- หน้าแรก
- ลูกเกิดใหม่ทั้งที พ่อคนนี้ขอเป็นเศรษฐีละกัน
- ตอนที่ 166 ครองแชมป์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกัน ! พ่อฉันไม่ได้มีลูกชายหน้าด้านแบบนายหรอกนะ !
ตอนที่ 166 ครองแชมป์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกัน ! พ่อฉันไม่ได้มีลูกชายหน้าด้านแบบนายหรอกนะ !
ตอนที่ 166 ครองแชมป์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกัน ! พ่อฉันไม่ได้มีลูกชายหน้าด้านแบบนายหรอกนะ !
ตอนที่ 166 ครองแชมป์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกัน ! พ่อฉันไม่ได้มีลูกชายหน้าด้านแบบนายหรอกนะ !
วันที่ 11 มีนาคม ในที่สุดนิตยสารฟอร์บส์ ก็ได้เปิดเผยการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2009
ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ส่งผลให้มหาเศรษฐีที่ติดอันดับในปี 2009 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเฉลี่ยเพียง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้ากว่า 23% !
นอกจากนี้ จำนวนมหาเศรษฐีที่ติดอันดับในปี 2009 มีจำนวนรวมเพียง 794 คน ซึ่งน้อยกว่าในปี 2008 ที่มีถึง 1,126 คน อย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา มีมหาเศรษฐีกว่า 600 คนที่ทรัพย์สินหดตัวลงอย่างชัดเจน ในขณะที่จำนวนมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกลับมีเพียงแค่ 40 กว่าคนเท่านั้น
จะเห็นได้ว่าผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้มันยิ่งใหญ่และรุนแรงเพียงใด
โดยเฉพาะการดิ่งลงอย่างหนักของตลาดหุ้น ทำให้ 'วอร์เรน บัฟเฟตต์' เทพเจ้าแห่งหุ้น ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของโลกเมื่อปีที่แล้ว ไม่เพียงแต่อันดับจะร่วงลงมาอยู่ที่สาม แต่มูลค่าทรัพย์สินของเขายังดิ่งฮวบลงไปเกือบ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ !
ปีที่แล้วเขายังมีทรัพย์สินถึง 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่พอมาปีนี้ กลับเหลือเพียงประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น อัตราการหดตัวในระดับนี้ เรียกได้ว่าน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง
ส่วน 'บิล เกตส์' ผู้เคยครองแชมป์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันหลายปี อันดับของเขาในปีนี้กลับขยับขึ้นมาสองอันดับ จากอันดับสี่ในปีที่แล้ว กลับมาอยู่อันดับที่สอง
นี่ไม่ใช่เพราะทรัพย์สินของเขามีการเติบโตขึ้นในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาแต่อย่างใด
ในทางกลับกัน ทรัพย์สินของเขาก็หดตัวลงไปมากเช่นเดียวกัน
เพียงแต่ว่าอัตราการลดลงของทรัพย์สินของเขานั้นน้อยกว่าบัฟเฟตต์และ 'คาร์ลอส สลิม' เจ้าพ่อโทรคมนาคมชาวเม็กซิกันมากก็เท่านั้น แต่ถึงกระนั้น ทรัพย์สินของเขาก็ยังคงลดลงไปถึงราว ๆ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งในปีที่แล้ว ทรัพย์สินของเขายังสูงถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอยู่เลย !
ทว่า การที่ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีเหล่านี้ลดลง ถือเป็นสิ่งที่อยู่ในความคาดหมายของผู้คนอยู่แล้ว
ก็อย่างว่า ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจมันหนักหนาสาหัสเกินไป โดยเฉพาะในฝั่งของตลาดหุ้น มูลค่าตลาดของบริษัทจดทะเบียนแทบทุกแห่งต่างก็ดิ่งเหวลงไปอย่างหนัก
ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีเหล่านี้ไม่หดตัวสิถึงจะแปลก !
แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก ก็คือมูลค่าทรัพย์สินของหลี่เจ๋อต่างหาก
ปีนี้ หลี่เจ๋อยังคงครองบัลลังก์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันอีกสมัยอย่างไร้ข้อกังขา
แม้ว่าภายใต้อิทธิพลของวิกฤตเศรษฐกิจ มูลค่าตลาดของ 'เจ๋อรัน เทคโนโลยี' จะระเหยหายไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มูลค่าตลาดของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาก็ยังคงยืนหยัดรักษาฐานอยู่ที่ระดับเกินกว่าแสนล้านดอลลาร์สหรัฐมาโดยตลอด !
ลำพังแค่หุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยีที่หลี่เจ๋อถือครองอยู่ ก็มีมูลค่าสูงถึงห้าหมื่นกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ซึ่งสูงกว่าบิล เกตส์ ที่อยู่อันดับสองซึ่งมีสี่หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอยู่มาก
ดังนั้น ก่อนที่การจัดอันดับมหาเศรษฐีฟอร์บส์ในปีนี้จะถูกเผยแพร่ออกมา ผู้คนจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือลุ้นเลยว่าใครจะได้เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกในปีนี้
แต่ทว่า มูลค่าทรัพย์สินของหลี่เจ๋อที่ทางฟอร์บส์ประกาศออกมา กลับทำให้หลายคนรู้สึกเหนือความคาดหมาย
นั่นเป็นเพราะทรัพย์สินของหลี่เจ๋อเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว กลับไม่ได้หดตัวลงไปมากนัก
เขายังคงครองอันดับหนึ่งอย่างมั่นคงด้วยทรัพย์สินที่สูงถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ !
ตัวเลขนี้สูงกว่าบิล เกตส์ในอันดับสองถึงหนึ่งเท่าตัวเต็ม ๆ !
ต่อให้เอาไปเทียบกับปีที่แล้ว ทรัพย์สินของหลี่เจ๋อก็ลดลงไปเพียงสองหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนิด ๆ เท่านั้น แม้ว่าหากดูจากตัวเลขสุทธิ มูลค่าทรัพย์สินของหลี่เจ๋อที่หายไปจะถือว่าสูงลิ่วมาก ๆ ก็ตาม
แต่ถ้าหากมองในแง่ของสัดส่วนจริง ๆ แล้วก็ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้
สัดส่วนการหดตัวยังต่ำกว่าของบิล เกตส์เสียด้วยซ้ำ
ต้องไม่ลืมว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ของหลี่เจ๋อนั้นมาจากมูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี แต่มูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยีเมื่อเทียบกับระดับ 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว มันหายไปถึงเจ็ดหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเต็ม ๆ !
นั่นก็หมายความว่า เฉพาะในส่วนของมูลค่าหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ทรัพย์สินของหลี่เจ๋อก็หดหายไปแล้วกว่าสามหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อบวกกับการที่หุ้นในบริษัท 'หวังอี้' และ 'บีวายดี' ที่หลี่เจ๋อถือครองอยู่ก็มีมูลค่าลดลงไปมากเช่นกัน... การที่หลี่เจ๋อยังสามารถรักษาระดับทรัพย์สินไว้ได้สูงถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ในสายตาของหลาย ๆ คนแล้ว มันแทบจะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเอามาก ๆ
แต่ทว่า เมื่อคนเหล่านี้ได้อ่านรายงานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของหลี่เจ๋ออย่างละเอียดจากนิตยสารฟอร์บส์แล้ว พวกเขาก็ถึงกับคลายความสงสัยลงทันที แม้ว่ามูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยีจะลดลงจากปีที่แล้วอย่างมหาศาล แต่มูลค่าตลาดของ 'บริษัทเพนกวิน' ในช่วงปีที่ผ่านมากลับพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แม้ว่าหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปะทุขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทเพนกวินจะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้ว ก็ยังถือว่าพุ่งทะยานขึ้นกว่าช่วงต้นปีที่แล้วอย่างมหาศาล
มูลค่าตลาดของบริษัทได้ทะลวงผ่านระดับ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หุ้นบริษัทเพนกวิน 39.5% ที่หลี่เจ๋อถือครองอยู่ จึงมีมูลค่าตลาดพุ่งไปแตะระดับเกือบหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ !
ผนวกกับการที่ 'บริษัทเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์' ในรอบปีที่ผ่านมา มีหลายโปรเจกต์ที่ประสบความสำเร็จและพัฒนาไปไกลมาก โดยเฉพาะโปรเจกต์ 'เตี่ยนชานไจ้เซี่ยน '
ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน แพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์จะยังครอบคลุมพื้นที่แค่ในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี และปักกิ่ง และเพิ่งจะเริ่มบุกเบิกตลาดในกว่างโจว และเซินเจิ้น แต่ทางนิตยสารฟอร์บส์ก็ประเมินมูลค่าเฉพาะแพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์นี้ไว้สูงถึง 2 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ !
พร้อมกันนี้ยังมีการระบุหมายเหตุด้วยว่า การประเมินมูลค่านี้ยังถือว่าเป็นการประเมินแบบค่อนข้างต่ำกว่าความเป็นจริง
นอกจากนี้ 'เจ๋อรัน แมป' ก็ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนแล้ว
ยังมี 'เจ๋อรัน วิดีโอ' ที่ได้รับอานิสงส์จากสงครามลิขสิทธิ์ระหว่างเว็บไซต์วิดีโอรายใหญ่ภายในประเทศ ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดขยายตัวอย่างรวดเร็ว
บวกกับ 'FlashGet' ที่สามารถยึดครองส่วนแบ่งตลาดซอฟต์แวร์ช่วยดาวน์โหลดในประเทศเซี่ยไปได้เกือบ 80% และยังมี 'เจ๋อรัน เพย์' อีก... นิตยสารฟอร์บส์จึงประเมินมูลค่าของบริษัทเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ทั้งบริษัท ไว้ที่เกือบแปดร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ !
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่ภายใต้ชื่อของหลี่เจ๋อ ยังมี 'บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเฟิงฉือ' และ 'บริษัท Legend 'ซึ่งเป็นสองเครื่องจักรสูบเงินอันทรงพลังดำรงอยู่อีก
ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ผู้คนได้เห็นรายงานการประเมินโดยละเอียดเหล่านี้แล้ว จึงไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเลขทรัพย์สิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่ฟอร์บส์ประเมินให้หลี่เจ๋อนั้นเป็นเรื่องไร้เหตุผลแต่อย่างใด
แม้ว่านี่จะเป็นการขึ้นครองบัลลังก์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกครั้งที่สองของหลี่เจ๋อ และทรัพย์สินส่วนตัวของหลี่เจ๋อจะไม่ได้ดูโอเวอร์และน่าตื่นตะลึงเท่ากับตอนที่เขาทะยานขึ้นอันดับหนึ่งครั้งแรกด้วยทรัพย์สินทะลุแสนล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีที่แล้วก็ตาม
อีกทั้งเรื่องนี้ก็อยู่ในความคาดหมายของทุกคนมาตั้งแต่แรกแล้ว
ทว่า เมื่อนิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกประจำปีนี้ออกมา มันก็ยังคงทำให้เกิดกระแสการพูดคุยถกเถียงกันไม่น้อย
"มหาเศรษฐีหลี่นี่เทพเกินไปแล้วมั้ง ! ภายใต้ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ ทรัพย์สินส่วนตัวของเขายังพุ่งไปแตะระดับแปดหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐได้อีก น่ากลัวโคตร ๆ ! "
"จริงที่สุด ! ลองดูพวกมหาเศรษฐีระดับซูเปอร์ริชที่อยู่หัวตารางคนอื่น ๆ สิ มีคนไหนบ้างที่ทรัพย์สินไม่หดตัวลงอย่างมาก มีแค่มหาเศรษฐีหลี่คนเดียวที่ทรัพย์สินลดลงไปแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์นิด ๆ เท่านั้น"
"โดยเฉพาะการที่ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีหลี่มีมากกว่าบิล เกตส์ในอันดับสองถึงสองเท่าตัวเนี่ย มันเกินเบอร์ไปมากจริง ๆ ! "
"พูดได้คำเดียวว่ามหาเศรษฐีหลี่มีการลงทุนที่หลากหลายเกินไป ขอแค่บริษัทไหนที่เขาไปลงทุนเกิดมีมูลค่าตลาดพุ่งกระฉูด ทรัพย์สินของเขาก็สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วแล้ว เมื่อไม่กี่ปีก่อนใครจะไปคิดล่ะว่ามูลค่าตลาดของบริษัทเพนกวินจะสามารถไปแตะระดับแสนกว่าล้านดอลลาร์ฮ่องกงได้ ? "
"นั่นสิ ก่อนหน้านี้ฉันเหมือนจะเคยเห็นข่าวรายงานว่า ตอนที่มหาเศรษฐีหลี่ไปลงทุนในบริษัทเพนกวิน เบ็ดเสร็จแล้วเขาใช้เงินไปแค่ยี่สิบถึงสามสิบล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นเอง แต่กลับได้หุ้นบริษัทเพนกวินมาเกือบ 40% นี่มันกำไรมหาศาลแบบสุด ๆ ไปเลย ! "
"เงินยี่สิบถึงสามสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้าตีเป็นเงินบ้านเราก็แค่ประมาณสองร้อยล้านหยวน แต่ดูตอนนี้สิ มูลค่าหุ้น 40% ของบริษัทเพนกวินมันสูงถึงห้าหกหมื่นล้านหยวนเข้าไปแล้ว ! นี่มันเป็นการเติบโตระดับหลายร้อยเท่าเลยนะ ! แค่คิดก็ขนลุกแล้ว ! "
"พวกนายอย่าลืมสิว่า 'เจ๋อรัน อินเวสต์เมนต์' ของมหาเศรษฐีหลี่ยังถือหุ้นใน 'โก่วตงมอลล์' อยู่ 38.5% ถือหุ้นใน 'เฟยฝานสปอร์ต' อยู่ 51% แล้วก็ยังถือหุ้นใน 'บริษัทเซี่ยวเน่ย' อีก 14%... บริษัทพวกนี้ล้วนแล้วแต่มีศักยภาพที่ไม่ธรรมดาเลย ไม่แน่ว่าอาจจะเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อไหร่ก็ได้ โดยเฉพาะเฟยฝานสปอร์ต ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมาว่ากำลังเตรียมตัวทำ IPO อยู่ ทันทีที่บริษัทพวกนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีหลี่ก็จะต้องระเบิดพุ่งขึ้นไปอีกระลอก..."
"เอาเป็นว่ามหาเศรษฐีหลี่คือที่สุดก็จบ ! ตอนนี้ฉันแค่อยากรู้ว่า ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีหลี่จะทะลวงผ่านจุดสองแสนล้านดอลลาร์สหรัฐได้เมื่อไหร่ต่างหาก ! "
"คาดว่าน่าจะอีกไม่นานหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ ดีไม่ดีภายในสองสามปีนี้ ทรัพย์สินส่วนตัวของมหาเศรษฐีหลี่ก็คงทะลุสองแสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว..."
กระแสการพูดคุยบนโลกอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับการที่หลี่เจ๋อครองแชมป์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันด้วยทรัพย์สินที่สูงลิ่วถึงแปดหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ถือว่าไม่ได้มากมายนัก
อย่างน้อยเมื่อนำไปเทียบกับความฮือฮาและกระแสอันร้อนแรงในตอนที่หลี่เจ๋อผงาดขึ้นคว้าตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกได้เป็นครั้งแรกด้วยทรัพย์สินทะลุแสนล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีที่แล้ว มันก็ยังห่างไกลกันมากนัก
แต่ถึงกระนั้น ตามเว็บบอร์ดสายการเงินหลายแห่ง หรือแม้แต่บนเวยป๋อของบริษัทเซี่ยวเน่ย ก็ยังมีคนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยกันอย่างล้นหลาม
ภายใต้ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทรัพย์สินของหลี่เจ๋อกลับยังสามารถไปแตะระดับแปดหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐได้ มันเป็นเรื่องที่ชวนให้ตื่นตะลึงจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม หลี่เจ๋อกลับไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้เลย
เมื่อมาถึงระดับของเขาแล้ว เขาแทบจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้อีกต่อไป
การก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว อย่างน้อยก็ยังทำให้หลี่เจ๋อรู้สึกหวั่นไหวและดีใจอยู่ลึก ๆ บ้าง
ส่วนการครองตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งติดต่อกันในปีนี้น่ะเหรอ... มันก็แค่เรื่องธรรมดา ๆ เท่านั้นแหละ
หลี่เจ๋อถึงขั้นไม่ได้เข้าไปดูหรือติดตามข่าวการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกที่นิตยสารฟอร์บส์ประกาศออกมาเลยด้วยซ้ำ...
...
มหาวิทยาลัยเจียวทงเซี่ยงไฮ้
หลี่ตงกำลังเตรียมตัวจะไปกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย แต่บังเอิญเดินสวนกับหลี่จิ้งเยว่ระหว่างทาง ทว่า เมื่อเขาเห็นหลี่จิ้งเยว่มีสีหน้าที่ดูหงุดหงิดและกลุ้มใจ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ
เขาจึงรีบเดินเข้าไปหา แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย "หัวหน้าห้อง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเธอไม่ค่อยสบอารมณ์เลยล่ะ ? "
เมื่อจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงของหลี่ตง หลี่จิ้งเยว่ก็ชะงักไปเล็กน้อย
เมื่อดึงสติกลับมาได้ เธอก็หันไปมองหลี่ตง สีหน้าของเธอดูผ่อนคลายลงมาบ้าง แล้วตอบว่า "หลี่ตง นายเองเหรอ..."
"อืม"
หลี่ตงพยักหน้า ก่อนจะถามต่อ "หัวหน้าห้อง เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า ? ทำไมถึงทำหน้าตาอมทุกข์แบบนั้นล่ะ ? นี่มันไม่ค่อยสมกับเป็นเธอเลยนะ..."
หลี่จิ้งเยว่ถอนหายใจ แล้วตอบ "ก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก แค่รู้สึกรำคาญ แล้วก็หงุดหงิดนิดหน่อยน่ะ"
"อ้อ ? ว่ามาสิ..."
หลี่ตงมองหลี่จิ้งเยว่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลี่จิ้งเยว่อธิบาย "จริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรหรอก นายยังจำวันปิดเทอมเมื่อเทอมที่แล้วได้ไหม รุ่นพี่แซ่ฟางที่ขับ BMW ซีรีส์ 3 ที่อาสาจะไปส่งฉันน่ะ ? "
"ตอนนั้นฉันเคยเล่าให้นายฟังไปแล้วใช่ไหม ว่าเขาเป็นรองประธานสโมสรนักศึกษาของคณะเรา"
"อืม เธอเคยเล่าแล้ว"
หลี่ตงพยักหน้า ก่อนจะถามต่อ "แต่ว่า... เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยล่ะ ? หรือว่าเขายังไม่ตัดใจ แล้วตามมาตื๊อเธออยู่อีก ? "
หลี่จิ้งเยว่ถอนหายใจ "ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เพียงแต่ว่า หมอนั่นคงจะเก็บความเจ็บแค้นเอาไว้ในใจ ถึงได้แอบไปปล่อยข่าวลือกับคนอื่น ๆ ในสโมสรนักศึกษาว่าฉันไปเกาะฟู่เอ้อไต้ ..."
พูดถึงตรงนี้ หลี่จิ้งเยว่ก็หยุดชะงักไปนิด แล้วปรายตามองหลี่ตง "เอาเป็นว่าก็ประมาณนั้นแหละ ไม่มีคำพูดดี ๆ หรอกนะ"
"ฉันก็เพิ่งจะบังเอิญไปได้ยินคนอื่น ๆ ในสโมสรนักศึกษาซุบซิบกันลับหลัง ก็เลยเข้าไปถามพวกเขาตรง ๆ ถึงได้รู้ว่าเรื่องบ้า ๆ พวกนี้มันหลุดมาจากปากของอีตารุ่นพี่แซ่ฟางนั่นแหละ"
"มิน่าล่ะ ช่วงนี้ฉันถึงได้รู้สึกว่าสายตาที่คนในสโมสรมองฉันมันดูแปลก ๆ ทะแม่ง ๆ ..."
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่จิ้งเยว่ หลี่ตงก็ถึงบางอ้อในทันที
ที่แท้เรื่องมันก็เป็นแบบนี้นี่เอง
ถ้าจะว่าไป... เรื่องนี้มันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาอยู่เหมือนกัน
เพียงแต่หลี่ตงนึกไม่ถึงเลยว่า ไอ้รุ่นพี่แซ่ฟางนั่นจะทำตัวต่ำช้าถึงขนาดเอาหลี่จิ้งเยว่ไปนินทาลับหลัง และใส่ร้ายป้ายสีทำลายชื่อเสียงเธอแบบนี้
หลี่ตงขมวดคิ้ว "แล้วเธอจะเอายังไงต่อไปล่ะ หัวหน้าห้อง ? "
หลี่จิ้งเยว่ยักไหล่ ตอบอย่างจนใจ "จะทำอะไรได้ล่ะ ก็คงต้องปล่อยเบลอ แล้วพยายามไม่สนใจแหละ"
"เรื่องแบบนี้ ยิ่งแก้ตัว คนก็ยิ่งไม่เชื่อ แถมจะให้แก้ตัวยังไงล่ะ ? จะให้ฉันเดินไปอธิบายทีละคนงั้นเหรอ ? "
"ต่อหน้าเขาอาจจะพยักหน้าเห็นด้วย แต่ลับหลัง เขาจะคิดยังไงมันก็อีกเรื่องนึง เพราะงั้น เรื่องพวกนี้ก็ต้องปล่อยมันไป ถือซะว่าไม่เห็นก็ไม่หงุดหงิด ! "
หลี่ตงคิดตาม มันก็จริงอย่างที่เธอว่า
เรื่องพวกนี้มันอธิบายยากจริง ๆ
มันก็เหมือนกับข่าวลือมั่วซั่วบนอินเทอร์เน็ตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั่นแหละ
'คนสร้างข่าวลือแค่ขยับปาก แต่คนแก้ข่าวลือต้องวิ่งจนขาขวิด'
แถมตอนแก้ข่าว ดันไม่มีใครสนใจจะฟังอีกต่างหาก
"ดูเหมือนเธอจะปล่อยวางได้เก่งเหมือนกันนะเนี่ย หัวหน้าห้อง"
เมื่อเห็นว่าหลี่จิ้งเยว่ถึงจะหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก หลี่ตงก็เบาใจ
หลี่จิ้งเยว่ยักไหล่ "แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ ? "
เธอเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะพูดต่อ "แต่ฉันตั้งใจว่าจะลาออกจากสโมสรนักศึกษาแล้วล่ะ ขี้เกียจทนเห็นหน้าหมอนั่นแล้วต้องมานั่งหงุดหงิด ! "
หลี่ตงอดขำไม่ได้ "ฉันว่านะ... ตั้งแต่แรกเธอก็ไม่เห็นต้องไปเข้าสโมสรนักศึกษาอะไรนั่นเลย เข้าไปแล้วมันได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ? "
หลี่จิ้งเยว่ยิ้มบางๆ "ก็ตอนนั้นคิดว่าอยากจะลองฝึกประสบการณ์ดูนี่นา แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามันน่าเบื่อจริง ๆ นั่นแหละ"
"เอาเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว... นายกำลังจะไปกินข้าวที่โรงอาหารใช่ไหม ? "
หลี่จิ้งเยว่หันไปมองหลี่ตง
"อืม ใช่"
หลี่ตงพยักหน้า
"งั้นไปกินด้วยกันสิ ฉันก็กำลังจะไปกินข้าวเหมือนกัน"
หลี่จิ้งเยว่ชวน
"เอาสิ ! ป่ะ ไปกันเถอะ"
หลี่ตงตอบรับ ก่อนจะเดินไปที่โรงอาหารพร้อมกับหลี่จิ้งเยว่
หลังจากซื้อข้าวเสร็จ ทั้งสองก็หาที่นั่งสุ่ม ๆ แถวนั้น
จังหวะนั้นเอง เสียงซุบซิบที่ดังแว่วมาจากโต๊ะไม่ไกลนัก ก็ทำให้หลี่ตงและหลี่จิ้งเยว่หันขวับไปมองอย่างพร้อมเพรียง...
"รุ่นพี่ ที่พูดนี่เรื่องจริงหรือเปล่าคะ ? ไม่น่าจะเป็นไปได้มั้ง ! "
"นั่นสิครับ ปกติหลี่จิ้งเยว่ก็ดูเป็นคนเรียบร้อยดีนะ ไม่เห็นดูเป็นคนหน้าเงินหรือบ้าของแบรนด์เนมเลย"
คนที่พูดคือผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงหนึ่งคน
และบังเอิญว่าทั้งสองคนนี้ ก็คือเพื่อนร่วมชั้นของหลี่ตงและหลี่จิ้งเยว่นั่นเอง
ส่วนคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพวกเขา ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่คือ 'ฟางจั๋ว' และนักศึกษาชายอีกคน
เมื่อได้ยินเพื่อนของหลี่ตงและหลี่จิ้งเยว่แย้งขึ้นมา ฟางจั๋วก็เบ้ปาก แล้วพ่นลมหายใจออกจมูกอย่างเหยียดหยาม "รุ่นน้อง... นี่แหละคือความเจ้าเล่ห์ของหลี่จิ้งเยว่ไงล่ะ ! "
"ต่อหน้าคนอื่นก็ทำตัวเป็นคนดี แต่ลับหลังน่ะเหรอ ? หึ..."
"บอกตามตรงเลยนะ วันนั้นฉันเห็นกับตาว่า ไอ้ลูกคนรวยนั่นแค่กวักมือเรียก แล้วบอกว่าจะไปส่ง หลี่จิ้งเยว่ก็กระโดดขึ้นรถหมอนั่นไปหน้าตาเฉยเลย ! "
"ทั้ง ๆ ที่สองคนนั้นไม่ได้รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ ! แค่นี้ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ? "
ฟางจั๋วหยุดไปนิด ก่อนจะใส่ไฟต่อ "จริง ๆ ตอนแรกฉันก็คิดว่าหลี่จิ้งเยว่เป็นคนใสซื่อเหมือนกันแหละ ถ้าไม่เห็นกับตา ใครจะไปคิดว่ายัยนั่นจะเป็นผู้หญิงแบบนั้น ? "
"เอ่อ..."
เพื่อนของหลี่ตงและหลี่จิ้งเยว่สบตากันอย่างลำบากใจ เห็นได้ชัดว่าพวกเขายังคลางแคลงใจในคำพูดของฟางจั๋ว
ตอนนั้นเอง นักศึกษาชายที่นั่งข้าง ๆ ฟางจั๋วก็โพล่งขึ้นมา "เฉียนฮ่าว, สวีฮุ่ย พวกนายอย่าเพิ่งไม่เชื่อเลยนะ รุ่นพี่ฟางเป็นถึงรองประธานสโมสรนักศึกษาของคณะเรา เขาจะเอาเรื่องแบบนี้มาหลอกพวกนายทำไม ? "
"ถ้าไม่ใช่เพราะรุ่นพี่ฟางเพิ่งรู้ว่าพวกนายเรียนห้องเดียวกับหลี่จิ้งเยว่ เขาคงไม่เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังหรอก เอาเป็นว่า... คนแบบหลี่จิ้งเยว่น่ะ พวกนายพยายามอย่าไปสนิทสนมด้วยจะดีกว่า"
นักศึกษาชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนหวังดี
แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงน่ะเหรอ ?
ก็แค่ต้องการใช้ปากของสองคนนี้ เป็นกระบอกเสียงเอาเรื่องที่หลี่จิ้งเยว่เป็นพวกหน้าเงิน บ้าผู้ชายรวย ถึงขนาดกระโดดขึ้นรถคนแปลกหน้าที่กวักมือเรียก ไปป่าวประกาศให้คนในห้องฟัง เพื่อให้หลี่จิ้งเยว่ต้องอับอายขายหน้าไงล่ะ และแน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดนี้ ฟางจั๋วเป็นคนจัดฉากขึ้นมาเอง
นักศึกษาชายที่นั่งข้างฟางจั๋วชื่อ 'ต่งเย่' เป็นสมาชิกสโมสรนักศึกษาของคณะเหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ฟางจั๋วเคยแอบถามเขาว่ารู้จักคนในห้องหลี่จิ้งเยว่บ้างไหม แล้วบังเอิญว่าต่งเย่รู้จักเฉียนฮ่าวกับสวีฮุ่ยพอดี
วันนี้เขาจึงหาข้ออ้างชวนทั้งสองคนมากินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร
ส่วนฟางจั๋วก็แกล้งทำเป็นเดินผ่านมาเจอ แล้วก็ขอมานั่งร่วมโต๊ะด้วย
ต่งเย่ก็ทำทีเป็นแนะนำเฉียนฮ่าวกับสวีฮุ่ยให้ฟางจั๋วรู้จัก แล้วก็แกล้งพูดขึ้นมาว่าสองคนนี้เรียนห้องเดียวกับหลี่จิ้งเยว่
ฟางจั๋วก็เลยสวมรอย เล่าเรื่องที่เขาปั้นแต่งใส่ร้ายหลี่จิ้งเยว่ให้เฉียนฮ่าวกับสวีฮุ่ยฟัง...
แต่ฟางจั๋วหารู้ไม่ว่า หลี่จิ้งเยว่กับหลี่ตงจะบังเอิญมานั่งอยู่ห่างออกไปแค่สองโต๊ะ และได้ยินบทสนทนาของพวกเขาแบบเต็มสองรูหู !
หลี่ตงละสายตาจากกลุ่มคนพวกนั้น หันมามองหลี่จิ้งเยว่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "หัวหน้าห้อง แบบนี้ยอมได้เหรอ ? "
"ไอ้เวรนั่นตั้งใจจะใส่ร้ายเธอต่อหน้าเฉียนฮ่าวกับสวีฮุ่ยชัด ๆ กะจะให้สองคนนั้นเอาเรื่องนี้ไปกระจายต่อในห้องล่ะสิ..."
สีหน้าของหลี่จิ้งเยว่ดูเย็นเยียบขึ้นมาทันที เธอกัดฟันกรอด ก่อนจะผุดลุกขึ้นพรวด
เธอเดินตรงรี่เข้าไปหาฟางจั๋วด้วยใบหน้าถมึงทึง
หลี่ตงเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นเดินตามไปทันที
"ฟางจั๋ว นายจะมากเกินไปแล้วนะ ! ตอนแรกฉันก็ว่าจะไม่ถือสากับคนอย่างนายแล้ว แต่ในเมื่อนายเอาแต่ปั้นน้ำเป็นตัว ใส่ร้ายฉันลับหลังไม่เลิก งั้นก็อย่าหาว่าฉันไม่ไว้หน้าก็แล้วกัน ! "
เสียงของหลี่จิ้งเยว่ที่ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้ฟางจั๋วสะดุ้งโหยง
เขาหันขวับไปมอง
เมื่อเห็นหลี่จิ้งเยว่ยืนอยู่ด้านหลัง กัดฟันแน่นด้วยใบหน้าเย็นชา
สีหน้าของฟางจั๋วก็แข็งค้าง เปลี่ยนเป็นความกระอักกระอ่วนและหวาดหวั่นทันที !
ส่วนต่งเย่, เฉียนฮ่าว และสวีฮุ่ย ต่างก็หันมามองหลี่จิ้งเยว่ด้วยความตกตะลึง
ไม่มีใครคาดคิดว่าหลี่จิ้งเยว่จะโผล่มาแบบนี้
ในขณะที่ทุกคนกำลังช็อก หลี่จิ้งเยว่ก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก "ฟางจั๋ว คนอย่างนายน่ะเหรอ ที่คิดจะมาจีบฉัน ? หัดชะโงกดูเงาตัวเองซะบ้างนะ ว่ามีสภาพเป็นยังไง"
"ตอนนั้นฉันก็ปฏิเสธนายไปตั้งหลายรอบแล้ว แต่นายก็ยังตามตื๊อไม่เลิก หน้าหนาซะไม่มี คิดว่าที่บ้านมีเงินนิดหน่อย ขับรถ BMW ซีรีส์ 3 กระจอก ๆ คันนึง แล้วฉันจะต้องสนใจนายงั้นเหรอ?"
"พอเห็นฉันขึ้นรถหรูของคนอื่น นายก็เลยแค้นฝังใจ แล้วก็เอาฉันมานินทาใส่ร้ายลับหลังแบบนี้ใช่ไหมล่ะ ? "
เมื่อโดนหลี่จิ้งเยว่ซักไซ้และถากถางแบบจัดเต็ม
แถมยังแฉเรื่องที่เขาเคยตามจีบเธอแล้วโดนปฏิเสธออกมากลางโต๊ะ ฟางจั๋วก็รู้สึกหน้าแตกยับเยิน ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความอับอาย
จังหวะนั้นเอง หลี่ตงก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "นายนี่ชื่อฟางจั๋วสินะ ? สิ่งที่นายทำเนี่ย มันไม่ลูกผู้ชายเอาซะเลยนะ ทำให้ฉันนึกถึงพวก 'คนหน้าไหว้หลังหลอก' อ้อ ไม่สิ... ต้องเรียกว่า 'ขันที' มากกว่า ! "
"เกิดเป็นลูกผู้ชายแท้ ๆ แต่กลับมาทำตัวเป็นพวกปากหอยปากปู นินทาใส่ร้ายผู้หญิงลับหลังแบบนี้ กล้าทำไปได้ยังไงเนี่ย ! "
เมื่อได้ยินเสียงหลี่ตง
ฟางจั๋วถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าหลี่ตงก็อยู่ตรงนี้ด้วย
ฟางจั๋วที่กำลังโกรธจัดเพราะความอับอายอยู่แล้ว ก็ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความเดือดดาล จ้องหน้าหลี่ตงอย่างเอาเรื่อง "แกกล้าด่าข้าว่าเป็นขันทีเหรอวะ ? ! "
"แล้วข้าไปใส่ร้ายป้ายสีอะไรยัยนี่ ? ที่ข้าพูดมันไม่ใช่ความจริงหรือไง ? "
"วันนั้นไม่ใช่แกหรอกเหรอ ที่แค่กวักมือเรียก ยัยนี่ก็รีบกระโดดขึ้นรถแกไปน่ะ ? แล้วดูพวกแกตอนนี้สิ ไปไหนมาไหนด้วยกัน... นี่คงแอบไปกินกันมาแล้วล่ะสิ ? "
"ยัยนี่คงเสร็จแกไปแล้วสินะ พวกแกยังมีหน้ามาหาว่าข้าใส่ร้ายอีกเหรอ ? "
ฟางจั๋วมองหลี่ตงและหลี่จิ้งเยว่ด้วยสายตาเหยียดหยามและอิจฉาริษยา
ส่วนเฉียนฮ่าวกับสวีฮุ่ยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับเหวอไปเลย ทั้งสองคนหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง
เฉียนฮ่าวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโพล่งถามขึ้นมาว่า "เอ่อ... รุ่นพี่ฟาง พี่กำลังจะบอกว่า... วันนั้นหลี่จิ้งเยว่ขึ้นรถของหลี่ตงไปงั้นเหรอ ? "
"เออ ! ก็ไอ้หมอนี่แหละ ! "
ฟางจั๋วสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด
"เอ่อ..."
เฉียนฮ่าวอ้าปากค้าง มองฟางจั๋วด้วยสายตาแปลก ๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า "รุ่นพี่ฟาง ผมว่าพี่คงจะเข้าใจอะไรผิดไปแล้วล่ะครับ หลี่ตงก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของพวกเรา เขาจะไม่ได้รู้จักกับหลี่จิ้งเยว่ได้ยังไง..."
"ใช่ค่ะ ! เขาสองคนสนิทกันจะตายไป ถ้าหลี่ตงบังเอิญไปเจอจิ้งเยว่กำลังหิ้วกระเป๋าออกจากมหา'ลัย แล้วอาสาไปส่ง มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอคะ ? "
"บ้านหลี่ตงน่ะรวยของจริง เพื่อน ๆ ในห้องต่างก็รู้กันดี แล้วพวกเราก็รู้ด้วยว่าหลี่ตงมักจะขับรถปอร์เช่ คาเยนน์เข้าออกมหาวิทยาลัยเป็นประจำ"
"แต่เรื่องทั้งหมดนี้ พอหลุดออกจากปากรุ่นพี่ ทำไมมันถึงกลายเป็นว่าจิ้งเยว่เป็นพวกหน้าเงิน บ้าคนรวยไปได้ล่ะคะ ? แถมยังบอกว่าพวกเขาไม่รู้จักกันอีก..."
สวีฮุ่ยผสมโรง สายตาที่เธอมองฟางจั๋วก็เปลี่ยนเป็นรังเกียจทันที
ยังไงซะ หลี่ตงและหลี่จิ้งเยว่ก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขา และปกติก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน
ในสถานการณ์แบบนี้ ทำไมพวกเขาจะไม่ปกป้องหลี่ตงและหลี่จิ้งเยว่ล่ะ ?
และเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เชื่อเรื่องที่ฟางจั๋วพูดก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
"นั่นสิครับ ต่อให้หลี่ตงกับหลี่จิ้งเยว่จะคบกันจริง ๆ แล้วมันจะผิดตรงไหนล่ะครับ ? คนมีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน ตกลงปลงใจคบกัน มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติไม่ใช่เหรอ ? "
เฉียนฮ่าวมองฟางจั๋วด้วยสายตาเอือมระอา
เมื่อได้ยินคำพูดของทั้งสองคน ฟางจั๋วก็ถึงกับยืนใบ้กิน
นี่... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ? !
ไอ้หมอนั่น... เป็นเพื่อนร่วมชั้นของหลี่จิ้งเยว่งั้นเหรอ ?
เชี่ยเอ๊ย !
แล้วทำไมวันนั้นไอ้เวรนี่ถึงทำท่าทางเหมือนไม่รู้จักหลี่จิ้งเยว่ล่ะ !
แถมหลี่จิ้งเยว่ก็ยังทำทีเหมือนไม่รู้จักมันอีก !
หรือว่า... สองคนนี้ตั้งใจจัดฉากหลอกกูวะ ! ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าของฟางจั๋วก็ยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ จนแทบจะกลายเป็นสีเขียวคล้ำ
โดนตอกกลับหน้าหงายแบบนี้ มันเจ็บแสบชะมัด !
ที่สำคัญคือ เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองโดนหลี่ตงกับหลี่จิ้งเยว่ปั่นหัวเล่นเหมือนลิง...
แม้จะรู้สึกทั้งโกรธและอับอาย แต่ฟางจั๋วก็ยังฝืนปากแข็ง "แล้วไงวะ ! หลี่จิ้งเยว่มันก็ยอมไปกับไอ้หมอนี่เพราะเห็นว่ามันรวย ขับรถปอร์เช่ไม่ใช่หรือไง ? "
"เหอะ..."
หลี่ตงหัวเราะเยาะ มองฟางจั๋วด้วยสายตาสมเพช แล้วส่ายหน้า "นายนี่มันปากแข็งจริง ๆ เลยนะ ! "
พูดจบ หลี่ตงก็หันไปถามหลี่จิ้งเยว่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ "หัวหน้าห้อง เธอจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันจะขอแฉความลับบ้านเธอ เพื่อตบหน้าหมอนี่สักฉาดสองฉาด ? "
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่จิ้งเยว่ก็ตอบอย่างไม่ใส่ใจ "อยากจะแฉก็แฉไปเถอะ ! ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง หรือทำเรื่องเสื่อมเสียอะไรสักหน่อย..."
พูดมาถึงตรงนี้ หลี่จิ้งเยว่ก็ชะงักไปนิด แล้วปรายตามองหลี่ตงก่อนจะเบ้ปาก "ฉันไม่ได้เหมือนนายนี่ ที่มี 'ความลับ' บางอย่างที่ไม่สามารถให้ใครรู้ได้น่ะ"
"แฮะ ๆ ..."
หลี่ตงหัวเราะแห้ง ๆ เขารู้ดีว่าหลี่จิ้งเยว่หมายถึงอะไร
แต่คนอื่น ๆ ที่ได้ยินบทสนทนานี้กลับรู้สึกงุนงง และไม่เข้าใจว่าทั้งสองคนกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน
หลี่ตงพูดต่อ "ฉันว่านะ หัวหน้าห้อง... ก็เพราะเธอทำตัวโลว์โพรไฟล์ เกินไปไง มันถึงได้มีพวกสวะชั้นต่ำ กล้าทำตัวเป็นแมลงวันบินมาตอมเธอแบบนี้ไง"
"พูดอย่างกับว่าเมื่อก่อนนายไม่ได้ทำตัวโลว์โพรไฟล์อย่างงั้นแหละ..."
หลี่จิ้งเยว่กรอกตาใส่หลี่ตงอย่างเอือมระอา
หลี่ตงยิ้มเจื่อน ๆ
จากนั้น เขาก็หันไปมองฟางจั๋ว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ในเมื่อนายเอาแต่พ่นคำว่าจิ้งเยว่เป็นพวกหน้าเงิน บ้าคนรวย แล้วยังมาหาว่าที่เธอมาอยู่กับฉัน เพราะบ้านฉันรวย ขับปอร์เช่..."
"งั้นฉันก็จะพูดตรง ๆ เลยก็แล้วกัน"
"ใช่ บ้านฉันรวยมาก... รวยล้นฟ้าจนเกินกว่าที่นายจะจินตนาการได้เลยล่ะ ! แต่นายคิดจริง ๆ เหรอ ว่าจิ้งเยว่จะยอมมาเกลือกกลั้วกับฉัน เพียงเพราะว่าบ้านฉันรวย หรือแค่เพราะฉันขับรถปอร์เช่ คาเยนน์ กระจอก ๆ คันนี้น่ะ ? ... หึหึ ฉันบอกได้คำเดียวเลยนะ... ว่านายนี่มัน 'โง่เขลาเบาปัญญา' สิ้นดี ! "
"รถปอร์เช่ คาเยนน์ ของฉันมันก็ไม่ได้ถูกหรอกนะ ราคาออกศูนย์ก็ตกอยู่ประมาณสองล้านกว่าหยวน แต่นายคงไม่รู้สินะ... ว่าถ้าพ่อของจิ้งเยว่ ยอมเทขายทรัพย์สินออกมาล่ะก็... เงินก้อนนั้นมันสามารถเหมาปอร์เช่ คาเยนน์ ได้เป็นร้อย ๆ คัน แบบสบาย ๆ เลยด้วยซ้ำ ! "
"..."
"ส่วนนาย... แค่ขับรถ BMW ซีรีส์ 3 ปุโรทั่ง ๆ คันนึง ก็กล้ามาวางมาด เป็นลูกคุณหนูผู้ร่ำรวย ทำตัวหยิ่งผยอง ทำตัวเหนือกว่า ต่อหน้าจิ้งเยว่... หึ! ช่างไม่รู้จักเจียมกะลาหัวเอาซะเลย ! "
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ตง ฟางจั๋วก็ถึงกับยืนอึ้ง ไปอีกครั้ง
แม้แต่เฉียนฮ่าว, สวีฮุ่ย รวมไปถึงต่งเย่ ก็ยังชะงักไป ก่อนจะหันขวับไปมองหลี่จิ้งเยว่ด้วยความตกตะลึง !
บ้าไปแล้ว... นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ?
บ้านของหลี่จิ้งเยว่ รวยระดับนั้นเลยเหรอ ? !
ซื้อปอร์เช่ คาเยนน์ ได้เป็นร้อย ๆ คัน... ถ้าตีราคาคันละสองล้านกว่าหยวน... นั่นมันก็ปาเข้าไปเป็น 'พันล้าน' เลยไม่ใช่เหรอ ? !
พระเจ้าช่วย ! บ้านของหลี่จิ้งเยว่ มีทรัพย์สินเป็นพันล้านเลยงั้นเหรอ ! ?
นี่มันน่าตกใจเกินไปแล้ว !
เฉียนฮ่าวกับสวีฮุ่ย ที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของทั้งสองคน ถึงกับอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก
พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า... หลี่จิ้งเยว่ที่ปกติชอบแต่งตัวธรรมดา ๆ ติดดิน จะกลายเป็น 'อภิมหาเศรษฐีนี' ที่มีทรัพย์สินเป็นพันล้าน !
ชั่วขณะนั้น เฉียนฮ่าวและสวีฮุ่ยต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และกลืนน้ำลายลงคอดัง 'เอื๊อก' พวกเขาจ้องมองหลี่จิ้งเยว่ด้วยความรู้สึกทึ่ง และไม่อยากจะเชื่อ
แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและประหลาดใจ !
ส่วนฟางจั๋ว... เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
อ้าปากค้าง ความรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างรุนแรงถาโถมเข้าใส่จิตใจของเขา
โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงตอนที่เขาพยายามโอ้อวด รถ BMW ซีรีส์ 3 ของตัวเองต่อหน้าหลี่จิ้งเยว่... และทำตัวเป็นคุณชายผู้ร่ำรวย...
แต่ตอนนี้ เขากลับเพิ่งมารู้ความจริงว่า บ้านของหลี่จิ้งเยว่มีทรัพย์สินมหาศาลทะลุหลักพันล้าน... ฟางจั๋วรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ดังก้องกังวาน ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว แดงก่ำไปถึงใบหู
แต่ด้วยความดื้อรั้น เขาจึงกัดฟันกรอด และเถียงข้าง ๆ คู ๆ "ใครจะไปรู้ว่าแกไม่ได้กำลังปั้นน้ำเป็นตัว ! ถ้าแกโม้ได้ขนาดนี้... งั้นฉันก็ขอบอกบ้างว่า บ้านฉันมีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้านแสนล้าน ! แล้วพ่อฉันก็คือ 'มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก' ! "
"พรืดดด—"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลี่จิ้งเยว่ก็กลั้นขำไว้ไม่อยู่ พ่นเสียงหัวเราะออกมาทันที
จากนั้น เธอก็ปรายตามองหลี่ตงด้วยสีหน้าแปลก ๆ แววตาของเธอเหมือนจะถามว่า... "นี่พ่อนาย... แอบไปมีลูกชายนอกสมรส ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ? "
หลี่ตงเองก็ถึงกับพูดไม่ออก ยิ่งพออ่านสายตาของหลี่จิ้งเยว่ออก เขาก็ยิ่งต้องกลอกตาบน
ไอ้เวรนี่... หน้าตาก็ไม่ได้เรื่อง แต่ดันกล้าฝันเฟื่อง ซะสูงเชียวนะ !
น่าเสียดายนะ... พ่อฉันมีฉันเป็นลูกชายแค่คนเดียวโว้ย ! ไม่ได้มีลูกชายราคาถูก ๆ อย่างแกอยู่บนโลกนี้หรอกนะ... แน่นอนว่า... หลี่ตงไม่สามารถพูดความจริงเรื่องนี้ ต่อหน้าฟางจั๋วและพวกเฉียนฮ่าวได้
แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนม ออกไป "มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกน่ะ... เขาแซ่ 'หลี่' นะ แต่แกน่ะ... แซ่ 'ฟาง'! หรือว่า... แม่แกแอบไปเป็นชู้กับมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก... แล้วสวมเขาให้ผัวตัวเอง ถึงได้เบ่งแกออกมาบนโลกนี้งั้นเหรอ ? "
"พรืดดด"
หลี่จิ้งเยว่หลุดขำก๊ากออกมาอีกรอบ
เฉียนฮ่าวกับสวีฮุ่ยเอง ก็พยายามกลั้นขำ จนหน้าดำหน้าแดง
แม้แต่ต่งเย่ ก็ยังมุมปากกระตุกยิก ๆ
ถ้าไม่เกรงใจฟางจั๋ว เขาคงหลุดหัวเราะก๊ากออกมาดัง ๆ แล้วล่ะ...
เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็น... คนที่เสนอตัวอยากจะได้พ่อใหม่ แถมยังใจกว้างยอมสวมเขาให้พ่อแท้ ๆ ของตัวเองหน้าตาเฉย !
"เชี่ย ! แกลองพูดแบบนี้อีกครั้งสิวะ ! "
ฟางจั๋วโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ใบหน้าแดงก่ำไปด้วยความโกรธแค้น เขาจ้องหลี่ตงเขม็ง กัดฟันกรอดด้วยความเกลียดชัง
หลี่ตงยักไหล่ ยิ้มเยาะ "ก็แกเป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอ... ว่าพ่อแกคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ? แต่ความจริงก็คือ... มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกน่ะ เขาแซ่หลี่โว้ย ! "
"แก..."
ฟางจั๋วโกรธจนแทบกระอักเลือด กัดฟันแน่น แต่ก็หาคำพูดมาเถียงกลับไม่ได้
ก็ใครใช้ให้เขาปากพล่อย ไปอ้างว่าพ่อตัวเองเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกกันล่ะ ?
เมื่อเห็นสีหน้าของฟางจั๋วที่เหมือนคนท้องผูก หลี่ตงก็หัวเราะหึ ๆ ก่อนจะพูดต่อ "พอละ ฉันขี้เกียจเสียเวลามานั่งเถียงกับคนอย่างแกแล้ว"
"ส่วนเรื่องที่พ่อของจิ้งเยว่ มีทรัพย์สินระดับนั้นจริงไหมน่ะเหรอ... หึหึ ฉันบอกให้เอาบุญ ก็แล้วกันนะ พ่อของจิ้งเยว่ชื่อ 'หลี่หัว' เป็นรองผู้อำนวยการแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ของเจ๋อรัน เทคโนโลยี"
"เขาเป็นผู้บริหารระดับสูงตัวจริงเสียงจริง แถมยังมีหุ้นออปชัน ของเจ๋อรัน เทคโนโลยี อยู่ในมือตั้ง 0.2% ! ส่วนเรื่องที่ว่า... ถ้าเขาขายหุ้น 0.2% นั้นทิ้งไป มันจะพอซื้อปอร์เช่ คาเยนน์ ได้เป็นร้อย ๆ คันไหม... แกก็กลับไปคำนวณเอาเองก็แล้วกัน ! "
พูดจบ หลี่ตงก็หันไปหาหลี่จิ้งเยว่ "หัวหน้าห้อง ไปกันเถอะ... ไปกินข้าวกันต่อดีกว่า..."
"โอเค ! "
หลี่จิ้งเยว่พยักหน้าตอบรับ ขี้เกียจแม้แต่จะปรายตามองฟางจั๋ว เธอเดินตามหลี่ตงกลับไปที่โต๊ะเดิมทันที
ทิ้งให้ฟางจั๋ว, เฉียนฮ่าว และสวีฮุ่ย ยืนอึ้งกับข้อมูลที่หลี่ตงเพิ่งจะทิ้งบอมบ์ไว้เมื่อกี้
พ่อของหลี่จิ้งเยว่... เป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ! แถมยังถือหุ้นตั้ง 0.2% ด้วยงั้นเหรอ ! ?
ต่อให้ตอนนี้มูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี จะร่วงลงมาจากจุดสูงสุด... แต่มันก็ยังมีมูลค่าทะลุแสนล้านดอลลาร์สหรัฐอยู่ดี !
หุ้น 0.2%... อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ... หรือตีเป็นเงินเซี่ย ก็ประมาณ 1,400 - 1,500 ล้านหยวนเลยนะ !
ในตอนนั้นเอง เฉียนฮ่าวกับสวีฮุ่ยก็หันมามองหน้ากันอีกครั้ง
ต่างฝ่ายต่างก็เห็นถึงความตกตะลึง และตื่นตะลึงในแววตาของกันและกัน
"เอ่อ... รุ่นพี่ฟาง, ต่งเย่... ผมอิ่มแล้วล่ะครับ พอดีมีธุระต่อ... ขอตัวก่อนนะครับ..." เมื่อได้สติ เฉียนฮ่าวก็รีบหาข้ออ้างชิ่งหนีทันที
เขาไม่อยากทนนั่งร่วมโต๊ะ กับฟางจั๋วอีกต่อไปแล้ว
สวีฮุ่ยที่อยู่ข้าง ๆ ก็รีบผสมโรง "ฉันก็อิ่มแล้วเหมือนกันค่ะ..."
พูดจบ เธอก็รีบลุกขึ้นยืน แล้วเดินตามเฉียนฮ่าวออกไปติด ๆ ...
ส่วนต่งเย่ เขามองตามหลังเฉียนฮ่าวและสวีฮุ่ยที่เดินจากไป
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองฟางจั๋ว ท้ายที่สุด เขาก็ตัดสินใจพูดว่า "เอ่อ... รุ่นพี่ฟาง ผม... ผมก็กินอิ่มแล้วเหมือนกันครับ พี่กินต่อเถอะครับ..."
เขารีบเผ่นแน่บ ไปโดยไม่รอฟังคำตอบจากฟางจั๋วเช่นกัน
เมื่อเห็นคนอื่นๆ พากันเดินหนีไปหมด... ใบหน้าของฟางจั๋วก็เปลี่ยนสีไปมาดูไม่ได้เอาซะเลย...
อีกด้านหนึ่ง
ทันทีที่เฉียนฮ่าวและสวีฮุ่ยเดินพ้นประตูโรงอาหาร ทั้งสองก็เริ่มซุบซิบนินทากันทันที
"ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าพ่อของหลี่จิ้งเยว่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงของเจ๋อรัน เทคโนโลยี แถมยังถือหุ้นตั้ง 0.2% ! " สวีฮุ่ยอุทานด้วยความทึ่ง
"นั่นสิ ! ต่อให้เป็นแค่ 0.2%... แต่นั่นมันก็มูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐเชียวนะ ! ถ้าไม่ใช่เพราะวิกฤตเศรษฐกิจ ทำเอามูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ร่วงลงมา... หุ้นในมือพ่อของหลี่จิ้งเยว่ ก็คงจะมีมูลค่าพุ่งสูงกว่านี้อีกมหาศาลเลยล่ะ ! "
"ก็เหมือนที่หลี่ตงบอกนั่นแหละ หลี่จิ้งเยว่ทำตัวติดดินเกินไปจริง ๆ ถ้าหลี่ตงไม่หลุดปากบอกความจริงออกมา ก็คงไม่มีใครรู้หรอกว่า บ้านของหลี่จิ้งเยว่จะรวยล้นฟ้าขนาดนี้ ! " เฉียนฮ่าวรำพึงรำพัน
"อืม... ถ้าลองนับดูแล้ว ในห้องเราก็มีเศรษฐีระดับร้อยล้าน/พันล้าน ถึงสามคนเลยนะเนี่ย ! อยากรู้จัง... ระหว่างบ้านของหลี่จิ้งเยว่กับบ้านของหลี่ตง... ใครจะรวยกว่ากันน้า..." สวีฮุ่ยตั้งข้อสงสัย
เฉียนฮ่าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ฉันเดาว่า... น่าจะเป็นบ้านของหลี่ตงที่รวยกว่านะ"
"ก็คงงั้นมั้ง..."
ข่าวลือเรื่องที่พ่อของหลี่จิ้งเยว่เป็นผู้บริหารระดับสูงของเจ๋อรัน เทคโนโลยี และถือครองหุ้น 0.2% มูลค่ากว่าพันล้านหยวน แพร่สะพัดไปทั่วห้องเรียนอย่างรวดเร็ว ผ่านปากของเฉียนฮ่าวและสวีฮุ่ย
เมื่อหลายคนได้ยินข่าวนี้ ต่างก็รู้สึกตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่า... ในห้องเรียนของพวกเขา จะมี 'ฟู่เอ้อไต้' ระดับซูเปอร์มหาเศรษฐีซ่อนตัวอยู่อีกคน !
แถมคราวนี้ยังเป็นผู้หญิง... และเป็นถึง 'หัวหน้าห้อง' ของพวกเขาอีกต่างหาก!
หลายคนถึงกับลงทุนทักไปถามหลี่จิ้งเยว่เป็นการส่วนตัว เพื่อขอคำยืนยัน
ซึ่งหลี่จิ้งเยว่เองก็ไม่ได้ปฏิเสธ และยอมรับความจริงอย่างเปิดเผย
เมื่อได้รับการยืนยันจากปากเจ้าตัว บรรดาเพื่อนร่วมชั้นต่างก็พากันถอนหายใจด้วยความทึ่ง...
...
ช่วงปลายเดือนมีนาคม...
ในที่สุด เจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็สามารถผลิต 'เครื่องต้นแบบ' ของสมาร์ทโฟน 'ซิงเย่า 3' ออกมาได้สำเร็จ
"ท่านประธานหลี่ครับ... นี่คือเครื่องต้นแบบของซิงเย่า 3 ที่พวกเราเพิ่งจะผลิตเสร็จครับ..." สวี่ไข่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะยื่นสมาร์ทโฟนสองเครื่องให้กับหลี่เจ๋อ
ทั้งสองเครื่องนี้คือ 'ซิงเย่า 3' และ 'ซิงเย่า 3 Pro' !
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เจ๋อก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เขารีบรับสมาร์ทโฟนมาพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนจะเริ่มทดลองใช้งาน 'ซิงเย่า 3 Pro' !
โดยเฉพาะฟังก์ชัน 'ปลดล็อกด้วยท่าทาง' หลี่เจ๋อได้ลองตั้งรหัสผ่านด้วยการวาดเส้น และทดสอบระบบปลดล็อกดูทันที
ในขณะที่หลี่เจ๋อกำลังทดลองใช้งานเครื่อง สวี่ไข่ก็เริ่มอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม "สำหรับซิงเย่า 3... ในด้านของดีไซน์ภายนอก เราไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรไปจากซิงเย่า 2 มากนักครับ"
"รวมไปถึงสเปกฮาร์ดแวร์ ก็ได้รับการอัปเกรด เพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ แต่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด... ก็คือการเพิ่มกล้องหน้า ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล เข้ามา เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถ 'ถ่ายเซลฟี' ได้อย่างสะดวกสบายครับ..."
"ส่วนกล้องหลัง... เรายังคงใช้ความละเอียดเท่ากับซิงเย่า 2 ครับ ทว่า... เราได้ทำการอัปเกรดในส่วนของชิปประมวลผล และความละเอียดของหน้าจออย่างขนานใหญ่... ซึ่งถือเป็นการยกระดับฮาร์ดแวร์ที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นนี้เลยครับ"
"ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีนวัตกรรมที่พลิกโฉมวงการมากนัก... แต่การเพิ่มกล้องหน้าและฟังก์ชันปลดล็อกด้วยท่าทางเข้ามา... สองสิ่งนี้ก็ถือเป็นจุดเด่นที่มีความสร้างสรรค์และเรียกเสียงฮือฮาได้อย่างแน่นอนครับ"
"และเมื่อบวกกับการอัปเกรดชิปและหน้าจอ... โดยรวมแล้ว ซิงเย่า 3 ย่อมมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือชั้น กว่าซิงเย่า 2 อย่างเห็นได้ชัดครับ"
"นอกจากนี้... เรายังได้ทำการปรับแต่ง และปรับจูนระบบปฏิบัติการหงเหมิง ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น... ซึ่งจะช่วยเพิ่มความลื่นไหลในการใช้งานได้อย่างมากเลยครับ..."
หลังจากสวี่ไข่อธิบายรายละเอียดจนจบ หลี่เจ๋อก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วตอบว่า "ยอดเยี่ยมมากอย่างว่าแหละ... สมาร์ทโฟนของเราออกรุ่นใหม่ปีละครั้ง"
"เราไม่สามารถคาดหวังให้สมาร์ทโฟนทุกรุ่น มีนวัตกรรมพลิกโลกออกมาได้ตลอดเวลาหรอก ลำพังแค่มีกล้องหน้ากับระบบปลดล็อกด้วยท่าทาง... สำหรับผมแล้ว แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ"
"ยิ่งไปกว่านั้น... ปัจจุบันราคาของหน่วยความจำและพื้นที่เก็บข้อมูล ยังอยู่ในระดับที่สูงปรี๊ด เราคงต้องรอให้ราคาของชิ้นส่วนพวกนี้ปรับตัวลดลงมาสักหน่อย ถึงจะค่อยนำมาใส่ในรุ่นถัดไป ขืนรีบใช้ตอนนี้... ต้นทุนการผลิตคงพุ่งกระฉูดแน่นอน"
"ส่วนเรื่องกล้องหลัง... ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ก็นับว่าเป็นจุดสูงสุด ของเทคโนโลยีในปัจจุบันแล้ว ยังไม่มีช่องว่าง ให้พัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ในระยะเวลาอันสั้นหรอกครับ..."
หลังจากได้ทดลองใช้งานเครื่องต้นแบบของซิงเย่า 3 ด้วยตัวเอง หลี่เจ๋อก็รู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างมาก
ก็อย่างที่เขาเพิ่งจะพูดไปนั่นแหละ... มันเป็นไปไม่ได้เลยที่สมาร์ทโฟนซีรีส์ซิงเย่า จะมีฟีเจอร์หรือนวัตกรรมเปลี่ยนโลกออกมาใหม่ ๆ ในทุก ๆ ปี โดยเฉพาะในส่วนของการอัปเกรดสเปกฮาร์ดแวร์
ในมุมมองของเขา... เพียงแค่การเพิ่มกล้องหน้า และระบบปลดล็อกด้วยท่าทางเข้ามา... มันก็เพียงพอที่จะสร้าง 'จุดขาย' ที่โดดเด่นและดึงดูดใจผู้บริโภคให้กับซิงเย่า 3 ได้แล้ว
และด้วยกระแสการขยายโครงข่าย 3G ภายในประเทศ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในปีนี้... เชื่อได้เลยว่า ยอดขาย ของซิงเย่า 3 หลังจากเปิดตัว จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน !
"อ้อ จริงสิ... แล้วกระบวนการ 'ผลิตในจำนวนมาก' ของซิงเย่า 3... จะพร้อมเริ่มต้นได้เมื่อไหร่ ? "
หลี่เจ๋อเอ่ยถามขึ้นมา
สวี่ไข่รีบตอบ "อย่างเร็วที่สุด... ก็น่าจะประมาณปลาย ๆ ช่วงต้นเดือนหน้า หรือไม่ก็ช่วงกลางเดือนหน้าครับ เพราะเรายังต้องใช้เวลาในการปรับจูนสายการผลิต รวมถึงสั่งซื้อและเตรียมความพร้อมเรื่องวัตถุดิบอีกเล็กน้อยครับ"
"อืม ! "
หลี่เจ๋อพยักหน้ารับ "ถ้าอย่างนั้น... เผื่อเวลาสำหรับกระบวนการผลิต ไว้สักสองเดือน... ซิงเย่า 3 ก็คงจะพร้อมวางจำหน่าย อย่างเป็นทางการ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน หรือไม่ก็ต้นเดือนกรกฎาคมโน่นเลยสินะ"
"แต่ก็ถือว่าโอเค ไม่ได้ช้าจนเกินไป"
พูดจบ หลี่เจ๋อก็เอ่ยต่อ "เอาล่ะครับ ประธานสวี่... ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ก็ไปจัดการงานของคุณต่อเถอะ อ้อ! ฝากตามตัวประธานหลิน กับประธานซุน ให้เข้ามาพบผมที่ห้องหน่อยนะ"
"รับทราบครับ ท่านประธานหลี่ ! งั้นผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ..."
สวี่ไข่รับคำสั่ง ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานของหลี่เจ๋อไป...