เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 บอกลาอาเซรอธ

บทที่ 4 บอกลาอาเซรอธ

บทที่ 4 บอกลาอาเซรอธ


บทที่ 4 บอกลาอาเซรอธ

บริเวณหน้าประตู

พอเดินลงบันไดมา เฉินฮ่าวก็กลั้นความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่อยู่ เอ่ยขึ้นว่า

"เหล่าเจียง ฉันก็ว่าอยู่ทำไมนายถึงอยากเข้าร่วมการแข่งขันกะทันหัน ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง! มุกเมื่อกี้ของนายคืออะไร? แกล้งถอยเพื่อรุกใช่ไหมล่ะ ล้ำลึกมาก!"

เจียงเหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมากะทันหัน: "เฉินฮ่าว"

"มีอะไรวะ?"

"วันหลังอย่าพูดถึงเฉิงซีเหยาอีกนะ"

"ทำไมล่ะ?"

"ฉันไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิด"

"อ้อ... ก็ได้ ๆ ฉันผิดเอง งั้น... ตอนนี้พวกเราจะไปไหนกันต่อ?"

"ไปกินข้าวกัน"

โรงอาหารสอง

เจียงเหอสั่งเนื้อตุ๋นมันฝรั่ง แล้วก็เพิ่มมะเขือเทศผัดไข่ รวมทั้งหมดแค่หกหยวนห้าเหมา

มองดูข้าวสวยที่ตักมาจนพูนถาด เขาก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ

ในยุคนี้ เงินสิบหยวนสามารถกินได้อิ่มหนำสำราญจริงๆ...

ทั้งสองหาที่นั่งริมหน้าต่างแล้วนั่งลง

เฉินฮ่าวก้มหน้าก้มตาจ้วงข้าวเข้าปาก แต่เจียงเหอยังไม่รีบจับตะเกียบ เขาโทรศัพท์กลับไปที่บ้านก่อน

ชาติก่อน พ่อจากไปตอนที่เขาเรียนปริญญาเอกปีสอง ท่านจากไปอย่างกะทันหันจนไม่ได้ดูใจกันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยซ้ำ

แม่ตัวคนเดียวต้องช่วยเขาซื้อบ้านในเมืองใหญ่และจัดการเรื่องแต่งงาน จนล้มป่วยเพราะทำงานหนักเกินไป ต่อมายังต้องช่วยดูแลภรรยาที่ป่วยของเขาอีก ลำบากมากจริงๆ

สายติดแล้ว

เสียงจากปลายสายดังฟังชัดเปี่ยมไปด้วยพลัง: "ฮัลโหล? ใครน่ะ?"

"พ่อ ผมเอง"

"อ้อ ลูกชายเองเหรอ!"

ปลายสายมีเสียงไพ่นกกระจอกดังแทรกมา: "ว่าไง? เงินค่าขนมหมดแล้วเหรอ?"

"เงินยังพอใช้ครับ แค่คิดถึงพ่อกับแม่น่ะ"

ปลายสายเงียบไปสองวินาทีอย่างเห็นได้ชัด

แม้แต่เสียงไพ่นกกระจอกก็ยังหยุดชะงัก

พ่อเอ่ยขึ้น: "...เอ่อ ลูกชาย แกไปก่อเรื่องอะไรที่มหา'ลัยหรือเปล่าเนี่ย?"

เจียงเหอ: "เปล่าครับ"

พ่อร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงขัดเขินอย่างยิ่งว่า: "งั้นแค่นี้นะ โทรทางไกลมันแพง ไม่คุยแล้ว!"

"เดี๋ยวก่อน"

เจียงเหอพูดแทรก: "พ่อ ฟังผมนะ พ่อต้องเลิกบุหรี่ได้แล้ว แล้วก็ไหผักดองที่บ้านน่ะ บอกให้แม่เอาไปทิ้งเลย พ่อความดันสูง เดี๋ยวผมจะส่งข้อควรระวังไปให้ พ่อทำตามนั้นด้วยนะ ได้ยินไหม?"

พ่อ: "เฮอะ พอเรียนหมอแล้วเก่งนักนะ ถึงขั้นมาสั่งสอนพ่อแกแล้วใช่ไหม?"

เจียงเหอ: "พ่อ ผมยังหวังว่าวันหน้าหาเงินได้แล้วจะรับพ่อกับแม่มาอยู่สบายๆ ในเมืองใหญ่นะ เชื่อฟังผมเถอะ รักษาสุขภาพด้วย"

พ่อ "..."

ปลายสายเงียบไปอีกหลายวินาที

ทำเอาคนเป็นพ่อถึงกับเขินทำตัวไม่ถูก

นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย! ไม่กลัวหรอกนะไอ้เรื่องลูกดื้อน่ะ กลัวก็แต่จู่ ๆ ลูกดันลุกขึ้นมาทำตัวกตัญญูนี่แหละ! คนมันไม่ชินโว้ย!

พ่อ: "โอ๊ย พอๆ รู้แล้วน่า บ่นจุกจิกจริง... แค่นี้นะ!"

"เดี๋ยวก่อนสิพ่อ..."

เจียงเหอถอนหายใจอย่างจนปัญญา ได้แต่เอ่ยเกลี้ยกล่อม: "ถ้าพ่อยอมทำตาม ปีนี้ผมจะตั้งใจเรียน แล้วเอาทุนการศึกษาไปฝาก ดีไหมล่ะ?"

"หา? อย่างแกเนี่ยนะจะคว้าทุนการศึกษา? จริงดิ?"

เจียงเหอ: "จริงสิครับ"

พอคนเป็นพ่อได้ยินแบบนี้ มุมปากก็ยกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แทบจะโดนลูกชายหลอกล่อจนยิ้มแก้มปริอยู่แล้ว: "เออๆ งั้นฉันรู้แล้ว มีอะไรอีกไหม?"

"ขอผมคุยกับแม่หน่อยครับ"

ไม่นาน เสียงของแม่ก็ดังลอดมาจากหูฟัง: "ลูก มีอะไรเหรอ?"

"แม่ เมื่อกี้ผมบอกพ่อไปแล้วนะว่าให้เลิกบุหรี่ แล้วก็กินเค็มให้น้อยลง แม่ช่วยจับตาดูให้ผมหน่อยนะ"

เจียงเหอกำชับ: "แล้วก็แม่ด้วย กินหวานให้น้อยลง กลางคืนก็อย่านอนดึกนักล่ะ"

"โธ่ ลูกแม่น่ารักจริง ๆ... แม่รู้แล้วล่ะ ลูกวางใจเถอะ อยู่ข้างนอกก็ดูแลตัวเองดีๆ อะไรควรประหยัดก็ประหยัด อะไรจำเป็นต้องจ่ายก็จ่าย ถ้าเงินหมดก็บอกแม่นะ..."

วางสายเสร็จ เจียงเหอก็เก็บมือถือ แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมา

แต่กลับพบว่าเฉินฮ่าวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังจ้องเขาเขม็งโดยไม่พูดไม่จา

"มองฉันทำไม?" เจียงเหอคีบมันฝรั่งเข้าปากหนึ่งชิ้น

สีหน้าของเฉินฮ่าวยิ่งดูเป็นกังวลหนักกว่าเดิม

"...เจียงเหอ"

"หืม?"

"นายบอกความจริงฉันมาเถอะ นายไปเจอเรื่องอะไรมาใช่ไหม?"

"ทำไมพูดงั้นล่ะ?"

"วันนี้นายดูแปลกๆ ไปนะ หลับในห้องเรียนพอตื่นมาก็ตอบคำถามยากๆ ได้ อีกทั้งยังวิ่งออกไปร้องไห้เเทบเป็นเเเทบตาย แล้วยังไปค้นเอกสารวิชาการเรื่องตับและทางเดินน้ำดีอะไรนั่นอีก แถมยังบอกไม่ให้ฉันพูดถึงเฉิงซีเหยา แล้วตอนนี้... ถึงกับโทรหาที่บ้านเอง ทำตัวกตัญญูขนาดนี้เลยเหรอวะ?"

"จริงๆ นะ เหล่าเจียง"

เฉินฮ่าวเอ่ยด้วยความเป็นห่วง: "ถ้านายเจอเรื่องอะไร ก็บอกพี่น้องมาเถอะ อย่าแบกรับไว้คนเดียว ฉันพร้อมช่วยนายแน่"

เจียงเหอยังไม่รีบตอบ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นวาบ

ถึงแม้ปกติไอ้หมอนี่จะดูพึ่งพาไม่ค่อยได้ มาเรียนก็เอาแต่เล่นเกม

แต่ในชาติก่อนตอนที่เซิ่นยวี่ป่วยและต้องการใช้เงินด่วน เฉินฮ่าวก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยอมเอาเงินดาวน์ที่เตรียมไว้ซื้อบ้านแต่งงานมาให้เขายืม...

เจียงเหอวางตะเกียบลง แล้วเอ่ยว่า: "วางใจเถอะ ไม่มีอะไรจริงๆ"

"แล้วที่นายเป็นแบบนี้มัน..."

"ก็แค่จู่ๆ ฝันยาวมากตื่นหนึ่ง พอตื่นขึ้นมาก็คิดอะไรได้หลายอย่าง เมื่อก่อนรู้สึกว่าวันเวลายังอีกยาวไกล ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ ก็ได้ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเวลามันเหลือน้อยแล้ว เลยอยากทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง"

เฉินฮ่าวจ้องหน้าเขาอยู่นาน พยายามจะจับผิดอะไรบางอย่างจากสีหน้าของเจียงเหอ

แต่แววตาของเจียงเหอนั้นเปิดเผยมาก ซ้ำยังมีความลึกซึ้งและเด็ดเดี่ยว... ในแบบที่เขาอ่านไม่ออก

"...เออๆ ก็ได้"

เฉินฮ่าวถอนหายใจ แล้วเอ่ยว่า: "ถึงจะไม่รู้ว่านายไปโดนอะไรกระตุ้นมาก็เถอะ แต่ดูจากสภาพแล้วก็ไม่น่าจะถึงขั้นคิดสั้น เอาเป็นว่ามีอะไรก็บอกฉันละกัน"

"อืม"

ทั้งสองจัดการมื้อเย็นกันอย่างรวดเร็ว

เมื่อเดินออกจากโรงอาหาร

มีนักศึกษาชายหลายคนกอดคอกันเดินมุ่งหน้าไปทางประตูมหาวิทยาลัย

เฉินฮ่าวยืนอยู่ตรงทางแยกด้วยท่าทีคันไม้คันมือ: "เอ่อ... เหล่าเจียง ไม่ไปร้านเน็ตเหรอวะ? คืนนี้กิลด์จะลงดันเจี้ยนใหม่ ขาดฮีลเลอร์พอดี ไอดีนาย..."

"ไม่ไปแล้ว"

เจียงเหอปฏิเสธอย่างเด็ดขาด: "วันหลังก็จะไม่เล่นแล้ว ไอดีนี้ฉันยกให้นายเลย"

เฉินฮ่าวถึงกับยอมใจ: "นายแม่งแน่มาก มาเอากระเป๋าไป ไอดีเดี๋ยวฉันช่วยปั้นให้ก่อน รอนายหมดช่วงฮึกเหิมเมื่อไหร่ฉันค่อยคืนให้ก็แล้วกัน"

"โอเค"

เฉินฮ่าวโบกมือลา แล้วหันหลังวิ่งสับตีนแตกไปทางร้านเน็ตหน้ามหาวิทยาลัย

ลาก่อน อาเซรอธ

เจียงเหอเดินกลับหอพักตามลำพัง

พอผลักประตูเข้าไป ก็พบว่ารูมเมตอีกสองคนกลับมาแล้ว

หวังป๋อนอนอยู่เตียงตรงข้าม ฉายา ‘เหล่าหวัง’ เป็นเจ้าอ้วนแว่นหนาเตอะที่กำลังนอนคว่ำหน้าอ่านนิยายเรื่อง ‘จูเซียน’ อยู่บนเตียง

แต่พอมองเขาในตอนนี้... อ้วนลงพุง มีภาวะผิวหนังหนาดำที่คอชัดเจน เป็นลักษณะจำเพาะของภาวะดื้ออินซูลินเลยนี่หว่า ต้องรักษา

ส่วนคนที่อยู่ริมหน้าต่างคือหลี่จื่อเจี้ยน ผู้ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า ‘เจ้าชายเพลงรัก’ กำลังยืนเซตผมอยู่หน้ากระจก

แต่พอมองเขาในตอนนี้... กระดูกสันหลังส่วนคอยื่นไปข้างหน้า กล้ามเนื้อทราพีเซียสฝั่งซ้ายตึงเปรี๊ยะ ต้องรักษา

เจียงเหอส่ายหน้า

นิสัยติดอาชีพของตัวเองนี่แหละ... ที่ต้องรักษาด่วน

"โย่ว เหล่าเจียงกลับมาแล้วเหรอ?" หลี่จื่อเจี้ยนเหลือบมองผ่านกระจก: "พี่ฮ่าวล่ะ? ไปร้านเน็ตอีกแล้วดิ?"

"อืม" เจียงเหอวางกระเป๋าให้เข้าที่

"จุ๊ๆ ตกต่ำจริงๆ"

หลี่จื่อเจี้ยนขยับจัดปกเสื้อเล็กน้อย: "ไม่เหมือนฉัน คืนนี้มีนัดรุ่นน้องคณะพยาบาลไปเดินเล่นที่สนามกีฬามหา'ลัย เหล่าเจียง นายว่าทรงผมฉันเป็นไงบ้าง?"

เจียงเหอหันไปมองแวบหนึ่ง

หากมองด้วยสายตาของคนยุคปัจจุบัน ทรงผมนี้มันช่างดูขัดหูขัดตา ห่างจากคำว่า ‘ทรงนอกกระเเสเต็มขั้น’ ห่างจากทรงชามาเท่อีกเเค่ก้าวเดียว

"ก็ดูดีนะ"

เจียงเหอเอ่ยเตือนสติ: "จื่อเจี้ยน จะเที่ยวเล่นยังไงก็ช่าง แต่ป้องกันตัวเองด้วยล่ะ"

"เอาน่า ไม่มีซิฟิลิส เอ๊ย! ไม่มีปัญหาหรอก หูดก็ไม่มี โอกาสหนองในเท่ากับศูนย์"

หลี่จื่อเจี้ยนไม่ได้ใส่ใจคำเตือน เขายืนหลงตัวเองอยู่หน้ากระจกอีกพักหนึ่งก็เดินออกจากห้องไป

เจียงเหอนึกย้อนกลับไป ตอนนั้นหมอนี่ตรวจพบโรคหลังจากเรียนจบไปแล้ว

ช่วงนี้น่าจะยังปลอดภัยอยู่ ไว้ใกล้ๆ ถึงตอนนั้นค่อยเตือนเขาอีกทีก็แล้วกัน

เขาเลื่อนเก้าอี้แล้วทรุดตัวลงนั่ง

เปิดโคมไฟอ่านหนังสือ

ค้นสมุดโน้ตเล่มใหม่เอี่ยมออกมาจากลิ้นชัก แล้วดึงปลอกปากกาออก

ก่อนจะจรดปากกาเขียนบรรทัดแรกบนหน้าปกในอย่างจริงจังว่า:

《แผนปรับปรุงหัตถการทางคลินิกด้านศัลยกรรมตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน และการคัดกรองระยะเริ่มต้น—2008》

แม้ในหัวจะเต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า แต่การจะนำสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ในยุคปัจจุบันได้นั้น จำเป็นต้องมีกระบวนการอ้างอิงที่สมเหตุสมผล

ต้องย่อยข้อสรุปที่ล้ำยุคเหล่านี้ ให้ออกมาเป็นสมมติฐานที่กล้าหาญและการอนุมานอย่างรัดกุม โดยอิงจากเอกสารอ้างอิงที่มีอยู่ในปี 2008

เจียงเหอจรดปากกาเขียนต่อไปว่า

"การบุกเบิกระยะแรก: วิธีผ่าตัดแบบมุ่งหวังหายขาดฉบับปรับปรุงสำหรับมะเร็งท่อน้ำดีบริเวณขั้วตับ"

เขานึกถึงปัญหาคอขวดในงานวิจัยของศาสตราจารย์หยางซวี่ในช่วงเวลานี้ แล้วเขียนอธิบายต่อ:

"หัตถการที่มีอยู่ในปัจจุบันมีอัตราการผ่าตัดแบบ R0 สำหรับมะเร็งท่อน้ำดีขั้วตับชนิดที่ III และ IV ต่ำมาก จุดบอดสำคัญอยู่ที่มุมอับทางกายวิภาคบริเวณขั้วตับส่วนแรก..."

เขียนมาถึงตรงนี้

เจียงเหอก็หยุดคิดไปครู่หนึ่ง

ก่อนจะทำเครื่องหมายดอกจันไว้ข้างๆ ย่อหน้านี้ พร้อมกับเติมประโยคเกี่ยวกับแนวโน้มในอนาคตลงไปว่า:

"หมายเหตุ: แม้ว่าปัจจุบันเทคนิคจุลศัลยศาสตร์จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก แต่ในช่วงสามถึงห้าปีข้างหน้า การเย็บต่อหลอดเลือดอย่างละเอียดภายใต้การผ่าตัดผ่านกล้องช่องท้องทั้งหมด จะค่อยๆ เข้ามาแทนที่การอาศัยสัมผัสจากการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบเดิม..."

จบบทที่ บทที่ 4 บอกลาอาเซรอธ

คัดลอกลิงก์แล้ว