- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นยอดสามี ขอเลี้ยงลูกเมียให้สุขสบาย
- บทที่ 46 ฉันไม่ควรโกหกเธอเลย
บทที่ 46 ฉันไม่ควรโกหกเธอเลย
บทที่ 46 ฉันไม่ควรโกหกเธอเลย
ตั้งแต่หลี่เถียนเถียนคิดไม่ซื่อ เขาก็คิดหาวิธีจัดการเรื่องนี้ไว้แล้ว อีกอย่างเขาก็คาดว่าจะกลับมาได้ในตอนค่ำ เลยไม่บอกเธอดีกว่า จะได้ไม่ต้องให้เธอเป็นห่วงอยู่ที่บ้าน
เมื่อได้ยินเขาบอกว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่บ้าน ซ่งหว่านชิงก็ไม่ได้ซักถามอะไรมาก เพียงแต่กำชับเขาว่า
“ซาลาเปาในตู้เย็น นายเอาออกมาอุ่นก่อนแล้วค่อยกินนะ อย่ากินซาลาเปาเย็น ๆ เลย”
จ้าวเจิ้นกั๋วที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินมาที่ข้างเตียง โน้มตัวลงจูบแก้มภรรยาหนึ่งที
“ฉันออกไปข้างนอกก่อนนะ ไม่มีอะไรก็อยู่บ้านรอฉันกลับมา” พูดจบก็ยืดตัวขึ้น ก้าวเท้าฉับ ๆ เดินออกไป
เมื่อออกมาข้างนอก ก็เห็นพี่ใหญ่กับพี่รองที่รีบร้อนมาถึง มือถือจอบดูเหมือนพร้อมจะสู้ได้ทุกเมื่อ
เขาเดินเข้าไปหา แล้วพูดกับพวกพี่ชาย
“ผมไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
ชายวัยกลางคนที่สวมเครื่องแบบทางการ เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวเจิ้นกั๋วก็หัวเราะเบา ๆ
สายตาจับจ้องไปที่สหายหนุ่มผู้มีรูปร่างสมส่วน สูงโปร่งและสง่างามเบื้องหน้า
รูปลักษณ์ดูดีมีราศี ยืนอยู่ตรงนี้แล้วดูมีอำนาจ บารมีกดดันจนคนอื่นต้องรู้สึกด้อยกว่า
หากไม่ใช่เพราะรู้ว่าเขาเป็นคนพื้นเพของหมู่บ้านนี้ ก็คงเข้าใจผิดว่าเป็นคุณชายจากบ้านข้าราชการระดับสูงคนไหนสักคน ที่มาลงพื้นที่เป็นปัญญาชนคนรุ่นใหม่สอนหนังสือ!
“สหายหนุ่ม ดูท่าคุณยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ สถานการณ์ของคุณแบบนี้ หากไม่ติดคุกไปอีกหลายปี ผมว่าคุณอย่าหวังว่าจะได้ออกมาเลย”
คราวนี้พี่ใหญ่กับพี่รองต่างก็ตกตะลึง ไม่รู้ว่าน้องชายตัวเองไปก่อเรื่องอะไรไว้ข้างนอก ได้แต่ยืนมองเขาถูกพาตัวไป ทำอะไรไม่ได้เลย
ตอนเที่ยง ซ่งหว่านชิงกำลังอุ้มลูกทำอาหาร หลิวกุ้ยฮวาก็เดินมาที่หน้าประตูห้องครัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ร่างกายเอนพิงวงกบประตูแล้วพูดว่า
“โธ่เอ๊ย ฉันไม่พูดก็ไม่ได้นะ ว่าต้องเป็นเธอคนเมืองนี่แหละที่เห็นโลกมาเยอะ ไอ้สี่โดนจับไปแบบนี้แล้ว เธอยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวกุ้ยฮวา การเคลื่อนไหวของซ่งหว่านชิงก็ชะงักลง เธอหันไปมองคนที่พิงวงกบประตูอยู่ ไม่เข้าใจว่าคำพูดของอีกฝ่ายหมายความว่าอะไร
หลิวกุ้ยฮวาเห็นท่าทางงุนงงไม่เข้าใจของซ่งหว่านชิง ก็คิดว่า ‘นี่เธอจะยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยใช่ไหมเนี่ย?’
คิดได้ดังนั้น เมื่อสบกับแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของอีกฝ่าย เธอเลยอดไม่ได้ที่จะ ‘พรืด’ หัวเราะออกมาพลางตบขาตัวเอง
เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย ไม่รู้ทำไม ซ่งหว่านชิงก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาในใจ
จึงไม่มีสีหน้าดี ๆ ให้หลิวกุ้ยฮวาอีก
“พี่สะใภ้รองอยู่ ๆ ก็มาพูดอะไรไม่มีหัวไม่มีหางแบบนี้ หมายความว่ายังไงคะ?”
หลิวกุ้ยฮวาแทบจะหัวเราะจนหอบ ภาพความอับอายที่ถูกไอ้รองลากกลับไปผุดขึ้นมาในหัว ไม่มีใครเลยสักคนในหมู่สามีภรรยาคู่นั้นที่จะช่วยพูดให้เธอ
นี่มันกรรมตามสนองเร็วเกินไปแล้ว คิดแล้วก็สะใจจริง ๆ
เธอหัวเราะจนปวดท้อง เอวก็ตรงไม่ได้ กว่าจะหยุดหัวเราะและเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาจากมุมตาได้ก็ผ่านไปพักใหญ่
พอเงยหน้าขึ้นมาก็สบเข้ากับสายตาของสะใภ้สี่ เห็นเธอมองตนเองด้วยความโกรธอย่างไม่กะพริบตา เธอก็อดที่จะหัวเราะออกมาอีกไม่ได้!
แต่สุดท้ายก็ต้องฝืนกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ ในวินาทีนั้น เธอรู้สึกอิจฉาและริษยาซ่งหว่านชิงจากใจจริง
ชัดเจนว่าไอ้สี่ไม่ได้บอกเธอ คงเป็นเพราะกลัวเธอจะกังวล เลยไม่ยอมพูดอะไรสักคำ!
แต่จะทำยังไงได้ เธอแค่ไม่อยากให้ซ่งหว่านชิงสบายใจ
ในฐานะผู้หญิงเหมือนกัน ทำไมเธอจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าตัวเองด้วยเล่า? เมื่อสบตากัน เธอก็เอ่ยปากพูดว่า
“ไอ้สี่ผัวเธอถูกปัญญาชนคนรุ่นใหม่จากเมืองคนนั้นแจ้งจับ เขาโดนลากตัวไปตั้งแต่เช้าแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวกุ้ยฮวา ซ่งหว่านชิงก็ส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเช้าจ้าวเจิ้นกั๋วบอกว่าจะออกไปข้างนอก และจะกลับมาตอนเย็น
‘ต้องเป็นพี่สะใภ้รองจงใจทำให้ฉันโมโหแน่ ๆ’ เธอปลอบใจตัวเองเช่นนั้น แต่ขากลับไม่เชื่อฟัง เซไปเล็กน้อย ต้องจับเตาไฟไว้จึงจะยืนอยู่ได้มั่นคง
หลิวกุ้ยฮวาเห็นท่าทางเหมือนคนไร้วิญญาณของซ่งหว่านชิง แม้จะรู้สึกสะใจมาก แต่ก็กลัวว่าหากซ่งหว่านชิงเป็นอะไรไป ไอ้สี่จะกลับมาหาเรื่องตนเอง
แต่พอคิดได้ว่าทุกคนต่างก็พูดกันว่าไอ้สี่อย่างน้อยก็อีกหลายปีถึงจะออกมาได้ เธอก็รู้สึกโล่งใจทันที แล้วเริ่มพูดจาท้าทายซ่งหว่านชิง
“โธ่เอ๊ย เธอยังไม่รู้เรื่องอีกเหรอ! โอ้พระเจ้า! ทำไงดีล่ะเนี่ย ฉันพูดผิดไปรึเปล่า?” พูดพลางแสร้งทำเป็นสีหน้ากังวลอย่างยิ่ง
สีหน้าของเธอดูเกินจริงและเสแสร้งมาก
เมื่อเห็นสภาพของสะใภ้สี่เช่นนั้น หลิวกุ้ยฮวาก็รู้สึกภาคภูมิใจในใจเป็นอย่างยิ่ง ทำไมเรื่องดี ๆ ทุกอย่างถึงได้ตกอยู่กับเธอคนเดียวหมด ถึงเวลาที่เธอจะต้องร้องไห้บ้างแล้ว!
เธออยากจะเห็นนักว่า หากไม่มีไอ้สี่คอยปกป้องคุ้มครอง แล้วเธอที่อุ้มลูกสาวตัวน้อยตัวเปลืองเงินที่เพิ่งคลอดได้ไม่นานจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร!
ซ่งหว่านชิงใช้เวลาสักพักกว่าจะพยายามทำให้ตัวเองสงบลงได้ สายตาจ้องมองพี่สะใภ้รองที่กำลังหัวเราะเยาะ แล้วพูดกับเธอว่า
“ถ้าพี่สะใภ้รองไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปก่อนเถอะค่ะ ฉันมีธุระต้องออกไปข้างนอก” พูดพลางถอดผ้ากันเปื้อนที่คาดเอวออก
ผลักหลิวกุ้ยฮวาที่พิงวงกบประตูออกไป จากนั้นก็ล็อกห้องครัว แล้วยังล็อกประตูห้องโถงอีกที ก่อนจะอุ้มลูกไปบ้านพี่สะใภ้ใหญ่
หลังจากยืนยันว่าจ้าวเจิ้นกั๋วถูกพาตัวไปแล้ว เธอก็ฝากลูกสาวไว้ให้พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยดูแล
แล้วเดินไปที่ไร่นาของหน่วยผลิตตามลำพัง เมื่อเจอหลี่เถียนเถียน เธอก็เดินเข้าไปหา ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยกมือตบหน้าหลี่เถียนเถียนไปสองฉาด
หลี่เถียนเถียนถูกตบสองฉาดอย่างกะทันหันจนมึนงงไปหมด เธอเอามือกุมใบหน้า ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา มองน้องสะใภ้ที่ตบตนเองแล้วเงยหน้าถามอย่างไม่พอใจ
“น้องสะใภ้เล็ก เธอทำอะไรน่ะ?”
ตอนนี้ซ่งหว่านชิงแทบจะอกระเบิดด้วยความโมโห เมื่อเห็นท่าทางที่ดูสำนึกผิดและขี้ขลาดของหลี่เถียนเถียน เธอก็ยกมือตบอีกฝ่ายไปอีกฉาด แล้วถามด้วยความโกรธ
“ฉันต่างหากที่ต้องถามว่าเธอทำอะไร! บ้านเราเคยทำไม่ดีกับเธอตรงไหน? ทำไมเธอถึงไปแจ้งจับผัวฉัน!”
หลี่เถียนเถียนมองผู้คนรอบข้างด้วยความคับแค้นใจ เห็นพวกเขาเพียงยืนดูอยู่เฉย ๆ ไม่มีใครสักคนที่จะก้าวเข้ามาช่วยพูดแทนเธอ
เธอจึงละสายตาจากพวกเขา เงยหน้าขึ้นพูดอย่างไม่พอใจ
“ฉันแจ้งจับเขาไปก็จริง แต่ถ้าเขาไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ต้องถูกปล่อยตัวออกมาเองนั่นแหละ เธอไม่จำเป็นต้องมาลงที่ฉันแบบนี้” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้
เมื่อเห็นใบหน้าอันชั่วร้ายไร้คุณธรรมของหลี่เถียนเถียน ซ่งหว่านชิงก็โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม อยากจะตบหน้าตัวเองสักสองสามที!
ตั้งแต่แรกก็ไม่ควรให้เธออยู่ที่บ้าน ทำให้ตอนนี้จ้าวเจิ้นกั๋วต้องถูกจับไปสอบสวน!
หลี่เถียนเถียนเห็นซ่งหว่านชิงโมโหจนพูดไม่ออก ก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วพูดอย่างยโส
“เธอไม่ควรดื้อรั้นไล่ฉันออกมาแบบนั้น ตอนนี้ผัวเธอถูกจับไปสอบสวนแล้ว เธอจะทำอะไรฉันได้ล่ะ?” พูดพลางเผยรอยยิ้มท้าทายออกมาให้ซ่งหว่านชิงเห็น
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เถียนเถียน เลือดในกายของซ่งหว่านชิงก็พลุ่งพล่าน เธอไม่สามารถควบคุมสติได้อีกต่อไป จึงเข้าไปกระชากผมและต่อสู้กับอีกฝ่าย
ทั้งสองคนตะลุมบอนกัน ผู้คนต่างยืนมุงดูอยู่รอบข้าง ไม่มีใครก้าวเข้าไปห้ามปรามเลยสักคน
หัวหน้าหน่วยผลิตได้รับข่าวก็รีบรุดมา เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ตกใจ
คนหนึ่งคือภรรยาของจ้าวเจิ้นกั๋ว อีกคนคือปัญญาชนคนรุ่นใหม่จากเมืองที่ลงพื้นที่มา ทั้งคู่ไม่ควรจะมีปัญหาอะไรในความดูแลของเขา
เขารีบเรียกสหายหญิงสองคนให้ช่วยแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน
ทั้งสองคนที่ถูกบังคับให้แยกจากกัน ตอนนี้ต่างก็มีร่องรอยบาดเจ็บเล็กน้อย
หลังจากหลี่เถียนเถียนถูกแยกออกไป เธอก็ทำท่าไม่กลัวตายหรืออะไรทั้งนั้น แล้วพูดกับคนที่อยู่ในเหตุการณ์ว่า “พวกคุณจะยืนดูให้เธอมารังแกฉันแบบนี้เหรอ? ตอนนี้ผัวเธอถูกจับไปแล้ว พวกคุณยังจะกลัวอะไรอีก?”
หนุ่มสาวในหมู่บ้านหลายคนที่กำลังทำความสะอาดขี้วัว เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เถียนเถียน หนุ่มเลือดร้อนคนหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
“ผัวเธอถูกจับไปก็จริง ไม่ใช่ถูกลากไปประหารชีวิตซะหน่อย!”
คำพูดนี้บาดลึกเข้าไปในใจของทุกคน ไม่มีใครกล้ายืนอยู่ข้างปัญญาชนคนรุ่นใหม่จากเมืองเลย
การไปทำให้จ้าวเจิ้นกั๋วไม่พอใจนั้น ไม่ต่างอะไรกับการไปแหย่รังแตน เบา ๆ ก็บาดเจ็บหนัก หนัก ๆ ก็ถึงแก่ชีวิต!
เธอเป็นปัญญาชนคนรุ่นใหม่จากเมืองที่มาอยู่ชั่วคราว ไม่นานก็คงย้ายกลับไป แต่พวกเขาทั้งหมดเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน เจอหน้ากันทุกวัน เรื่องไหนสำคัญกว่ากัน พวกเขายังแยกแยะได้
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หลี่เถียนเถียนก็รู้สึกเหมือนเลือดทั้งร่างหยุดไหล เธอ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นทุกคนต่างมองดูด้วยสายตาเย็นชา
ความคิดที่ไม่ดีก็ผุดขึ้นในใจเธอ ‘ถ้าหากภายในสองสามวันนี้ยังไม่ได้ใบอนุญาตกลับไปทำงานในเมือง ชีวิตฉันหลังจากนี้ที่นี่อาจจะลำบากมาก!’
ในวินาทีนี้ เธอเพิ่งจะเข้าใจว่าคนเหล่านี้มีแต่จะซ้ำเติมเธอ ไม่มีทางที่จะช่วยเหลือเธอเลย
แม้ว่าปกติพวกเขาจะไม่พอใจจ้าวเจิ้นกั๋วแค่ไหน แต่ก็อ่อนน้อมถ่อมตนจนได้แต่เก็บความโกรธไว้ในใจ ไม่กล้าปริปากพูด
ตอนที่หลี่เถียนเถียนมาถึงนั้น จ้าวเจิ้นกั๋วได้กลับตัวกลับใจแล้ว เธอจึงไม่เคยเห็นว่าจ้าวเจิ้นกั๋วจะร้ายกาจและโหดเหี้ยมขนาดไหน
ซ่งหว่านชิงจัดผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเอง สายตาจ้องมองหลี่เถียนเถียนอย่างแน่วแน่ แล้วพูดว่า “ผัวฉันจะกลับมาในไม่ช้า เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายเลย” พูดจบก็หันหลังเดินจากไป
เมื่อได้ยินคำพูดของซ่งหว่านชิง หลี่เถียนเถียนก็แสร้งทำเป็นใจเย็น จัดเสื้อผ้าของตัวเอง โชคดีที่เธอยังมีแผนสำรอง
แม้จะตรวจค้นไม่พบอะไร แต่ใบรับรองการลงพื้นที่ของเธอยังอยู่ที่บ้านเขา แค่ไปค้นบ้านในตอนนั้น ก็จะเจอเอง
ถึงตอนนั้น ตราบใดที่เธอยืนกรานว่าจ้าวเจิ้นกั๋วข่มขู่เธอ แม้พวกเขาจะมีสิบปากก็ไม่อาจชี้แจงได้
ซ่งหว่านชิงที่กลับมาจากหน่วยผลิตไม่ได้รีบไปรับลูกสาวกลับมา เธอที่ดูเข้มแข็งจากภายนอกนั้น ทันทีที่กลับถึงบ้าน ก็ปลดเปลื้องทุกการเสแสร้งออก โอบกอดเสื้อโค้ทของจ้าวเจิ้นกั๋วแล้วร้องไห้คร่ำครวญ
เสียใจและสำนึกผิดกับการกระทำอันโง่เขลาของตัวเอง ที่ทำให้เขาถูกจับไป
แต่ในขณะเดียวกัน จ้าวเจิ้นกั๋วซึ่งเดิมถูกพาตัวไปสอบสวน กลับกำลังนั่งจิบชาอยู่ในสำนักงานที่สะอาดเรียบร้อยแห่งหนึ่ง
หวังซินจวินอนุมัติเอกสารเสร็จ ก็เอ่ยปากพูดกับจ้าวเจิ้นกั๋วว่า “เดือนหน้าผมจะย้ายกลับนครหลวงจิงแล้ว” พูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า
“เบื้องบนมีข่าวลือมาว่า อีกไม่เกินสองปีก็จะมีการเปิดกว้างอย่างเต็มที่ ผมเห็นคุณมีคารมคมคาย ไม่น่าจะเป็นคนที่จะยอมอยู่ในหุบเขาเล็ก ๆ แห่งนั้นตลอดไป หากมีการเปิดกว้างแล้ว ถ้าคุณมาพัฒนากิจการในนครหลวงจิง มีอะไรก็มาหาผมได้”
จบบท