ถึงห้าปีก็จะสำเร็จการศึกษาแล้ว
"ศิษย์ชั้นยอดพวกนั้น แต่ละคนเอาแต่แย่งชิงเวลาในการฝึกฝน ไหนเลยจะเหมือนศิษย์พี่หยุน ที่ยังอุตส่าห์มาร่วมกับพวกเราช่วยเหลือผู้ประสบภัย?"
เด็กหนุ่มชุดดำผมสั้นแค่นเสียงฮึดฮัด "ศิษย์ตำหนักอัคคีทั้งสิบสามคน อย่างอู๋เหอ หรือวังตง พวกเขาล้วนเป็นลูกหลานของผู้มีอิทธิพล ก็มีแต่ศิษย์พี่หยุนนี่แหละที่เหมือนกับพวกเรา คือเป็นคนธรรมดาสามัญที่ไต่เต้าขึ้นมา"
"อย่าเอาพี่หยุนไปเปรียบเทียบกับเจ้าพวกนั้นเลย"
โหยวเชียน เด็กหนุ่มร่างอ้วนท้วนพูดไปพลางแจกข้าวต้มไปพลาง "พี่หยุนไม่เคยเหมือนพวกนั้นหรอก ที่วันๆ เอาแต่กินโอสถและเนื้อสัตว์ปีศาจ"
"ยิ่งไปกว่านั้น หากต่อสู้กันจริงๆ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับควบแน่นเส้นชีพจรพวกนั้น ก็ใช่ว่าจะเป็นคู่มือของพี่หยุนได้หรอกนะ"
"การต่อสู้จริงของศิษย์พี่หยุนนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ " เด็กหนุ่มผมสั้นกล่าวสนับสนุน
ผู้คนเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันมากขึ้น
เห็นได้ชัดว่าหยุนหงนั้นเป็นที่รักใคร่และได้รับความเคารพจากพวกเขาเป็นอย่างมาก
ที่ค่ายอพยพอีกฝั่งหนึ่ง
เต็มไปด้วยเต็นท์เก่าซอมซ่อจำนวนมาก
เยี่ยหลานและองครักษ์ประจำตระกูลของนาง ได้นำอาหารและเสื้อผ้าจากรถม้าสองคันแรกที่นำมาด้วย แจกจ่ายให้กับเด็กๆ หลายร้อยคนที่เข้ามารุมล้อม ซึ่งแม้จะสวมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น ทว่าก็ยังดูสะอาดสะอ้าน
เด็กเหล่านี้คือเด็กกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่ไปจากเหตุอุทกภัยในครั้งนี้ 'ค่ายเด็กกำพร้า' แห่งนี้เป็นเพียงที่พักพิงของเด็กกำพร้าส่วนหนึ่งที่เดินทางมายังอำเภอตงเหอเท่านั้น
ไม่นานนัก
ที่ด้านหนึ่งของค่ายอพยพ
ภายใต้ร่มเงาไม้
เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันหลายสิบคน ซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นซอมซ่อเช่นกัน บางคนถึงกับมีใบหน้าเหลืองซีด ทว่าบนใบหน้าของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว กำลังยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
"พวกเจ้าสูญเสียครอบครัว สูญเสียบ้านเกิดเมืองนอน แต่พวกเจ้ายังมีอนาคต" น้ำเสียงของหยุนหงในชุดสีดำทะมัดทะแมงนั้นเยียบเย็นและเด็ดขาด เขายืนเอามือไพล่หลัง ลำตัวตั้งตรงดุจดั่งกระบี่ที่ตั้งตระหง่าน
หากวัดกันด้วยเรื่องของอายุ เขาไม่ได้อายุมากกว่าเด็กหนุ่มเหล่านี้สักเท่าไหร่นัก แต่ในยามนี้ เมื่อเด็กหนุ่มเหล่านี้มองไปที่หยุนหง กลับรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้ายจนแทบจะหยุดหายใจ
และนี่ก็คือ 'สภาวะ' ของผู้ฝึกยุทธ์
"ในยุคบรรพกาล เผ่ามนุษย์ของพวกเรากับเผ่าปีศาจและสัตว์ปีศาจได้ต่อสู้แย่งชิงอำนาจในการครอบครองโลกใบนี้ เมื่อหกพันปีก่อน มหาราชเฉิงหยางได้รวบรวมกำลังพลก่อตั้งกองทัพฝานหยางขึ้น กวาดล้างดินแดนจงอวี้ และสร้างราชวงศ์แห่งแรกในประวัติศาสตร์ของเผ่ามนุษย์ นั่นก็คือ ราชวงศ์ต้าเซี่ย มหาราชเฉิงหยางได้แบ่งดินแดนจงอวี้ออกเป็นเก้าแคว้น หลังจากนั้นเผ่ามนุษย์ของพวกเราจึงค่อยๆ มีอำนาจเหนือกว่าสัตว์ปีศาจและเผ่าปีศาจ จนกลายมาเป็นผู้ปกครองใต้หล้านี้ในท้ายที่สุด"
น้ำเสียงของหยุนหงดังกังวานดุจระฆังใบใหญ่ "แล้วพวกเจ้ารู้หรือไม่ ว่าเหตุใดกองทัพของมหาราชเฉิงหยางที่มีเพียงสามพันนาย ถึงสามารถกวาดล้างไปได้ทั่วทั้งใต้หล้า?"
เด็กหนุ่มที่นั่งฟังอยู่กลางลานต่างพากันส่ายหน้า
"เป็นเพราะกองทัพฝานหยางทั้งสามพันนายนั้น ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็ยังเป็นจอมยุทธ์ระดับหวนสู่ทวาร" หยุนหงกล่าวเน้นย้ำทีละคำ "การฝึกฝนวิถีวรยุทธ์ รากฐานสำคัญก็คือการหล่อหลอมร่างกาย ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นสิบระดับ สามระดับแรกคือหล่อหลอมร่างกาย ระดับสี่ถึงหกคือผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็น ระดับเจ็ดคือควบแน่นเส้นชีพจร ระดับแปดคือไร้ช่องโหว่ ระดับเก้าคือทะลวงวิญญาณ และระดับสิบคือหวนสู่ทวาร!"
"หกระดับแรก เป็นเพียงการวางรากฐานของวิถีวรยุทธ์ จึงถูกเรียกว่าเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น"
"ตั้งแต่ระดับที่เจ็ด ควบแน่นเส้นชีพจรเป็นต้นไป จึงจะได้รับการขนานนามว่าเป็นจอมยุทธ์ที่แท้จริง จอมยุทธ์ระดับควบแน่นเส้นชีพจรนั้น แข็งแกร่งเหนือจินตนาการของพวกเจ้าไปมากนัก ปราดเปรียวดุจแมวป่า กรงเล็บแหลมคมดั่งเสือดาว หมัดทลายหินผา เท้าเตะต้นไม้ใหญ่จนหักสะบั้น เรียกได้ว่าเป็นอาวุธสังหารในร่างมนุษย์อย่างแท้จริง บุคคลเช่นนี้สามารถเป็นถึงยอดฝีมือประจำตำบล หรือแม้แต่ในกองทัพก็ยังสามารถเป็นนายกอง หรือนายกองร้อยได้เลย" หยุนหงทอดสายตามองกลุ่มเด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า
เด็กหนุ่มเหล่านี้แต่ละคนต่างแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา
"แล้วระดับสิบหวนสู่ทวารเล่า?" จู่ๆ ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
"ถามได้ดี" หยุนหงพยักหน้าอย่างหนักแน่น "จอมยุทธ์ระดับหวนสู่ทวาร สามารถฝึกฝนจนก่อเกิดปราณแท้ภายในร่างกาย ก่อตัวเป็นวัฏจักรโคจร เมื่อปล่อยหมัดออกไป ปราณแท้จะปะทุออกมากลายเป็นปราณคุ้มกัน สามารถใช้หมัดเทวะร้อยก้าวสังหารศัตรูจากระยะไกลได้ ในสนามรบถูกยกย่องให้เป็นยอดขุนพลผู้ต้านทานคนนับหมื่นได้ พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอีกต่อไป แต่เข้าใกล้ความเป็นเทพและเซียนแล้ว!"
"หมัดเทวะร้อยก้าวหรือ? เข้าใกล้เทพเซียนงั้นหรือ?"
เด็กหนุ่มเหล่านี้ต่างตกตะลึง พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าคนประเภทใดถึงจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ เกรงว่าแม้แต่สัตว์ปีศาจที่ออกอาละวาดไปทั่วสารทิศก็คงจะถูกพวกเขาสังหารได้อย่างง่ายดาย
"ระดับสิบหวนสู่ทวารคือจุดสิ้นสุดของวิถีวรยุทธ์แล้วหรือ?" มีคนเอ่ยถามขึ้นมาอีก
"ไม่ใช่"
"ระดับสิบหวนสู่ทวาร เป็นเพียงขีดจำกัดสูงสุดของการหล่อหลอมร่างกายเท่านั้น แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการฝึกฝน" หยุนหงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "หากสามารถทะลวงด่านเป็นตายระดับสิบได้ ก็จะสามารถใช้วรยุทธ์เข้าสู่วิถีเซียน กลายเป็นเซียนในตำนานได้"
"เซียน?"
เด็กหนุ่มเหล่านี้รู้สึกสับสนงุนงงเล็กน้อย ก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติใหญ่ แม้พวกเขาจะเคยฝึกฝนวรยุทธ์ในหมู่บ้านหรือตำบลของตนเองมาก่อน แต่ก็ไม่เคยได้ยินเรื่องราวของเซียนยุทธ์เลยแม้แต่น้อย
เรื่องราวของเซียนและมารนั้น เป็นดั่งเรื่องเล่าในตำนานปรัมปรา
"เหล่าเซียนทั้งหลาย พวกเขาหลุดพ้นจากพันธนาการของร่างกาย มีอิทธิฤทธิ์มากมายนับไม่ถ้วน สามารถเหาะเหินเดินอากาศ ควบคุมกระบี่เพื่อสังหารศัตรู ควบคุมน้ำและไฟ... พวกเขาเดินทางไปทั่วสารทิศเพื่อปราบปรามปีศาจและกำจัดมาร คอยปกป้องคุ้มครองเผ่ามนุษย์ในใต้หล้า"
"การที่มีเซียนจำนวนมากเช่นนี้ เผ่ามนุษย์ของพวกเราจึงจะสามารถกลายเป็นผู้ปกครองใต้หล้า และทำให้คนธรรมดาสามัญจำนวนนับไม่ถ้วนอย่างพวกเราได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข" ภายในดวงตาของหยุนหงทอประกายแห่งความเลื่อมใสศรัทธา
ความรู้เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ครูฝึกและอาจารย์ของหยุนหงถ่ายทอดมาให้เขา ทว่าหยุนหงเองก็ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเซียนในตำนานมากนัก จึงไม่ได้พูดอะไรให้มากความ
"แม้พวกเจ้าจะเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ แต่ทางจักรวรรดิมีนโยบายที่ดี อีกไม่นานก็จะมีการจัดตั้งหมู่บ้านอพยพเพื่อพวกเจ้า และจะเลี้ยงดูพวกเจ้าไปจนกว่าจะอายุครบสิบหกปี"
"เมื่อพวกเจ้าอายุครบสิบหกปีบริบูรณ์ การเข้าสู่กองทัพรักษาการณ์ของจักรวรรดิจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับพวกเจ้า แต่กองทัพรักษาการณ์มีความต้องการขั้นต่ำคือระดับหล่อหลอมร่างกายขั้นที่สี่ และจะต้องบรรลุให้ได้ก่อนอายุยี่สิบปี"
"ข้าไม่ได้ขอให้พวกเจ้ากลายเป็นจอมยุทธ์ แต่หากในอนาคตพวกเจ้าอยากจะสังหารเผ่าปีศาจเพื่อแก้แค้นให้พ่อแม่และครอบครัว อยากจะฟื้นฟูตระกูลขึ้นมาใหม่ ก็จงพยายามฝึกฝนให้ไปถึงเกณฑ์ขั้นต่ำของกองทัพรักษาการณ์ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงให้ได้ เข้าใจหรือไม่?" สายตาอันเฉียบคมของหยุนหงกวาดมองเด็กหนุ่มทุกคน
ยามที่เขาเอ่ยปาก เขาได้โคจรพลังภายในร่างกายอย่างตั้งใจ ทำให้เสียงดังสนั่นราวกับเสียงระฆังแตก เด็กหนุ่มเหล่านี้ฟังแล้วถึงกับรู้สึกปวดหูตงิดๆ
"เข้าใจขอรับ!" เด็กหนุ่มหลายคนอดไม่ได้ที่จะตะโกนตอบกลับไปเสียงดัง
เด็กหนุ่มเหล่านี้ล้วนมีอายุสิบสองปีขึ้นไป ในโลกที่คนอายุสิบหกปีก็ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว พวกเขาก็ถือว่าไม่ได้อายุน้อยอีกต่อไป พวกเขาต่างรู้ความและเข้าใจเรื่องราวต่างๆ เป็นอย่างดี และรู้ซึ้งถึงความสำคัญของพลังยุทธ์ที่มีต่อคนคนหนึ่ง
หยุนหงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เพลงหมัดหล่อหลอมร่างกาย กระบวนท่าที่หนึ่ง เตรียมตัว!"
หากครอบครัวมีฐานะร่ำรวยและมีเส้นสาย ก็สามารถกินข้าววิญญาณ ดื่มด่ำโอสถวิญญาณ และฝึกฝนเคล็ดวิชาลับอันล้ำค่าของตระกูลเซียนเพื่อปูรากฐานของวิถีวรยุทธ์ได้
หากไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ เพลงหมัดหล่อหลอมร่างกายก็คือทางเลือกที่ดีที่สุด ขอเพียงมีความพยายามและมานะบากบั่นมากพอ ก็เป็นไปได้ที่จะก่อเกิดปราณแท้จากเลือดเนื้อ กลายเป็นจอมยุทธ์ หรือแม้กระทั่งกลายเป็นเซียนในตำนานได้
จอมยุทธ์ธรรมดาทั่วไป ก็สามารถกลายเป็นยอดคนประจำตำบลหรืออำเภอได้ หากสร้างผลงานยิ่งใหญ่ในการปราบปรามปีศาจได้ ก็อาจจะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ กลายเป็นชนชั้นสูง นี่คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคนธรรมดาสามัญ
"กระบวนท่าที่หนึ่ง" หยุนหงมีสีหน้าเคร่งขรึม
กระบวนท่าที่หนึ่งของเพลงหมัดหล่อหลอมร่างกาย แท้จริงแล้วก็คือการยืนหยัดท่วงท่า หรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายว่าการยืนม้า แม้จะดูเรียบง่าย ทว่าความจริงแล้วมันเป็นวิธีปูรากฐานวิถีวรยุทธ์ที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งได้มาจากประสบการณ์การฝึกฝนของปรมาจารย์แห่งวิถีวรยุทธ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า
เคล็ดวิชาวรยุทธ์บางอย่างที่ให้ผลลัพธ์ดีเยี่ยม จำเป็นต้องดึงเอาพลังปราณและเลือดในร่างกายมาใช้เป็นจำนวนมาก หากสารอาหารไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ร่างกายขาดปราณและเลือด ส่งผลเสียต่อรากฐานได้
ด้วยสภาพร่างกายในปัจจุบันของเด็กหนุ่มเหล่านี้ หยุนหงจึงทำได้เพียงให้พวกเขาฝึกฝนกระบวนท่าที่หนึ่งของการหล่อหลอมร่างกายเท่านั้น
เด็กหนุ่มแต่ละคนรีบทำตามคำชี้แนะของหยุนหงเมื่อหลายวันก่อน ฝ่าเท้าเกาะพื้นไว้แน่น โค้งตัวราวกับม้า เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อทุกสัดส่วน มองตรงไปข้างหน้าเพื่อปรับสายตา และใช้พลังจากทั่วร่างค่อยๆ ขยับขึ้นลงเบาๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย
หยุนหงเดินตรวจตราไปรอบๆ พลางให้คำชี้แนะเป็นระยะๆ
การยืนม้า แม้ดูเผินๆ จะเรียบง่าย ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีเคล็ดลับซ่อนอยู่ ท่วงท่าของคนราวกับม้า สงบนิ่งทว่าราวกับกำลังควบทะยาน ล้วนมีเคล็ดลับของมัน
แม้ว่าเด็กหนุ่มเหล่านี้จะห่างชั้นกับศิษย์ของสำนักวรยุทธ์ในรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่มาก ทว่าก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติใหญ่ พวกเขาล้วนได้รับการฝึกฝนวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานมาแล้ว การยืนหยัดท่วงท่านั้นพวกเขาล้วนทำเป็น และมีบางคนถึงกับหล่อหลอมร่างกายได้สำเร็จด้วยซ้ำ
ในแต่ละอำเภอแต่ละตำบล ทางจักรวรรดิจะส่งจอมยุทธ์ไปลาดตระเวนและถ่ายทอดวิชาวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานให้กับผู้คน
การกระจายวิชาวรยุทธ์ไปทั่วหล้า คือรากฐานการก่อตั้งแคว้นของต้าเฉียน และเป็นหนึ่งในนโยบายแห่งชาติที่สำคัญที่สุด
เวลาล่วงเลยไป
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
เด็กหนุ่มหลายคนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
หยุนหงเอ่ยขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม "หยุดได้!"
เด็กหนุ่มเหล่านี้ได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต การฝึกฝนวิถีวรยุทธ์จะช่วยให้พวกเขามีจิตใจที่มุ่งมั่นและมีร่างกายที่แข็งแรง แต่เมื่อร่างกายมีปราณและเลือดไม่เพียงพอ การฝึกฝนก็จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องไม่ได้
วิถีแห่งการฝึกฝน มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี
เด็กหนุ่มเหล่านี้พากันลุกขึ้นยืน จากการฝึกฝนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้ทุกสัดส่วนในร่างกายของพวกเขาได้รับการเสริมสร้างอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก
"วันนี้พอแค่นี้ก่อน ไปกินข้าวกันได้" หยุนหงประกาศ
"ของกิน"
"ไป ไป ไปกินข้าวกันเถอะ"
แม้เด็กหนุ่มเหล่านี้จะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ทว่าก็ยังมีนิสัยรักสนุกตามประสาเด็ก เมื่อได้ยินเรื่องกิน หลังจากที่ฝึกฝนมาเป็นเวลานาน พวกเขาก็รู้สึกหิวโซ พากันวิ่งกรูกันไปยังอีกฝั่งของค่ายอพยพ
เมื่อมองตามเด็กหนุ่มเหล่านี้ หยุนหงก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
"หยุนหง ทุกครั้งที่เจ้ามาที่นี่ ก็เพื่อมาควบคุมให้พวกเขายืนฝึกกระบวนท่าหล่อหลอมร่างกายขั้นพื้นฐานที่สุดอย่างนั้นหรือ?" เยี่ยหลานในชุดสีม่วงเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังหยุนหงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
"อืม" หยุนหงพยักหน้า
"เจ้าก็น่าจะรู้นะว่าพวกเขานั้นอายุมากเกินไปแล้ว ในอนาคตแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฝึกฝนจนกลายเป็นจอมยุทธ์ได้ แม้แต่ระดับหล่อหลอมร่างกายขั้นที่สี่ก็ยังยากที่จะไปถึงเลยด้วยซ้ำ" เยี่ยหลานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
"ใช่ ความหวังที่พวกเขาจะกลายเป็นจอมยุทธ์นั้นริบหรี่มาก แต่ต่อให้สามารถฝึกฝนจนถึงระดับหล่อหลอมร่างกายขั้นที่สี่ หรือแม้กระทั่งบรรลุแค่ขั้นที่สามได้ก็ยังดี" หยุนหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ที่สำคัญที่สุดคือ ข้าอยากให้พวกเขามองเห็นความหวังในการมีชีวิตอยู่"
เยี่ยหลานชะงักไปครู่หนึ่ง "ความหวัง?"
"เมื่อก่อน ข้าก็เคยเป็นหนึ่งในพวกเขาเช่นกัน" หยุนหงกล่าวอย่างเรียบเฉย "เพียงแต่ว่า ข้าโชคดีกว่าก็เท่านั้นเอง..."