- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปีสองพันแปด ผมคือเทพวงการแพทย์
- บทที่ 4 บอกลาอาเซรอธ
บทที่ 4 บอกลาอาเซรอธ
บทที่ 4 บอกลาอาเซรอธ
บทที่ 4 บอกลาอาเซรอธ
บริเวณหน้าประตู
พอเดินลงบันไดมา เฉินฮ่าวก็กลั้นความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่อยู่ เอ่ยขึ้นว่า
"เหล่าเจียง ฉันก็ว่าอยู่ทำไมนายถึงอยากเข้าร่วมการแข่งขันกะทันหัน ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง! มุกเมื่อกี้ของนายคืออะไร? แกล้งถอยเพื่อรุกใช่ไหมล่ะ ล้ำลึกมาก!"
เจียงเหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมากะทันหัน: "เฉินฮ่าว"
"มีอะไรวะ?"
"วันหลังอย่าพูดถึงเฉิงซีเหยาอีกนะ"
"ทำไมล่ะ?"
"ฉันไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิด"
"อ้อ... ก็ได้ ๆ ฉันผิดเอง งั้น... ตอนนี้พวกเราจะไปไหนกันต่อ?"
"ไปกินข้าวกัน"
โรงอาหารสอง
เจียงเหอสั่งเนื้อตุ๋นมันฝรั่ง แล้วก็เพิ่มมะเขือเทศผัดไข่ รวมทั้งหมดแค่หกหยวนห้าเหมา
มองดูข้าวสวยที่ตักมาจนพูนถาด เขาก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ
ในยุคนี้ เงินสิบหยวนสามารถกินได้อิ่มหนำสำราญจริงๆ...
ทั้งสองหาที่นั่งริมหน้าต่างแล้วนั่งลง
เฉินฮ่าวก้มหน้าก้มตาจ้วงข้าวเข้าปาก แต่เจียงเหอยังไม่รีบจับตะเกียบ เขาโทรศัพท์กลับไปที่บ้านก่อน
ชาติก่อน พ่อจากไปตอนที่เขาเรียนปริญญาเอกปีสอง ท่านจากไปอย่างกะทันหันจนไม่ได้ดูใจกันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยซ้ำ
แม่ตัวคนเดียวต้องช่วยเขาซื้อบ้านในเมืองใหญ่และจัดการเรื่องแต่งงาน จนล้มป่วยเพราะทำงานหนักเกินไป ต่อมายังต้องช่วยดูแลภรรยาที่ป่วยของเขาอีก ลำบากมากจริงๆ
สายติดแล้ว
เสียงจากปลายสายดังฟังชัดเปี่ยมไปด้วยพลัง: "ฮัลโหล? ใครน่ะ?"
"พ่อ ผมเอง"
"อ้อ ลูกชายเองเหรอ!"
ปลายสายมีเสียงไพ่นกกระจอกดังแทรกมา: "ว่าไง? เงินค่าขนมหมดแล้วเหรอ?"
"เงินยังพอใช้ครับ แค่คิดถึงพ่อกับแม่น่ะ"
ปลายสายเงียบไปสองวินาทีอย่างเห็นได้ชัด
แม้แต่เสียงไพ่นกกระจอกก็ยังหยุดชะงัก
พ่อเอ่ยขึ้น: "...เอ่อ ลูกชาย แกไปก่อเรื่องอะไรที่มหา'ลัยหรือเปล่าเนี่ย?"
เจียงเหอ: "เปล่าครับ"
พ่อร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงขัดเขินอย่างยิ่งว่า: "งั้นแค่นี้นะ โทรทางไกลมันแพง ไม่คุยแล้ว!"
"เดี๋ยวก่อน"
เจียงเหอพูดแทรก: "พ่อ ฟังผมนะ พ่อต้องเลิกบุหรี่ได้แล้ว แล้วก็ไหผักดองที่บ้านน่ะ บอกให้แม่เอาไปทิ้งเลย พ่อความดันสูง เดี๋ยวผมจะส่งข้อควรระวังไปให้ พ่อทำตามนั้นด้วยนะ ได้ยินไหม?"
พ่อ: "เฮอะ พอเรียนหมอแล้วเก่งนักนะ ถึงขั้นมาสั่งสอนพ่อแกแล้วใช่ไหม?"
เจียงเหอ: "พ่อ ผมยังหวังว่าวันหน้าหาเงินได้แล้วจะรับพ่อกับแม่มาอยู่สบายๆ ในเมืองใหญ่นะ เชื่อฟังผมเถอะ รักษาสุขภาพด้วย"
พ่อ "..."
ปลายสายเงียบไปอีกหลายวินาที
ทำเอาคนเป็นพ่อถึงกับเขินทำตัวไม่ถูก
นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย! ไม่กลัวหรอกนะไอ้เรื่องลูกดื้อน่ะ กลัวก็แต่จู่ ๆ ลูกดันลุกขึ้นมาทำตัวกตัญญูนี่แหละ! คนมันไม่ชินโว้ย!
พ่อ: "โอ๊ย พอๆ รู้แล้วน่า บ่นจุกจิกจริง... แค่นี้นะ!"
"เดี๋ยวก่อนสิพ่อ..."
เจียงเหอถอนหายใจอย่างจนปัญญา ได้แต่เอ่ยเกลี้ยกล่อม: "ถ้าพ่อยอมทำตาม ปีนี้ผมจะตั้งใจเรียน แล้วเอาทุนการศึกษาไปฝาก ดีไหมล่ะ?"
"หา? อย่างแกเนี่ยนะจะคว้าทุนการศึกษา? จริงดิ?"
เจียงเหอ: "จริงสิครับ"
พอคนเป็นพ่อได้ยินแบบนี้ มุมปากก็ยกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แทบจะโดนลูกชายหลอกล่อจนยิ้มแก้มปริอยู่แล้ว: "เออๆ งั้นฉันรู้แล้ว มีอะไรอีกไหม?"
"ขอผมคุยกับแม่หน่อยครับ"
ไม่นาน เสียงของแม่ก็ดังลอดมาจากหูฟัง: "ลูก มีอะไรเหรอ?"
"แม่ เมื่อกี้ผมบอกพ่อไปแล้วนะว่าให้เลิกบุหรี่ แล้วก็กินเค็มให้น้อยลง แม่ช่วยจับตาดูให้ผมหน่อยนะ"
เจียงเหอกำชับ: "แล้วก็แม่ด้วย กินหวานให้น้อยลง กลางคืนก็อย่านอนดึกนักล่ะ"
"โธ่ ลูกแม่น่ารักจริง ๆ... แม่รู้แล้วล่ะ ลูกวางใจเถอะ อยู่ข้างนอกก็ดูแลตัวเองดีๆ อะไรควรประหยัดก็ประหยัด อะไรจำเป็นต้องจ่ายก็จ่าย ถ้าเงินหมดก็บอกแม่นะ..."
วางสายเสร็จ เจียงเหอก็เก็บมือถือ แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมา
แต่กลับพบว่าเฉินฮ่าวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังจ้องเขาเขม็งโดยไม่พูดไม่จา
"มองฉันทำไม?" เจียงเหอคีบมันฝรั่งเข้าปากหนึ่งชิ้น
สีหน้าของเฉินฮ่าวยิ่งดูเป็นกังวลหนักกว่าเดิม
"...เจียงเหอ"
"หืม?"
"นายบอกความจริงฉันมาเถอะ นายไปเจอเรื่องอะไรมาใช่ไหม?"
"ทำไมพูดงั้นล่ะ?"
"วันนี้นายดูแปลกๆ ไปนะ หลับในห้องเรียนพอตื่นมาก็ตอบคำถามยากๆ ได้ อีกทั้งยังวิ่งออกไปร้องไห้เเทบเป็นเเเทบตาย แล้วยังไปค้นเอกสารวิชาการเรื่องตับและทางเดินน้ำดีอะไรนั่นอีก แถมยังบอกไม่ให้ฉันพูดถึงเฉิงซีเหยา แล้วตอนนี้... ถึงกับโทรหาที่บ้านเอง ทำตัวกตัญญูขนาดนี้เลยเหรอวะ?"
"จริงๆ นะ เหล่าเจียง"
เฉินฮ่าวเอ่ยด้วยความเป็นห่วง: "ถ้านายเจอเรื่องอะไร ก็บอกพี่น้องมาเถอะ อย่าแบกรับไว้คนเดียว ฉันพร้อมช่วยนายแน่"
เจียงเหอยังไม่รีบตอบ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นวาบ
ถึงแม้ปกติไอ้หมอนี่จะดูพึ่งพาไม่ค่อยได้ มาเรียนก็เอาแต่เล่นเกม
แต่ในชาติก่อนตอนที่เซิ่นยวี่ป่วยและต้องการใช้เงินด่วน เฉินฮ่าวก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยอมเอาเงินดาวน์ที่เตรียมไว้ซื้อบ้านแต่งงานมาให้เขายืม...
เจียงเหอวางตะเกียบลง แล้วเอ่ยว่า: "วางใจเถอะ ไม่มีอะไรจริงๆ"
"แล้วที่นายเป็นแบบนี้มัน..."
"ก็แค่จู่ๆ ฝันยาวมากตื่นหนึ่ง พอตื่นขึ้นมาก็คิดอะไรได้หลายอย่าง เมื่อก่อนรู้สึกว่าวันเวลายังอีกยาวไกล ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ ก็ได้ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเวลามันเหลือน้อยแล้ว เลยอยากทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง"
เฉินฮ่าวจ้องหน้าเขาอยู่นาน พยายามจะจับผิดอะไรบางอย่างจากสีหน้าของเจียงเหอ
แต่แววตาของเจียงเหอนั้นเปิดเผยมาก ซ้ำยังมีความลึกซึ้งและเด็ดเดี่ยว... ในแบบที่เขาอ่านไม่ออก
"...เออๆ ก็ได้"
เฉินฮ่าวถอนหายใจ แล้วเอ่ยว่า: "ถึงจะไม่รู้ว่านายไปโดนอะไรกระตุ้นมาก็เถอะ แต่ดูจากสภาพแล้วก็ไม่น่าจะถึงขั้นคิดสั้น เอาเป็นว่ามีอะไรก็บอกฉันละกัน"
"อืม"
ทั้งสองจัดการมื้อเย็นกันอย่างรวดเร็ว
เมื่อเดินออกจากโรงอาหาร
มีนักศึกษาชายหลายคนกอดคอกันเดินมุ่งหน้าไปทางประตูมหาวิทยาลัย
เฉินฮ่าวยืนอยู่ตรงทางแยกด้วยท่าทีคันไม้คันมือ: "เอ่อ... เหล่าเจียง ไม่ไปร้านเน็ตเหรอวะ? คืนนี้กิลด์จะลงดันเจี้ยนใหม่ ขาดฮีลเลอร์พอดี ไอดีนาย..."
"ไม่ไปแล้ว"
เจียงเหอปฏิเสธอย่างเด็ดขาด: "วันหลังก็จะไม่เล่นแล้ว ไอดีนี้ฉันยกให้นายเลย"
เฉินฮ่าวถึงกับยอมใจ: "นายแม่งแน่มาก มาเอากระเป๋าไป ไอดีเดี๋ยวฉันช่วยปั้นให้ก่อน รอนายหมดช่วงฮึกเหิมเมื่อไหร่ฉันค่อยคืนให้ก็แล้วกัน"
"โอเค"
เฉินฮ่าวโบกมือลา แล้วหันหลังวิ่งสับตีนแตกไปทางร้านเน็ตหน้ามหาวิทยาลัย
ลาก่อน อาเซรอธ
เจียงเหอเดินกลับหอพักตามลำพัง
พอผลักประตูเข้าไป ก็พบว่ารูมเมตอีกสองคนกลับมาแล้ว
หวังป๋อนอนอยู่เตียงตรงข้าม ฉายา ‘เหล่าหวัง’ เป็นเจ้าอ้วนแว่นหนาเตอะที่กำลังนอนคว่ำหน้าอ่านนิยายเรื่อง ‘จูเซียน’ อยู่บนเตียง
แต่พอมองเขาในตอนนี้... อ้วนลงพุง มีภาวะผิวหนังหนาดำที่คอชัดเจน เป็นลักษณะจำเพาะของภาวะดื้ออินซูลินเลยนี่หว่า ต้องรักษา
ส่วนคนที่อยู่ริมหน้าต่างคือหลี่จื่อเจี้ยน ผู้ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า ‘เจ้าชายเพลงรัก’ กำลังยืนเซตผมอยู่หน้ากระจก
แต่พอมองเขาในตอนนี้... กระดูกสันหลังส่วนคอยื่นไปข้างหน้า กล้ามเนื้อทราพีเซียสฝั่งซ้ายตึงเปรี๊ยะ ต้องรักษา
เจียงเหอส่ายหน้า
นิสัยติดอาชีพของตัวเองนี่แหละ... ที่ต้องรักษาด่วน
"โย่ว เหล่าเจียงกลับมาแล้วเหรอ?" หลี่จื่อเจี้ยนเหลือบมองผ่านกระจก: "พี่ฮ่าวล่ะ? ไปร้านเน็ตอีกแล้วดิ?"
"อืม" เจียงเหอวางกระเป๋าให้เข้าที่
"จุ๊ๆ ตกต่ำจริงๆ"
หลี่จื่อเจี้ยนขยับจัดปกเสื้อเล็กน้อย: "ไม่เหมือนฉัน คืนนี้มีนัดรุ่นน้องคณะพยาบาลไปเดินเล่นที่สนามกีฬามหา'ลัย เหล่าเจียง นายว่าทรงผมฉันเป็นไงบ้าง?"
เจียงเหอหันไปมองแวบหนึ่ง
หากมองด้วยสายตาของคนยุคปัจจุบัน ทรงผมนี้มันช่างดูขัดหูขัดตา ห่างจากคำว่า ‘ทรงนอกกระเเสเต็มขั้น’ ห่างจากทรงชามาเท่อีกเเค่ก้าวเดียว
"ก็ดูดีนะ"
เจียงเหอเอ่ยเตือนสติ: "จื่อเจี้ยน จะเที่ยวเล่นยังไงก็ช่าง แต่ป้องกันตัวเองด้วยล่ะ"
"เอาน่า ไม่มีซิฟิลิส เอ๊ย! ไม่มีปัญหาหรอก หูดก็ไม่มี โอกาสหนองในเท่ากับศูนย์"
หลี่จื่อเจี้ยนไม่ได้ใส่ใจคำเตือน เขายืนหลงตัวเองอยู่หน้ากระจกอีกพักหนึ่งก็เดินออกจากห้องไป
เจียงเหอนึกย้อนกลับไป ตอนนั้นหมอนี่ตรวจพบโรคหลังจากเรียนจบไปแล้ว
ช่วงนี้น่าจะยังปลอดภัยอยู่ ไว้ใกล้ๆ ถึงตอนนั้นค่อยเตือนเขาอีกทีก็แล้วกัน
เขาเลื่อนเก้าอี้แล้วทรุดตัวลงนั่ง
เปิดโคมไฟอ่านหนังสือ
ค้นสมุดโน้ตเล่มใหม่เอี่ยมออกมาจากลิ้นชัก แล้วดึงปลอกปากกาออก
ก่อนจะจรดปากกาเขียนบรรทัดแรกบนหน้าปกในอย่างจริงจังว่า:
《แผนปรับปรุงหัตถการทางคลินิกด้านศัลยกรรมตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน และการคัดกรองระยะเริ่มต้น—2008》
แม้ในหัวจะเต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า แต่การจะนำสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ในยุคปัจจุบันได้นั้น จำเป็นต้องมีกระบวนการอ้างอิงที่สมเหตุสมผล
ต้องย่อยข้อสรุปที่ล้ำยุคเหล่านี้ ให้ออกมาเป็นสมมติฐานที่กล้าหาญและการอนุมานอย่างรัดกุม โดยอิงจากเอกสารอ้างอิงที่มีอยู่ในปี 2008
เจียงเหอจรดปากกาเขียนต่อไปว่า
"การบุกเบิกระยะแรก: วิธีผ่าตัดแบบมุ่งหวังหายขาดฉบับปรับปรุงสำหรับมะเร็งท่อน้ำดีบริเวณขั้วตับ"
เขานึกถึงปัญหาคอขวดในงานวิจัยของศาสตราจารย์หยางซวี่ในช่วงเวลานี้ แล้วเขียนอธิบายต่อ:
"หัตถการที่มีอยู่ในปัจจุบันมีอัตราการผ่าตัดแบบ R0 สำหรับมะเร็งท่อน้ำดีขั้วตับชนิดที่ III และ IV ต่ำมาก จุดบอดสำคัญอยู่ที่มุมอับทางกายวิภาคบริเวณขั้วตับส่วนแรก..."
เขียนมาถึงตรงนี้
เจียงเหอก็หยุดคิดไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะทำเครื่องหมายดอกจันไว้ข้างๆ ย่อหน้านี้ พร้อมกับเติมประโยคเกี่ยวกับแนวโน้มในอนาคตลงไปว่า:
"หมายเหตุ: แม้ว่าปัจจุบันเทคนิคจุลศัลยศาสตร์จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก แต่ในช่วงสามถึงห้าปีข้างหน้า การเย็บต่อหลอดเลือดอย่างละเอียดภายใต้การผ่าตัดผ่านกล้องช่องท้องทั้งหมด จะค่อยๆ เข้ามาแทนที่การอาศัยสัมผัสจากการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบเดิม..."