- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปีสองพันแปด ผมคือเทพวงการแพทย์
- บทที่ 1 เกิดใหม่ เริ่มต้นจากการพิชิตมะเร็งตับอ่อน
บทที่ 1 เกิดใหม่ เริ่มต้นจากการพิชิตมะเร็งตับอ่อน
บทที่ 1 เกิดใหม่ เริ่มต้นจากการพิชิตมะเร็งตับอ่อน
บทที่ 1 เกิดใหม่ เริ่มต้นจากการพิชิตมะเร็งตับอ่อน
ตลอดเวลายี่สิบปีในฐานะแพทย์ ผมช่วยชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน
แต่ประโยคสุดท้ายที่ภรรยาพูดกับผมกลับเป็นคำว่า "ฟังฉันนะ... เราเลิกรักษากันเถอะ"
ผมมันไร้ประโยชน์จริงๆ
ทั้งที่เป็นสาขาที่ตัวเองเชี่ยวชาญที่สุดแท้ๆ แต่กลับช่วยชีวิตเธอไว้ไม่ได้
"เจียงเหอ ตื่นสิ..."
"เลิกหลับได้แล้ว! เหล่าเซี่ยเรียกนายลุกขึ้นไปตอบคำถามแล้ว!"
แรงเขย่าหนักๆ ที่ไหล่ปลุกให้เจียงเหอลืมตาโพลง
ภาพตรงหน้าพร่ามัว แสงและเงาพร่างพรายสลับกัน... ทุกสิ่งรอบตัวดูวุ่นวายและแปลกตาไปหมด
นับตั้งแต่ภรรยาจากไป เขามักจะเกิดอาการเหม่อลอยเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง
ราวกับวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวันนี้คือวันอะไร
สองมือยันโต๊ะเรียนแล้วลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ
เบื้องหน้าปรากฏร่างของชายวัยกลางคนศีรษะล้านเถิกคนหนึ่ง กำลังจ้องเขม็งมาที่เขาด้วยสีหน้าถมึงทึง
"ตื่น ตื่น ตื่น! วิชาพยาธิสรีรวิทยาของฉันมันน่าหลับขนาดนั้นเลยหรือไง!"
"ในเมื่อตื่นแล้ว ก็ลองอธิบายการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนเลือดระดับจุลภาคในระยะแรกของภาวะช็อกมาสิ"
"แล้วก็บอกมาด้วยว่า หากเป็นภาวะช็อกจากการเสียเลือดที่มีสาเหตุจากเลือดออกอย่างต่อเนื่อง หลักการให้สารน้ำในการปฐมพยาบาลทางคลินิกคืออะไร?"
ห้องเรียนรวมขนาดใหญ่เงียบกริบลงถนัดตา
นี่เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่เข้าใจยากที่สุดของวิชาพยาธิสรีรวิทยา เพราะเกี่ยวข้องกับกลไกอันซับซ้อนของระยะขาดเลือดและออกซิเจนในการไหลเวียนเลือดระดับจุลภาค
สำหรับนักศึกษาปีสาม แค่ท่องจำเเนวคิดให้ได้ครบก็เก่งแล้ว นี่ยังต้องมาวิเคราะห์ถึงตัวเลือกแรกทางคลินิกอีกงั้นหรือ?
คำถามนี้เห็นได้ชัดว่าเกินหลักสูตรไปไกล
ด้วยคติประจำใจที่ว่า 'เพื่อนตายดีกว่าตัวเองตาย' ทุกคนจึงพร้อมใจกันก้มหน้าหลบสายตาอย่างรู้กัน
เจียงเหอมองตรงไปยังกระดานดำด้วยสายตาเหม่อลอยเล็กน้อย
การไหลเวียนเลือดระดับจุลภาคในภาวะช็อกงั้นหรือ?
ความรู้พื้นฐานพรรค์นี้มันฝังลึกเข้าไปในกระดูกตั้งนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดเลยด้วยซ้ำ...
"ระยะแรกของภาวะช็อกก็คือการสละเบี้ยเพื่อรักษาเรือ ร่างกายจะหดหลอดเลือดบริเวณผิวหนัง เพื่อบีบเลือดที่มีอยู่อย่างจำกัดไปเลี้ยงหัวใจและสมอง ตราบใดที่ศูนย์บัญชาการทั้งสองแห่งนี้ยังไม่ล้ม คนไข้ก็ยังมีทางรอด"
เหล่าเซี่ยชะงักไป คำอธิบายนี้... ทั้งเข้าใจง่ายและแม่นยำ
"ส่วนหลักการให้สารน้ำ..."
เจียงเหอพูดต่อ: "ทางคลินิกจะเลือกการกู้ชีพด้วยสารน้ำแบบจำกัดปริมาณเป็นอันดับแรก นี่คือความรู้พื้นฐาน"
พูดจบ เขาก็ล้วงมือไปหยิบปากกาในกระเป๋าเสื้อกาวน์ตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
เมื่อก้มลงมอง ถึงได้เห็นว่าตัวเองกำลังสวมเสื้อยืดที่ซักจนสีซีด...
ภายในห้องเรียน
เหล่าเซี่ยเผยสีหน้าประหลาดใจ
การกู้ชีพด้วยสารน้ำแบบจำกัดปริมาณ?
นี่มันแนวคิดล้ำสมัยที่เพิ่งจะกลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บระดับนานาชาติในปีนี้เลยนะ ไอ้เด็กคนนี้รู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน?
"...เหล่าเจียง!"
เฉินฮ่าวเพื่อนร่วมโต๊ะกระซิบเตือน: "ผิดแล้ว ในหนังสือเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องเพิ่มปริมาตรสารน้ำอย่างรวดเร็วต่างหาก..."
สายตาประหลาดใจจากคนรอบข้างยิ่งทำให้เจียงเหอรู้สึกวิงเวียนรุนแรงขึ้นไปอีก
ที่นี่อุดอู้เกินไป อุดอู้จนแทบจะหายใจไม่ออก
เขาเลื่อนเก้าอี้ออก หันหลังเดินตรงไปยังประตูหลังห้อง
จนกระทั่งเขาดึงประตูเปิดออก เหล่าเซี่ยถึงเพิ่งได้สติกลับมา: "อ้าว? เจียงเหอ! เธอจะไปไหน!"
เจียงเหอไม่ได้หันกลับไปมอง เขาเพียงปิดประตูตามหลังไปอย่างเป็นธรรมชาติ
โถงทางเดินด้านนอกว่างเปล่า แสงแดดเดือนกันยายนค่อนข้างสว่างแยงตา
เขาเดินไปที่ริมระเบียง สองมือจับราวเหล็กที่เริ่มขึ้นสนิม ทอดสายตามองกลุ่มนักศึกษาในชุดเสื้อยืดหลากสีที่กำลังเตะฟุตบอลอยู่บนสนามด้านล่าง นัยน์ตาที่เคยเหม่อลอยค่อยๆ ปรับโฟกัสชัดขึ้น
ช่างเป็นสถานที่ที่คุ้นตาเหลือเกิน
กำแพงอิฐแดง ต้นการบูร และเพลงป็อปที่แว่วมาจากเสียงตามสาย
ที่นี่คือ... มหาวิทยาลัยการแพทย์หนานซานงั้นเหรอ?
เดี๋ยวก่อน ถ้าเขาไม่ได้กำลังฝันไป และไม่ได้มีอาการทางจิตประสาทหลอนล่ะก็...
ในเมื่อที่นี่คือมหาวิทยาลัยการแพทย์หนานซาน งั้น... ตอนนี้คือเวลาไหนกันแน่?
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบโทรศัพท์มือถือโนเกียทรงแท่งที่สีตรงปุ่มกดลอกล่อนออกมา
บนหน้าจอแสดงเวลา วันที่ 26 กันยายน ปี 2008
ด้านบนยังมี SMS จากม้งหวั่งมือถือที่ยังไม่ได้อ่านอีกสองข้อความ:
[สรุปข่าวเช้าค่ำ]: ยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม 'เสินโจว 7' ปล่อยขึ้นสู่อวกาศสำเร็จแล้ว วงการอวกาศจีนก้าวไปอีกขั้นที่สำคัญ!
[ข่าวเศรษฐกิจและการเงิน]: ผลกระทบจากวิกฤตล้มละลายของเลห์แมนบราเธอร์ส สึนามิทางการเงินลุกลามไปทั่วโลก หุ้น A-share ผันผวนอย่างต่อเนื่อง...
ปี 2008
เจียงเหอยืนอึ้งอยู่กับที่
ในปีนี้ ควันจากดอกไม้ไฟของกีฬาโอลิมปิกเพิ่งจะจางหายไป และทั่วทุกหัวระแหงยังคงเปิดเพลง 'ปักกิ่งต้อนรับคุณ'
ในปีนี้ ราคาหุ้นของเหมาไถยังไม่ถึงร้อยหยวน และเทนเซ็นต์ก็ยังไม่ได้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เหมือนในเวลาต่อมา
ในปีนี้ ราคาบ้านยังไม่ได้พุ่งสูงปรี๊ดจนทำให้ผู้คนสิ้นหวัง
และที่สำคัญที่สุดคือ...
ในปีนี้... เธอยังมีชีวิตอยู่
ความทรงจำจากชาติที่แล้วพรั่งพรูเข้ามาในหัว
เซิ่นยวี่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดท่อนำในช่วงฤดูหนาวปี 2014 ตอนที่ตรวจพบก็เข้าสู่ระยะสุดท้ายและลุกลามไปที่ตับเสียแล้ว
แต่ตอนนี้คือปี 2008
"นับจากนี้ไปจนถึงวันที่เธอถูกวินิจฉัย... ยังมีเวลาอีกตั้งสองพันกว่าวัน..."
เจียงเหอพึมพำเสียงแผ่ว ความสับสนในแววตาค่อยๆ จางหายไป
ยังทัน
เวลาตั้งมากมายขนาดนี้ ต้องช่วยเธอทันแน่ๆ...
สิ่งที่เขาติดค้างเธอนั้น มันมากมายเหลือเกิน
ชาติที่แล้วในช่วงที่เขาเรียนต่อปริญญาโทควบปริญญาเอก เขาจนตรอกจนแทบไม่มีจะกิน
เพื่อให้เขาทุ่มเทกับงานวิจัยได้อย่างเต็มที่ เซิ่นยวี่ที่เดิมทีมีงานประจำแสนสบาย กลับยอมเหนื่อยไปรับจ้างทำงานพิเศษเพิ่มอีกถึงสองแห่ง
ฤดูหนาวปีนั้นการทดลองล้มเหลว เขานั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ในห้องเช่า
เซิ่นยวี่ฝ่าพายุหิมะกลับมา ใบหน้าของเธอแดงก่ำจากความหนาวเหน็บ ทว่าเธอกลับส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
"หมอเจียง อย่าเพิ่งท้อสิ! ในใจฉันคุณเก่งที่สุดเลยนะ! นี่ไง ฉันทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงของโปรดมาให้ด้วย รีบชิมดูสิ!"
คืนนั้นขณะที่เขากำลังกินเนื้อตุ๋น เขากลับสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบนมือของเธอมีรอยแผลหิมะกัดเพิ่มขึ้นมาหลายแห่ง
ภายหลังเขาถึงได้รู้ว่า เพื่อให้เขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เธอถึงกับแอบเอาสร้อยข้อมือทองคำซึ่งเป็นสินเดิมที่แม่ทิ้งไว้ให้ไปขาย
เธอใช้ช่วงเวลาวัยสาวที่ดีที่สุดอยู่เคียงข้างเขา
แต่กลับต้องด่วนจากไปเพียงลำพัง ในตอนที่ชีวิตของพวกเขากำลังจะเริ่มดีขึ้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ขอบตาของเจียงเหอก็แดงรื้น
ปลายนิ้วที่สั่นเทากดหมายเลขโทรศัพท์ชุดหนึ่งที่เขาจำได้ขึ้นใจ
ตอนนี้เธอ... น่าจะยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ทางตอนเหนือ
ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด...
สิ้นเสียงรอสาย… ปลายสายก็กดรับ
“ฮัลโหล? ใครคะ?”
เสียงที่ดังมาจากหูฟังนั้นช่างสดใส กังวาน และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ไม่มีความทรมานจากความเจ็บป่วย ไม่มีเสียงหอบหายใจอันอ่อนแรง มีเพียงเซิ่นยวี่คนที่ร่าเริงและชอบหัวเราะคนเดิม
เจียงเหออ้าปาก ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
เขายืนนิ่งงันราวกับท่อนไม้ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย...
“ฮัลโหล? ได้ยินไหมคะ?”
“ฮัลโหล? สัญญาณไม่ดีเหรอคะ?”
“ทำไมไม่พูดล่ะคะ? ถ้าไม่พูดฉันจะวางแล้วนะ...”
ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด...
สายถูกตัดไปแล้ว
เจียงเหอยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
แสงแดดสาดส่องลงบนใบหน้าของเขา
ทั้งที่ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่น้ำตากลับไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตกโดยไม่มีสัญญาณเตือน
ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ มีเพียงหยาดน้ำตาร้อนผ่าวที่พรั่งพรูออกจากเบ้าตาอย่างบ้าคลั่ง ไหลอาบลงมาเข้าปาก รสชาติเค็มปร่าจนรู้สึกขม
เขายกหลังมือขึ้นเช็ด
แต่เช็ดเท่าไหร่ก็ไม่แห้ง
ยิ่งเช็ด น้ำตาก็ยิ่งไหลริน...
เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ซุกใบหน้าลงกับท่อนแขน
ขณะที่กำลังร้องไห้ สมองกลับทำงานโดยอัตโนมัติ บังคับให้เขาต้องขบคิด:
ในเมื่อตั้งใจจะช่วย สู้พาเธอไปโรงพยาบาลตอนนี้เลยดีไหม?
ผ่าตัดออกไปเลย?
ไม่ได้!
เซิ่นยวี่ในตอนนี้แข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกประการ เครื่อง CT ในปี 2008 ไม่มีทางตรวจพบรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งได้อย่างแน่นอน
หากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ ก็ไม่มีหมอคนไหนกล้าลงมีดผ่าตัด
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...
มะเร็งตับอ่อนได้ฉายาว่า 'ราชาแห่งมะเร็ง' ไม่ใช่เพียงเพราะมันซ่อนเร้นตรวจพบยาก แต่เป็นเพราะอัตราการกลับมาเป็นซ้ำที่สูงจนน่าสิ้นหวังต่างหาก
ต่อให้ผ่าตัดออกได้ตั้งแต่ระยะแรก แต่อัตราการรอดชีวิตในช่วงห้าปีหลังการผ่าตัดก็ยังมีไม่ถึง 20%
ในชาติที่แล้ว เซิ่นยวี่ก็เสียชีวิตจากการที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหลังการผ่าตัด และลุกลามไปยังตับ
หากเลือกเดินซ้ำรอยเดิม จุดจบก็คงหนีไม่พ้นโอกาสรอดที่มีเพียงหนึ่งในสิบอยู่ดี
เขาต้องจัดการควบคู่กันไปทั้งสองทาง
ต้องสร้างระบบคัดกรองมะเร็งระยะเริ่มต้นแบบใหม่ทั้งหมดให้สำเร็จภายในหกปี และยังต้องปรับปรุงเทคนิคการผ่าตัดแบบมุ่งหวังกำจัดโรคให้หมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำให้ต่ำที่สุด...
จังหวะนั้นเอง ประตูหลังห้องเรียนก็ถูกผลักเปิดออก
เฉินฮ่าววิ่งตามออกมาแล้วตบไหล่เขา: "เจียงเหอ! นายไม่เป็นไรใช่ไหม? ...เอ๊ะ? ทำไมนายร้องไห้ล่ะเนี่ย?"
เจียงเหอใช้มือเช็ดหน้าลวกๆ สูดลมหายใจเข้าลึก ในใจตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว
เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง แววตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว
"เฉินฮ่าว"
"หะ... หา? มะ...มีอะไรเหรอ?" เฉินฮ่าวสะดุ้งกับสายตาของเขา รู้สึกเหมือนเพื่อนคนนี้กลายเป็นคนละคนไปกะทันหัน
"การแข่งขันแนวคิดพยาธิวิทยาคลินิกของเทอมนี้ ปิดรับสมัครหรือยัง?"
เฉินฮ่าวชะงักไปครู่หนึ่ง: "น่าจะ... ยังมั้ง แต่รายการนั้นมันมีไว้ให้พวกรุ่นพี่ปีสี่ไปแข่งกันไม่ใช่เหรอ? มีแต่วิเคราะห์เคสโรคที่รักษายากและซับซ้อนทั้งนั้น พวกเราขืนไปก็เป็นได้แค่ตัวประกอบให้เขาเชือดทิ้งเปล่าๆ"
"ฉันตั้งใจจะลงแข่ง"
"หา? นาย... ผีเข้าหรือไง? ก่อนหน้านี้นายยังบอกอยู่เลยว่าแข่งไปก็เสียเวลาเปล่าไม่ใช่เหรอ?"
"เปลี่ยนใจแล้ว"
"ทำไมล่ะ? แค่เพื่อหน่วยกิตนิดๆ หน่อยๆ นั่นน่ะเหรอ?"
"เพื่อจะได้สิทธิ์เข้าห้องแล็บ"
เฉินฮ่าว: "???"
เขายิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ ชีวิตมหา'ลัยมันก็ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าสิ?
หาแฟนสักคน นั่งเล่นเน็ตชิลๆ มันไม่ดีตรงไหน?
จู่ๆ จะวิ่งโร่ไปเข้าห้องแล็บเนี่ยนะ มันหมายความว่ายังไงกันวะ?