- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นยอดสามี ขอเลี้ยงลูกเมียให้สุขสบาย
- บทที่ 24 ห่านป่าผู้น่าสงสาร
บทที่ 24 ห่านป่าผู้น่าสงสาร
บทที่ 24 ห่านป่าผู้น่าสงสาร
ซ่งหมิงเลี่ยงเหลือบมองกองสิ่งของมากมายบนโต๊ะ ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชา
เขาลากเก้าอี้มานั่งลงพลางทิ้งตัวกระแทกอย่างแรง ตั้งใจจะด่าทอพี่เขยจนหนำใจ แต่ก็กลัวว่ามารดาจะไม่พอใจ
จ้าวเจิ้นกั๋วทราบดีว่าจากเรื่องเลวร้ายก่อนหน้านี้ น้องชายภรรยาคนนี้คงจะยังไม่ชอบขี้หน้าเขาเอามาก ๆ และก่อนมาเขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการต้อนรับที่ดีแต่อย่างใด
ดังนั้นท่าทางของซ่งหมิงเลี่ยงในตอนนี้จึงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น จ้าวเสี่ยวเยี่ยนที่กำลังอุ้มเด็กอยู่ก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นน้องชาย สายตาของนางก็ฉายแววความกังวล แต่ก็ยังเอ่ยเรียก
“น้องชาย...”
นางไม่แน่ใจว่าการมาครั้งนี้ของน้องชาย จะมาเพื่อขอเงินขอทองอีกหรือไม่!
ทุกครั้งที่เขามา เขาเอาแต่พูดเรื่องยืมเงิน หรือไม่ก็ยืมของ จนทำให้นางแทบจะเงยหน้าสู้คนในครอบครัวสามีไม่ได้เลย
แม้ว่าสามีของนางจะไม่เคยทะเลาะกับนางเรื่องจ้าวเจิ้นกั๋วเลย แต่ก็เป็นเพราะเหตุนี้แหละที่ทำให้นางรู้สึกอับอายยิ่งนัก ทว่านางก็ไม่กล้าเปิดปากตำหนิจ้าวเจิ้นกั๋ว เพราะครั้งที่แล้วที่เขายืมเงิน เขายังตบตีสามีของนางด้วยซ้ำ
จ้าวเจิ้นกั๋วเห็นแววตาเศร้าสร้อยของพี่สามแล้วก็รู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง
คงเป็นเพราะตัวเขาเองในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้นางต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในบ้านสามีเป็นแน่
ในชาติที่แล้ว หลังจากที่ภรรยาพาลูกสาวกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย คนในครอบครัวทุกคนก็ตัดขาดจากเขา
มีเพียงพี่สามเท่านั้นที่แอบยื่นเงินยี่สิบหยวนและไข่ต้มสองสามฟองให้เขาอย่างลับ ๆ ตอนที่เขากำลังจะจากไป
ดังนั้นเมื่อเขาร่ำรวยขึ้น เขาก็กลัวว่าพี่สามจะลำบากใจกับครอบครัวสามีเพราะความสัมพันธ์ของพวกเขา จึงไม่กล้าติดต่อกับนาง ทำได้เพียงแอบช่วยเหลือครอบครัวพี่สามอย่างลับ ๆ เท่านั้น...
เมื่อพวกเขาต้องการทำธุรกิจขายอาหารว่าง เขาก็ซื้อตึกที่พวกเขาเล็งไว้ แล้วให้เช่าต่อในราคาที่ต่ำมาก
ทันใดนั้น บรรยากาศภายในห้องก็เงียบงันลง
ซ่งหว่านชิงเองก็สังเกตเห็นถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติเช่นกัน สองปีที่ผ่านมานี้ นางต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากบ้านพ่อแม่จึงจะพอยังชีพอยู่ได้
นางล้วงธนบัตรใบใหญ่สองใบออกมาจากกระเป๋า เดิมทีนางไม่รู้ว่าจ้าวเจิ้นกั๋วจะให้นางเอาธนบัตรใบใหญ่สองใบไปทำอะไร
ระหว่างทางที่มา เขาบอกว่านี่คือเงินที่จะคืนให้แม่ยายและน้องชายของนาง
มารดาซ่งประหลาดใจไม่น้อย คนผู้นี้ตั้งแต่ยืมเงินไปไม่เคยคิดจะเอามาคืนเลยสักครั้ง นางไม่เคยคาดหวังว่าเขาจะนำเงินที่ยืมไปก่อนหน้านี้มาคืนเลย
แค่หวังว่าเขาจะก่อเรื่องให้น้อยลงหน่อย...
“แม่คะ นี่คือเงินที่เจิ้นกั๋วให้เอามาให้แม่ค่ะ” พูดพลางยัดเงินใส่กระเป๋าเสื้อของมารดาซ่ง
มารดาซ่งเห็นเงินมากมายเช่นนั้นก็ตกใจทันที นางรีบว่างมือที่อุ้มเด็กอยู่ แล้วยัดเงินคืนให้บุตรสาวของตน
“รีบเก็บไปเดี๋ยวนี้เลย พกเงินเยอะแยะแบบนี้ติดตัวไปทำไม ถ้าหายไปจะทำยังไง” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยการตำหนิ
จ้าวเจิ้นกั๋วไม่คิดว่าแม่ยายจะตอบสนองรุนแรงขนาดนี้ จึงรีบอธิบายว่า “แม่ครับ เงินนี้แม่ต้องรับไว้ให้ได้นะครับ ก่อนหน้านี้ผมมันไม่เอาไหน หลังจากนี้ผมจะดูแลชิงชิงให้ดีครับ ถ้าแม่ไม่รับไว้ ผมจะไม่สบายใจเลย!”
ดวงตาของมารดาซ่งสั่นไหวน้อย ๆ ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่สามารถทำให้คนไม่เอาไหนกลับตัวกลับใจได้
นางมองไปที่บุตรสาว เห็นนางยิ้มเล็กน้อยเป็นเชิงให้รับเงินไว้
จากนั้นนางจึงค่อย ๆ รับเงินไว้ด้วยความวิตกกังวล
“งั้นเงินนี้ แม่จะเก็บไว้ให้พวกแกก่อนนะ ถ้าพวกแกต้องการใช้เมื่อไหร่ ก็แค่มาเอาไปได้เลย”
ซ่งหมิงเลี่ยงเองก็งุนงงกับการกระทำของจ้าวเจิ้นกั๋ว
เมื่อมองดูพี่สาวของตน ก็เห็นว่านางแต่งกายสวยงาม ดวงตาไม่ขุ่นมัวเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่กลับสุกสกาวเป็นประกาย
เช่นนั้นก็ทำตามที่พี่สาวบอกแล้วกัน ลองเชื่อเขาอีกครั้งเถอะ! ซ่งหมิงเลี่ยงหันไปทางภรรยาและสั่งว่า “เยี่ยนเออร์ ไปเตรียมกับแกล้มมาให้เราหน่อย”
ซ่งหว่านชิงได้ยินว่าพวกเขาจะดื่มเหล้า ก็รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที “น้องรอง อีกเดี๋ยวพวกเราก็ต้องกลับแล้วนะ”
ที่บ้านมีเงินมากมาย หากไม่มีคนอยู่บ้านนาน ๆ นางก็รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย ที่สำคัญที่สุดคือนางกลัวว่าจ้าวเจิ้นกั๋วจะดื่มมากเกินไป แล้วอาละวาดเหล้า กลับไปเป็นคนไม่เอาไหนอีก!
ซ่งหมิงเลี่ยงพูดกับพี่สาวของตนว่า “ไม่เป็นไรหรอก เราสองคนดื่มน้อย ๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเวลาพวกพี่กลับบ้านหรอก”
ซ่งหว่านชิงเห็นว่าพูดกับน้องชายแล้วไม่เป็นผล จึงหันไปมองจ้าวเจิ้นกั๋ว หวังว่าเขาจะปฏิเสธ
จ้าวเจิ้นกั๋วที่รับรู้ถึงสายตาของภรรยา ก็ยิ้มเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด แล้วปลอบภรรยาว่า “ภรรยาไม่ต้องห่วงหรอกน่า ผมรู้ลิมิตตัวเองอยู่แล้ว”
ได้ยินคำพูดของเขา ซ่งหว่านชิงก็รู้สึกโมโห นางตวัดตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะรับหลานชายจากอ้อมแขนของพี่สะใภ้ แล้วนั่งลงอย่างงอน ๆ ไม่พูดอะไรอีก
จ้าวเสี่ยวเยี่ยนลุกขึ้นไปที่ห้องครัว ทำไข่ผัดจานหนึ่ง และทอดถั่วลิสงเล็กน้อย
จากนั้นนางก็ยกโต๊ะออกมาตั้งให้พวกเขาในลานบ้าน และหยิบเหล้าขาวที่สามีแอบซ่อนไว้ออกมา
ชายทั้งสองไม่พูดพร่ำทำเพลงสักคำ รินเหล้าใส่ชาม แล้วยกชามชนกัน จากนั้นก็ดื่มรวดเดียวหมด
ซ่งหว่านชิงที่นั่งอยู่ในห้องโถงพร้อมอุ้มหลานชายตัวน้อยอยู่ ก็ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คอยชะเง้อออกไปมองด้านนอกเป็นระยะ ๆ เห็นน้องชายกับจ้าวเจิ้นกั๋วที่ดื่มเหล้ากันแบบนั้น นางก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
มารดาซ่งมองการกระทำทุกอย่างของบุตรสาว เห็นนางใส่ใจจ้าวเจิ้นกั๋วมากขนาดนี้ ดูท่าว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา สองสามีภรรยาคงจะเข้ากันได้ดี
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ มารดาซ่งก็รู้สึกสบายใจอย่างแท้จริง
ชายหนุ่มสองคนในลานบ้าน หลังจากดื่มเหล้าไปคนละชาม ก็เริ่มบทสนทนาขึ้นอย่างช้า ๆ
ซ่งหมิงเลี่ยงพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงด้วยกลิ่นเหล้า แก้มของเขาแดงก่ำผิดปกติ ดวงตาเริ่มพร่าเลือน เขาเอื้อมแขนไปโอบไหล่จ้าวเจิ้นกั๋วแล้วพูดว่า
“พี่เขย วันนี้ที่ผมนั่งดื่มเหล้ากับพี่อยู่ตรงนี้ ก็เพราะเห็นแก่พี่สาวของผม เรื่องไม่สบายใจก่อนหน้านี้ผมจะไม่พูดถึงมันอีกแล้ว ผมแค่อยากจะขอให้หลังจากนี้ไป พี่ต้องดูแลพี่สาวของผมให้ดี ถ้าไม่อย่างนั้น ต่อให้ผมต้องแลกด้วยชีวิต ผมก็จะไม่ปล่อยพี่ไปแน่”
พี่น้องตระกูลซ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในชาติที่แล้ว หลังจากซ่งหว่านชิงกระโดดน้ำ ซ่งหมิงเลี่ยงก็ซ้อมจ้าวเจิ้นกั๋วปางตาย ถ้ามารดาซ่งไม่ห้ามไว้เพราะกลัวว่าลูกชายจะต้องติดคุก น้องชายภรรยาคนนี้คงจะทุบตีจ้าวเจิ้นกั๋วให้ตายเพื่อแก้แค้นให้พี่สาวของเขาเป็นแน่
จ้าวเจิ้นกั๋วพยักหน้าไม่ส่งเสียงอะไร เขาหยิบชามเหล้าขึ้นมา เงยหน้าดื่มเหล้าแรงสองตำลึงในชามรวดเดียวหมด
ของเหลวรสเผ็ดร้อนไหลลงไปตามลำคอเข้าสู่หลอดอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารร้อนวูบวาบ
ซ่งหว่านชิงนั่งไม่ติดแล้ว นางอุ้มเด็กเดินออกมา แล้วพูดกับจ้าวเจิ้นกั๋วว่า “เฮ้ย นายยังอยากกลับบ้านอยู่ไหมเนี่ย”
ได้ยินคำพูดของภรรยา จ้าวเจิ้นกั๋ววางชามเหล้าลง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้ม แล้วพูดว่า “ไม่ดื่มแล้ว”
เหล้าแค่นี้ไม่ถือว่ามากสำหรับเขา แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขามีความสุขเกินไป หรือฤทธิ์เหล้าที่รุนแรงเกินไป ทำให้เขารู้สึกมึนเล็กน้อย
ซ่งหว่านชิงเข้าไปดึงจ้าวเจิ้นกั๋ว ทำให้เผยให้เห็นรอยม่วงคล้ำสีดำเล็กน้อยที่ยากจะสังเกตเห็นบนท่อนแขนเรียวของนาง
ความสนใจของซ่งหมิงเลี่ยงถูกดึงดูดไปที่นั่นทันที ดวงตาของเขากลับกลายเป็นคมกริบ ความโกรธที่อธิบายไม่ได้พุ่งพล่านในใจ
เขาลุกขึ้นยืนอย่างแรง ทุบชามเหล้าทิ้ง แล้วกระชากคอเสื้อจ้าวเจิ้นกั๋วอย่างแรง พร้อมกับถามอย่างโกรธแค้นว่า “พี่ทำอะไรพี่สาวของผม! รอยแผลที่มือของนางคืออะไรกัน! ยังจะบอกว่าพี่เปลี่ยนไปแล้วอีกเหรอ! ผมว่าพี่มันสันดานเดิมไม่เคยเปลี่ยนไปจากเดิมเลยสักนิด! พี่เปลี่ยนอะไรได้กัน!”
จ้าวเจิ้นกั๋วถูกคำถามที่โถมเข้ามาอย่างกะทันหันจนตั้งตัวไม่ติด ซ่งหมิงเลี่ยงนี่ดื่มจนเมาแล้วมาอาละวาดเหล้าอะไรกัน?
เขาหันไปมองข้อมือของซ่งหว่านชิง จึงกระจ่างทันที เขารีบอธิบายว่า “หมิงเลี่ยง น้องเข้าใจผิดแล้ว ที่...”
พูดมาถึงตรงนี้ก็พูดต่อไปไม่ได้ เพราะรอยนั้นเกิดจากเขาจริง ๆ แต่ก็ไม่ใช่แบบที่ซ่งหมิงเลี่ยงคิดไปเอง
ท่าทีอึกอักของจ้าวเจิ้นกั๋ว ยิ่งทำให้ซ่งหมิงเลี่ยงมั่นใจในสิ่งที่เขาสันนิษฐานเอาไว้
เขาจะยอมฟังอะไรกัน เขาเชื่อแต่สิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น
พี่สาวซ่งหว่านชิงนั้นอ่อนโยนเสมอ ไฉนตอนนี้ข้อมือของนางกลับมีรอยแผลเช่นนี้ เขาจะไม่รู้สึกเจ็บปวดและโกรธแค้นได้อย่างไร? เขาสาวหมัดใส่จ้าวเจิ้นกั๋ว แล้วด่าทอออกมาว่า “แก ไอ้สารเลว! กล้าดียังไงมาแกล้งซ่งหว่านชิง!”
จ้าวเจิ้นกั๋วถูกต่อยจนเซถอยไปสองสามก้าว เกือบจะล้มลง
เขาเอามือกุมแก้มที่ปวด แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้กลับ เพียงแต่พูดซ้ำ ๆ ว่า “น้องชาย น้องเข้าใจผิดแล้วจริง ๆ นะ พี่ไม่ได้แกล้งพี่สาวของน้องเลย”
ซ่งหว่านชิงเห็นเช่นนั้นก็รีบเดินเข้าไปดึงน้องชาย แล้วอธิบายอย่างร้อนรนว่า “น้องชาย น้องเข้าใจผิดแล้วจริง ๆ รอยแผลนี้พี่ทำตัวเองโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้เกี่ยวกับจ้าวเจิ้นกั๋วเลย น้องอย่าไปต่อยเขาเลยนะ”
“พี่ครับ ถ้าพี่มีเรื่องอัดอั้นก็พูดออกมาเถอะครับ อย่างมากก็แค่หย่า แล้วกลับมาอยู่บ้านเรา ครอบครัวเรามีข้าวกินเหลือเฟืออยู่แล้วครับ... ถึงพี่จะแต่งงานไม่ได้เป็นสาวแก่ก็ไม่เป็นไรครับ”
ซ่งหว่านชิงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก แต่ครั้งนี้น้องชายเข้าใจผิดจริง ๆ
นางทำได้เพียงกระซิบสองสามคำข้างหูจ้าวเสี่ยวเยี่ยนด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าว
จ้าวเสี่ยวเยี่ยนฟังจบก็มองนางอย่างประหลาดใจ จากนั้นภายใต้สายตาที่แน่วแน่ของนาง จ้าวเสี่ยวเยี่ยนก็เขย่งเท้ากระซิบอะไรบางอย่างข้างหูซ่งหมิงเลี่ยง
จบบท