- หน้าแรก
- คนอื่นเขาสร้างอารยธรรม แต่ผมดันสร้างโลกสยองขวัญซะงั้น
- บทที่ 464: แผนการของฉินอิง
บทที่ 464: แผนการของฉินอิง
บทที่ 464: แผนการของฉินอิง
บทที่ 464: แผนการของฉินอิง
"เสิ่นฮุ่ยไปที่นั่น และเขาเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้เธอฟังงั้นหรือ?"
ภายในห้องประชุมใหญ่ของสำนักงานใหญ่สมาคมโลก มีเพียงฉือเยี่ยนและฟ่านฮ่าวอยู่กันตามลำพัง หลังจากฉือเยี่ยนบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกที่เสิ่นฮุ่ยอธิบาย ฟ่านฮ่าวก็ยิงคำถามนี้กลับมาทันที
ฉือเยี่ยนพยักหน้ารับ "ฉันถามทุกอย่างเท่าที่ถามได้แล้วค่ะ การที่เขาไปปรากฏตัวที่นั่นย่อมมีเหตุผล แต่เขาไม่สะดวกที่จะบอกพวกเรา"
"หึๆ ถ้าเป็นเขาก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่" ฟ่านฮ่าวเอ่ยพลางหัวเราะ โดยไม่มีท่าทีว่าจะขุดคุ้ยเรื่องนี้ให้ลึกไปกว่าเดิม ตรงกันข้าม เขากลับนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้และยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
"เขตต้องห้ามแห่งความโกลาหลไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพวกเราเสียหน่อย การที่มีคนอื่นพยายามจะไปที่นั่นด้วยวิธีการของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร"
"ปัญหาคือ พวกเขาใช้วิธีไหนกันแน่?"
"หากเป็นอย่างที่เสิ่นฮุ่ยพูด และไม่ใช่ฝีมือของพวกลัทธินอกรีตเหล่านั้น..." ประธานใหญ่ฟ่านฮ่าวเว้นจังหวะคำพูดไปดื้อๆ ราวกับกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด ครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสริมขึ้นมาว่า "ถ้าอย่างนั้น มันอาจจะเกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในหนก่อนก็เป็นได้"
ฉือเยี่ยนตื่นตระหนกและไม่ยากจะเชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้น "หลังจากมีการเริ่มต้นใหม่แล้ว ยังมีมนุษย์หรือโลกอื่นหลงเหลืออยู่อีกจริงๆ หรือคะ?"
ฟ่านฮ่าวยิ้มพลางย้อนถาม "แล้วเธอรู้เรื่องราวช่วงก่อนการเริ่มต้นใหม่มากน้อยแค่ไหนล่ะ? อย่าว่าแต่เธอเลย ขนาดฉันเองยังรู้เพียงน้อยนิด ส่วนคนส่วนใหญ่น่ะไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ"
"แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเรารู้ ก็เป็นเพียงการคาดเดาทั้งนั้น"
"อย่างน้อยในตอนนี้ มันก็ยังไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับพวกเรา หากสิ่งที่เราเดาไว้ถูกต้องว่าเสิ่นฮุ่ยมีความเชื่อมโยงกับพวกเขา นั่นย่อมเป็นผลดีที่สุดแล้ว"
"การที่พวกเราไม่เข้าไปแทรกแซงเสิ่นฮุ่ยในตอนนี้ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ไม่มีใครบอกได้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันจะพัฒนาไปในทิศทางใด หากจำเป็น ฉันจะเป็นฝ่ายติดต่อเสิ่นฮุ่ยไปเอง"
"ส่วนโลกดาวเคราะห์ที่ปรากฏขึ้นมานั้น น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราคิดไว้ แต่การมาเยือนของมันคงต้องแลกด้วยราคาที่แสนแพง มิฉะนั้นมันคงไม่มาปรากฏตัวเฉพาะในช่วงเวลานี้หรอก"
"ตอนนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการจัดการเรื่องการเข้าไปยังเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหลให้เรียบร้อย"
เมื่อฟ่านฮ่าวพูดถึงตรงนี้ แววตาแห่งความกังวลก็เข้าบดบังรอยยิ้มก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น
"ทว่า... เรื่องที่เธอ บอกว่าโลกสรรค์สร้างของเสิ่นฮุ่ยกำลังแปดเปื้อนโลกแห่งความจริงอยู่นั้น นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว"
"มลทินที่หลงเหลือจากโลกสรรค์สร้างอันแสนพิเศษของเขานั้น ได้หลอมรวมเข้ากับโลกแห่งความจริงไปในระดับหนึ่งแล้ว"
"ถึงแม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้ตั้งใจลงมือปรับเปลี่ยนโลกแห่งความจริง แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับตัวแปรที่ไม่มั่นคงเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว แม้ฉันจะคาดหวังในตัวเขาไว้สูงมาก แต่พวกเราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้เช่นกัน"
ฟ่านฮ่าวสบตาฉือเยี่ยนขณะเอ่ยเตือน
"เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเสิ่นฮุ่ย คอยเตือนเขาให้ถูกจังหวะด้วยล่ะ หากเกิดเรื่องที่เกินจะควบคุมขึ้นมาจริงๆ ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา"
"สำหรับตอนนี้ อย่าเพิ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด หากมีใครไปพบร่องรอยมลทินที่เสิ่นฮุ่ยทิ้งไว้ในซากปรักหักพังแห่งพื้นที่ร้างเข้า ก็ให้บอกไปว่า..."
...
ณ เขตวารี ภายในบริเวณวิลล่าที่แปดเปื้อนมลทินของเสิ่นฮุ่ย หลังจากฉือเยี่ยนจากไป เสิ่นฮุ่ยก็ได้ใช้พลังของอีกาเพื่อสร้างประตูทิ้งไว้ที่นั่น
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เสิ่นฮุ่ยก็เดินจากไปเช่นกัน ทว่าหลังจากพวกเขาทั้งสองละทิ้งสถานที่แห่งนี้ไปได้ไม่นาน กลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นและมุ่งหน้าตรงมายังวิลล่าแห่งนี้
"หัวหน้าครับ น่าจะเป็นที่นี่แหละ ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ก่อนหน้านี้มีข่าวลือหนาหู ประกอบกับการที่ฉือเยี่ยนย้ายที่อยู่ ก็น่าจะถูกต้องแล้วครับ"
ฉินอิงฟังคำรายงานพลางพยักหน้ารับ เหตุผลที่พวกเขามาอยู่ที่นี่ เป็นเพราะหลังจากฉือเยี่ยนกลับไปแล้ว พวกเขาก็ได้พบร่องรอยมลทินที่เสิ่นฮุ่ยทิ้งไว้ในซากปรักหักพังแห่งพื้นที่ร้างเช่นกัน
พวกเขายังไม่คุ้นเคยกับมันนัก ในตอนแรกจึงไม่ได้เชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับเสิ่นฮุ่ย เพียงแต่สงสัยว่ามันอาจจะเกิดจากการแผ่ขยายของคลื่นพลังแห่งโลกสรรค์สร้างก่อนหน้านี้หรือไม่
ทว่าฉินอิงผู้มีประสาทสัมผัสอันเฉียบคมกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด อีกทั้งฉือเยี่ยนก็เคยมาที่นี่อย่างเห็นได้ชัด ไม่มีทางที่เธอจะไม่สังเกตเห็น
นอกจากนี้ รายงานเท็จก่อนหน้านี้ของฉือเยี่ยนก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเธอกำลังปกปิดบางสิ่งอยู่ เมื่อนำเบาะแสทั้งหมดมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ฉินอิงก็กุมเป้าหมายไปที่เสิ่นฮุ่ยทันที
แต่ด้วยพลังแห่งโลกอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากซากปรักหักพังก่อนหน้านี้ คนอย่างเสิ่นฮุ่ยจะไปปรากฏตัวที่นั่นได้อย่างไร?
ฉินอิงรู้สึกว่าความคิดนี้ดูจะไร้สาระเกินไปหน่อย ทว่าลางสังหรณ์กลับบอกเขาว่ามันต้องมีความเกี่ยวพันกันอย่างแน่นอน
ดังนั้น เขาจึงไม่ได้รายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบ แต่ตั้งใจจะมาพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าร่องรอยในซากปรักหักพังนั้นเกี่ยวข้องกับเสิ่นฮุ่ยจริงหรือไม่
เขาจึงนึกถึงบริเวณวิลล่าที่แปดเปื้อนมลทินของเสิ่นฮุ่ยแห่งนี้ หากกลิ่นอายด้านในเป็นสิ่งเดียวกัน ย่อมพิสูจน์ได้ว่าเป็นฝีมือของเสิ่นฮุ่ยอย่างไม่ต้องสงสัย
"ถึงแล้ว"
ฉินอิงและลูกทีมหยุดยืนอยู่หน้าวิลล่า แม้สภาพภายนอกจะดูปกติสามัญ ทว่าพวกเขากลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในอาคาร ซึ่งชวนให้รู้สึกอึดอัดและกระวนกระวายใจยิ่งนัก
ความรู้สึกนี้ช่างคล้ายคลึงกับตอนที่พวกเขาค้นพบและสัมผัสกับมลทินในพื้นที่ร้างไม่มีผิด
ฉินอิงเดินตรงไปยังตัวบ้าน เขาผลักประตูเปิดออกแล้วมองเข้าไปด้านใน แม้ภายในจะมืดมิดสนิท ทว่าตรงบริเวณทางเข้ากลับมี "รากไม้" ที่เกิดจากมลทินแผ่ขยายอยู่เด่นชัด
ฉินอิงและลูกทีมไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปด้านข้าง ในขณะที่กำลังตกตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงภายในอาคาร พวกเขาก็ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ได้อย่างแจ่มแจ้ง
ลูกทีมคนหนึ่งถึงกับอุทานออกมาทันที "ความรู้สึกนี้แหละครับ! มันต้องเป็นสิ่งเดียวกับที่เราเห็นในซากปรักหักพังแน่นอน!"
ฉินอิงเหยียดยิ้ม พลางหันไปมองคนอื่นๆ แล้วเอ่ยถาม "พวกเธอคิดว่ายังไง?"
ทุกคนต่างพักหน้าเห็นด้วยเป็นตาเดียว หากเป็นคนเดียวก็อาจจะตาฝาดได้ ทว่าด้วยจำนวนคนขนาดนี้ มลทินในซากปรักหักพังแห่งพื้นที่ร้างย่อมเป็นสิ่งที่เสิ่นฮุ่ยทิ้งไว้ไม่ผิดแน่!
"แต่เจ้าเด็กเสิ่นฮุ่ยจะไปปรากฏตัวที่นั่นได้อย่างไรกัน? หรือว่าคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากที่นั่นก่อนหน้านี้จะเกี่ยวข้องกับเขาด้วย?"
"เรื่องนี้... ผมว่ามันดูเหลือเชื่อเกินไปหน่อยนะครับ"
หลังจากยืนยันได้ว่ามลทินเป็นสิ่งเดียวกัน พวกเขากลับยิ่งมีความเคลือบแคลงสงสัยที่ไม่อาจหาคำตอบได้ทวีคูณขึ้น
อย่างไรก็ตาม ฉินอิงไม่ได้เก็บเรื่องเหล่านั้นมาใส่ใจ "ใครจะสนล่ะว่าเกิดอะไรขึ้น? ขอแค่เกี่ยวข้องกับเสิ่นฮุ่ยก็เพียงพอแล้ว"
"ถ้าอย่างนั้น หัวหน้าครับ พวกเราควรจะรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบไหมครับ?" ลูกทีมคนหนึ่งเอ่ยถาม
ฉินอิงส่ายหน้าปฏิเสธ "ในเมื่อฉือเยี่ยนคอยปกป้องเสิ่นฮุ่ยอยู่ เธอก็คงไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าสถานที่แห่งนั้นเกี่ยวข้องกับเสิ่นฮุ่ย เพราะกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อตัวเขา"
"ดังนั้น พวกเราจะเปิดโปงเรื่องนี้ในตอนที่เสิ่นฮุ่ยและคนอื่นๆ กำลังมุ่งหน้าไปยังเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหล!"
เป้าหมายของฉินอิงในยามนี้แจ่มชัดยิ่งนัก ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถลงมือกับเสิ่นฮุ่ยได้โดยตรง การมีข้อต่อรองอยู่ในมือย่อมทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป ใครจะไปรู้ว่าเสิ่นฮุ่ยทำอะไรอยู่ที่นั่น? เผื่อว่าเขาจะสมรู้ร่วมคิดกับพวกต่างเผ่าพันธุ์หรือลัทธินอกรีตล่ะ? ต่อให้ไม่ใช่ อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็ต้องขัดขวางไม่ให้เสิ่นฮุ่ยเดินทางไปยังเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหลให้ได้
...
ภายใต้แสงจันทร์อันสว่างไสว นี่คือคืนสุดท้ายก่อนที่จะต้องออกเดินทางไปยังเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหล
เสิ่นฮุ่ยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า แล้วมุ่งหน้าไปยังตลาดมืดใต้ดิน
จุดประสงค์ในการมาเยือนของเขาในครั้งนี้ไม่ใช่การมาเดินเที่ยวชมตลาดมืด แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับลัทธิเทพยักษ์
การจัดประชุมในเวลาเช่นนี้ ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหลอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีคำสั่งลงมาแล้วว่าให้สมาชิกลัทธิเทพยักษ์พยายามเข้าร่วมการทดสอบอย่างสุดความสามารถเพื่อแย่งชิงสิทธิ์มาให้ได้ จากนั้นจึงค่อยไปรวมตัวกันตามคำสั่งในเขตต้องห้ามแห่งความโกลาหล
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าในยามนี้เกิดเรื่องด่วนอะไรขึ้นมาอีก