เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 หนึ่งบทกวีสะเทือนฉางอัน ทลายความเชื่อทั่วทุกสารทิศ

บทที่ 11 หนึ่งบทกวีสะเทือนฉางอัน ทลายความเชื่อทั่วทุกสารทิศ

บทที่ 11 หนึ่งบทกวีสะเทือนฉางอัน ทลายความเชื่อทั่วทุกสารทิศ


บทที่ 11 หนึ่งบทกวีสะเทือนฉางอัน ทลายความเชื่อทั่วทุกสารทิศ

ในเวลาต่อมา เขากลับหันหน้าไปมองหลินซือซือที่กำลังเฝ้ารอคอยด้วยสายตาเปี่ยมหวัง มุมปากของเขาหยักลึกเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

หลินซือซือพลันตื่นตระหนก รู้สึกหนาวเยือกจับขั้วหัวใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

ก่อนที่นางจะได้ทันคิดสิ่งใดลึกซึ้ง พลันได้ยินหยางอี้ผู้เป็นคุณชายสี่ร่ายบทกวีเสียงดังสนั่น

"ยามศึกรบพุ่งมุ้งม่านเตียงงา ร่างหลอมรวมพาสองขยับขับเคลื่อนเคล้าคลอ ประหนึ่งผีเสื้อร่อนลงดมดอมเกสรดอกไม้กระแชง ชิมรสน้ำหวานปานประหนึ่งภุมราคลั่งรัก ซุกซ่อนในรังรวงผึ้งอันแสนหวาน เหงื่อกาฬโทรมกายเปียกชื้นแล้วแห้งผาก เส้นผมสยายบนหมอนหนุนยังคงพลิ้วไหว วาสนาและความสุขารมณ์นี้ช่างไร้สิ่งใดเปรียบปาน ยืนหยัดอย่างโดดเด่นเป็นที่สุดแห่งความสำราญ"

สิ้นคำร่ายบทกวีนี้ ทั่วทั้งหอฟ่งฉีพลันตกอยู่ในความเงียบงัน เงียบสงัดเสียจนหากเข็มเล่มหนึ่งตกพื้นก็คงได้ยินเสียง

ทุกผู้ทุกคนต่างอ้าปากค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

นี่มันบ้าอะไรกัน ร่ายบทกวีงั้นรอย?

นี่มันบทกวีโลกีย์ชัดๆ

บทกวีนี้... ช่างหยาบโลนเกินไปแล้ว

นับเป็นบทกวีที่ลามกที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

หลังจากอันหนิงซึ่งอยู่ในห้องติดกันหายจากอาการตกตะลึง ใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ จากนั้นนางจึงถ่มน้ำลายเบาๆ ด้วยความโกรธจัดและเอ่ยขึ้น

"ไร้ยางอาย สิ้นคิดไร้ยางอายที่สุด! คนเช่นนี้ ต่อให้ข้าต้องตาย เปิ่นกงจู่ก็ไม่มีวันแต่งงานด้วยเด็ดขาด"

ทางด้านหลินซือซือ ใบหน้าอันงดงามของนางเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีดสลับกันไป ทรวงอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจ ร่างกายอันบอบบางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เห็นได้ชัดว่านางกำลังโกรธจัดจนถึงขีดสุด

นางนึกไม่ถึงเลยว่า เหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้นจะกลับมาเกิดขึ้นซ้ำรอยกับตัวนางเองอีก

หากเปรียบเทียบกับบทกวีในตอนนั้นแล้ว บทกวีนี้แม้จะไม่ตรงไปตรงมาทื่อๆ แต่แรงทำลายล้างของมันกลับรุนแรงยิ่งกว่า ซึ่งมันได้ทลายความเชื่อของทุกผู้คนจนหมดสิ้น

"ช่างเป็นความัปยศของเหล่านักปราชญ์โดยแท้"

"เลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉาน"

"ถึงขนาดร่ายบทกวีลามกเช่นนี้ออกมาได้ เขาไม่คู่ควรจะเกิดเป็นมนุษย์เสียด้วยซ้ำ"

หลังจากผ่านพ้นความตกตะลึง ฝูงชนก็เริ่มปั่นป่วน สายตาของทุกคนที่มองไปยังหยางอี้แปรเปลี่ยนไป และต่างก็พากันส่งเสียงด่าทออย่างรุนแรง

คุณชายแห่งจวนเจิ้นกั๋วกง หัวโจกผู้มีชื่อเสียงในหมู่พวกเสเพลแห่งเมืองฉางอัน ตัวตนอันเน่าเฟะประหนึ่งแมลงวันและหนูท่อ ช่างร้ายกาจเหนือธรรมดาโดยแท้

บทกวีนี้... พลิกความเชื่อของทุกคนโดยสิ้นเชิง

ทว่าในเวลานั้นเอง เสียงร้องประหลาดเสียงหนึ่งก็ทำให้ทุกคนต้องเงียบลง

"ฮิฮิฮิ..."

ทุกคนหันไปมองตามเสียง และได้เห็นเกาจื่อเหวินใบหน้าแดงก่ำ แววตาเต็มไปด้วยตัณหาราคะ มือไม้ของเขาปัดป่ายไปตามร่างกายของตนเองไม่หยุดหย่อน ปากก็ส่งเสียงร้องแปลกประหลาดที่ชวนให้ผู้คนต้องหน้าแดง

"ซวยแล้ว เกาจื่อเหวินโดนยาเข้าให้แล้ว"

ฝูงชนแตกฮือหนีหายด้วยความกลัว สายตาเต็มไปด้วยความหวาดผวาตื่นตระหนกขณะจ้องมองเขา

"คุณชาย ท่านเป็นอันใดไปขอรับ"

ผู้ติดตามคนสนิทของเกาจื่อเหวินรีบจับมือของเขาไว้และเอ่ยถามอย่างร้อนรน

ทว่าทันทีที่ได้สัมผัส ผู้ติดตามคนนั้นก็ตกใจกลัวจนต้องรีบชักมือกลับทันที

"ยาปลุกกำหนัด"

เขารีบหันกลับมา จ้องมองหยางอี้ด้วยใบหน้าตื่นตะลึง จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม

"คุณชายสี่หยาง ท่านวางยาพิษคุณชายของข้าใช่หรือไม่"

หยางอี้มองกลับไปด้วยใบหน้าบริสุทธิ์ใจ เขาผายมือออกทั้งสองข้างแล้วเอ่ย

"เปล่าเสียหน่อย ข้าไปวางยาเขาตอนไหนกัน ตาข้างไหนของเจ้าเห็นว่าข้าเป็นคนวางยา"

"พูดจาระวังหน่อยเถิด หากไม่มีหลักฐาน ข้าจะฟ้องร้องเจ้าข้อหาใส่ร้ายป้ายสี"

ผู้ติดตามตะโกนลั่น "จะเป็นผู้ใดไปได้อีกหากไม่ใช่ท่าน! คุณชายของข้าดื่มเพียงสุราของท่านหลังจากเข้ามาในหอฟ่งฉี ส่งยาถอนพิษมาให้ข้าเดี๋ยวนี้"

เขาตั้งท่าจะก้าวข้ามไปเพื่อคว้าตัวหยางอี้ ทว่านึกไม่ถึงว่าในเวลานั้นเอง มือใหญ่คู่หนึ่งกลับโอบหมับเข้าที่เอวของเขาจากทางด้านหลังโดยตรง

ทันใดนั้น ร่างกายอันร้อนรุ่มดั่งไฟเย้าก็เข้าแนบชิดกับตัวเขา

ผู้ติดตามแข็งทื่อไปทั้งร่าง ราวกับถูกอสนีบาตฟาดใส่ สมองว่างเปล่าด้วยความหวาดกลัว และเหงื่อกาฬไหลกุมซึมออกมาในทันตา

กว่าเขาจะรู้ตัวและคิดจะผลักคุณชายของตนออกไป มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

เกาจื่อเหวินกอดรัดเอวของเขาไว้แน่น มือไม้ปัดป่ายไปทั่วแผงอกอย่างไม่ลดละ เขาพึ่งจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ามีสิ่งใดบางอย่างกำลังดันเบียดเขาอยู่ทางด้านหลัง

ผู้ติดตามกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ ร้องคร่ำครวญออกมาด้วยเสียงแปลกประหลาด

"คุณชาย อย่าขอรับ..."

"อย่าจูบข้าเลย..."

"กระซิกๆ ข้าแปดเปื้อนเพราะคุณชายเสียแล้ว ข้าไม่บริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว..."

เห็นได้ชัดว่าเกาจื่อเหวินตกอยู่ในอาการคุ้มคลั่ง สติสัมปชัญญะเลอะเลือนไปหมดสิ้นแล้ว

ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งหอฟ่งฉีพลันตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา

ทุกผู้คนเบิกตากว้าง จ้องมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่ยากจะเชื่อสายตา

"สวรรค์ ข้าพึ่งจะเห็นสิ่งใดไปเนี่ย? คุณชายเกา ท่านมีรสนิยมรุนแรงถึงเพียงนี้เชียวรอย?"

"เขาชอบไม้ป่าเดียวกัน"

"จบกัน ตาของข้าแปดเปื้อนไปเสียแล้ว"

หยางอี้เองก็ตกตะลึงเช่นกัน

เขาค่อยๆ หันหน้าไปมองเจ้าอ้วนที่กำลังหัวเราะหึๆ อย่างมีเลศนัย แล้วเอ่ยถาม

"เจ้าอ้วน เจ้าให้ยาอันใดแก่เขาไป? เหตุใดฤทธิ์ยาจึงรุนแรงถึงเพียงนี้"

ในหมู่บุตรหลานตระกูลขุนนางแห่งฉางอัน ยาที่นิยมใช้กลั่นแกล้งกันมากที่สุดก็คือยาระบาย

ทว่าวันนี้เห็นได้ชัดว่าเกาจื่อเหวินโดนยาปลุกกำหนัดเข้าให้แล้ว

และเมื่อดูจากความรุนแรงของฤทธิ์ยา เกรงว่าต่อให้เป็นพ่อโคถึกก็คงทานทนไม่ไหว

ในเวลาต่อมา เจ้าอ้วนก็เอ่ยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

"ไม่มีสิ่งใดมากหรอก ข้าเพียงใช้ยา สองชนิดผสมกัน นั่นคือ 'กระบองพระตถาคต' และ 'ค้อนเหล็กทะลวงราตรี' ปริมาณก็มิได้มากมายอันใด เพียงพอที่จะทำให้พ่อโคถึกสิบตัวเกิดความกำหนัดคลุ้มคลั่งได้นานถึงสิบวัน และสุดท้ายก็ต้องขาดใจตายด้วยความเหนื่อยล้าก็เท่านั้นเอง"

สิ้นคำกล่าวนี้ หยางอี้ถึงกับตะลึงงัน

เจ้านี่ช่างเป็นอัจฉริยะโดยแท้ อัจฉริยะในทางที่ผิดมนุษย์มนา

'กระบองพระตถาคต' และ 'ค้อนเหล็กทะลวงราตรี' ยาสองชนิดนี้ เพียงแค่เศษเสี้ยวปลายเล็บมือก็เพียงพอที่จะทำให้พ่อโคถึกตัวหนึ่งล้มตึงขาดใจตายได้แล้ว

มิต้องพูดถึงการนำยาทั้งสองชนิดมาผสมรวมกัน ร่างกายอันบอบบางของเกาจื่อเหวิน เกรงว่าจะทานรับน้ำหนักของฤทธิ์ยานี้ไว้ไม่ไหวเป็นแน่

ท่ามกลางเสียงร้องคร่ำครวญอันน่าเวทนา ในที่สุดผู้ติดตามคนนั้นก็ดิ้นหลุดจากการเกาะกุมของเกาจื่อเหวินได้สำเร็จ

เขาไม่สนใจแม้กระทั่งเสื้อคลุมตัวนอกของตน รีบตะเกียกตะกายวิ่งหนีลงไปยังชั้นล่างสุด

หลังจากนั้น เขาก็คว้าแขนของซุนจื่ออี้ไว้แล้วเอ่ยด้วยความร้อนรน

"เร็วเข้า รีบเรียกแม่นางสองคนเข้าไปข้างในที"

ซุนจื่ออี้ตกใจกับการกระทำของเขา และรีบสั่งให้หญิงคณิกาเข้าไปในห้องเพื่อช่วยถอนพิษให้แก่คุณชายเกาทันที

ยาปลุกกำหนัดนั้นไม่มีรสยาใดจะเยียวยาได้ วิธีเดียวคือการร่วมอภิรมย์ระหว่างบุรุษและสตรีเท่านั้น

เกาจื่อเหวินเกิดเรื่องขึ้นที่หอฟ่งฉี เช่นนั้นแล้วหอฟ่งฉีก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ มิเช่นนั้นพวกนางคงมิอาจแบกรับผลกระทบที่จะตามมาได้

หลังจากผู้ติดตามเอ่ยจบ เขาก็ทรุดฮวบลงกับพื้น จากนั้นก็ทุบต้นขาของตนเองพลางร้องไห้โฮพลางตบตีตนเองไปด้วย

"กระซิกๆ... คุณชาย ท่านช่างร้ายกาจนก ย่ำยีข้าจนป่นปี้หมดแล้ว"

"ท่านต้องรับผิดชอบข้านะ มิเช่นนั้นข้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว"

ทุกผู้คนในที่นั้น:...

ต่างพากันพูดไม่ออกไปตามๆ กัน

เมื่อเห็นว่าตนนเองสูญเสียเป้าหมายไป เกาจื่อเหวินก็พุ่งตัวเข้าหาเจ้าอ้วนในทันที

เจ้าอ้วนใบหน้าถอดสีเขียวคล้ำด้วยความหวาดกลัว

"ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย!"

โดยไม่ต้องคิดสิ่งใดให้มากความ เขา สาวเท้าก้าวใหญ่ด้วยขาอันอวบอ้วนดุจขาช้างแล้ววิ่งแน่บลงบันไดไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

เกาจื่อเหวินสูญเสียเป้าหมายอีกครา เขาจึงหันมาจ้องมองหยางอี้ด้วยดวงตาแดงก่ำราวกับโลหิต

ทันใดนั้น หยางอี้รู้สึกหนังศีรษะชาหนึบขึ้นมาทันที

ข้ายอมตายเสียดีกว่าจะยอมจำนน

ในตอนที่เขาเตรียมตัวจะวิ่งหนีไปเช่นเดียวกัน ทันใดนั้นเอง--

"ตุ้บ!"

เกาจื่อเหวินกลับทรุดฮวบลงตรงหน้าหยางอี้โดยตรง และเงยหน้าขึ้นมอง

"โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง..."

ในเวลานี้ ทั่วทั้งหอฟ่งฉีพลันเงียบกริบลงอีกครั้ง

ทุกผู้คนต่างจ้องมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ

"โธ่เอย สวรรค์ ข้าเห็นสิ่งใดอยู่เนี่ย? คุณชายเกา เขา..."

"แท้จริงแล้วเขามีความชมชอบเช่นนี้หรอกรอย?"

"ข้าดูคนผิดไปจริงๆ"

ในยามนี้ หัวใจของเหล่าหญิงสาวในหอฟ่งฉีพลันแตกสลายลงจนหมดสิ้น

เกาจื่อเหวินเป็นถึงคุณชายตระกูลขุนนางผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในเมืองฉางอัน ไม่เพียงแต่มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ทว่ายังรอบรู้คงแก่เรียน และมีภูมิหลังตระกูลที่ดีเยี่ยม ทำให้นับเป็นบุรุษในฝันของเหล่าคุณหนูในตระกูลสูงศักดิ์มากมาย

หญิงสาวในหอคณิกาเองก็ย่อมไม่เป็นข้อยกเว้น บางคนถึงกับยินยอมพร้อมใจที่จะมอบกายให้ เพียงหวังว่าจะได้ร่วมค่ำคืนอันแสนสุขกับเขาสักครั้ง

ทว่าในยามนี้ ความเชื่อของพวกนางกลับถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง

หญิงคณิกาสองคนที่เตรียมจะเข้ามาปรนนิบัติพึ่งจะเดินมาถึงหน้าประตู ทันใดนั้นรูม่านตาของพวกนางก็หดเกร็งลง รีบหันหลังกลับและวิ่งหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที

ท่านแม่ ช่างน่ากลัวเหลือเกิน หากเขาเกิดบ้าคลั่งมากัดข้าจะทำเช่นไรเล่า?

จบบทที่ บทที่ 11 หนึ่งบทกวีสะเทือนฉางอัน ทลายความเชื่อทั่วทุกสารทิศ

คัดลอกลิงก์แล้ว