- หน้าแรก
- บันทึกสะสมสิ่งประหลาดของราชันแห่งจันทรา
- บทที่ 11 ศาสนจักร
บทที่ 11 ศาสนจักร
บทที่ 11 ศาสนจักร
บทที่ 11 ศาสนจักร
บ้าไปแล้ว โลกทั้งใบล้วนบ้าคลั่งไปแล้ว
เมืองซื่อเซี่ยงเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
ในยามดึกสงัด หลังจากเพิ่งผ่านพ้น [วันไร้แสง] มาหมาดๆ บรรดาบุคคลสำคัญในเมืองต่างพากันเร่งรุดไปยังศาสนจักรโดยไม่รอให้ดวงอาทิตย์ขึ้น
เมืองทั้งหนึ่งร้อยเมืองต่างปกครองตนเอง โครงสร้างอำนาจล้วนแตกต่างกันไป
เมืองซื่อเซี่ยงเป็นเมืองที่มีมนุษย์เป็นผู้นำ ที่นี่ไม่มีเจ้าเมือง หน่วยงานที่มีอำนาจสูงสุดคือสภาสามคน
ผู้มีอำนาจสูงสุดทั้งสามท่าน ได้แก่ ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยบริหารงานรัฐกิจ และประธานสมาพันธ์สมาคม
ยามนี้ ผู้มีอำนาจสูงสุดทั้งสามได้มารวมตัวกันที่โบสถ์
ประธานอันแห่งสมาพันธ์สมาคมเดินทางมาถึงเป็นคนสุดท้าย คนทั้งสามที่อยู่ภายในห้องต่างพยักหน้าให้เขาน้อยๆ
เมื่อคนมาครบแล้ว ก็เข้าสู่ประเด็นหลักทันที
"บาทหลวงจิ่ง มีเทวองค์การหรือไม่?"
ศาสนจักรเป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ที่ข้ามผ่านขอบเขตของเมืองและเผ่าพันธุ์ ทว่าแต่ละเมืองกลับมีความศรัทธาแรงกล้าที่แตกต่างกันออกไป
ในเมืองซื่อเซี่ยง ศาสนจักรไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก ยามปกติทั้งอำนาจและอิทธิพลจึงไม่ถือว่ามากมายนัก
บาทหลวงจิ่งเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็ง
เขาสวมเสื้อคลุมยาวของบาทหลวงที่ตัดเย็บพอดีตัว บริเวณหน้าอกเสื้อปักลวดลายดวงจันทร์ ใบหน้าดูใจดีมีเมตตา
ในขณะนี้ ฟันในปากของเขากำลังสั่นกระทบกันเล็กน้อย มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำหมัดแน่นเป็นระยะ
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังตื่นเต้นจนแทบคลุ้มคลั่ง
"ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งสาม ผู้ที่เบิกม่านยุคสมัยใหม่ในครานี้คือจันทร์นิรันดร์"
"จันทร์นิรันดร์!" เสียงอุทานทุ้มต่ำสามเสียงดังขึ้นภายในโบสถ์อย่างไม่อาจควบคุมได้
การที่บุคคลผู้มีอำนาจบารมีสูงส่งและมีความคิดลึกล้ำซับซ้อนทั้งสามท่านไม่อาจระงับอารมณ์ได้พร้อมกัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าเรื่องราวในครั้งนี้เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง
ผู้อำนวยการวิทยาลัยเป็นชายชราที่มีเคราสีขาวยาวเฟื้อย เขาแซ่เติ้ง เป็นเวลานานมาแล้วที่ผู้คนมักจะเรียกขานเขาด้วยนามแฝงว่า [ผู้อำนวยการ] อย่างตรงไปตรงมา
"เผ่าพันธุ์ใหม่คือเผ่าใด?"
บาทหลวงจิ่งนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย
ประธานอันแห่งสมาพันธ์สมาคมผู้มีนิสัยค่อนข้างใจร้อนจึงกล่าวขึ้น "บาทหลวง ท่านรีบกล่าวมาเถิด"
"เทวองค์การระบุว่า เผ่าพันธุ์ใหม่คือ......"
"คือ... เผ่าสิ่งประหลาดแห่งสายหมอก"
ความเงียบงันปกคลุม
คนทั้งสี่ในที่แห่งนั้นตกอยู่ในความเงียบงันนานนับสิบนาทีเต็ม
ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยบริหารงานรัฐกิจแซ่ซุน นามแฝง [ผู้บัญชาการ] เป็นชายหนุ่มที่ดูปราดเปรียวและเก่งกาจ แน่นอนว่าเขาเพียงแค่ดูแลตัวเองดีเท่านั้น แท้จริงแล้วผู้ที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาจนถึงตำแหน่งสูงสุดได้ ย่อมต้องเป็นคนวัยกลางคนเช่นกัน
ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าอึดอัด เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้วยความเคยชิน แล้วหยิบบุหรี่ออกมาหนึ่งมวน
ทว่าบุหรี่ยังไม่ทันพ้นซอง เขาก็ตระหนักได้ว่าที่นี่คือโบสถ์ จึงเก็บมันกลับคืนไป
เนิ่นนานผ่านไป ประธานอันก็ถอนหายใจยาว ทลายความเงียบงันลง "พายุคาวเลือดกำลังจะมาเยือนแล้ว"
ผู้บัญชาการซุนเอ่ยต่อ "ยุคแห่งการแก่งแย่งชิงดีนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราจะควบคุมได้ จงเพิ่มกำลังทหารและยกระดับการเฝ้าระวังเสียเถอะ"
[ผู้อำนวยการ] ลูบเคราอันยาวเฟื้อย "การสอบจบการศึกษาของปีนี้จะจัดขึ้นใน [วันไร้แสง] ของสัปดาห์นี้แล้ว พวกท่านอย่าได้ปิดบังซ่อนเร้นกันอีกเลย นำของดีๆ ออกมาเสียบ้างเถอะ ของมีค่าเพียงใดก็เป็นเพียงสิ่งไร้ชีวิต คนเป็นๆ ต่างหากที่เป็นขุมกำลังอันแท้จริง หากมีผู้จบการศึกษาเพิ่มขึ้นได้อีกสักกี่คนก็ถือว่าดีเท่านั้น"
"เรื่องนี้ยังต้องให้ท่านมาบอกอีกหรือ"
"บาทหลวงจิ่ง รุ่งเช้าจงออกประกาศแจ้งสถานการณ์เถิด เรื่องนี้ปิดบังไปก็ไม่อาจซ่อนเร้นได้อยู่ดี"
"ข้าจะจัดการตามนั้น"
เจ็ดนาฬิกา
แสงแดดจากดวงอาทิตย์ทองคำสาดส่องผ่านหน้าต่างหลังคาเข้ามาในห้อง
เฉินเมี่ยเมี่ยตื่นขึ้นเพราะถูกแสงแดดส่อง
ทันทีที่เขาลืมตา สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติประดุจหยกขาว สว่างไสวยิ่งกว่าแสงตะวันเสียอีก
ไร้ที่ติประดุจหยกขาวไม่ใช่เพียงคำคุณศัพท์ แต่มันคือคำอธิบายสีผิวของชิงฮวาตามความเป็นจริง
"เหตุใดเจ้าจึงมองข้าเช่นนี้?"
"เผ่าสิ่งประหลาดอย่างพวกเราไม่จำเป็นต้องนอนหลับ หลังจากที่สลบไปก่อนหน้านี้ ข้าก็ตื่นขึ้นมาตอนตีห้า และกำลังรอให้ท่านตื่นขึ้นมาเช่นกัน"
เฉินเมี่ยเมี่ยพยายามแปลความหมายในใจ ชิงฮวาน่าจะกำลังเป็นห่วงเขาอยู่
"นาฬิกาข้อมือของท่านดังขึ้นสองครั้ง"
เฉินเมี่ยเมี่ยกดเปิดข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน
ข้อความแรก
เวลา: 6 นาฬิกาตรง
ผู้ส่ง: ศาสนจักร (ส่งข้อความกลุ่มทั่วทั้งเมือง)
เนื้อหา: น้อมรับเทวองค์การแห่งเทพจันทรา นับแต่วันนี้เป็นต้นไป คือยุคสมัยที่แปดอันเปิดฉากขึ้นใหม่ สมาชิกใหม่ของโลกในยุคสมัยนี้คือ——เผ่าสิ่งประหลาดแห่งสายหมอก
ข้อความที่สอง
เวลา: 6 นาฬิกา 8 นาที
ผู้ส่ง: อาจารย์ที่ปรึกษาร่างเด็ก
เนื้อหา: เวลา 14 นาฬิกา เจอกันที่ร้านกาแฟปี่อั้น หากกล้ามาสายล่ะก็ พรุ่งนี้หลังเลิกเรียนไปรายงานตัวที่ห้องพยาบาลได้เลย
เฉินเมี่ยเมี่ยตะโกนเรียก 'เสี่ยวหง' สองครั้งในใจ และก็เป็นไปตามคาด ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
"ชิงฮวา เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?"
"รู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลังงานของข้าฟื้นฟูจนกลับมาสมบูรณ์แล้ว ทั้งตอนนี้ข้ายังสามารถควบคุมพลังได้อย่างอิสระอีกด้วย"
"นี่น่ะหรือที่เจ้าเรียกว่าควบคุมได้อย่างอิสระ?" เฉินเมี่ยเมี่ยชี้ไปที่เตียงใต้ร่างตนซึ่งกลายสภาพเป็นเครื่องเคลือบ
"เตียงเครื่องเคลือบ นอนสบาย"
เอาเถอะ นี่ไม่ใช่การสูญเสียการควบคุมพลัง แต่เป็นความปรารถนาดีที่ชิงฮวาต้องการแบ่งปัน เฉินเมี่ยเมี่ยพยักหน้า ยอมรับในความหวังดีนั้น
เขาก้าวลงจากเตียง
"เฮ้ยๆ แบบนี้มันชักจะเกินไปหน่อยแล้วมั้ง เหตุใดรองเท้าแตะของข้าถึงกลายเป็นเครื่องเคลือบไปด้วยล่ะ?"
ชิงฮวาแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย "รองเท้าเครื่องเคลือบ ใส่สบาย"
"เจ้าสามารถเปลี่ยนพวกมันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่?"
"แต่ก่อนไม่สามารถทำได้ ตอนนี้... ก็ยังทำไม่ได้"
สัญลักษณ์เส้นเลือดปูดโปนรูปกากบาทผุดขึ้นหลังหัวของเฉินเมี่ยเมี่ย "ก็คือทำไม่ได้อยู่ดี แล้วเจ้าจะเว้นวรรคคำพูดเพื่อสิ่งใดกัน"
"สิ่งที่เพิ่งกลายสภาพเป็นเครื่องเคลือบ สามารถเปลี่ยนกลับได้ หากกลายสภาพเป็นเวลานานแล้ว ย่อมไม่อาจทำได้"
"'นานแล้ว' ที่เจ้าว่าหมายถึงระยะเวลาเท่าใด?"
"ประมาณสิบห้านาที"
เฉินเมี่ยเมี่ยเข้าใจแล้ว สิ่งของที่ถูกชิงฮวาใช้พลังเปลี่ยนให้เป็นเครื่องเคลือบ ภายในสิบห้านาทียังพอมีทางแก้ไข ทว่าหากเกินเวลาไปแล้วจะไม่สามารถหวนกลับคืนสู่สภาพเดิมได้
"ชิงฮวา เวลาอยู่ข้างนอก เจ้าห้ามใช้อารมณ์ในการเปลี่ยนสิ่งของให้เป็นเครื่องเคลือบตามอำเภอใจเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งมีชีวิต เข้าใจหรือไม่"
"อ้อ"
"เจ้าจำเป็นต้องกินอาหารหรือไม่?"
ชิงฮวาส่ายหน้า
เฉินเมี่ยเมี่ยแอบยินดีในใจ ไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอน เผ่าสิ่งประหลาดนี่ช่างเลี้ยงง่ายเสียจริง
เฉินเมี่ยเมี่ยที่กำลังอารมณ์ดีได้เอ่ยถามคำถามที่จะทำให้เขาต้องนึกเสียใจไปชั่วชีวิต
"เช่นนั้นเจ้ามีสิ่งที่ชอบหรือไม่? ติดตามพี่เมี่ยเมี่ยของเจ้าไว้ รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องลำบากแน่นอน"
ดวงตาของชิงฮวาทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที "มี ข้าชอบเครื่องเคลือบ"
"หืม? เจ้าสามารถสร้างเครื่องเคลือบได้ด้วยตัวเองไม่ใช่หรือ?"
"สิ่งที่ข้าสร้างขึ้นเองล้วนเป็นเครื่องเคลือบใหม่ สิ่งที่ข้าต้องการคือของที่มีอายุ ยิ่งเก่าแก่ยิ่งดี หากดูดซับมันแล้วจะช่วยยกระดับพลังของข้าได้"
เฉินเมี่ยเมี่ย: ......
ตอนนี้เขาแค่อยากจะตบปากตัวเองสักสองฉาดใหญ่
[สุภาพสตรีเครื่องเคลือบขาว] ผู้นี้ไม่จำเป็นต้องกินหรือดื่มอาหารธรรมดา ทว่าสิ่งที่นางต้องการกินคือของเก่า!
เป็นที่รู้กันดีว่า ของเก่ามีคุณสมบัติที่โดดเด่นอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ——แพง
"เอ่อ ไว้คราวหน้าคงมีโอกาส ว่าแต่ชิงฮวาเจ้ารู้เรื่องราวภายในเมืองของมนุษย์มากน้อยเพียงใด อย่างเช่นศาสนจักรแห่งนี้ เจ้าเคยได้ยินหรือไม่?" เฉินเมี่ยเมี่ยเปลี่ยนเรื่องอย่างแข็งทื่อ
ชิงฮวามีความใสซื่อตามธรรมชาติ จึงหลงกลและถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปอย่างง่ายดาย
"ข้ารู้ไม่มากนัก แต่เรื่องของศาสนจักรข้าพอจะรู้มาบ้างเล็กน้อย"
"มา เล่าให้ข้าฟังหน่อย"
"โลกใบนี้มีหนึ่งร้อยเมือง แต่ละเมืองล้วนจัดการเพียงเรื่องของตนเอง โดยทั่วไปแล้วไม่อาจก้าวก่ายเมืองอื่นได้"
"อืมๆ เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว" เฉินเมี่ยเมี่ยฟังไปพลางยัดขนมปังเข้าปากไปพลาง
"ทว่าสามศาสนจักรใหญ่นั้นแตกต่างออกไป พวกเขาเป็นองค์กรขนาดมหึมาที่ครอบคลุมไปทั่วทุกเมือง"
"สามศาสนจักรใหญ่ใดบ้าง?"
"ศาสนจักรแห่งดวงอาทิตย์ ศาสนจักรแห่งดวงจันทร์ และศาสนจักรแห่งสายหมอก
ศาสนจักรแห่งดวงอาทิตย์ศรัทธาในดวงอาทิตย์คู่ทองคำและเงินยวง ศาสนจักรแห่งดวงจันทร์ศรัทธาในดวงจันทร์ทั้งสามดวง ได้แก่ จันทร์นิรันดร์ ดวงจันทร์สีชาดประกายรุ้ง และดวงจันทร์เหมันต์อันยะเยือก ทุกเมืองล้วนมีโบสถ์ โบสถ์ของศาสนจักรดวงอาทิตย์และศาสนจักรดวงจันทร์ตั้งอยู่ด้วยกันและใช้ร่วมกัน"
"ดูเหมือนว่าศาสนจักรดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะปรองดองกันดีงั้นหรือ?" เฉินเมี่ยเมี่ยดื่มนมเข้าไปอีกอึก
"ในความทรงจำของข้า เป็นเช่นนั้น"
"ในข้อความของข้านี้ ศาสนจักรกล่าวว่า 'น้อมรับเทวองค์การแห่งเทพจันทรา' หมายความว่าศาสนจักรรับรู้ถึงการคงอยู่ของเทพเจ้าบนดวงจันทร์อย่างนั้นหรือ?"
"ไม่ใช่ เทพเจ้าเป็นเพียงคำยกย่องที่ใช้เรียกขานราวกับเป็นบุคคลเท่านั้น ดวงอาทิตย์คู่และดวงจันทร์ทั้งสามคือสัจธรรมของโลก ตลอดระยะเวลานับหมื่นปีพวกมันดำรงอยู่อย่างเที่ยงธรรมไร้ความเอนเอียง จะมีจิตสำนึกส่วนตนได้อย่างไร"
เฉินเมี่ยเมี่ยไม่ปริปากพูดอะไรออกมา ดูเหมือนว่าเรื่องที่เขาสามารถทำตัวเป็นเจ้าบ้านของจันทร์นิรันดร์ได้นั้น จำเป็นต้องเก็บเงียบเอาไว้ให้เน่าเปื่อยอยู่ในท้องเสียแล้ว
"แล้วศาสนจักรแห่งสายหมอกล่ะ?"
"ศาสนจักรแห่งสายหมอกไม่มีโบสถ์ โดยทั่วไปไม่อาจค้นหาพวกพบเจอตัวพวกเขาได้"
"หืม? เพราะเหตุใดล่ะ?"
"มนุษย์เรียกพวกเขาว่าลัทธินอกรีต หากพบเจอก็จะตะโกนด่าทอและเข่นฆ่า"
"แล้วพวกเขาเป็นลัทธินอกรีตจริงๆ หรือ?"
"ข้าคิดว่าไม่ใช่ ตอนที่ข้าอยู่ในสายหมอก พวกเขาเป็นฝ่ายมาหาข้าก่อน และยังแลกเปลี่ยนสิ่งของที่น่าสนุกกับข้ามากมาย ข้าคิดว่าพวกเขาเป็นคนดี"
เฉินเมี่ยเมี่ยหัวเราะ 'หึหึ' สองเสียง
นี่มันลัทธินอกรีตชัดๆ พวกที่ดั้นด้นมาตามหาสิ่งประหลาดเพื่อทำการค้าขายด้วยจะเป็นคนดีได้อย่างไร ฟังดูก็รู้ว่าเป็นพวกที่เด็ดขาดอำมหิตโหดเหี้ยม ทั้งกับผู้อื่นและแม้แต่กับตัวเอง
เอ๊ะ เมื่อคิดดูแล้ว เช่นนั้นตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกันอย่างนั้นหรือ?
ไม่ใช่สิๆ
เฉินเมี่ยเมี่ยรีบส่ายหัว: ข้ามหาราชเมี่ยเมี่ยผู้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของดวงจันทร์ ไม่แปดเปื้อนกรรมใดๆ และถือสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจเป็นที่สิ้นสุด
พูดตามตรง เฉินเมี่ยเมี่ยค่อนข้างชอบดวงอาทิตย์เงินยวงมากกว่า
ดวงอาทิตย์ทองคำนี้ ร้อนแรงเกินไปจริงๆ ขนาดหลบอยู่แต่ในห้องก็ยังร้อน
"ชิงฮวา เจ้าไม่ร้อนหรือ? รีบมาแนบชิดกับข้าสิ ตัวเจ้าเย็นเฉียบอยู่ใกล้แล้วรู้สึกสบายที่สุดเลย"
"อ้อ มาแล้ว เครื่องเคลือบถูกเผาด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่าพันองศา ดังนั้นข้าจึงไม่ค่อยอ่อนไหวต่ออุณหภูมิในชีวิตประจำวันมากนัก"
เวลา 13 นาฬิกา 40 นาที
เฉินเมี่ยเมี่ยมาถึงหน้าประตูร้านกาแฟปี่อั้น
"อาจารย์ที่ปรึกษาร่างเด็กคนนี้ ยังจะมาบอกอีกว่าร้านกาแฟอยู่ใกล้บ้านข้ามาก มันใกล้อย่างไรกัน ข้ายังไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งไหนเลยสักที่"
เมื่อเดินเข้าไปในร้าน กระดิ่งที่หน้าประตูร้านก็ส่งเสียงดังกังวานใสไพเราะเสนาะหู
"ยินดีต้อนรับ" พนักงานบริการผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาหา
เฉินเมี่ยเมี่ยปรายตามองไป
"เวรเอ๊ย!"
พนักงานบริการที่เดินมาหา ไม่ใช่หญิงสาวผู้อ่อนโยน แต่กลับเป็นชายร่างยักษ์ที่สูงกว่าสองเมตรครึ่ง ศีรษะของเขาอยู่ห่างจากเพดานเพียงไม่เท่าใด
ชายฉกรรจ์ผู้นี้เปลือยท่อนบน อวดมัดกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ที่ขยับเขยื้อนตามจังหวะการก้าวเดิน เผยให้เห็นเส้นสายแห่งพลังอำนาจอย่างเต็มที่
เฉินเมี่ยเมี่ยคิดในใจ: มิน่าล่ะถึงชื่อร้านกาแฟปี่อั้น หากมารับประทานอาหารแบบกินแล้วชักดาบที่นี่ล่ะก็ คงถูกหมัดเดียวส่งไปยังปรโลกจริงๆ สินะ
"เฉินเมี่ยเมี่ย ทางนี้"
ที่นั่งริมหน้าต่าง อาจารย์ที่ปรึกษาร่างเด็กมาถึงแล้ว