- หน้าแรก
- คนอื่นเขาสร้างอารยธรรม แต่ผมดันสร้างโลกสยองขวัญซะงั้น
- บทที่ 465: ฉันเองก็ถือว่าเป็นครึ่งมหาปุโรหิตเหมือ…
บทที่ 465: ฉันเองก็ถือว่าเป็นครึ่งมหาปุโรหิตเหมือ…
บทที่ 465: ฉันเองก็ถือว่าเป็นครึ่งมหาปุโรหิตเหมือ…
บทที่ 465: ฉันเองก็ถือว่าเป็นครึ่งมหาปุโรหิตเหมือนกัน
เมื่อเสิ่นฮุ่ยย่างเท้าเข้าสู่จุดรวมพลของลัทธิเทพยักษ์ในตลาดมืดใต้ดิน สมาชิกคนอื่นๆ ก็มาถึงกันครบหมดแล้ว
แม้เสิ่นฮุ่ยจะมาถึงเป็นคนสุดท้าย แต่ผู้ดูแลกลับไม่มีท่าทีขุ่นเคืองแม้แต่น้อย เขายังพยักหน้าทักทายเสิ่นฮุ่ยด้วยซ้ำ
สมาชิกลัทธิคนอื่นๆ รีบขยับหลีกทางเพื่อเปิดพื้นที่ตรงกลางให้แก่เสิ่นฮุ่ยทันที
ฐานะของเสิ่นฮุ่ยภายในลัทธิเทพยักษ์ขยับสูงขึ้นไม่น้อยโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว
เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้า ผู้ดูแลจึงเริ่มเปิดประเด็น "ที่ฉันเรียกพวกเธอมาในวันนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไปยังเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหล มีใครในกลุ่มพวกเธอได้รับสิทธิ์บ้างไหม?"
เสิ่นฮุ่ยเหลียวมองรอบกาย มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยกมือขึ้น หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เสิ่นฮุ่ยก็ยกมือขึ้นตาม
"ดีมาก ฝั่งเรามีสองคน"
ผู้ดูแลพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีใครเลย
"เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือครับ? มันเกี่ยวข้องกับคลื่นพลังที่ผันผวนของโลกเมื่อคืนนี้หรือเปล่า?"
เสิ่นฮุ่ยเอ่ยถามเพื่อหยั่งเชิงดูความเคลื่อนไหวของลัทธิเทพยักษ์
ผู้ดูแลส่ายหน้า "แม้ความเคลื่อนไหวเมื่อวานจะใหญ่โตมาก แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเราเท่าไหร่นัก นี่คือคำบอกเล่าจากท่านมหาปุโรหิต"
"เหตุผลที่ฉันเรียกพวกเธอมา ก็เพื่อเน้นย้ำและอธิบายเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง นั่นคือในกลุ่มผู้เดินทางครั้งนี้จะมีองค์กรดาราศักดิ์สิทธิ์ร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อพวกเธอไปรวมตัวกันแล้ว ให้ปฏิบัติตามการจัดการขององค์กรดาราศักดิ์สิทธิ์ทุกประการ"
กล่าวจบ ผู้ดูแลก็หยิบผ้าสองผืนส่งให้เสิ่นฮุ่ยและสมาชิกลัทธิอีกคน
"นี่คือหน้ากากที่ท่านมหาปุโรหิตเตรียมไว้ให้สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหล หลังจากอัดฉีดพลังเทพยักษ์เข้าไป มันจะแนบสนิทไปกับใบหน้า ในเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหล มันจะช่วยปกปิดตัวตนของพวกเธอไม่ให้ใครล่วงรู้ ทั้งยังเป็นสิ่งยืนยันฐานะของพวกเธออีกด้วย"
เสิ่นฮุ่ยรับมา พินิจดูแล้วรูปร่างของมันคล้ายกับหน้ากากพอกหน้าในยามนี้ไม่มีผิด เขาจึงเก็บมันเข้ากระเป๋าเสื้อ
เสิ่นฮุ่ยลอบคิดในใจ "นึกไม่ถึงเลยว่าแม้แต่องค์กรดาราศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเทพยักษ์ก็ยังต้องไปด้วย..."
ดูเหมือนว่าทางองค์กรดาราศักดิ์สิทธิ์จะเข้าร่วมการแข่งขันชิงสิทธิ์ในเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหลครั้งก่อน และคว้าสิทธิ์มาไว้ในมือได้สำเร็จ ทำให้ควบคุมสถานการณ์ได้ด้วยตัวเอง
ทว่าเรื่องที่ว่าจะไปจริงหรือไม่นั้นยังไม่แน่นอน เพราะใครๆ ก็สามารถสละสิทธิ์ในนาทีสุดท้ายได้ทั้งนั้น
แต่ในยามนี้ เขากลับตัดสินใจไปอย่างกระทันหัน ทั้งที่ผู้ดูแลบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับคลื่นพลังผันผวนที่แผ่ออกมาจากซากปรักหักพังแห่งพื้นที่ร้างเมื่อคืนนี้
ทว่านั่นอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด มันอาจจะเกี่ยวพันกับเหตุการณ์เมื่อคืน หรืออาจจะมีบางสิ่งได้รับการยืนยันผ่านเหตุการณ์เมื่อคืนนี้แล้วก็เป็นได้
อย่างน้อยที่สุดในสายตาของมหาปุโรหิตลัทธิเทพยักษ์ ย่อมต้องมีสิ่งมีค่ามากพอที่จะทำให้องค์กรดาราศักดิ์สิทธิ์ยอมเสี่ยงภัยเดินทางไปยังเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหล
เสิ่นฮุ่ยเอ่ยแทรกขึ้นมาอีกครั้ง "แล้วเจ้าเด็กที่ชื่อเสิ่นฮุ่ยล่ะครับ? พวกเราจำเป็นต้องเพ่งเล็งเขาในการเดินทางไปเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหลครั้งนี้ด้วยไหม?"
ผู้ดูแลครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "ท่านมหาปุโรหิตไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของเสิ่นฮุ่ยเลย ทว่าการเดินทางไปยังเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหลครั้งนี้ต้องยึดถือภาพรวมเป็นสำคัญ สำหรับเรื่องของเสิ่นฮุ่ย หากไม่จำเป็นก็อย่าเพิ่งลงมือ แต่รายละเอียดทั้งหมดคงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขององค์กรดาราศักดิ์สิทธิ์อีกที"
เมื่อเขาพูดจบ เสิ่นฮุ่ยและสมาชิกลัทธิอีกคนต่างก็พยักหน้ารับคำ
จากนั้นผู้ดูแลราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันสายตามาทางเสิ่นฮุ่ย
"หากพวกเธอยังไม่พบกับคนขององค์กรดาราศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของทูตแห่งความตายได้ ฉันเชื่อว่าเขาจะนำทางพวกเธอตามเจตจำนงของเทพยักษ์"
เสิ่นฮุ่ยชี้ นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าสมาชิกลัทธิคนอื่นๆ กลับไม่มีใครคัดค้าน ตรงกันข้ามพวกเขากลับพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเสิ่นฮุ่ยภายใต้หน้ากาก นับว่าเป็นข่าวดีทีเดียว
ดูเหมือนว่าทุกคนจะยอมรับในฐานะของเขาภายในลัทธิเทพยักษ์เป็นอย่างมาก อย่างไรเสีย เขาก็ได้รับความสนใจจากเทพยักษ์มากกว่าองค์กรดาราศักดิ์สิทธิ์เสียอีก ในแง่หนึ่ง เขาก็ถือว่าเป็นครึ่งมหาปุโรหิตเหมือนกันนะเนี่ย หึๆ!
"สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าแห่งผืนปฐพี! ฉันจะน้อมรับเจตจำนงของเทพยักษ์เพื่อนำทางพวกเขานำเอง"
เสิ่นฮุ่ยแสร้งเอ่ยคำสรรเสริญ ส่งผลให้คนอื่นๆ ต่างพากันเอ่ยคำสรรเสริญตามทันที
ท้ายที่สุดเมื่อเสียงแซ่ซ้องเงียบลง การประชุมในครั้งนี้ก็เป็นอันสิ้นสุด
หลังจากเดินออกจากตลาดมืดใต้ดินและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในเงามืดตรงมุมถนน เสิ่นฮุ่ยก็ยืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์อันสาดส่องพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
อีกาตัวหนึ่งบินร่อนลงมาจากท้องฟ้าแล้วเกาะลงบนบ่าของเขา
เรื่องราวในวันนี้ของลัทธิเทพยักษ์ถือเป็นข่าวดีสำหรับเขามากทีเดียว
เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เสิ่นฮุ่ยได้รับสายจากฉือเยี่ยน ซึ่งทางประธานฟ่านฮ่าวไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
เรื่องนี้ช่วยให้ก้อนหินที่หนักอึ้งอยู่ในใจของเสิ่นฮุ่ยคลายลงไปได้เปราะหนึ่ง
เรื่องที่สองคือเจ้าเด็กเย่หลงโทรหาเขา เพื่อสอบถามเรื่องคลื่นพลังผันผวนจากซากปรักหักพังแห่งพื้นที่ร้างเป็นอย่างแรก เพราะเขาเชื่อว่าเสิ่นฮุ่ยต้องรู้เบาะแสวงในบางอย่างที่ไม่มีใครรู้เป็นแน่
แม้ว่าพ่อของเขาอาจจะรู้เรื่องนี้เช่นกัน แต่คงไม่มีทางบอกเขาอย่างแน่นอน
ความจริงแล้วลางสังหรณ์ของเขานั้นถูกต้องที่สุด เสิ่นฮุ่ยไม่เพียงแต่รู้เรื่องดีเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในเหตุการณ์นั้นอีกด้วย ทว่าเสิ่นฮุ่ยไม่ได้คิดจะปริปากพูดถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด
เรื่องต่อมาคือเขาถามว่าเสิ่นฮุ่ยพร้อมหรือยัง และพรุ่งนี้จะออกเดินทางไปด้วยกันไหม
เสิ่นฮุ่ยเตรียมการทุกอย่างเท่าที่ทำได้ไว้พร้อมสรรพแล้ว ยามนี้จึงเหลือเพียงแค่รอเวลา รวมตัวในวันพรุ่งนี้เพื่อมุ่งหน้าไปยังเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหลเท่านั้น
...
เช้าตรู่วันถัดมา หลังจากเสิ่นฮุ่ยตื่นนอนได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์จากเย่หลงก็ดังขึ้น
"พี่เสิ่น เร็วเข้าครับ! ผมมารอพี่ตั้งนานแล้ว ตอนนี้อยู่ใต้ตึกของพี่นี่เอง รีบออกมาเร็วเข้า!"
น้ำเสียงของเย่หลงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจนปิดไม่มิด ทำเอาเสิ่นฮุ่ยถึงกับพูดไม่ออก
"ทำไมมาเช้าขนาดนี้ล่ะ? ยังพอมีเวลาอยู่เลย"
เย่หลงยังคงเอ่ยด้วยความตื่นเต้นไม่ลดละ "โธ่ พี่อย่าพูดถึงเลย เมื่อคืนผมนอนไม่หลับเลยทั้งคืน ก็เลยตรงดิ่งมารอพี่ที่นี่แหละ ตอนนี้พลังงานเต็มเปี่ยมสุดๆ!"
เสิ่นฮุ่ยใช้นิ้วคลึงขมับ เหตุใดเขาถึงไม่มีความกระตือรือร้นแบบเย่หลงบ้างนะ?
หลังจากบ่นในใจสั้นๆ เสิ่นฮุ่ยก็ไม่รอช้า เพราะไม่อยากให้เย่หลงต้องรอนาน หลังจากจัดการล้างหน้าแปรงฟันเสร็จสรรพ เขาก็เดินลงมาพบกับเย่หลงที่ด้านล่าง
จากนั้นทั้งสองก็ขับรถตรงไปยังสมาคมโลกสาขาเขตวารีทันที
จุดรวมพลสำหรับการเดินทางไปยังเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหลในครั้งนี้ไม่ได้อยู่บนดาวเคราะห์ของพวกเขา แต่อยู่ที่ฐานที่มั่นในทะเลดวงดาว
เมื่อเสิ่นฮุ่ยและเย่หลงเดินทางมาถึง แม้พวกเขาจะมาแต่เช้า ทว่าก็ไม่ใช่กลุ่มแรกที่มาถึง อาจกล่าวได้ว่าค่อนข้างสายเลยทีเดียว
ฉือเยี่ยนเริ่มจัดแจงผู้คนที่มารวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว
ในขณะที่เสิ่นฮุ่ยและเย่หลงกำลังจะเดินเข้าไปร่วมกลุ่ม พวกเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างหัวเสียดังมาจากอีกทิศทางหนึ่ง:
"เจ้าเด็กนั่นมันมุดหัวไปอยู่ที่ไหนกันแน่? ถ้าฉันจับตัวได้ล่ะก็ จะบีบคอให้ตายคามือเลย! มาหายตัวไปในเวลาสำคัญแบบนี้ได้ยังไง!"
เมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคยนี้ เสิ่นฮุ่ยก็ลอบหดคอลงเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะกำลังกลั้นหัวเราะต่างหาก
เขาคิดในใจ "หึๆ ในที่สุดเรื่องที่หวงหลิงเหิงหายตัวไปก็ถูกจับได้จนได้"
เจ้าของเสียงนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้านายแห่งรัตติกาล ซึ่งในยามนี้กำลังพาสมาชิกขององค์กรเย่ออกตามหาใครบางคนอยู่ที่นี่
เย่หลงเห็นสีหน้าของเสิ่นฮุ่ยจึงเอ่ยถาม "มีอะไรหรือเปล่าครับพี่เสิ่น? นั่นใครกัน มาร้องแรกแหกกระเชอในสมาคมโลกแต่เช้าตรู่แบบนี้?"
เสิ่นฮุ่ยยักไหล่พลางตอบ "เสียงของเจ้านายแห่งรัตติกาลน่ะ ส่วนเรื่องที่ว่าเขามาโวยวายทำไมนั้น ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน"
เสิ่นฮุ่ยย่อมไม่มีทางหลุดปากเรื่องการหายตัวไปของหวงหลิงเหิงอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นหากเรื่องนี้ถูกโยงมาถึงตัวเขา คงจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากตามมาไม่รู้จบ