- หน้าแรก
- เปิดฉากก็เป็นอ๋อง เริ่มต้นจากได้รับรางวัลจากทั่วสารทิศ
- บทที่ 102 สองขุมกำลังใหญ่เติมเต็มรากฐาน!
บทที่ 102 สองขุมกำลังใหญ่เติมเต็มรากฐาน!
บทที่ 102 สองขุมกำลังใหญ่เติมเต็มรากฐาน!
บทที่ 102 สองขุมกำลังใหญ่เติมเต็มรากฐาน!
ผู้ฝึกตนขอบเขตปรมาจารย์ขั้นปลายสิบแปดคน เมื่อรวมตัวกันเป็นค่ายกลสามารถปลดปล่อยพลังต่อสู้ในระดับขอบเขตมหาปรมาจารย์ขั้นกลางได้!
เซี่ยเจาเหยียนได้รับข้อมูลของค่ายกลนี้จากระบบแล้ว มันมีชื่อว่า ‘ค่ายกลดาวฤกษ์วัฏจักรฟ้าขนาดย่อม!’
ความแข็งแกร่งที่ค่ายกลนี้สามารถแสดงออกมาได้นั้นไม่มีขีดจำกัดตายตัว แต่มันขึ้นอยู่กับระดับการฝึกฝนของผู้ฝึกตนที่มารวมกันเป็นค่ายกล
ค่ายกลนี้ทำให้เขานึกถึงค่ายกลในตำนานเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา...
ช่างเถอะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาในตอนนี้จะไปสอดรู้สอดเห็นได้
"จริงสิ ข้าเกือบจะลืมของพวกนี้ไปเลย"
พูดจบ เซี่ยเจาเหยียนก็โบกมือ อาวุธวิเศษหลากหลายชนิดสิบแปดชิ้นก็ลอยขึ้นกลางอากาศ
"อาวุธวิเศษเหล่านี้ พวกเจ้าไปแบ่งกันคนละชิ้น!"
ดวงตาของโจวรุ่นและคนอื่นๆ เป็นประกาย พวกเขาก้าวไปข้างหน้าเพื่อตรวจสอบอาวุธวิเศษเหล่านี้ด้วยความตื่นเต้น
ไม่นาน พวกเขาก็เลือกอาวุธวิเศษที่เหมาะสมตามความถนัดของตนเอง
"ฝ่าบาท เมื่อมีอาวุธวิเศษเหล่านี้แล้ว พวกกระหม่อมน่าจะมีโอกาสต่อกรกับขอบเขตมหาปรมาจารย์ขั้นปลายได้พ่ะย่ะค่ะ!"
จุดนี้ เซี่ยเจาเหยียนก็คิดไว้แล้วเช่นกัน นี่มันคืออาวุธวิเศษเชียวนะ แถมยังเป็นอาวุธวิเศษที่ระบบมอบเป็นรางวัลให้อีกด้วย!
"เอาล่ะ คฤหาสน์นอกเมืองของเปิ่นหวาง พวกเจ้าก็รู้ที่อยู่แล้ว ตอนนี้พวกเจ้าจงไปที่นั่นเถิด เปิ่นหวางจะอัญเชิญคนที่เหลืออีกร้อยแปดสิบคนไปไว้ที่นั่น หลังจากพักผ่อนที่นั่นเสร็จแล้ว ค่อยทยอยเดินทางไปรายงานตัวที่กรมทัณฑ์สวรรค์!"
โจวรุ่นและคนอื่นๆ นำทรัพยากรของตนเองออกจากจวนอ๋องไปอย่างเงียบๆ
"ฝ่าบาท เมื่อมีสหายนักพรตทั้งสิบแปดท่านนี้ อย่างน้อยพระองค์ก็สามารถควบคุมสาขาได้ถึงสิบแปดแคว้นเลยนะเพคะ!"
"ถูกต้อง ครั้งนี้หากเปิ่นหวางไม่เคลื่อนไหวก็แล้วไป แต่ถ้าเคลื่อนไหว ก็จะต้องยึดครองสาขาครึ่งหนึ่งของกรมทัณฑ์สวรรค์แห่งต้าเซี่ยให้จงได้!"
เดิมทีกรมทัณฑ์สวรรค์ก็อ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไร ผู้บัญชาการสาขาในแต่ละแคว้นก็มีระดับการฝึกฝนแค่ขอบเขตปรมาจารย์เท่านั้น เมื่อแต่ละคนร่วมมือกับยอดฝีมือจากเหลียงซานอีกสิบคน การควบคุมสาขาในหนึ่งแคว้นย่อมเป็นไปได้
ในเวลานี้ เขาได้อัญเชิญยอดฝีมือหนึ่งร้อยแปดสิบคนไปไว้ที่คฤหาสน์นอกเมืองแล้ว
ในหนึ่งร้อยแปดสิบคนนี้ มีขอบเขตตำหนักม่วงขั้นสมบูรณ์สามสิบหกคน ส่วนที่เหลือล้วนเป็นขอบเขตตำหนักม่วงขั้นกลางทั้งหมด!
ก่อนหน้านี้เซี่ยเจาเหยียนยังคิดว่าโชคในการสังเวยครั้งนี้ไม่ค่อยดีนัก นึกไม่ถึงเลยว่าคนจากเหลียงซานเหล่านี้จะนำความประหลาดใจครั้งใหญ่มาให้เขา
ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นปลายสิบแปดคน, ขอบเขตตำหนักม่วงขั้นสมบูรณ์สามสิบหกคน, ขอบเขตตำหนักม่วงขั้นต้นเจ็ดสิบสองคน!
ขุมกำลังนี้สามารถค้ำจุนศูนย์บัญชาการกรมทัณฑ์สวรรค์ได้ครึ่งหนึ่งอย่างแน่นอน โชคดีที่โลกนี้มีประชากรมากมายและมีผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วน มิฉะนั้น การปรากฏตัวของผู้ฝึกตนจำนวนมากอย่างกะทันหันเช่นนี้คงอธิบายได้ยาก
วินาทีต่อมา ประตูมิติก็ส่องแสงสีทองวาบขึ้น จากนั้นร่างเจ็ดร่างก็เดินออกมา
"ผู้ใต้บังคับบัญชา เคอเจิ้นเอ้อ ถวายบังคมท่านอ๋องเหรินพ่ะย่ะค่ะ"
"ผู้ใต้บังคับบัญชา จูชง ถวายบังคมท่านอ๋องเหรินพ่ะย่ะค่ะ"
"ผู้ใต้บังคับบัญชา หานเป่าจวี..."
"ผู้ใต้บังคับบัญชา หนานซีเหริน, จางอาเซิง, เฉวียนจินฟา, หานเสี่ยวอิ๋ง ถวายบังคมท่านอ๋องเหรินพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ!"
เมื่อมองดูทั้งเจ็ดคนที่คุกเข่าลงข้างหนึ่งอยู่ตรงหน้า เซี่ยเจาเหยียนก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง
"ทุกท่านไม่ต้องมากพิธี รีบลุกขึ้นเถิด!"
เจ็ดประหลาดกังหนำ ในโลกยุทธภพของพวกเขา สามารถพูดได้ว่าเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและคุณธรรมอย่างยิ่ง แต่ทุกครั้งที่ปรากฏตัวมักจะเต็มไปด้วยสีสันแห่งความโศกสลด แม้ว่าในชาติก่อนพวกเขาแต่ละคนจะมีฝีมือธรรมดาๆ แต่การที่ถูกระบบสุ่มเลือกมาได้โดยบังเอิญนั้น เรียกได้ว่าพวกเขามีวาสนาแล้ว!
"ทุกท่าน โลกใบนี้คือโลกเสวียนอู่ (เต่าดำ) นิสัยในชาติก่อนต้องปรับเปลี่ยนเสียใหม่ มิฉะนั้นการเสียเปรียบย่อมเกิดขึ้นในไม่ช้า!"
เมื่อเสียเปรียบ โดยพื้นฐานแล้วก็คือวิกฤติแห่งความเป็นความตาย
"ฝ่าบาท เมื่อได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง พวกกระหม่อมได้ผ่านความเป็นความตายมาแล้ว สภาพจิตใจย่อมแตกต่างจากชาติก่อนพ่ะย่ะค่ะ! ชาตินี้จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเจ็ดประหลาดกังหนำอีกต่อไป มีเพียงผู้ที่เต็มใจยอมตายเพื่อฝ่าบาท และจะสังหารศัตรูทุกคนที่กล้าขัดขวางฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!"
เคอเจิ้นเอ้อในชาตินี้ไม่ได้ตาบอดอีกต่อไปแล้ว เขาพยักหน้ารับรองอย่างหนักแน่น
ต้องบอกเลยว่า ระหว่างความเป็นความตายนั้นมีความน่าสะพรึงกลัวอย่างใหญ่หลวง มันสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยของคนๆ หนึ่งได้อย่างสิ้นเชิง!
"ดีมาก พวกเจ้าเป็นเช่นนี้ เปิ่นหวางก็วางใจแล้ว!"
ในตอนนี้ ระดับการฝึกฝนของทั้งเจ็ดคนก็ปรากฏขึ้นในความคิดของเซี่ยเจาเหยียน
ต้องยอมรับในความลึกลับของระบบจริงๆ เพราะจนถึงตอนนี้เซี่ยเจาเหยียนก็ยังไม่สามารถจับทิศทางกฎเกณฑ์ของระบบได้เลย มิฉะนั้น คนเจ็ดคนที่ในชาติก่อนไม่ว่าจะด้านความแข็งแกร่งหรือสถานะล้วนดูธรรมดาๆ เหตุใดหลังจากได้ชีวิตใหม่แล้ว พลังถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้
ตามหลักแล้ว วรยุทธ์และสถานะของสี่คนโฉดตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ น่าจะสูงกว่าพวกเขาทั้งเจ็ดคนมาก
ชื่อ: เคอเจิ้นเอ้อ
ระดับการฝึกฝน: ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์
อายุขัย: 2500 ปี
พลังต่อสู้: มหาปรมาจารย์ขั้นต้น
วิทยายุทธ์: ไม้เท้าสิบแปดวิถีมารคลั่ง
จูชง ระดับการฝึกฝนขอบเขตปรมาจารย์ขั้นปลาย พลังต่อสู้ไร้เทียมทานในขอบเขตปรมาจารย์
ที่เหลือ หานเป่าจวี, หนานซีเหริน, จางอาเซิง, เฉวียนจินฟา, หานเสี่ยวอิ๋ง ทั้งห้าคนระดับการฝึกฝนขอบเขตปรมาจารย์ขั้นกลาง พลังต่อสู้ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์!
หลังจากที่เซี่ยเจาเหยียนดูระดับการฝึกฝนของทั้งเจ็ดคนจบ เขาก็โบกมือมอบผลึกวิญญาณและโอสถผ่านทางกำไลมิติเป็นรางวัลให้กับทุกคน
"พวกเจ้าทั้งเจ็ดคนไม่เหมาะที่จะไปอยู่ยมโลก และก็ไม่เหมาะที่จะไปอยู่กรมทัณฑ์สวรรค์ด้วย! แต่ดูเหมือนจะเหมาะกับไป๋อวี้จิงมากกว่า ทุกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร!"
ทั้งเจ็ดคนร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาทั้งชีวิต เพียงแค่มองตากันก็รู้ใจความหมายของอีกฝ่าย พวกเขาประสานมือโค้งคำนับรับคำสั่งพร้อมกัน "พวกกระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงประทานชีวิตใหม่ น้อมรับพระราชบัญชาพ่ะย่ะค่ะ"
"ดี!" เซี่ยเจาเหยียนปรบมือทั้งสองข้าง ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความพึงพอใจ
"ทุกท่านจงฟังคำสั่ง นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เปิ่นหวางขอแต่งตั้งพวกเจ้าทั้งเจ็ดเป็นผู้อาวุโสแห่งเมืองกิเลนของไป๋อวี้จิง! ให้อยู่ภายใต้การรับคำสั่งจากเจ้าเมือง จูเก่อเจิ้งหว่อ!"
หลังจากทั้งเจ็ดคนรับคำสั่งและถอยไปอยู่ด้านข้างแล้ว ตอนนี้เองที่พวกเขาเพิ่งจะมีโอกาสได้ทำความเคารพสตรีทั้งสามคนของวานวาน
ท่องยุทธภพมาหลายปี ทั้งเจ็ดคนไม่ใช่คนตาบอด ย่อมมองออกว่าสตรีทั้งสามคนที่อยู่ข้างกายฝ่าบาทนั้นไม่ได้เป็นสาวบริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว นี่หมายความว่าต่อไปในอนาคต พวกนางอาจจะได้เป็นหนึ่งในนายหญิงของพวกเขาก็เป็นได้!
เวลานี้ ประตูมิติก็ส่องแสงสีทองวาบขึ้นอีกครั้ง จากนั้นร่างสี่ร่างก็ปรากฏตัวอยู่ด้านนอก
โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำ ทันทีที่ก้าวออกมา กลิ่นอายความดุร้ายและจิตสังหารอันบริสุทธิ์ก็พัดโหมกระหน่ำไปทั่วบริเวณ
เคอเจิ้นเอ้อและคนอื่นๆ ถึงกับต้องถอยหลังไปหลายก้าว จึงจะสามารถต้านทานพลังแห่งความดุร้ายนี้ไว้ได้อย่างหวุดหวิด
เพียงพริบตา กลิ่นอายความดุร้ายเหล่านั้นก็หายวับไปทันที
"ผู้ใต้บังคับบัญชา เซวี่ยเต้า (ดาบโลหิต) ถวายบังคมท่านอ๋องเหรินพ่ะย่ะค่ะ!" บรรพบุรุษเฒ่าโลหิต คุกเข่าลงข้างหนึ่งทำความเคารพอย่างนอบน้อม
คนทั้งสามที่อยู่ด้านหลังก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งเช่นเดียวกัน
"ผู้ใต้บังคับบัญชา ศิษย์ของเซวี่ยเต้า เป่าเซี่ยง, ซ่านหย่ง, เซิ่งตี้ ถวายบังคมท่านอ๋องเหรินพ่ะย่ะค่ะ!"
"ทุกท่านลุกขึ้นเถิด!"
เซี่ยเจาเหยียนพิจารณาเซวี่ยเต้า ดูเหมือนว่าครั้งนี้ระบบจะยกมาทั้งสำนักของอีกฝ่ายเลย สำนักดาบโลหิต เรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังตัวแทนของการเข่นฆ่าและพวกมารร้าย บุคคลเช่นนี้เมื่อมาอยู่ในโลกใบนี้ ย่อมเป็นเหมือนปลาได้น้ำ
"เซวี่ยเต้า ระดับการฝึกฝนของเจ้าและศิษย์รักทั้งสามเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ทูลฝ่าบาท ระดับการฝึกฝนของผู้ใต้บังคับบัญชาในชาตินี้คือ ขอบเขตมหาปรมาจารย์ขั้นกลาง พลังต่อสู้ขอบเขตมหาปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์พ่ะย่ะค่ะ!" พูดจบ เขาก็ชำเลืองมองศิษย์ทั้งสามที่อยู่ด้านหลัง "พวกเขาทั้งสามคนล้วนมีระดับการฝึกฝนขอบเขตปรมาจารย์ขั้นกลาง พลังต่อสู้ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์! ส่วนคนในสำนักที่เหลือซึ่งยังไม่ได้ออกมานั้น มีขอบเขตตำหนักม่วงขั้นกลางสิบคน นอกนั้นล้วนเป็นขอบเขตเซียนเทียนพ่ะย่ะค่ะ!"
ความแข็งแกร่งระดับนี้ ทำให้เคอเจิ้นเอ้อและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างแอบตกใจ!
"ดี ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเจ้า ตอนนี้สามารถไปบุกเบิกสาขาของยมโลกได้ด้วยตัวเองแล้ว!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเซี่ยเจาเหยียน แววตาของเซวี่ยเต้าก็ฉายแววประหลาดใจแกมยินดี การได้ไปบุกเบิกสาขาด้วยตัวเอง เขาย่อมเต็มใจอย่างแน่นอน
"เซวี่ยเต้าฟังคำสั่ง เปิ่นหวางขอแต่งตั้งเจ้าเป็นผู้ตัดสินแห่งยมโลก! เป่าเซี่ยง, ซ่านหย่ง, เซิ่งตี้ เป็นแม่ทัพยมทูต ส่วนที่เหลือเป็นทหารยมโลก! พวกเจ้าจงเดินทางไปแคว้นสวี๋โจวเพื่อก่อตั้งสาขายมโลกเดี๋ยวนี้!"
เซวี่ยเต้าโค้งคำนับรับคำสั่ง แต่ในเวลานี้เอง เซี่ยเจาเหยียนก็มอบภารกิจหนึ่งให้กับเซวี่ยเต้าอย่างกะทันหัน!
"เซวี่ยเต้า การเดินทางไปแคว้นสวี๋โจวครั้งนี้ เปิ่นหวางมีภารกิจหนึ่งจะมอบหมายให้พวกเจ้าทำ!"
[จบแล้ว]