- หน้าแรก
- ลูกเกิดใหม่ทั้งที พ่อคนนี้ขอเป็นเศรษฐีละกัน
- ตอนที่ 157 วิกฤตเศรษฐกิจปะทุ ! ปฏิบัติการช้อนซื้อของถูก !
ตอนที่ 157 วิกฤตเศรษฐกิจปะทุ ! ปฏิบัติการช้อนซื้อของถูก !
ตอนที่ 157 วิกฤตเศรษฐกิจปะทุ ! ปฏิบัติการช้อนซื้อของถูก !
ตอนที่ 157 วิกฤตเศรษฐกิจปะทุ ! ปฏิบัติการช้อนซื้อของถูก !
วันที่ 8 สิงหาคม มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ณ กรุงปักกิ่งได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
ในฐานะที่เป็นงานใหญ่ระดับโลกที่คนทั้งประเทศตั้งตารอคอย และยังเป็นครั้งแรกที่ประเทศเซี่ยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก มหกรรมกีฬาในปีนี้จึงได้รับความสนใจจากประชาชนทั้งประเทศอย่างล้นหลาม
แพลตฟอร์มเจ๋อรันวิดีโอ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ ก็ประสบความสำเร็จในการคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด กีฬาโอลิมปิกปักกิ่งมาครอบครองได้อย่างราบรื่น
ในขณะที่แพลตฟอร์มวิดีโออื่น ๆ อย่างถู่โต้ว หรือ 56.com ซึ่งถือเป็นเบอร์สองและเบอร์สามในวงการวิดีโอออนไลน์รองจากเจ๋อรันวิดีโอ กลับต้องพลาดโอกาสทองในการถ่ายทอดสดโอลิมปิกไปอย่างน่าเสียดาย สาเหตุหลักก็คือพวกเขาไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ ด้านวิดีโอออนไลน์จากทางรัฐบาล
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ต้องถูกสั่งระงับการให้บริการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงแก้ไขเนื้อหา หรือร้ายแรงถึงขั้นถูกสั่งปิดเว็บไซต์ เลยทีเดียว
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี ทางการได้ประกาศบังคับใช้ระบบใบอนุญาตประกอบกิจการเว็บไซต์วิดีโอออนไลน์อย่างเป็นทางการ พร้อมกับประกาศรายชื่อหน่วยงาน 247 แห่งที่ได้รับใบอนุญาต
ในขณะเดียวกัน ก็มีการลงดาบสั่งปรับและสั่งปิดเว็บไซต์วิดีโอออนไลน์ที่ไม่ได้มาตรฐานไปถึง 57 แห่ง
แน่นอนว่า เจ๋อรันวิดีโอผ่านเกณฑ์และได้รับใบอนุญาตมาอย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ปี 2008 แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ยักษ์ใหญ่หลายเจ้า ก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของลิขสิทธิ์เนื้อหา มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนค่าลิขสิทธิ์พุ่งทะยานสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
สิ่งนี้ส่งผลให้เจ๋อรันวิดีโอ ซึ่งมีนโยบายกว้านซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ซีรีส์ อนิเมะ และรายการวาไรตี้ต่าง ๆ มาตุนไว้ตั้งแต่แรก ต้องแบกรับภาระต้นทุนด้านลิขสิทธิ์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล
ทว่า สำหรับหลี่เจ๋อแล้ว... เขาไม่ได้รู้สึกตกใจหรือกังวลเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง !
เพราะการที่แพลตฟอร์มอื่น ๆ เริ่มตระหนักถึงเรื่องลิขสิทธิ์ มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกชัดเจนว่า อีกไม่นานสงครามแย่งชิงลิขสิทธิ์เนื้อหาในวงการวิดีโอออนไลน์จะต้องปะทุขึ้นอย่างดุเดือดแน่นอน !
และสำหรับเจ๋อรันวิดีโอแล้ว... นี่คือข่าวดีระดับพรีเมียม !
เพราะตั้งแต่ที่ก่อตั้งเจ๋อรันวิดีโอขึ้นมา หลี่เจ๋อก็ได้สั่งการให้มู่ชิงหลานหว่านเงินกว้านซื้อลิขสิทธิ์เนื้อหามาตุนไว้อย่างบ้าคลั่ง จนถึงตอนนี้ คลังลิขสิทธิ์เนื้อหา ของเจ๋อรันวิดีโอมีจำนวนมหาศาลจนแทบนับไม่ถ้วน
ไม่มีแพลตฟอร์มวิดีโอหน้าไหนในตลาดที่จะมีคลังลิขสิทธิ์เนื้อหาเทียบเท่ากับเจ๋อรันวิดีโอได้เลย !
เมื่อสงครามลิขสิทธิ์เปิดฉากขึ้นเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นข้อได้เปรียบมหาศาล สำหรับเจ๋อรันวิดีโอทันที ถึงเวลานั้น เจ๋อรันวิดีโอก็สามารถอาศัยกระแสการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ ไล่ฟ้องร้อง แพลตฟอร์มวิดีโอน้อยใหญ่ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เนื้อหาของพวกเขาได้อย่างเต็มที่
และเมื่อวงการวิดีโอออนไลน์ในประเทศถูกจัดระเบียบและเข้าสู่ระบบลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ... เมื่อนั้นแหละ จะเป็นช่วงเวลาที่เจ๋อรันวิดีโอผงาดขึ้นมากวาดล้างและครอบครองตลาดอย่างแท้จริง...
ตลอดเดือนสิงหาคม ประชาชนชาวเซี่ยต่างก็ดื่มด่ำและมีความสุขไปกับการกวาดเหรียญทอง ของทัพนักกีฬาโอลิมปิกทีมชาติ
ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ ประเทศเซี่ยกวาดเหรียญทองไปได้มากถึง 51 เหรียญ ! สร้างประวัติศาสตร์ผงาดขึ้นครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทองโอลิมปิกได้เป็นครั้งแรก !
ทว่า กลับมีเหตุการณ์ดราม่าช็อกความรู้สึกคนทั้งประเทศ เมื่อ 'หลิวเฟยเสียง' สุดยอดนักวิ่งขวัญใจชาวเซี่ย ต้องขอถอนตัวจากการแข่งขัน กะทันหันเนื่องจากอาการบาดเจ็บกำเริบ เหตุการณ์นี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง ถึงขั้นที่ชาวเน็ตบางส่วนรุมด่าทอเขาอย่างสาดเสียเทเสีย
แต่ในส่วนของแบรนด์ 'เฟยฝาน สปอร์ต' นั้น... สัญญาพรีเซนเตอร์ ระหว่างบริษัทกับหลิวเฟยเสียงได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ปีที่แล้ว
และเมื่อหมดสัญญา หลิวเฟยเสียงก็ไม่ได้ต่อสัญญากับเฟยฝาน สปอร์ต แต่ตัดสินใจเซ็นสัญญาซบตักแบรนด์ระดับโลกอย่าง 'ไนกี้' แทน
ก็นะ... ในเมื่อเขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์นักกีฬาระดับโลกไปแล้ว การที่เขาเลือกที่จะเซ็นสัญญากับแบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่ระดับอินเตอร์เมื่อสัญญาเดิมหมดลง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติอะไร
แต่ในทางกลับกัน เรื่องนี้กลับกลายเป็นความโชคดีของเฟยฝาน สปอร์ตไปโดยปริยาย เพราะพวกเขาไม่ต้องมาคอยตามเช็ดตามล้าง หรือรับผลกระทบจากกระแสดราม่าการถอนตัวของหลิวเฟยเสียงในครั้งนี้
ปัจจุบัน แม้ว่าเฟยฝาน สปอร์ต จะยังมีช่องว่างและขนาดธุรกิจที่ห่างไกลจากแบรนด์กีฬาระดับโลกอย่าง ไนกี้ หรือ อาดิดาส อยู่มาก แต่สำหรับในกลุ่มแบรนด์กีฬาในประเทศ เฟยฝาน สปอร์ต ก็ผงาดขึ้นเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา !
พวกเขาสามารถทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง แอนทา และ หลี่หนิง แบบไม่เห็นฝุ่น
ยิ่งไปกว่านั้น 'กัวหรูปิน' ลูกพี่ลูกน้องของหลี่เจ๋อ ก็กำลังเดินหน้าเตรียมการนำบริษัทเฟยฝาน สปอร์ต เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ขนาดแบรนด์คู่แข่งอย่างแอนทายังเข้าตลาดหุ้นไปตั้งแต่ปีที่แล้วเลย แล้วมีเหตุผลอะไรที่เฟยฝาน สปอร์ต ซึ่งเป็นถึงแบรนด์กีฬาอันดับหนึ่งของประเทศในตอนนี้ จะต้องยอมน้อยหน้าด้วยล่ะ ?
อย่างไรก็ตาม หลี่เจ๋อไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายหรือให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากนัก เขาปล่อยให้กัวหรูปินเป็นคนดูแลและรับผิดชอบทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ
เพราะต่อให้เฟยฝาน สปอร์ตจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ มูลค่าบริษัทก็คงไม่ได้สูงลิ่วอะไรมากมาย อย่างเก่งก็คงจะอยู่ราว ๆ 30,000 - 50,000 ล้านหยวน ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับทรัพย์สินมหาศาลที่หลี่เจ๋อครอบครองอยู่ในตอนนี้... มันก็เป็นเพียงแค่เศษเงินที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
...
ในขณะที่มหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่ปักกิ่งเพิ่งจะรูดม่านปิดฉากลง วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ในอเมริกากลับยิ่งทวีความรุนแรงและลุกลามบานปลายหนักขึ้นเรื่อย ๆ ...
เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนกันยายน
บรรดาโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็เตรียมตัวเปิดเทอม
หลิวฉีเองก็สิ้นสุดการฝึกงานพาร์ตไทม์ช่วงปิดเทอมที่บริษัทเซี่ยวเน่ยแล้ว
ระยะเวลาเกือบสองเดือนที่เขาฝึกงานอยู่ที่เซี่ยวเน่ย หลิวฉีได้รับเงินเดือนรวมทั้งหมด 5,000 หยวน
ถึงแม้มันจะไม่ได้มากมายอะไร และเมื่อหักลบกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เขาก็เหลือเงินเก็บจริง ๆ แค่สามพันกว่าหยวนเท่านั้น
แต่สำหรับนักศึกษาอย่างหลิวฉี เงินก้อนนี้ถือเป็นเงินจำนวนไม่ใช่น้อย ๆ เลย
มันมากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตลอดทั้งเทอมที่กำลังจะมาถึงได้อย่างสบาย ๆ
และแน่นอนว่า สิ่งที่มีค่าและสำคัญยิ่งกว่าเงินเดือน ก็คือประสบการณ์ความรู้มากมายที่เขาได้รับจากการฝึกงานที่บริษัทเซี่ยวเน่ยตลอดสองเดือนที่ผ่านมา
ด้วยบารมีของหลี่ตง ทำให้พนักงานทุกคนในบริษัทดูแลและเอาใจใส่หลิวฉีเป็นอย่างดี พวกเขาพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการทำงานต่าง ๆ ให้อย่างไม่ปิดบัง
ส่วนตัวหลิวฉีเองก็เป็นคนใฝ่รู้และมีความมุ่งมั่น แม้จะเป็นแค่เด็กฝึกงานพาร์ตไทม์ แต่เขาก็สามารถปฏิบัติงานและภารกิจที่ได้รับมอบหมายออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและไร้ที่ติ
"ตงจื่อ นายจะกลับมหาลัยวันไหนวะ ? "
ก่อนจะออกจากบริษัทเซี่ยวเน่ย หลิวฉีแวะมาถามหลี่ตง
ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่สามวัน มหาวิทยาลัยเจียวทงเซี่ยงไฮ้ก็จะเปิดเทอมอย่างเป็นทางการแล้ว
หลี่ตงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "น่าจะมะรืนนี้ว่ะ ถึงตอนนั้นเหลยจื่อกับเหล่าหวังก็คงจะกลับมาถึงหอแล้วเหมือนกัน คืนมะรืนนี้เราค่อยไปกินข้าวสังสรรค์กันให้เต็มคราบ ฉันเลี้ยงเอง"
หลิวฉียิ้มรับ "โอเคเลย งั้นฉันขอตัวกลับมหาลัยก่อนนะเว้ย..."
"เออ เดินทางปลอดภัย"
หลี่ตงพยักหน้า
เมื่อกลับมาถึงหอพัก หลิวฉีก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
การฝึกงานตลอดสองเดือนที่ผ่านมานี้ มอบประสบการณ์อันล้ำค่าและผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับเขาอย่างมาก ในใจของเขาแอบตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่า ปิดเทอมฤดูร้อนปีหน้า เขาจะลองขอไปฝึกงานที่บริษัทเซี่ยวเน่ยอีกครั้ง
ไม่ได้ทำเพื่อเงินเดือนหรอกนะ...
แต่เขาทำเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และพัฒนาตัวเองต่างหาก
การได้ฝึกงานในบริษัทระดับบิ๊กเบิ้มอย่างเซี่ยวเน่ย แถมยังมีคอนเนกชันแน่นปึ้กอย่างหลี่ตง ทำให้พนักงานคนอื่น ๆ เต็มใจที่จะสอนงานเขาอย่างเต็มที่ พัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของเขาจึงก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่ว่าจะมองมุมไหน ฉันก็ได้ใบบุญของตงจื่อช่วยไว้เยอะเลยว่ะ ! "
หลิวฉีพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
ทันใดนั้น ประตูห้องพักก็ถูกผลักเข้ามา หลิวฉีเงยหน้าขึ้นมอง และพบว่าเป็นเหลยเหวินปินที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบโตเข้ามาในห้อง
"อ้าว เหล่าหลิว อยู่ห้องเหรอวะ..."
เมื่อเห็นหลิวฉีนั่งเอนหลังพิงเตียงอยู่ เหลยเหวินปินก็เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
"เออ"
หลิวฉีพยักหน้ารับ พลางลุกขึ้นนั่ง "เหลยจื่อ ทำไมกลับมามหา’ลัยเร็วจังวะ ? "
เหลยเหวินปินตอบว่า "โธ่เอ๊ย อยู่บ้านก็เบื่อจะตายชัก ไม่มีอะไรทำ ฉันก็เลยกะว่าจะกลับมามหา’ลัยเร็วหน่อยดีกว่า..."
พูดจบ เหลยเหวินปินก็ถามต่อด้วยความอยากรู้ "เออ จริงสิ เหล่าหลิว ปิดเทอมนี้แกไม่ได้กลับบ้าน แต่อยู่ทำพาร์ตไทม์มาตลอดเลยเหรอวะ ? "
"อืมมม ใช่แล้วล่ะ" หลิวฉียิ้มตอบ
เหลยเหวินปินถามด้วยความสงสัย "แล้วนายไปทำพาร์ตไทม์ที่ไหนวะ ? "
หลิวฉียิ้มกว้าง ก่อนจะตอบอย่างภาคภูมิใจ "ที่บริษัทเซี่ยวเน่ยไง"
"เชี่ยยย ! จริงดิ ? เซี่ยวเน่ยเนี่ยนะ ! บริษัทแม่งโคตรใหญ่เลยนะเว้ย นายไปหางานพาร์ตไทม์ที่นั่นได้ยังไงวะเนี่ย ? "
เหลยเหวินปินถึงกับร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ
หลิวฉีหัวเราะ "นายก็น่าจะรู้ใช่ไหมล่ะว่าประธานบริษัทเซี่ยวเน่ยเป็นรุ่นพี่ศิษย์เก่ามหาลัยเรา บังเอิญว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของเราก็รู้จักกับประธานบริษัทเซี่ยวเน่ยพอดี"
"พออาจารย์รู้ว่าฉันกำลังหางานพาร์ตไทม์ช่วงปิดเทอม ก็เลยช่วยเป็นธุระติดต่อให้..."
หลิวฉีอธิบายที่มาที่ไปให้ฟังคร่าว ๆ
ทว่า เขาเลือกที่จะเก็บงำความลับสุดยอดที่ว่า... แท้จริงแล้วผู้ก่อตั้งและบอสใหญ่ของเซี่ยวเน่ยก็คือหลี่ตงเอาไว้
แต่หลังจากพูดจบ เขาก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า 'ถ้าเหลยจื่อมันรู้ว่า ตงจื่อนี่แหละคือผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ตัวจริงเสียงจริงของเซี่ยวเน่ย มีหวังลูกตาแม่งคงได้ถลนหลุดออกมานอกเบ้าแน่ ๆ หึ ๆ ...'
เหมือนจะสังเกตเห็นรอยยิ้มแปลก ๆ บนใบหน้าของหลิวฉี เหลยเหวินปินจึงเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย "เหล่าหลิว นายยิ้มอะไรอยู่วะ ? ทำไมฉันรู้สึกว่านายยิ้มแบบมีเลศนัยพิกล ๆ แฮะ ? "
"ปะ... เปล่า ไม่มีอะไร..."
หลิวฉีรีบส่ายหน้าปฏิเสธ พร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อน
เหลยเหวินปินรู้สึกงุนงงนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เขาเดินลากกระเป๋าเดินทางไปที่เตียงของตัวเอง...
วันก่อนมหาวิทยาลัยเปิดเทอม หลี่ตงโทรหาแก๊งเพื่อนร่วมห้อง เพื่อนัดแนะให้ไปกินข้าวเย็นด้วยกัน
ตอนนี้หลี่ตงยังคงปักหลักอยู่ที่บริษัทเซี่ยวเน่ย ยังไม่ได้กลับหอพัก
เขาตั้งใจว่ารอให้กินข้าวเย็นกับเพื่อน ๆ เสร็จก่อน แล้วค่อยกลับหอพร้อมกันทีเดียว
เวลาประมาณห้าโมงเย็น
หลี่ตงเดินออกจากบริษัทเซี่ยวเน่ย แล้วขับรถสปอร์ตหรูอย่าง ปอร์เช่ คาเยนน์ มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัย
แม้ว่าสำนักงานแห่งใหม่ของบริษัทเซี่ยวเน่ยจะไม่ได้ตั้งอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยเจียวทงเซี่ยงไฮ้นัก แต่ก็ต้องใช้เวลาขับรถประมาณสิบกว่านาที
สาเหตุที่หลี่ตงขับรถมาก็เพราะ ช่วงก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และเพิ่งจะไปสอบใบขับขี่มาหมาด ๆ พอได้ใบขับขี่มาปุ๊บ เขาก็จัดการถอยปอร์เช่ คาเยนน์มาใช้เป็นรถส่วนตัวทันที
สำหรับหลี่ตงที่มีวิญญาณของ 'นักซิ่งรุ่นเก๋า' จากชาติปวงก่อนสิงอยู่ การสอบใบขับขี่จึงเป็นเรื่องหมู ๆ ที่หลับตาทำยังผ่านฉลุย...
ไหน ๆ พวกเหลยเหวินปินก็พอจะเดาออกแล้วว่าครอบครัวของเขามีฐานะร่ำรวยเข้าขั้นเศรษฐี
หลี่ตงจึงขี้เกียจที่จะต้องมาคอยปิดบังหรือทำตัวโลว์โพรไฟล์ให้วุ่นวายอีก
แม้พวกเพื่อน ๆ จะรู้แค่ว่าบ้านเขารวย แต่ไม่ได้ล่วงรู้ความลับระดับโลกที่ว่า 'หลี่เจ๋อ' มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก คือพ่อบังเกิดเกล้าของเขา แต่นั่นมันก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรมากมายหรอก
คิดได้ดังนั้น หลี่ตงก็เหยียบคันเร่ง ควบปอร์เช่ คาเยนน์ ตรงดิ่งไปที่มหาวิทยาลัยอย่างเปิดเผย...
เมื่อหลี่ตงขับรถมาถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัย เขาก็มองเห็นกลุ่มของเหลยเหวินปินยืนรออยู่แต่ไกล
หลี่ตงได้โทรศัพท์บอกพวกเขาไว้ก่อนแล้วว่าให้มารอที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย
ยุคนี้ ในมหานครเซี่ยงไฮ้ คนมีเงินก็มีเดินกันให้ขวักไขว่แล้ว
แถมมหาวิทยาลัยเจียวทงก็เป็นถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศ ลูกหลานคนรวยและไฮโซก็มีเรียนกันอยู่ไม่น้อย ภาพที่มีรถสปอร์ตหรูหรา ขับเข้าออกมหาวิทยาลัย หรือมาจอดรับส่งคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกตาอะไรนัก
ดังนั้น การที่หลี่ตงขับปอร์เช่ คาเยนน์มาจอด แม้จะดึงดูดสายตาคนรอบข้างให้หันมามองได้บ้าง แต่มันก็ไม่ได้สะดุดตาหรือเป็นเป้าสายตา ถึงขนาดนั้น
นักศึกษาที่เดินผ่านไปมา ก็แค่มองด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเท่านั้น
ทว่า เหลยเหวินปินและเพื่อน ๆ ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าหลี่ตงจะขับรถหรูมาหา พวกเขาจึงไม่ได้เอะใจเลยสักนิดว่าคนที่นั่งอยู่ในรถคันนั้นคือหลี่ตง พวกเขายังคงยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์รถคันนั้นกันอย่างเมามัน
"เฮ้ย เหลยจื่อ รถคันนั้นแม่งรุ่นอะไรวะ ? ดูทรงแล้วน่าจะแพงระยับเลยนะเนี่ย แกคิดว่าราคาสักเท่าไหร่วะ ? "
หวังอี้ฝานใช้ศอกสะกิดเหลยเหวินปิน พลางชี้ไปที่รถปอร์เช่ คาเยนน์ของหลี่ตง แล้วเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เหลยเหวินปินหรี่ตามองพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะตอบ "ถ้าฉันตาไม่ฝาดนะ คันนี้น่าจะเป็น ปอร์เช่ คาเยนน์ ราคาเบ็ดเสร็จรวมป้ายทะเบียนก็น่าจะตกอยู่ราว ๆ สองล้านกว่าหยวนนิด ๆ ละมั้ง"
หวังอี้ฝานถึงกับเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง "สองล้านกว่าหยวน ! จึ๊จึ๊... สมัยนี้คนรวยมันเยอะขึ้นจริง ๆ ว่ะ..."
หลิวฉีก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างรุนแรง
แต่ในวินาทีนั้นเอง หลี่ตงก็ขับปอร์เช่ คาเยนน์มาจอดเทียบฟุตปาทตรงหน้าพวกเขาทั้งสามคน เขากดแตรเบา ๆ เป็นสัญญาณ พร้อมกับลดกระจกหน้าต่างลง แล้วตะโกนเรียกเพื่อน ๆ "เหลยจื่อ เหล่าหวัง เหล่าหลิว ขึ้นรถ ! "
หืม ?
เหลยเหวินปินและเพื่อน ๆ ถึงกับสะดุ้งโหยง พวกเขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง จ้องมองหลี่ตงที่ชะโงกหน้าออกมาจากกระจกรถอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ก่อนจะอุทานเสียงหลงพร้อมกัน "ตง... ตงจื่อ ! นะ... นี่รถแกเหรอวะ ? ? "
"ใช่แล้วล่ะ เพิ่งจะไปถอยรถมาเมื่อสองวันก่อนนี้นี่เอง ขึ้นรถมาก่อนเถอะ เดี๋ยวเราไปหาที่กินข้าวกัน..."
หลี่ตงพูดพลางหัวเราะร่วน
เมื่อได้ยินแบบนั้น แก๊งของเหลยเหวินปินก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหน้ากัน
แม้แต่หลิวฉีเองก็ยังแอบประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่เขายังฝึกงานพาร์ตไทม์อยู่ที่บริษัทเซี่ยวเน่ย เขาก็ยังไม่เห็นหลี่ตงขับรถคันนี้เลย
ดูท่าจะเพิ่งไปถอยมาเมื่อสองวันก่อนจริง ๆ นั่นแหละ
"งั้นพวกเราก็ขึ้นรถกันเถอะ"
เหลยเหวินปินร้องบอก ก่อนจะเป็นคนแรกที่เอื้อมมือไปเปิดประตูรถ
หวังอี้ฝานและหลิวฉีพยักหน้ารับ แล้วทยอยก้าวขึ้นรถตามกันไป
ในขณะเดียวกันนั้นเอง...
บริเวณที่ไม่ไกลออกไปนัก มีนักศึกษาสาวคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกดึงดูดความสนใจด้วยเสียงแตรรถของหลี่ตงเมื่อครู่นี้ เธอจึงเหลือบสายตาหันมามอง
ทันทีที่เธอเห็นกลุ่มของเหลยเหวินปิน เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าฉายแววประหลาดใจ พลางพึมพำกับตัวเอง "เอ๊ะ... นั่นพวกเหลยเหวินปินไม่ใช่เหรอ ? "
"แถมคนที่นั่งอยู่ตรงเบาะคนขับของรถปอร์เช่คันนั้น... ดูไปดูมา ทำไมหน้าตาคล้าย ๆ หลี่ตงเลยล่ะ ? ? "
หญิงสาวหรี่ตาลง
เธอมองจ้องไปที่กลุ่มของเหลยเหวินปินและหลี่ตงที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถอยู่นานพักใหญ่ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
นักศึกษาสาวคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของหลี่ตงและพวกเหลยเหวินปินนั่นเอง เธอชื่อว่า เซี่ยเหมย
ฐานะทางบ้านของเซี่ยเหมยถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว ถึงแม้เธอจะดูไม่ออกว่ารถของหลี่ตงเป็นรุ่นอะไร แต่โลโก้แบรนด์ 'ปอร์เช่' นั้น... เธอย่อมต้องรู้จักเป็นอย่างดี
เมื่อเห็นพวกเหลยเหวินปินพากันขึ้นไปนั่งบนรถปอร์เช่ เซี่ยเหมยก็คิดวิเคราะห์อยู่ในใจ "พวกเหลยเหวินปินขึ้นไปนั่งบนรถปอร์เช่คันนั้นกันหมดเลย"
"ถ้าเป็นแบบนี้... คนที่นั่งอยู่ตรงเบาะคนขับก็น่าจะเป็นหลี่ตงไม่ผิดแน่ ก็หลี่ตงกับพวกเหลยเหวินปินพักอยู่หอเดียวกันนี่นา ! "
"แต่ว่า... หลี่ตงขับรถปอร์เช่มามหา'ลัยเนี่ยนะ..."
"เมื่อก่อนเคยได้ยินแต่คนลือกันว่าบ้านของเหลยเหวินปินรวยมาก แต่ดูจากตอนนี้แล้ว... ฐานะทางบ้านของหลี่ตงก็คงไม่ธรรมดาเหมือนกันแหง ๆ ไม่งั้นจะมีปัญญาขับปอร์เช่ได้ยังไง ! "
เซี่ยเหมยบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความตกตะลึงระคนประหลาดใจ
ทว่า หลี่ตงกลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า การที่เขาขับรถมามหาวิทยาลัยในวันนี้ จะบังเอิญมีเพื่อนร่วมชั้นมาเห็นเข้าพอดี
และแน่นอนว่า... เรื่องที่หลี่ตงขับรถปอร์เช่มาเรียน ก็ถูกเซี่ยเหมยเอาไปกระจายข่าวในห้องเรียนอย่างรวดเร็ว...
ภายในเวลาไม่นาน เพื่อนร่วมชั้นของหลี่ตงต่างก็รู้สึกประหลาดใจและตกตะลึงไปตาม ๆ กัน บางคนถึงกับเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
พวกเขาจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างออกรส
"จริงดิ ? หลี่ตงเนี่ยนะ ขับปอร์เช่มาเรียน ? บ้านเขารวยขนาดนั้นเลยเหรอวะ ? "
"ดูไม่ออกเลยจริง ๆ ว่ะ ! ปกติเห็นเสื้อผ้าการแต่งตัวของหลี่ตง ก็ดูเหมือนเด็กที่มาจากครอบครัวธรรมดา ๆ ทั่วไป ใครจะไปคิดล่ะว่าเขาจะขับรถสปอร์ตหรูอย่างปอร์เช่..."
"นั่นสิ ปอร์เช่มันเป็นแบรนด์รถหรูตัวจริงเสียงจริงเลยนะเว้ย คันนึงก็ปาเข้าไปตั้งหลายล้านหยวนแล้ว ! "
"ไม่คิดเลยว่าหลี่ตงจะซ่อนรูปได้มิดชิดขนาดนี้ ปกติเห็นทำตัวเงียบ ๆ ไม่เคยโอ้อวดอะไรเลย จึ๊จึ๊..."
มีเพื่อนบางคนพยายามเลียบเคียงเข้าไปถามหลี่ตงตรง ๆ
แต่สำหรับเรื่องนี้ หลี่ตงทำเพียงแค่ยิ้มรับแบบแบ่งรับแบ่งสู้ และตอบกลับไปแบบขอไปที เขาไม่ได้ยอมรับตรง ๆ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน
ส่วนเรื่องที่เพื่อน ๆ จะเอาไปจับกลุ่มซุบซิบนินทากันลับหลังนั้น... เขาก็ขี้เกียจจะเอามาใส่ใจ
……
วันที่ 15 กันยายน
ข่าวช็อกโลกสุดสะเทือนเลื่อนลั่นก็ได้จุดชนวนระเบิดระบบเศรษฐกิจโลกให้แหลกเป็นจุล
วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินกิจการมายาวนานถึง 158 ปี อย่าง 'เลห์แมน บราเธอร์ส' ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ จนต้องยื่นขอรับความคุ้มครองการล้มละลาย !
ทันทีที่ข่าวนี้ถูกประกาศออกไป มันก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลก !
และได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหันตภัย 'สึนามิทางการเงิน' ระดับโลก ความเชื่อมั่นของตลาดล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งพสุธาราวกับเบรกแตกและไม่อาจหยุดยั้งได้อีกต่อไป...
ต้องไม่ลืมนะว่า เลห์แมน บราเธอร์ส เคยมีมูลค่าตลาดสูงติดอันดับสี่ของวาณิชธนกิจทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว !
การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับนี้เกิดวิกฤตจนล้มละลายและพังทลายลงมา ผลกระทบและแรงสั่นสะเทือนที่ตามมานั้น... มันมากมายมหาศาลจนยากที่จะประเมินได้
เมื่อหลี่เจ๋อได้รับทราบข่าวนี้ เขาเองก็ทั้งรู้สึกตกใจและแอบยินดีอยู่ในที
เพราะการที่วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่อย่างเลห์แมน บราเธอร์ส ต้องยื่นล้มละลาย มันเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนที่สุดว่า วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ของอเมริกาได้ลุกลามบานปลายจนถึงขั้นที่ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว
"ดูเหมือนว่า... วิกฤตเศรษฐกิจโลกตามที่เคยได้ยินจากเสียงในใจของเสี่ยวตง กำลังจะปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้วสินะ หลังจากนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะต้องร่วงกราวรูดอย่างแน่นอน"
"และนี่แหละ... คือช่วงเวลาทองในการ 'ช้อนซื้อของถูก' ของเรา..."
หลี่เจ๋อพยายามสะกดกลั้นความตื่นเต้นยินดีที่ปะทุอยู่ภายในใจ
เขารอคอยวินาทีนี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน แม้ว่าก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นจะอยู่ในสภาวะซบเซามาอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดที่ว่าราคาหุ้นของ เจ๋อรัน เทคโนโลยีเอง ก็ยังร่วงลงมาจากจุดสูงสุดถึงกว่า 20% แล้วก็ตาม
แต่หลี่เจ๋อก็ยังสัมผัสได้ว่า... วิกฤตของจริง มันยังมาไม่ถึง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงยังไม่ด่วนตัดสินใจรีบร้อนช้อนซื้อหุ้น เพราะสถานการณ์ก่อนหน้านี้ มันยังห่างไกลจากภาพความพินาศของวิกฤตการเงิน ที่เขาเคยได้ยินจากเสียงในใจของลูกชายอยู่มากนัก
แต่ในตอนนี้... การล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส มันคือ 'สัญญาณเตือนภัย' ชิ้นสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย
จังหวะนั้นเอง หลินเยว่ ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องทำงานของหลี่เจ๋อ
"ประธานหลี่คะ ข่าวใหญ่ค่ะ..."
หลินเยว่รีบรายงานทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง
หลี่เจ๋อได้ยินดังนั้น ก็พอจะเดาออกว่าเรื่องที่เธอจะพูด คงหนีไม่พ้นข่าวการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า "ประธานหลิน สิ่งที่คุณกำลังจะพูด คงเป็นเรื่องที่เลห์แมน บราเธอร์สของอเมริกายื่นล้มละลายใช่ไหมครับ ? "
"ใช่ค่ะ" หลินเยว่พยักหน้ารับ "ประธานหลี่ ทราบเรื่องแล้วเหรอคะ ? "
"ผมเพิ่งจะเห็นจากรายงานข่าวเมื่อกี้นี้เองครับ..." หลี่เจ๋อตอบ
หลินเยว่ถอนหายใจ "ไม่คิดเลยนะคะว่าวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ในอเมริกาจะลุกลามรุนแรงถึงขั้นนี้ ถึงขนาดทำให้วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ที่เปิดมาเป็นร้อยปีอย่างเลห์แมน บราเธอร์ส ต้องล้มละลายได้"
เธอเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะกล่าวต่อ "นอกจากนี้ ดัชนีรวมของแนสแด็ก ก็ร่วงลงไปกว่าห้าสิบจุด หล่นลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2,200 จุดแล้วค่ะ"
"ราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยีของพวกเรา ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน ตอนนี้ร่วงทะลุแนวรับสำคัญ หลุดระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ไปแล้วล่ะค่ะ"
"ถ้าผลกระทบจากวิกฤตการเงินในครั้งนี้ยังคงลากยาวต่อไป... ดิฉันเกรงว่าราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี อาจจะดิ่งลงไปแตะระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อหุ้นก็เป็นได้นะคะ"
"ยิ่งไปกว่านั้น ก็ไม่มีใครกล้าฟันธงได้เลยว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาได้เมื่อไหร่..." หลินเยว่กำลังเป็นกังวลกับอนาคตที่ยังคลุมเครือ
หลี่เจ๋อปลอบใจ "ประธานหลินครับ คุณอย่าเพิ่งกังวลใจไปเลย บริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยีของเราเป็นบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งมีธุรกิจหลักและผลกำไรที่มั่นคงแข็งแรงเป็นของตัวเองอยู่แล้ว"
"อันที่จริง การขึ้นลงของราคาหุ้น มันแทบไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อการดำเนินงานและทิศทางการพัฒนาที่แท้จริงของบริษัทเราเลยนะครับ"
"อีกอย่าง สัดส่วนหุ้นส่วนใหญ่ของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็กระจุกตัวอยู่ในมือของผม รวมถึงกลุ่มผู้ถือหุ้นหลักและบรรดาผู้บริหารระดับสูง ตราบใดที่เรายังไม่มีแผนที่จะเทขายหุ้นเพื่อทำกำไรในเร็ว ๆ นี้ เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปสนใจความผันผวนของราคาหุ้นให้มากความหรอกครับ..."
หลินเยว่เองก็เข้าใจและรู้ดีว่าสิ่งที่หลี่เจ๋อพูดนั้นถูกต้องที่สุด แต่ในฐานะประธานบริษัท เมื่อต้องมาทนเห็นราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยีดิ่งเหวแบบนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระวนกระวายใจ
แม้ว่ามูลค่าตลาดของบริษัทมันจะเป็นเพียงแค่ตัวเลขทางบัญชี ก็เถอะ... แต่ถามจริง จะมีใครบ้างล่ะที่ไม่อยากให้บริษัทที่ตัวเองถือหุ้นอยู่ มีมูลค่าตลาดที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ?
เพราะถ้าเป็นแบบนั้น หุ้นในมือของเธอก็ย่อมจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย !
"ประธานหลี่พูดถูกค่ะ วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นผลกระทบระดับโลก ตราบใดที่เรายังอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก ก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีผลกระทบในครั้งนี้ไปได้หรอกค่ะ" หลินเยว่ตอบ
"อืม" หลี่เจ๋อพยักหน้า "ก็หลักการนั้นแหละครับ เพราะฉะนั้น พวกเราก็แค่โฟกัสและตั้งใจทำงานในส่วนของเราต่อไปให้ดีที่สุดก็พอ ส่วนเรื่องปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ในเมื่อเราไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรมันได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลหรือใส่ใจมันให้เสียเวลาครับ"
"รับทราบค่ะ ประธานหลี่"
หลินเยว่ตอบรับ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจไม่ซักไซ้อะไรต่อ และขอตัวเดินออกจากห้องทำงานไปในเวลาต่อมา
ทันทีที่หลินเยว่เดินคล้อยหลังไป หลี่เจ๋อก็สั่งให้ จางอิ่ง เลขานุการส่วนตัว รีบไปตามตัว อวี๋โป จากบริษัทเจ๋อรัน อินเวสต์เมนต์ มาพบทันที...
จุดประสงค์ที่หลี่เจ๋อเรียกตัวอวี๋โปมา ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เขาแค่ต้องการสั่งการให้อวี๋โปเตรียมตัวเข้าสู่สมรภูมิ เพื่อช้อนซื้อหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตสูง รวมถึงกว้านซื้อหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยีกลับคืนมาด้วย
เมื่ออวี๋โปได้รับฟังคำสั่งของหลี่เจ๋อ สีหน้าของเขาก็ฉายแววตระหนักรู้ขึ้นมาทันที ก่อนจะหันไปมองหลี่เจ๋อด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
เขาเอ่ยขึ้นว่า "ประธานหลี่ครับ... ที่แท้ท่านก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วใช่ไหมครับ ว่าวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ในอเมริกาจะลุกลามจนถึงขั้นนี้ ท่านถึงได้สั่งให้ผมเทขายหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี เพื่อดึงเงินสดออกมาตุนไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี ! "
หลี่เจ๋อหัวเราะเบา ๆ แล้วตอบกลับ "ก็ไม่ได้ถึงขนาดคาดเดาได้เป๊ะ ๆ หรอกครับ ว่าวิกฤตมันจะหนักหนาสาหัสขนาดนี้ ผมก็แค่มีลางสังหรณ์ว่าผลกระทบจากวิกฤตซับไพรม์ในครั้งนี้ มันคงจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แน่"
"ผมก็เลยตัดสินใจ 'วัดดวง' ดูสักตั้ง ยังไงซะ ผมก็แค่เทขายหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี ออกไปเพียงแค่ 2% เท่านั้นเอง มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออำนาจการควบคุมบริษัทเบ็ดเสร็จของผมเลยแม้แต่น้อย..."
เมื่อได้ยินคำตอบ อวี๋โปก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชม "ก็ต้องยกเครดิตให้วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเฉียบขาดของประธานหลี่อยู่ดีแหละครับ..."
พูดจบ อวี๋โปก็ถามต่อ "ตกลงครับ ประธานหลี่ ถ้างั้นช่วงนี้ผมจะจับตาดูความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด ถ้าจังหวะไหนเหมาะสม ผมจะเข้าช้อนซื้อทันทีเลยครับ"
"ว่าแต่... ท่านประธานต้องการให้ผมช้อนซื้อหุ้นของบริษัทไหนเป็นพิเศษไหมครับ ? "
เมื่อเจอกับคำถามของอวี๋โป หลี่เจ๋อก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "เป้าหมายหลัก ๆ ก็คือบริษัทในอเมริกาอย่าง กูเกิล, แอมะซอน แล้วก็หุ้นของ เจ๋อรัน เทคโนโลยี ของเราเอง"
"ส่วนตัวอื่น ๆ ... ขอเวลาผมตรวจสอบสถานการณ์ราคาหุ้นของบริษัทที่น่าสนใจอีกสักสองสามวัน แล้วเดี๋ยวผมจะแจ้งให้คุณทราบอีกที"
"รับทราบครับ ! ประธานหลี่ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ถ้างั้นผมขอตัวกลับไปจัดการก่อนนะครับ..." อวี๋โปตอบรับ
"อืม"
หลังจากอวี๋โปเดินออกจากห้องไป หลี่เจ๋อก็กลับมานั่งไถหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อติดตามข่าวสารและเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศต่อไป
ในช่วงเวลาต่อจากนั้น วิกฤตเศรษฐกิจก็ยิ่งทวีความรุนแรงและลุกลามบานปลาย แผ่ขยายผลกระทบไปในทุกภาคส่วน และสิ่งที่ถูกกระแทกอย่างจังเป็นอันดับแรก ก็หนีไม่พ้นภาวะตลาดหุ้นร่วงระนาว ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ตลาดหุ้นจีน หรือแม้แต่ตลาดหุ้นฮ่องกง ล้วนแล้วแต่ดิ่งลงเหวไปตาม ๆ กัน ไม่มีข้อยกเว้น!
แม้ว่าบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง จะมีผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมและแข็งแกร่งเพียงใด แต่ก็ไม่อาจต้านทานกระแสน้ำเชี่ยวกรากของวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ได้เลย
ยกตัวอย่างเช่น ราคาหุ้นของ 'กูเกิล' ที่โดนหั่นราคาลงมาครึ่งนึงแบบดื้อ ๆ ! ร่วงลงมาจากจุดสูงสุดที่เกือบ ๆ 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น หล่นฮวบลงมาเหลือเพียงแค่ 300 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น
ราคาหุ้นของ เจ๋อรัน เทคโนโลยี เอง ก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมนี้พ้น มันร่วงกราวรูดลงมาจนเหลือไม่ถึง 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
อันที่จริงแล้ว เจ๋อรัน เทคโนโลยี ถือเป็น 'บริษัทเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์' ไม่ใช่บริษัทสายอินเทอร์เน็ต หากพิจารณาตามปกติ ราคาหุ้นของพวกเขาก็ไม่น่าจะดิ่งนรกแตกขนาดนี้
แต่ทว่า... ด้วยความที่เจ๋อรัน เทคโนโลยี เป็นบริษัทจากประเทศเซี่ยในสายตาของนักลงทุนชาวอเมริกันทั่วไป พวกเขามองว่าการถือครองหุ้นของบริษัทต่างชาติต่อไปในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ มันมีความเสี่ยงสูงปรี๊ด
พวกเขาจึงแห่กันเทขายหุ้นทิ้งเพื่อดึงเงินสดกลับเข้ากระเป๋าและหนีออกจากตลาด นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ร่วงดิ่งลงไปมากกว่า 30% !
แต่นั่น... ยังไม่ใช่จุดที่โหดร้ายที่สุดหรอกนะ
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือ... หุ้นของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง มีมูลค่าร่วงหล่นจนกลายเป็นแค่ 'เศษกระดาษ' และต้องประกาศล้มละลายไปในที่สุด
แม้แต่บริษัทที่มีอนาคตสดใสและมีศักยภาพล้นเหลืออย่างบีวายดี มูลค่าตลาดของบริษัทก็ยังดิ่งลงเหวหายไปกว่า 90% ! ร่วงลงมาจากจุดสูงสุดที่เคยแตะระดับ 70 กว่าดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น หล่นฮวบลงมาเหลือไม่ถึง 8 ดอลลาร์ฮ่องกง ด้วยซ้ำ !
ต้องไม่ลืมนะว่า ปัจจุบันนี้ บีวายดี ถือเป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างผลงานอันโดดเด่นและน่าภาคภูมิใจในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้สำเร็จแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2006 รถยนต์รุ่นเรือธงอย่าง 'F3' สามารถทำยอดขายได้ทะลุเป้าถึงกว่า 60,000 คัน กวาดรายได้เข้าบริษัทไปกว่า 5,000 ล้านหยวน ผงาดขึ้นคว้าแชมป์ 'แบรนด์รถยนต์ที่มียอดการเติบโตสูงสุด' ไปครองได้อย่างเต็มภาคภูมิ !
ในเดือนมกราคมและมีนาคม ปี 2007 รถยนต์รุ่น F3 ทำยอดขายพุ่งทะลุ 10,000 คันต่อเดือนได้สำเร็จ
และทะยานเข้าสู่ 10 อันดับแรกของตารางยอดขายรถยนต์ระดับประเทศ
ใช้เวลาเพียง 13 เดือนนับตั้งแต่เปิดตัว F3 ก็มียอดขายรวมทะลุหลัก 100,000 คัน กลายเป็นรถยนต์ซีดานขนาดกลางแบรนด์ท้องถิ่นที่ทำยอดขายทะลุแสนคันได้เร็วที่สุด
กล่าวได้ว่า บีวายดี สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในอุตสาหกรรมยานยนต์ และมีอนาคตที่สดใสเป็นอย่างยิ่ง
แต่ถึงกระนั้น ราคาหุ้นของบริษัทที่อนาคตไกลขนาดนี้กลับร่วงดิ่งลงถึง 90% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี !
หลี่เจ๋อถือครองหุ้นของบีวายดีอยู่แล้วกว่า 17% เขาย่อมต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นอยู่เสมอ เมื่อเห็นว่าหุ้นบีวายดีร่วงลงไปถึง 9 ใน 10 ส่วน หลี่เจ๋อก็ไม่ลังเลเลยที่จะสั่งให้อวี๋โป "ช้อนซื้อ" หุ้นบีวายดีเก็บไว้ทันที
หลี่เจ๋อเคยได้ยินจากเสียงในใจของลูกชายว่า ในอนาคตบีวายดีจะกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดระดับหลายแสนล้าน แล้วตอนนี้มีโอกาสงาม ๆ ให้ช้อนซื้อของถูกเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น หลี่เจ๋อจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร ?
ผ่านการจัดการของอวี๋โป ในที่สุดหลี่เจ๋อก็ใช้เงิน 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กว้านซื้อหุ้นบีวายดีมาได้ประมาณ 7% ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นบีวายดีของเขาพุ่งพรวดขึ้นไปแตะระดับ 24% ในรวดเดียว !
อันที่จริงหลี่เจ๋อยังอยากจะกว้านซื้อหุ้นบีวายดีให้มากกว่านี้อีก
แต่ช่วยไม่ได้ เพราะไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่กำลังช้อนซื้อ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" เทพเจ้าหุ้นแห่งอเมริกาก็กำลังกวาดซื้อหุ้นบีวายดีอยู่เช่นกัน
นั่นทำให้หลี่เจ๋อซื้อหุ้นบีวายดีมาได้เพียงแค่ 7% เท่านั้น และนี่ก็เป็นเพราะหลี่เจ๋อลงมือเร็วกว่า ไม่อย่างนั้นเกรงว่าแม้แต่ 7% ก็คงจะซื้อไม่ทัน
ส่วนบัฟเฟตต์... ใช้เงินไปราว ๆ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช้อนซื้อหุ้นบีวายดีไปได้ 5%
หากไม่มีหลี่เจ๋อโผล่มาแทรกกลาง ตามหน้าประวัติศาสตร์เดิม บัฟเฟตต์จะต้องใช้เงิน 231 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการช้อนซื้อหุ้นบีวายดีที่ประมาณ 10%
และในเวลาเพียงแค่หนึ่งปีให้หลัง ราคาหุ้นของบีวายดีก็จะพุ่งทะยานจากจุดต่ำสุดที่ราวๆ 6 ดอลลาร์ฮ่องกง ไปทะลุ 88 ดอลลาร์ฮ่องกง !
พุ่งขึ้นทีเดียวมากกว่า 10 เท่า !
แต่ในตอนนี้ เป็นเพราะการสกัดดาวรุ่งของหลี่เจ๋อ ทำให้สุดท้ายบัฟเฟตต์ซื้อหุ้นบีวายดีไปได้เพียง 5% เท่านั้น
นอกจากการช้อนซื้อหุ้นบีวายดีแล้ว หลี่เจ๋อยังให้อวี๋โปกว้านซื้อหุ้น เจ๋อรัน เทคโนโลยี กลับคืนมาประมาณ 2.3%
แม้หุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี 2.3% ที่อวี๋โปซื้อคืนมานี้ จะไม่ได้ซื้อมาในราคาที่ต่ำที่สุดทั้งหมด แต่ราคาเฉลี่ยก็อยู่ที่ราว ๆ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นเท่านั้น
หุ้น 2.3% นี้ ใช้เงินของหลี่เจ๋อไปเพียง 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเทียบกับตอนที่หลี่เจ๋อเทขายหุ้น 2% ออกไปเพื่อทำกำไร ซึ่งได้เงินสดมาถึง 328 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเข้าออกครั้งนี้ทำให้เขาฟันกำไรส่วนต่างไปได้มากกว่าหนึ่งร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ !
แถมยังมีสัดส่วนหุ้นเพิ่มขึ้นมาอีก 0.3% ด้วย !
นอกจากเงิน 241 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ใช้ซื้อหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี 2.3% และหุ้นบีวายดี 7% คืนมาแล้ว หลี่เจ๋อยังมีเงินทุนอีกประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเขาแบ่งไปช้อนซื้อหุ้นของ กูเกิล และ แอมะซอน
ซื้อหุ้นกูเกิลจำนวน 2.5 ล้านหุ้น ใช้เงินไปประมาณ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เงินที่เหลืออีกราว ๆ 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็นำไปซื้อหุ้นแอมะซอนทั้งหมด
แม้ราคาหุ้นของแอมะซอนจะไม่ได้ร่วงหนักเท่ากูเกิล แต่ก็ดิ่งลงไปถึง 44% !
และในอนาคต ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทนี้จะพุ่งสูงแตะระดับ 2,000 - 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นเลยทีเดียว !
หากหลี่เจ๋อสามารถถือครองหุ้นเหล่านี้ไว้ได้ในระยะยาว ถึงเวลานั้น แค่มูลค่าหุ้นกูเกิล 2.5 ล้านหุ้น ก็จะพุ่งสูงถึงหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว!
มูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็สิบเท่าตัว !
ในขณะที่หลี่เจ๋อกำลังกวัดแกว่งเม็ดเงินช้อนซื้อของถูกในตลาดหุ้นอย่างเมามันนั้น สงครามลิขสิทธิ์ในอุตสาหกรรมเว็บไซต์วิดีโอของจีนกลับทวีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น
ถึงขั้นที่เริ่มจะฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เลือดสาดกระจายทั่ววงการ !
เว็บไซต์วิดีโอหลายแห่งต่างพากันยื่นฟ้องร้องคู่แข่งฐานละเมิดลิขสิทธิ์ เรียกได้ว่าเป็นมหายุทธการตะลุมบอนเลยทีเดียว
นั่นก็เพราะในช่วงเวลานี้ เว็บไซต์วิดีโอส่วนใหญ่ต่างก็มีการละเมิดลิขสิทธิ์กันทั้งสิ้น เพียงแต่ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมเว็บไซต์วิดีโอยังอยู่ใน "ยุคบุกเบิกที่เติบโตแบบป่าเถื่อนไร้กฎเกณฑ์"
ไม่มีใครมานั่งสนใจเรื่องลิขสิทธิ์อะไรพวกนี้หรอก
ก็มีแต่ เจ๋อรันวิดีโอ นี่แหละที่เป็น "ตัวประหลาด" เพราะให้ความสำคัญกับเรื่องลิขสิทธิ์มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง
ปัจจุบัน เมื่อการแข่งขันดุเดือดขึ้น เว็บไซต์วิดีโอบางแห่งก็เริ่มชูธงเรื่องลิขสิทธิ์ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันคู่แข่ง โดยพื้นฐานแล้วก็คือ นายฟ้องฉันละเมิดลิขสิทธิ์ ฉันฟ้องเขาละเมิดลิขสิทธิ์ เขาก็กลับมาฟ้องนายละเมิดลิขสิทธิ์...
ลามไปถึงสถานีโทรทัศน์และบริษัทผลิตภาพยนตร์บางแห่งก็กระโดดเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ด้วย โดยออกมาแฉและกล่าวหาว่าเว็บไซต์วิดีโอหลายแห่งละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และซีรีส์ของพวกเขา
อุตสาหกรรมเว็บไซต์วิดีโอทั้งวงการจึงกลายเป็นหม้อต้มโจ๊กที่เละเทะไปหมด!
ด้วยเหตุนี้ ราคาลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และซีรีส์ในประเทศจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ช่วงต้นปี และตอนนี้ก็พุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดด สูงกว่าปีที่แล้วถึงกว่า 10 เท่าตัว !
ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังย่ำแย่ ทำให้เศรษฐกิจซบเซาอย่างหนัก
สถาบันการลงทุนใหญ่ ๆ ต่างก็ต้องรัดเข็มขัดกันถ้วนหน้า แล้วแบบนี้จะมีสถาบันไหนยอมหว่านเงินลงทุนให้เว็บไซต์วิดีโอเหล่านี้เอาไปผลาญเล่นอีกล่ะ ?
ดังนั้น ภายในระยะเวลาสั้น ๆ อุตสาหกรรมเว็บไซต์วิดีโอจึงมีเว็บไซต์กว่าหลายร้อยแห่งที่ต้องปิดตัวลงอย่างกะทันหันเพราะเงินทุนหมุนเวียนขาดมือ !
ส่วนรายที่เหลือรอดอยู่ ก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดกันอย่างยากลำบาก
มีเพียงเจ๋อรันวิดีโอเท่านั้นที่มี กลุ่มเจ๋อรัน โฮลดิ้ง คอยหนุนหลังด้วยสายป่านที่ยาวเหยียด แถมเจ๋อรันวิดีโอยังได้กักตุนลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และซีรีส์เอาไว้ล่วงหน้าอย่างมหาศาล
ในสงครามลิขสิทธิ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นี้ พวกเขาจึงไม่เพียงแต่จะว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ยังเติบโตได้อย่างชุ่มฉ่ำอีกด้วย
เนื่องจากการล้มหายตายจากของเว็บไซต์วิดีโอจำนวนมาก ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการดูภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือคลิปวิดีโอต่าง ๆ ต้องหันไปพึ่งพาเว็บไซต์วิดีโอที่ยังหลงเหลืออยู่
และเจ๋อรันวิดีโอก็คือเว็บไซต์ที่มีลิขสิทธิ์เนื้อหาครบถ้วนที่สุด และเป็นเว็บไซต์วิดีโอที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้
ย่อมดึงดูดผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ในระดับหนึ่ง ถือได้ว่าเจ๋อรันวิดีโอยืนหยัดอยู่บนซากศพของเว็บไซต์วิดีโอที่ล้มหายตายจากไป กินรวบส่วนแบ่งการตลาดจนอิ่มหนำสำราญ นำมาซึ่งการพัฒนาแบบก้าวกระโดด และทำให้จำนวนผู้ใช้ที่ลงทะเบียนพุ่งสูงขึ้นอีกเป็นกอง...