- หน้าแรก
- เทพเจ้าอมตะ
- บทที่ 160 เกือบความลับแตก
บทที่ 160 เกือบความลับแตก
บทที่ 160 เกือบความลับแตก
เหยียนจิ้งหรูมองโจวชิงอวี่ด้วยความแปลกใจแวบหนึ่ง
เหตุใดเขาจึงมั่นใจถึงเพียงนี้?
หรือว่าเขามีความมั่นใจว่าจะทำให้ไป๋อวี้เหิงเชื่อฟังเขาได้งั้นหรือ?
ไป๋อวี้เหิงมีนิสัยคล้ายคลึงกับนางอยู่หลายส่วน ในบางเรื่องก็ดื้อรั้นเป็นอย่างมาก
นางไม่มีทางเชื่อฟังคำพูดของผู้อื่นง่ายๆ
"เจ้ามีความมั่นใจก็ดีแล้ว"
เหยียนจิ้งหรูถอนหายใจ ไม่ถามสิ่งใดให้มากความอีก
หากต่อสู้กันขึ้นมาจริงๆ นางค่อยออกหน้าก็แล้วกัน
โจวชิงอวี่เอ่ยว่า "ขอรับ! หากไม่มีธุระอื่นแล้ว ศิษย์ขอตัวลา"
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มือข้างหนึ่งกดกระบี่ชิงเล่มนั้นแนบไว้ด้านหลังอย่างแน่นหนา
แล้วเดินถอยหลังออกไปข้างนอก
ดวงตาของเหยียนจิ้งหรูหรี่ลงเล็กน้อย เอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า "เมื่อครู่นี้ข้าก็รู้สึกสะดุดใจแล้ว"
"ด้านหลังของเจ้าซ่อนสิ่งใดอยู่?"
"ไยจึงกลัวว่าข้าจะเห็นถึงเพียงนั้น?"
จะเป็นสิ่งใดได้อีกล่ะ?
ย่อมเป็นกระบี่คู่กายของท่าน ของแทนใจระหว่างพวกเราอย่างไรเล่า
โจวชิงอวี่ค่อนขอดอยู่ในใจ
ทว่าปากกลับรีบเอ่ยว่า "คือ... คือ..."
เขาเกิดไหวพริบขึ้นมากะทันหัน เอ่ยว่า "เป็นของขวัญแรกพบเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าเตรียมไว้ให้ศิษย์พี่ไป๋ขอรับ"
"นี่ไม่ใช่ว่าข้าไม่ได้กลับมาฝึกฝนนาน นางจึงไม่พอใจข้ามากหรือขอรับ?"
"ดังนั้นข้าจึงเตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ หวังว่านางจะไม่โกรธ"
"คิดไม่ถึงว่าจะถูกท่านอาจารย์จับได้เสียก่อน"
เหยียนจิ้งหรูขมวดคิ้ว
"เจ้ากลายเป็นคนกะล่อนปลิ้นปล้อนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
เรื่องนี้ทำให้นางนึกถึงเงาลับอักษรเก้า
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
นางอุตส่าห์หวังดีมอบกระบี่คู่กายเพื่อตอบแทน แต่อีกฝ่ายกลับพูดจาแทะโลม บอกว่าเป็นของแทนใจอะไรนั่น!
เสียดายกระบี่คู่กายที่ติดตามตนมาสิบกว่าปีจริงๆ
นางข่มความโกรธเอาไว้ ถือเสียว่าเอากระบี่เล่มนั้นไปโยนให้สุนัขกินก็แล้วกัน
"เอาล่ะ ไปฝึกฝนเถิด"
นางสะบัดแขนเสื้อ ไม่มีอารมณ์จะมาตรวจสอบของขวัญที่โจวชิงอวี่ซ่อนไว้อีกต่อไป
โจวชิงอวี่รอดพ้นมาได้อย่างหวุดหวิด
หลังจากกลับมาถึงถ้ำที่พัก
เขาก็หยิบกระบี่เล่มนี้ออกมาอย่างหงุดหงิด "เกือบจะต้องมาตกม้าตายเพราะกระบี่โทรมๆ เล่มนี้เสียแล้ว!"
ทว่าเมื่อมองดูดีๆ
เขากลับพบว่า นี่คือสมบัติวิเศษระดับสูงที่หาได้ยากยิ่ง
บางเฉียบดั่งปีกจักจั่น คมกริบบาดตา
เพลงกระบี่เดียวกัน หากใช้กระบี่เล่มนี้ร่ายรำ อานุภาพย่อมเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน!
"นางช่างใจกว้างกับเงาลับอักษรเก้าเสียจริง กระบี่คู่กายที่ดีถึงเพียงนี้ กลับมอบให้กันง่ายๆ!"
เมื่อสูดดมกลิ่นหอมจางๆ ที่หลงเหลืออยู่บนกระบี่ โจวชิงอวี่ก็ยิ้มอย่างรู้กัน "แต่ก็ถือว่าเข้าทางข้าล่ะนะ"
เขาดึงเศษผ้าผืนหนึ่งมาห่อหุ้มมันเอาไว้
จากนั้นก็สะพายไว้บนหลัง
หากไม่จำเป็น จะไม่ชักกระบี่เล่มนี้ออกมา
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เหยียนจิ้งหรูจำได้
วันรุ่งขึ้น
ฟ้าเพิ่งจะสาง โจวชิงอวี่ก็มาถึงตำหนักวิถียุทธ์ก่อนก้าวหนึ่ง
ตำหนักวิถียุทธ์คือลานประลองพิเศษที่หอซิงอวิ๋นจัดไว้ให้ศิษย์ได้ประลองฝีมือกัน
ภายในตำหนักเต็มไปด้วยค่ายกลนับไม่ถ้วน
สามารถจำลองสถานการณ์การฝึกฝนที่ศิษย์ต้องการได้
ศิษย์สามารถปรับแต่งสภาพแวดล้อมที่ต้องการ เพื่อขัดเกลาเคล็ดวิชาของตนเอง
เช่นผู้ที่ฝึกฝนวิชาตัวเบา ก็สามารถปรับให้เป็นสภาพแวดล้อมจำลองอย่างหน้าผาสูงชันได้
ตามปกติแล้ว สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เปิดให้ใช้งานทั่วไป
เพื่อรับมือกับการประลองใหญ่เก้ายอดเขา จึงเปิดเป็นกรณีพิเศษเพียงสามวัน
"หากเปิดเร็วกว่านี้ ข้าจะไปทนขัดเกลา 'เจ็ดดาราทำลายล้าง' อยู่ในป่าดงดิบถึงสิบวันไปทำไมกัน?"
โจวชิงอวี่มาถึงตำหนักวิถียุทธ์
หลังจากได้ทราบถึงประโยชน์ของตำหนักวิถียุทธ์ เขาก็ถึงกับกลอกตา
ทว่า ตอนนี้มีเวลาใช้งานอันล้ำค่าถึงสามวัน
เขาสามารถลองผลักดัน 'เจ็ดดาราทำลายล้าง' ให้ก้าวไปสู่ระดับหกดาราทำลายล้างได้!
ถึงเวลานั้นอานุภาพย่อมร้ายกาจยิ่งขึ้น!
ดังนั้น เขาจึงรีบใช้ป้ายคำสั่งเข้าไปในตำหนักวิถียุทธ์ทันที
เลือกมุมๆ หนึ่ง แล้วปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นให้กลายเป็นภาพมายาของฝูงสัตว์ร้ายทันที
วิธีที่ดีที่สุดในการยกระดับ 'เจ็ดดาราทำลายล้าง' มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือ การต่อสู้จริง!
ในขณะที่เขาเข้าสู่สภาวะการฝึกฝน
ศิษย์คนอื่นๆ ก็พากันเร่งรุดมา เพื่อคว้าโอกาสสุดท้ายในการยกระดับพลังฝีมือนี้ไว้
ไป๋อวี้เหิงก็พาหลี่เทียนเฟิง หลิ่วฮว่าอวี่ และจั่วลี่มาด้วยท่าทางหงุดหงิด
"โจวชิงอวี่เจ้าเด็กบ้า หายหัวไปไหนอีกแล้ว?"
"เช้าตรู่ป่านนี้ เขาจะไปทำอันใดได้?"
หลี่เทียนเฟิงก็มีสีหน้าจนคำพูด
ศิษย์น้องเล็กก็จริงๆ เลย
สิบวันไม่กลับมา พอเพิ่งกลับมาก็ไม่เห็นเงาเสียแล้ว
ศิษย์พี่ไป๋อุตส่าห์หวังดีอยากจะสนับสนุนเขา ชี้แนะเรื่องพลังฝีมือให้
แต่เจ้านี่กลับไม่เอาถ่านเช่นนี้
ศิษย์พี่ไป๋จะไม่โกรธได้อย่างไร
"ศิษย์พี่ ข้าฝึกฝนสักพัก แล้วจะช่วยท่านไปตามหาก็แล้วกัน"
"บางทีเขาอาจจะกำลังฝึกฝนอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้?"
ไป๋อวี้เหิงยิ่งโมโห เอ่ยว่า "เลิกพูดจาแก้ตัวแทนเขาได้แล้ว!"
"ข้าพูดไปแล้ว! ว่าจะไม่ละเว้นเขาอย่างเด็ดขาด!"
"ข้าขอประกาศไว้ตรงนี้เลย!"
"ใครก็อย่าหวังจะมาขอร้องแทนเขา!"
พูดจบ นางก็เร่งเร้าให้ทั้งสามคนเข้าสู่สภาวะการฝึกฝน
ทั้งสามคนจนใจ ทำได้เพียงสวดภาวนาให้โจวชิงอวี่อยู่ในใจเงียบๆ
หวังว่าโจวชิงอวี่จะหลบซ่อนตัวอยู่ข้างนอกต่อไปอีกสามวัน รอให้ศิษย์พี่ไป๋กลับตำหนักเก้าจุนไปก่อนแล้วค่อยกลับมา
ดูจากอารมณ์ของนางในตอนนี้แล้ว
หากเจอโจวชิงอวี่ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสั่งสอนเขายกใหญ่
และหลังจากจัดการทั้งสามคนเรียบร้อยแล้ว
ไป๋อวี้เหิงเองก็เตรียมจะหามุมสงบๆ สักมุม เพื่อฝึกฝนเพลงกระบี่ที่ผู้อาวุโสถ่ายทอดให้เป็นอย่างดี
ดั่งที่เหยียนจิ้งหรูได้กล่าวไว้ ยิ่งฝึกฝนเพลงกระบี่นี้มากเท่าใด ก็ยิ่งค้นพบความลึกล้ำของมันมากเท่านั้น
นางคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อสำเร็จเพลงกระบี่ขั้นสูงแล้ว อานุภาพของมันจะร้ายกาจเพียงใด
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ
จู่ๆ นางก็เห็นเงาร่างคนผู้หนึ่งอยู่ที่มุมห้อง กำลังหันหน้าเข้าหาสภาพแวดล้อมจำลอง และร่ายรำเพลงหมัดที่มีอานุภาพมหาศาลชุดหนึ่งออกมา
ทุกกระบวนท่า ล้วนทำให้กระแสอากาศระเบิดออกอย่างต่อเนื่อง
เรื่องนี้ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะต้องจ้องมองให้มากขึ้น
และก็เป็นเพราะการมองเพิ่มขึ้นอีกเพียงปราดเดียวนี่เอง
สีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนไปอย่างมาก "ท่านอาวุโส?"
นางไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
ผู้อาวุโสที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับท่านอาจารย์ ทั้งยังมีความสัมพันธ์รักซ่อนเร้นผู้นี้ กลับมาอยู่ที่นี่ด้วยงั้นหรือ!
นางก้าวเข้าไปหาด้วยสีหน้ายินดี เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า "ศิษย์ไป๋อวี้เหิง คารวะท่านอาวุโส"
โจวชิงอวี่เห็นว่าเป็นนาง จึงหยุดชะงัก ในใจก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ
"จะอธิบายอย่างไรดี ว่าข้าก็คือศิษย์น้องเล็กของเจ้า?"
เขาพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเอ่ยถาม "ฝึกฝนเพลงกระบี่ไปถึงไหนแล้ว?"
ไป๋อวี้เหิงดีใจ เอ่ยว่า "ศิษย์หมั่นฝึกฝนอยู่ตลอด ไม่ทราบว่าท่านอาวุโสพอจะชี้แนะสักเล็กน้อยได้หรือไม่?"
ในเมื่อเป็นศิษย์พี่ของตนเอง
โจวชิงอวี่ย่อมยินดีช่วยเหลือ เอ่ยว่า "ลองร่ายรำให้ดูหน่อยสิ"
ไป๋อวี้เหิงตื่นเต้นดีใจ
การได้รับการชี้แนะจากโจวชิงอวี่ด้วยตนเอง ย่อมทำให้ก้าวหน้าได้เร็วยิ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
นางจึงปรับสภาพแวดล้อมที่นี่ทันที
สร้างศัตรูจำลองขึ้นมาหนึ่งตัว แล้วร่ายรำเพลงกระบี่เข้าต่อสู้กับมัน
หลังจากร่ายรำจบหนึ่งชุด นางก็หอบหายใจ เอ่ยด้วยใบหน้าเปี่ยมความคาดหวังว่า "ขอท่านอาวุโสโปรดชี้แนะด้วย"
โจวชิงอวี่ขมวดคิ้ว เอ่ยว่า "มีบางจุดที่ฝึกฝนเบี่ยงเบนไปบ้าง"
"ดูให้ดี!"
เขารับกระบี่มา แล้วร่ายรำให้ดูอีกครั้ง
เมื่อไป๋อวี้เหิงนำมาเปรียบเทียบกับของตนเอง ก็ค้นพบข้อบกพร่องมากมายในทันที
จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างซาบซึ้งว่า "ขอบคุณท่านอาวุโสที่ชี้แนะ"
เมื่อรับกระบี่กลับคืนมา นางก็เริ่มฝึกฝนอีกครั้งทันที
ไม่นานนัก
เหลียวหงเสวี่ยก็พาศิษย์ของยอดเขาเทียนเจี้ยนมาที่ตำหนักวิถียุทธ์
หลังจากเร่งเร้าให้พวกเขาเข้าสู่สภาวะการฝึกฝนแล้ว ตนเองก็เตรียมจะหาสถานที่ฝึกฝนเช่นกัน
แต่บังเอิญเหลือบไปเห็นไป๋อวี้เหิงที่อยู่ตรงมุมห้องเข้า
สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์ เดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยโจมตีอย่างไร้เยื่อใยว่า "ว่าอย่างไร มีพลังฝีมือเพียงระดับสร้างรากฐานขั้นเก้า ก็กล้ามาชี้แนะศิษย์น้องของตนเองแล้วหรือ?"
"มิสู้ไปเชิญก้ายหวงเฉาศิษย์น้องของข้ามาชี้แนะพวกเขายังจะดีเสียกว่า!"
ไป๋อวี้เหิงหยุดชะงักเพลงกระบี่ สีหน้าเย็นเยียบลง
"เหลียวหงเสวี่ย วันนี้ท่านอาวุโสอยู่ที่นี่ ข้าจะไม่ถือสาหาความกับเจ้า"
"หากเจ้ายังมาวุ่นวายอีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!"
วันนี้นางอดกลั้นอย่างถึงที่สุดแล้ว
หากเป็นยามปกติ คงจะลงมือโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงไปนานแล้ว
ท่านอาวุโส?
เหลียวหงเสวี่ยชะงักงัน
ผู้ที่มาที่นี่ล้วนแต่เป็นศิษย์ไม่ใช่หรือ?