เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 เรียนเสริม

บทที่ 12 เรียนเสริม

บทที่ 12 เรียนเสริม


บทที่ 12 เรียนเสริม

ณ ที่นั่งด้านในสุดของร้านกาแฟ นอกจากอาจารย์ที่ปรึกษาร่างเด็กแล้ว ยังมีคนหนุ่มสาวอีกสามคน

เฉินเมี่ยเมี่ยรู้จักหนึ่งในนั้น เขาคือเยว่จวิ้นหยางผู้เป็นหัวหน้าห้อง

เส้นผมของเยว่จวิ้นหยางยังคงชโลมด้วยเจลแต่งผมจนชุ่ม ดูมีความเป็นผู้ใหญ่สามส่วน และมีความมันเยิ้มถึงเจ็ดส่วน

ส่วนอีกสองคนที่ไม่รู้จักเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ทั้งสองนั่งเบียดอยู่ฝั่งเดียวกับเยว่จวิ้นหยาง สองมือวางไว้บนเข่า นั่งตัวตรงแหน่ว

เฉินเมี่ยเมี่ยเดินเข้าไปหา แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างเฟิงหลิงในร่างเด็กสาว

เขาเองก็ไม่มีทางเลือก ในเมื่อที่นั่งฝั่งตรงข้ามมีคนนั่งเต็มทั้งสามที่แล้ว

เฉินเมี่ยเมี่ยยื่นมือออกไปลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามของเฟิงหลิงโดยตรง นี่คือความเคยชินเวลาที่เขาปฏิบัติต่อเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม

การกระทำของเขา ทำให้คนทั้งสี่ที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง

หว่างคิ้วของเยว่จวิ้นหยางกระตุกเล็กน้อย ชายหญิงอีกสองคนเบิกตากว้างจนกลมโต

เฉินเมี่ยเมี่ยผู้นี้ ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง ถึงกับกล้ากระตุกหนวดเสือของอาจารย์ที่ปรึกษา!

แม้แต่ตัวเฟิงหลิงเองก็คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ชั่วขณะนั้นนางถึงกับลืมปัดมือของเฉินเมี่ยเมี่ยออก

เฉินเมี่ยเมี่ยลูบไปสองที จึงเพิ่งตระหนักได้ถึงความผิดปกติ

เฟิงหลิงไม่ใช่เด็กสาวจริงๆ นางคืออาจารย์ที่ปรึกษาผู้แสนน่ากลัวและมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ต่างหาก

ทว่าลูบก็ลูบไปแล้ว ตอนนี้จะชักมือกลับก็สายเกินไป ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจตีเนียนทำตัวนิ่งสงบจนถึงที่สุด แถมยังปิดท้ายการทักทายด้วยการหยิกแก้มของนางเบาๆ ไปอีกหนึ่งที

"ดี ดี ดีมาก เฉินเมี่ยเมี่ย เจ้าช่างเก่งกาจเสียจริง ดูเหมือนว่าข้าจะคิดถูกแล้วที่เรียกเจ้ามาเรียนเสริม เดี๋ยวเลิกแล้วอย่าเพิ่งไปไหน ข้าจะอบรมเจ้าเป็นการส่วนตัวอีกสักหน่อย"

เฟิงหลิงก้มหน้าลง นางสวมหมวกอยู่ ปีกหมวกบดบังใบหน้าครึ่งบนของนางเอาไว้ ทำให้ไม่มีผู้ใดมองเห็นสีหน้าของนางได้ชัดเจน

ทว่าเมื่อดูจากน้ำเสียงที่กัดฟันกรอดและเน้นย้ำคำหนักแน่นเช่นนี้ คาดว่าหลังจากเฉินเมี่ยเมี่ยถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังแล้วคงต้องพบกับจุดจบที่อนาถเป็นแน่

เมื่อรู้ว่าเฉินเมี่ยเมี่ยสูญเสียความทรงจำ เฟิงหลิงจึงช่วยแนะนำเพื่อนร่วมชั้นทั้งสองคนให้เขารู้จัก

ชายหญิงฝั่งตรงข้าม ฝ่ายชายชื่อสือเหล่ย ฝ่ายหญิงชื่อเหมียนหรูเยียน

"เฉินเมี่ยเมี่ย เจ้าความจำเสื่อมงั้นหรือ? หวังว่าเจ้าจะหายดีในเร็ววันนะ ชื่อของข้าประกอบด้วยอักษรสือ (หิน) สี่ตัว เรียกข้าว่าสือโถว (เจ้าหิน) ก็ได้" สือเหล่ยมีนิสัยค่อนข้างร่าเริง

"สวัสดี" เหมียนหรูเยียนค่อนข้างเก็บตัว หลังจากทักทายสั้นๆ นางก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก

เฉินเมี่ยเมี่ยจ้องมองเหมียนหรูเยียนอยู่หลายครั้ง

จะไม่ให้เขาระแวดระวังได้อย่างไร ผู้ที่กล้าใช้ชื่อว่า 'หรูเยียน' ไม่แน่ว่าอาจจะมีคุณสมบัติแห่งมหาจักรพรรดิแฝงอยู่ก็เป็นได้

"โย่ว ทุกคนมาถึงกันแล้วหรือ ขออภัยด้วย ระหว่างทางข้าโอ้เอ้ไปหน่อย" เสียงของหลิวปัวดังมาจากด้านหลัง

ทันทีที่หลิวปัวเข้ามาในร้าน เขาก็วิ่งตรงมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ เฉินเมี่ยเมี่ย

ขณะนี้เป็นเวลา 13 นาฬิกา 50 นาที

เฟิงหลิงลุกขึ้นยืน

นางมีรูปร่างเล็กที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถก้มมองลูกศิษย์ของตนด้วยท่าทางน่าเกรงขามได้ นางจึงจำเป็นต้องยืนขึ้น

"คนมาครบแล้ว ข้าจะไม่พูดจาไร้สาระให้มากความ พวกเจ้าล้วนทราบดีว่า [วันไร้แสง] ของสัปดาห์นี้คือวันสอบจบการศึกษาของพวกเจ้า การเร่งทบทวนเรื่องสิ่งลี้ลับก่อนสอบนั้นไร้ผลไปแล้ว วันนี้ข้าจะมาสอนเสริมวิชาความรู้ทั่วไปให้พวกเจ้าก็แล้วกัน"

ดวงตาของเฉินเมี่ยเมี่ยเป็นประกาย

วิชาความรู้ทั่วไปดีสิ เขาชอบวิชาความรู้ทั่วไป เพราะมันจะช่วยให้เขาเข้าใจโลกใบนี้ได้อย่างรวดเร็ว

หลิวปัวไม่ค่อยเต็มใจนัก เขาอาศัยการที่ตนเองมีเฉินเมี่ยเมี่ยนั่งคั่นกลางระหว่างเฟิงหลิงเอาไว้ จึงคิดเข้าข้างตัวเองว่าชั่วคราวนี้เขาปลอดภัยแล้ว จึงแอบบ่นพึมพำเสียงเบา "วิชาความรู้ทั่วไปจะมีประโยชน์อันใด อีกอย่าง เหตุใดทั้งชั้นเรียนถึงเรียกมาแค่พวกเราห้าคนกัน"

เสียงของหลิวปัวไม่ดังนัก ทว่าเวลานี้ภายในร้านกาแฟเงียบสงบยิ่ง ทั้งยังมีเพียงโต๊ะของพวกเขาเท่านั้น คำพูดของเขาจึงลอยเข้าหูเฟิงหลิงอย่างชัดเจน

"ทำไม หลิวปัว เจ้ามีปัญหาอย่างนั้นหรือ? เหตุใดถึงเรียกพวกเจ้าน่ะหรือ ในใจเจ้าไม่รู้ตัวบ้างเลยหรืออย่างไร? เจ้าที่โหล่เอ๊ย!"

"พรืด~" เยว่จวิ้นหยางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหลุดหัวเราะออกมา

หลิวปัวเกรงกลัวเฟิงหลิง แต่เขาไม่กลัวหัวหน้าห้อง

"เจ้าจะหัวเราะทำไม เจ้าเองก็ถูกเรียกมาเหมือนกันไม่ใช่หรือ"

เยว่จวิ้นหยางหุบรอยยิ้ม แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ข้าสอบได้ที่หนึ่งในวิชาความรู้ทั่วไป ที่มาวันนี้ก็เพื่อเป็นผู้ช่วยอาจารย์สอนเสริมให้พวกเจ้าต่างหาก"

หลิวปัวไม่ยอมแพ้ "ได้ใจไปเถอะ สิ่งประหลาดในสายหมอกคงไม่มานั่งคุยเรื่องวิชาความรู้ทั่วไปกับคนหรอกนะ พอเข้าไปในสายหมอกแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องวัดกันที่ความสามารถในการต่อสู้จริงอยู่ดี"

เฟิงหลิงที่อยู่ด้านข้าง ขมวดคิ้วมาตั้งแต่คำพูดประโยคแรกของหลิวปัวแล้ว ในเวลานี้นางหมดความอดทนอีกต่อไป

นางเอียงตัวก้มลงไปจนสุด ทิ้งน้ำหนักหน้าแข้งลงบนท่อนขาของเฉินเมี่ยเมี่ยเพื่อใช้เป็นจุดค้ำยัน แล้วเอื้อมข้ามตัวเขาไปดีดกะโหลกหลิวปัวดังเป๊าะ

"หลิวปัว! พูดราวกับว่าคะแนนสอบปฏิบัติของเจ้าไม่ได้รั้งท้ายอย่างนั้นแหละ!"

เฉินเมี่ยเมี่ย: ......

ร้ายกาจนักนะหลิวปัว ข้าก็นึกว่าเจ้าแค่ถนัดไปทางใดทางหนึ่งแล้วอ่อนวิชาทฤษฎี ที่แท้เจ้าหมอนี่ก็เป็นตัวรั้งท้ายทั้งสองด้านเลยนี่หว่า

แย่แล้ว! สนิทกับหลิวปัวขนาดนี้ ตัวเขาเองคงไม่ใช่พวกหางแถวเหมือนกันหรอกนะ?

หลังจากโดนอาจารย์ที่ปรึกษาดีดกะโหลกไปหนึ่งที หลิวปัวก็สงบเสงี่ยมลงทันตาเห็น

"เอาล่ะ เวลาของทุกคนล้วนมีค่า ตอนนี้เข้าสู่ประเด็นหลักกันเถอะ"

"วันนี้ข้าจะพูดเฉพาะเรื่องพื้นฐานและความรู้ทั่วไปที่สำคัญที่สุด ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับพวกเราทุกคน หวังว่ามันจะพอมีประโยชน์กับพวกเจ้าอยู่บ้าง

พวกเจ้าคงได้รับข่าวสารจากศาสนจักรเมื่อเช้านี้กันหมดแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่แปด เผ่าพันธุ์บริวารใหม่คือเผ่าสิ่งประหลาดแห่งสายหมอก เช่นนั้นคำถามแรก ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยใหม่ ใช้อะไรเป็นเกณฑ์แบ่งแยก?"

เฉินเมี่ยเมี่ยเป็นมือใหม่ขาวสะอาด เขาใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้จ้องมองไปยังคนอื่นๆ ที่ร่วมโต๊ะ

เยว่จวิ้นหยางผู้ช่วยสอนชั่วคราวเริ่มแสดงฝีมือ:

"โลกของเรามีดวงอาทิตย์คู่และดวงจันทร์ทั้งสามสลับกันลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า มีเมืองหนึ่งร้อยเมืองตั้งตระหง่าน

ดวงอาทิตย์คู่และดวงจันทร์ทั้งสามคือผู้ปกครองโลก ทุกสรรพสิ่งจำต้องได้รับการยอมรับจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งในพวกมัน จึงจะได้รับการต้อนรับจากโลกใบนี้ และไม่ถูกมองว่าเป็นสัตว์ประหลาดอีกต่อไป

เจ็ดเผ่าพันธุ์ใหญ่ในปัจจุบัน ได้แก่ มนุษย์ เอลฟ์ แม่มด ปีศาจ โลหิต วิญญาณ และภูตผี คือเผ่าพันธุ์ในเจ็ดยุคสมัยก่อนหน้า ที่ได้รับความเมตตาจากดวงอาทิตย์คู่และดวงจันทร์ทั้งสาม

วันนี้ เผ่าพันธุ์ที่แปดถูกจันทร์นิรันดร์รับเข้าเป็นบริวาร หมายความว่าโครงสร้างของโลกกำลังจะเปลี่ยนไป เจ้าของโลกจากเจ็ดเผ่าพันธุ์ใหญ่จะกลายเป็นแปดเผ่าพันธุ์ นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ และการผงาดขึ้นของเผ่าพันธุ์ใหม่"

เฟิงหลิงพึงพอใจกับคำตอบของเยว่จวิ้นหยางมาก นางแย้มยิ้มออกมาก่อนจะกล่าวเสริมรายละเอียด:

"ยุคสมัยที่หนึ่ง กินเวลาราว 1,900 ปี ดวงอาทิตย์ทองคำประทานพรแก่มนุษย์

ยุคสมัยที่สอง กินเวลาราว 2,300 ปี ดวงอาทิตย์เงินยวงและดวงจันทร์เหมันต์ประทานพรแก่เผ่าปีศาจ

ยุคสมัยที่สาม กินเวลาราว 3,300 ปี ดวงจันทร์เหมันต์ประทานพรแก่เผ่าเอลฟ์

ยุคสมัยที่สี่ กินเวลาราว 1,200 ปี ดวงจันทร์ประกายรุ้งประทานพรแก่เผ่าโลหิต

ยุคสมัยที่ห้า กินเวลาราว 2,700 ปี ดวงอาทิตย์เงินยวงประทานพรแก่เผ่าวิญญาณ

ยุคสมัยที่หก กินเวลาราว 4,100 ปี ดวงจันทร์ประกายรุ้งและดวงจันทร์เหมันต์ประทานพรแก่เผ่าภูตผี

ยุคสมัยที่เจ็ดที่เพิ่งผ่านพ้นไป กินเวลาราว 3,783 ปี ดวงอาทิตย์เงินยวงประทานพรแก่เผ่าแม่มด

และยุคสมัยที่แปดซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ จันทร์นิรันดร์ได้ประทานพรแก่เผ่าพันธุ์สิ่งประหลาดแห่งสายหมอก"

เฉินเมี่ยเมี่ยไม่กล้าปริปากแม้แต่ครึ่งคำ ได้แต่ลอบตัวสั่นงันงกอยู่เงียบๆ จนกระทั่งวินาทีนี้เขาจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนเองได้ก่อเรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงใดลงไป

สือโถวยกมือขึ้นถาม "อาจารย์เฟิงหลิง สิ่งประหลาดแห่งสายหมอกสมควรจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของสรรพชีวิตทั้งหมดมิใช่หรือ เหตุใดพวกมันจึงได้รับการยอมรับจากดวงจันทร์เล่า?"

เฟิงหลิงรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าต้องมีคำถามนี้:

"ในยุคสมัยที่หกและก่อนหน้านั้น แม่มดก็เคยเป็นเผ่าสิ่งประหลาดแห่งสายหมอกที่ผู้คนต่างขับไล่ไสส่งเช่นกัน พวกที่ไม่ได้รับการยอมรับจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะถูกเรียกว่าสิ่งประหลาด แต่เมื่อใดที่พวกมันได้รับการยอมรับ พวกมันก็คือพลเมืองของโลกใบนี้"

เหมียนหรูเยียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "เหตุใดบางเผ่าพันธุ์จึงได้รับพรจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ถึงสองดวงพร้อมกันเล่า? พวกเขาจะแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นหรือไม่?"

"นั่นไม่เกี่ยวพันกับความแข็งแกร่งแต่อย่างใด ทว่าข้องเกี่ยวกับลักษณะพิเศษของเผ่าพันธุ์ หากเผ่าพันธุ์ใดได้รับพรจากผู้ใด ก็จะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันออกไป และได้รับพรที่แตกต่างกัน

โดยทั่วไปแล้ว เผ่าพันธุ์ที่ได้รับพรจากดวงอาทิตย์จะแข็งแกร่งขึ้นในเวลากลางวัน ส่วนเผ่าพันธุ์ที่ได้รับพรจากดวงจันทร์จะแข็งแกร่งขึ้นในเวลากลางคืน

ทว่าในบางเผ่าพันธุ์ยังสามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีกหลายสายพันธุ์ อย่างเช่นเผ่าปีศาจ บางตนออกหากินในเวลากลางวัน บางตนออกหากินในเวลากลางคืน จึงถูกแบ่งแยกให้ขึ้นตรงต่อดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่แตกต่างกัน มิได้หมายความว่าจะได้รับพรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าแต่อย่างใด"

เยว่จวิ้นหยางเองก็ตั้งคำถามขึ้นมาเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเจ้านี่มีระดับชั้นที่สูงกว่า ระดับคำถามที่ตั้งขึ้นจึงยกระดับขึ้นไปอีกหลายขั้น

"อาจารย์ เมื่อยุคสมัยใหม่มาเยือน ทุกเมืองล้วนต้องเริ่มการแข่งขันสั่งสมกองกำลังทหารรอบใหม่ เมืองซื่อเซี่ยงของเราในปีนี้ คงจะมีการสนับสนุนพิเศษบางอย่างให้แก่นักเรียนที่กำลังจะจบการศึกษาอย่างพวกเรากระมัง"

เด็กเหลือขอทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ตรงนั้น ล้วนมีเครื่องหมายคำถามลอยอยู่เต็มใบหน้า พวกเขาไม่อาจตามจังหวะคำถามที่ก้าวกระโดดเช่นนี้ได้ทันเลยแม้แต่น้อย

เฟิงหลิงพยักหน้า ลอบคิดในใจว่าเลือกหัวหน้าห้องคนนี้มาไม่ผิดจริงๆ

"พวกเขาหลายคนยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ข้าจะอธิบายให้ฟังก็แล้วกัน

ยุคสมัยใหม่ไม่ได้นำมาเพียงแค่โอกาสเท่านั้น แต่สำหรับเผ่าพันธุ์ดั้งเดิม มันคือความท้าทายเสียมากกว่า

ตลอดสองหมื่นปีที่ผ่านมา โลกของเรามี 100 เมืองอย่างคงที่ ภายในอาณาเขตของหนึ่งร้อยเมือง ภายใต้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ล้วนไม่เกรงกลัวต่อสายหมอก นี่คือกฎเกณฑ์ของโลก

ในอดีตเคยมีเผ่าพันธุ์ที่พยายามฝืนสร้างเมืองที่ 101 ขึ้นมาตามอำเภอใจ ทว่าไม่นานก็ถูกสายหมอกกลืนกิน สรรพชีวิตทั่วทั้งเมืองรวมถึงสิ่งปลูกสร้างล้วนถูกลบเลือนจนสลายสิ้น

เจ็ดเผ่าพันธุ์ใหญ่ได้แบ่งปันครอบครองทั้งหนึ่งร้อยเมืองไปหมดแล้ว เค้กถูกแบ่งไปจนหมดสิ้น หากเผ่าพันธุ์ใหม่ต้องการมีชีวิตรอด ต้องการที่จะผงาดขึ้น ย่อมต้องแย่งชิงผลประโยชน์จากผู้ครอบครองเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมืองคือรากฐานแห่งการดำรงชีวิตที่แต่ละเผ่าพันธุ์ไม่อาจยินยอมยกให้ผู้ใดได้ หากเกิดการแย่งชิงขึ้น สองเผ่าพันธุ์เข้าห้ำหั่นกัน เหตุการณ์ที่สรรพชีวิตทั่วทั้งเมืองต้องตกตายไปโดยพลัน ล้วนมีให้เห็นเกลื่อนกลาดในหน้าประวัติศาสตร์

แม่มดในยุคสมัยที่เจ็ดนั้นมีความพิเศษยิ่ง นอกจากฐานที่มั่นหลักของสมาคมแม่มดเพียงแห่งเดียว พวกนางก็แทรกซึมกลมกลืนไปกับอีกหกเผ่าพันธุ์ที่เหลือโดยไม่ต้องออกไปแย่งชิงที่ใด ดังนั้น ทั่วทั้งโลกจึงสงบสุขมานานกว่า 3,000 ปีแล้ว ขุมกำลังของแต่ละเมืองจึงมีความเหลื่อมล้ำกันมานานแล้ว

บัดนี้ เมืองซื่อเซี่ยงของเรา หากไม่ต้องการถูกเผ่าพันธุ์ใหม่มองว่าเป็นลูกพลับนิ่มที่บีบเล่นได้ง่ายๆ ก็มีเพียงต้องยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองเท่านั้น"

เมื่อได้ยินคำว่า 'แม่มดมีความพิเศษยิ่ง' หูของเฉินเมี่ยเมี่ยก็ผึ่งขึ้นมาทันที เขารีบเอ่ยถาม:

"แม่มดต้องการเมืองเพียงเมืองเดียวอย่างนั้นหรือ? ทั้งยังสามารถกลมกลืนไปกับอีกหกเผ่าพันธุ์ได้? พวกนางมีความพิเศษที่ตรงไหนหรือ?"

คำถามนี้แม้แต่หลิวปัวก็ยังรู้

"อีกหกเผ่าพันธุ์อาศัยการไปเกิดใหม่ เกิดมาเป็นสิ่งใดก็เป็นสิ่งนั้น

แต่แม่มดอาศัยการกลายพันธุ์ สตรีที่มีความพิเศษบางคนในหกเผ่าพันธุ์มีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะกลายร่างเป็นแม่มด หากรอดชีวิตจากการกลายร่างเป็นแม่มดมาได้ ก็จะเปลี่ยนเผ่าพันธุ์กลายเป็นแม่มดไปโดยปริยาย

ด้านหนึ่ง จำนวนของแม่มดมีน้อยมากเมื่อเทียบกับเผ่าพันธุ์อื่น อีกด้านหนึ่ง หากมองจากรากเหง้าแล้ว แม่มดมีความรู้สึกยอมรับต่อเผ่าพันธุ์เดิมก่อนการกลายพันธุ์สูงมาก หลายครั้งจึงยินดีที่จะอาศัยอยู่ร่วมกัน"

และแล้ว เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมง

เฉินเมี่ยเมี่ยทำตัวดั่งฟองน้ำ คอยดูดซับความรู้อันล้ำค่าอย่างไม่หยุดหย่อน

แม้เฟิงหลิงจะพูดว่านี่คือการเรียนเสริม แต่ความรู้เหล่านี้กลับมีค่ามหาศาลจริงๆ

หากมิใช่เพราะพวกเขาคือผู้ที่กำลังจะจบการศึกษาจากวิทยาลัยแล้วล่ะก็ คนธรรมดาทั่วไปอาจใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยไปตลอดชาติ และไม่มีทางได้สัมผัสกับเรื่องราวเหล่านี้เป็นแน่

ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับแห่งนี้ การที่คนธรรมดาล่วงรู้เรื่องราวมากเกินไป ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป

ในช่วงท้ายของการเรียนเสริม

เฟิงหลิงในร่างเด็กสาวเห็นว่าทุกคนไม่มีคำถามใหม่แล้วชั่วคราว นางจึงกล่าวเตือนด้วยท่าทีจริงจัง:

"ยุคสมัยที่แปด คือการลงมือครั้งแรกของจันทร์นิรันดร์ จันทร์นิรันดร์เป็นตัวแทนของความลี้ลับ ในหน้าประวัติศาสตร์ไม่เคยมีร่องรอยให้สืบเสาะได้เลยแม้แต่น้อย พวกเจ้าคือนักเรียนรุ่นแรกที่จะสอบจบการศึกษาในยุคสมัยใหม่ จำต้องระมัดระวังตัวให้จงหนัก"

พนักงานบริการร่างกำยำถือเหยือกกาแฟเดินเข้ามา "ต้องการรับกาแฟเพิ่มหรือไม่?"

เฟิงหลิงโบกมือ "รู้แล้วๆ พวกเรากำลังจะกลับพอดี"

เมื่อเผชิญกับบทสนทนาที่ถามอย่างตอบอย่างเช่นนี้ เฉินเมี่ยเมี่ยก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย

หลิวปัวที่อยู่ข้างๆ จึงกระซิบอธิบายเสียงเบา:

"ร้านค้าหลายแห่งรวมถึงร้านกาแฟ หากบ้านของผู้ประกอบการไม่ได้อยู่แถวนี้ ส่วนใหญ่ก็จะปิดร้านก่อนเวลาบ่ายสี่โมงครึ่ง เพื่อเผื่อเวลาไว้อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง ให้พนักงานสามารถกลับถึงบ้านได้ทันเวลา 5 โมงครึ่ง"

เฉินเมี่ยเมี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะร้อง "อ้อ" ออกมา

เขานึกขึ้นได้แล้วว่า โลกใบนี้ ในยามพลบค่ำห้ามออกมาเดินเพ่นพ่านข้างนอกเด็ดขาด

จบบทที่ บทที่ 12 เรียนเสริม

คัดลอกลิงก์แล้ว