เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 410 อีกครึ่งชั่วยามข้าต้องการความจริง

บทที่ 410 อีกครึ่งชั่วยามข้าต้องการความจริง

บทที่ 410 อีกครึ่งชั่วยามข้าต้องการความจริง


นางเปิดหน้าต่างออก สายตากวาดมองไปตามทิศทางที่เสียงนั้นดังมา

เห็นเพียงเงาดำสายหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในช่องว่างระหว่างรั้ว

ความเร็วนั้นเชื่องช้าราวกับเต่าคลาน หากไม่ใช่เพราะซ่งจินเจามีประสาทสัมผัสการได้ยินที่เฉียบคม ก็คงไม่อาจสังเกตเห็นได้

เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้อื่นอีก ซ่งจินเจาจึงยกมือขวาขึ้นเล็งไปยังเป้าหมาย

วินาทีต่อมา ลูกดอกสั้นที่ส่องประกายสีเงินขาววาววับก็พุ่งแหวกอากาศยามราตรีไป

"อ๊าก!" เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น

บุรุษผู้นั้นกุมท่อนแขนเอาไว้พลางมองมาทางซ่งจินเจาด้วยใบหน้าตื่นตะลึง

ภายในรถม้า ผู้คุ้มกันที่รับหน้าที่เฝ้ายามต่างเบิกตากว้างขึ้นพร้อมกัน สองคนรีบพุ่งพรวดออกมาจากด้านใน เมื่อสบเข้ากับแววตาอันคมกริบของซ่งจินเจา ความง่วงงุนทั้งหลายก็พากันปลิวหายไปจนหมดสิ้น

พวกเขาทั้งสองกระโดดข้ามรั้วไปจับกุมตัวชายผู้นั้นไว้ด้วยความรู้สึกหวั่นวิตก

ด้วยเกรงว่าจะถูกซ่งจินเจาตำหนิ ผู้คุ้มกันจึงตะคอกถามชายผู้นั้นด้วยความเกรี้ยวกราด "เจ้าเป็นใคร? คิดจะทำอะไร?"

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้คนที่หลับสนิทอยู่ภายในห้องอื่นๆ สะดุ้งตื่นขึ้นมาทั้งหมด

ชวีหยาพุ่งออกมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องพักข้างๆ เมื่อเห็นว่าด้านในไม่มีสิ่งใดผิดปกติจึงวางใจลงได้ เขาและภรรยาของกวนเหนียนซานต่างก็นอนอยู่ห้องข้างๆ

ซ่งจินเจาเดินออกมา เซวี่ยถวนที่คลอเคลียอยู่ข้างขานางเมื่อได้กลิ่นคาวเลือดก็เงยหน้าขึ้นส่งเสียงคำรามยาวก้องกังวาน

เสียงคำรามของเสือดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา ปลุกให้ชาวบ้านตำบลหลงซานสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา

"เสียงอะไรน่ะ? เสียงหมาป่าเหรอ?"

สตรีผู้หนึ่งโอบกอดบุตรของตนไว้ตามสัญชาตญาณ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

"เสียงดังขนาดนี้ หมาป่าจะลงมาจากเขาหรือไม่?"

"ข้าจะเอาโต๊ะไปดันประตูไว้" กล่าวจบผู้เป็นสามีก็ปีนลงจากเตียง ไม่เพียงยกโต๊ะไปขวางประตู แต่ยังเดินตรวจตราหน้าต่างด้วย

ชาวบ้านครอบครัวอื่นๆ ที่ตกใจตื่นขึ้นมาก็กระทำเช่นเดียวกัน

หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่กล้าหลับตานอนอีก กำมีดตัดฟืนนั่งเฝ้าอยู่เช่นนั้นจนเกือบหนึ่งชั่วยามจึงกล้าหลับตาลง

ณ ห้องเก็บฟืนในลานหลังโรงเตี๊ยม เถ้าแก่หลบอยู่ตรงหน้าประตู ไม่กล้าเดินเข้าไปด้านใน

"รู้จักเขางั้นหรือ?" หลานซีพยักพเยิดหน้าพลางเอ่ยถาม

เถ้าแก่หดคอพลางพยักหน้า

"เขาชื่อหวังเอ้อร์ พักอยู่ในบ้านพักด้านหลังโรงเตี๊ยม เป็นอันธพาลที่มีชื่อเสียงของตำบลนี้ขอรับ"

หวังเอ้อร์ถูกกดให้นอนราบลงกับพื้นจนแทบจะหายใจไม่ออก หยาดเหงื่อบนหน้าผากหยดแหมะลงมาไม่หยุด

คนรอบกายล้วนเป็นคนต่างถิ่น เขารู้จักเพียงเถ้าแก่โรงเตี๊ยมผู้เดียวเท่านั้น

"ท่านลุงหยวนช่วยด้วย ข้าก็แค่ออกมาเข้าเวจ ทุกอย่างเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น"

เข่าข้างหนึ่งกดลงบนกระดูกสะบักของอีกฝ่ายอย่างแรง "เข้าเวจจำเป็นต้องมาด้อมๆ มองๆ ลับๆ ล่อๆ อยู่ด้านนอกด้วยหรือ? รีบพูดความจริงมาเดี๋ยวนี้!"

เมื่อพบว่าบนแขนของหวังเอ้อร์มีรูเลือดเป็นโพรง เถ้าแก่ก็รีบยกมือขึ้นปิดตาด้วยความหวาดกลัว

"พวกท่านจัดการกันตามสบายเถิด พรุ่งนี้ข้ายังต้องตื่นเช้ามาทำมื้อเช้า ขอตัวไปนอนก่อนนะขอรับ"

อย่าว่าแต่หวังเอ้อร์มักจะชอบทำเรื่องลักเล็กขโมยน้อยเป็นประจำเลย ต่อให้เขาเป็นคนดี เถ้าแก่ก็ไม่กล้าพูดจาช่วยเหลือเขาหรอก

อีกฝ่ายมีกำลังคนมากมายแถมยังพกอาวุธติดตัว ซ้ำยังเลี้ยงเสือเป็นสัตว์เลี้ยง การเป็นศัตรูกับพวกเขาก็แทบไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย

เมื่อเห็นเถ้าแก่หันหลังเดินจากไป หวังเอ้อร์ก็รู้สึกราวกับฟ้าถล่มลงมาตรงหน้าในบัดดล

คราวนี้ตายแน่ หากรู้แต่แรกว่าจะถูกจับได้ เขาคงไม่มาที่นี่

ด้วยความไม่อยากตาย หวังเอ้อร์จึงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบากเพื่อวิงวอนซ่งจินเจา บนใบหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่นและจงใจปั้นหน้าประจบประแจง

"ข้าออกมาเข้าเวจจริงๆ นะขอรับ ขอคุณหนูโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ชาติหน้าข้าจะยอมเป็นวัวเป็นม้าเพื่อตอบแทนท่าน"

ซ่งจินเจาไม่อยากเสียเวลา จึงโยนคนผู้นี้ให้หลานซีกับพวกจัดการโดยตรง

"อีกครึ่งชั่วยามข้าต้องการความจริง ส่วนคนอื่นๆ ที่ควรไปพักผ่อนก็ไปพักผ่อนเสีย"

ดึกดื่นป่านนี้ผู้ใดก็ง่วงนอนกันทั้งนั้น หากทำจนเลือดเปรอะเปื้อนเต็มตัวก็ต้องไปอาบน้ำใหม่อีก

"ขอรับ" หลานซีพยักหน้าอย่างแรง ขาที่กดทับอยู่บนร่างของหวังเอ้อร์ขยับเขยื้อนเล็กน้อย

หลังจากฝูงชนแยกย้ายกันไป ประตูรั้วไม้ไผ่ที่สร้างอย่างลวกๆ ของห้องเก็บฟืนก็ถูกปิดลงดังปัง หวังเอ้อร์ตกใจกลัวจนปัสสาวะราดในทันที

กลิ่นเหม็นฉุนของปัสสาวะโชยเตะจมูก ชิงซวงกลั้นหายใจด้วยความรังเกียจ

หลานซียัดท่อนฟืนขนาดใหญ่เท่าครึ่งกำปั้นเข้าไปในปากของหวังเอ้อร์จนครูดเอาเยื่อบุช่องปากฉีกขาด ไม่นานนักกลิ่นคาวเลือดกับกลิ่นเศษไม้ก็ผสมปนเปเข้าด้วยกัน

จบบทที่ บทที่ 410 อีกครึ่งชั่วยามข้าต้องการความจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว