เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 156 ระดมทุนบริษัทเกมยอดฮิต ! ตงจื่อคือผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เซี่ยวเน่ยงั้นเหรอ ! ?

ตอนที่ 156 ระดมทุนบริษัทเกมยอดฮิต ! ตงจื่อคือผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เซี่ยวเน่ยงั้นเหรอ ! ?

ตอนที่ 156 ระดมทุนบริษัทเกมยอดฮิต ! ตงจื่อคือผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เซี่ยวเน่ยงั้นเหรอ ! ?


ตอนที่ 156 ระดมทุนบริษัทเกมยอดฮิต !  ตงจื่อคือผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เซี่ยวเน่ยงั้นเหรอ ! ?

บริษัท โฮลดิ้ง กรุ๊ป เจ๋อรัน

เสิ่นเฉียนหรู ตัวแทนจากบริษัทเกม Legend   ได้เดินทางมาพบหลี่เจ๋อที่ห้องทำงาน

"ประธานหลี่คะ เรื่องแผนการเข้าซื้อกิจการบริษัท Riot Games ในสหรัฐอเมริกา เราได้ดำเนินการเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้วค่ะ แต่ทางนั้นยืนกรานที่จะไม่ยอมให้เราเข้าเทกโอเวอร์บริษัทแบบร้อยเปอร์เซ็นต์"

"หลังจากที่เราพยายามเจรจาต่อรองกันหลายรอบ ในที่สุดเราก็บรรลุข้อตกลง โดยเปลี่ยนมาเป็นการอัดฉีดเงินระดมทุน จำนวน 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับหุ้น 75% ของบริษัท Riot Games แทนค่ะ"

"นอกจากนี้ เกมแนว RPG (Role-playing Game) ที่ชื่อว่า 'League of Legends' (LoL) ซึ่งทาง Riot Games กำลังซุ่มพัฒนาอยู่ และคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณช่วงครึ่งหลังของปีหน้า เราก็ได้สิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายเกมนี้ในประเทศเซี่ยอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วค่ะ..."

เสิ่นเฉียนหรูรายงานความคืบหน้าให้หลี่เจ๋อฟังอย่างฉะฉาน

เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เจ๋อก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ "ฝ่ายนั้นไม่ยอมให้บริษัทเกม Legend เทกโอเวอร์งั้นเหรอครับ ? "

"ใช่ค่ะ"

เสิ่นเฉียนหรูพยักหน้ารับ "ก่อนหน้านี้เราลองขยับข้อเสนอเพิ่มราคาให้สูงถึง 18 ล้านดอลลาร์แล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงเซย์โน อยู่ดี แถมดูทรงแล้ว ก่อนที่เกม League of Legends จะพัฒนาเสร็จและเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พวกเขาคงยังไม่มีความคิดที่จะขายหุ้นทั้งหมดแน่นอนค่ะ"

"เห็นได้ชัดเลยว่า พวกเขากำลังรอประเมินกระแสตอบรับ ของเกมนี้ก่อน เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองอัปราคาให้สูงขึ้นไปอีก เราก็เลยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเปลี่ยนแผนมาเจรจาขอร่วมลงทุนแทน และจบดีลด้วยเงิน 12 ล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับหุ้น 75% นี่แหละค่ะ..."

เธอเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะอธิบายต่อว่า "ลำพังตัวบริษัท Riot Games เองก็กำลังขาดสภาพคล่อง อย่างหนักในการพัฒนาเกม League of Legends พวกเขาเลยอ้าแขนรับข้อเสนอขอร่วมลงทุนของเราอย่างเต็มที่ การเจรจาเรื่องระดมทุนก็เลยลื่นไหล แทบจะไม่มีอุปสรรคใด ๆ เลยค่ะ"

เมื่อได้รับฟังคำอธิบายของเสิ่นเฉียนหรู หลี่เจ๋อก็พยักหน้าเข้าใจ "เอาเถอะครับ ถึงจะไม่ได้ครอบครองบริษัทมาทั้งหมด แต่ได้หุ้นมา 75% ก็ถือว่าไม่เลวครับ"

"อย่างแย่ที่สุด ก็แค่รอให้เกม League of Legends เปิดตัวไปก่อน แล้วค่อยลองยื่นข้อเสนอขอซื้อหุ้นอีก 25% ที่เหลือกลับมา... อย่างมากก็แค่ต้องควักกระเป๋าจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นเอง..."

League of Legends ก็คือเกม 'LoL' ที่หลายคนรู้จักกันดี ส่วนบริษัท Riot Games ก็คือ 'ค่ายเกมกำปั้น' (โลโก้เป็นรูปกำปั้น) นั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี หลี่เจ๋อเป็นคนสั่งให้เสิ่นเฉียนหรูเข้าไปติดต่อทาบทามบริษัทนี้ เพื่อเจรจาขอเทกโอเวอร์กิจการ เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ ดีลทุกอย่างก็ถือว่าลุล่วงไปได้ด้วยดี

แม้จะไม่สามารถรวบหัวรวบหางบริษัทมาเป็นของตัวเองได้ 100% ตามที่หวังไว้ แต่การควักเงินแค่ 12 ล้านดอลลาร์ แลกกับหุ้น 75% หลี่เจ๋อก็ถือว่าคุ้มค่าและน่าพอใจแล้ว

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กับการสนทนาเรื่องเกมมือถือของเซี่ยวเน่ยกับหลี่ตงเมื่อช่วงต้นปี ตอนนั้นหลี่เจ๋อบังเอิญไปได้ยิน 'เสียงในใจ' ของลูกชาย ที่กำลังบ่นพึมพำเกี่ยวกับค่ายเกม Riot Games และเกมยักษ์ใหญ่ของค่ายอย่าง 'League of Legends'

ถึงแม้ก่อนหน้านี้ หลี่เจ๋อจะเคยได้ยินเสียงในใจของหลี่ตงพร่ำเพ้อถึงความยิ่งใหญ่ของเกม 'League of Legends' ในโลกอนาคตมาบ้างแล้ว

ถึงขนาดที่ว่า ตอนที่เขาเริ่มบุกเบิกธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แฟรนไชส์ เขายังเอาชื่อ 'League of Legends' มาตั้งเป็นชื่อร้านเลย

แต่ในตอนนั้น หลี่เจ๋อยังไม่มีข้อมูลหรือความเข้าใจเกี่ยวกับเกมนี้ รวมถึงค่ายผู้พัฒนาอย่าง Riot Games มากนัก จนกระทั่งการสนทนากับลูกชายเมื่อต้นปี ทำให้เขาได้รับข้อมูลเชิงลึกผ่านเสียงในใจของหลี่ตงมากยิ่งขึ้น และในตอนนั้น หลี่ตงก็พยายามส่งซิกให้หลี่เจ๋อเข้าซื้อกิจการ Riot Games

นั่นจึงเป็นที่มาของปฏิบัติการระดมทุนในบริษัท Riot Games ของบริษัทเกม Legend ในวันนี้...

หลังจากที่เสิ่นเฉียนหรูเดินออกจากห้องไป หลี่เจ๋อก็พึมพำกับตัวเองในใจ "ถ้าอิงตามข้อมูลที่เคยได้ยินจากเสียงในใจของเสี่ยวตง ในอนาคตเกม League of Legends จะต้องฮิตระเบิดระเบ้ออย่างแน่นอน โดยเฉพาะในแวดวงการแข่งขันอีสปอร์ต (Esports)"

"รอให้เกมนี้พัฒนาเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นเราก็สามารถจัดทัวร์นาเมนต์ แข่งขันระดับมืออาชีพ เหมือนที่ได้ยินจากเสียงในใจของเสี่ยวตง เพื่อขยายฐานผู้เล่น และสร้างอิทธิพลให้กับตัวเกมได้"

"จากนั้นก็กอบโกยกำไรจากการขาย 'สกินฮีโร่' ในเกม... งานนี้มีสิทธิ์ทำเงินได้เป็นหมื่น ๆ ล้านเลยล่ะ..."

คิดถึงตรงนี้ หลี่เจ๋อก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา

ข้อมูลล้ำค่ามากมายเกี่ยวกับเกม 'League of Legends' ที่หลี่เจ๋อได้ยินมาจากเสียงในใจของหลี่ตง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดแข่งขันอีสปอร์ต หรือโมเดลการสร้างรายได้ จากการขายสกินในเกม...

หลี่เจ๋อตั้งใจจะ 'ก๊อปปี้' โมเดลเหล่านั้นมาใช้แบบเป๊ะ ๆ ทันทีที่โอกาสมาถึง

และแน่นอนว่า ทันทีที่เกม 'League of Legends' เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ หลี่เจ๋อก็มีแผนจะส่งเสิ่นเฉียนหรูไปเจรจาอีกครั้ง เพื่อกว้านซื้อหุ้น 25% ที่เหลือของ Riot Games กลับมาให้จงได้...

วันที่ 9 กรกฎาคม

หลี่ตงเริ่มปิดเทอมภาคฤดูร้อนมาได้หลายวันแล้ว

แม้ช่วงนี้เขาจะกลับมานอนที่บ้าน แต่ทุกเช้าเขาก็ยังคงติดสอยห้อยตามหลินหว่าน (แม่เลี้ยง) นั่งรถไปที่บริษัทเซี่ยวเน่ยด้วยกันเสมอ

ปัจจุบัน เวยป๋อเวอร์ชันสำหรับระบบปฏิบัติการหงเหมิง ได้พัฒนาเสร็จสมบูรณ์และกำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบระบบภายใน โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการได้ในช่วงเดือนกันยายนนี้

วันนี้ หลี่ตงก็ติดรถหลินหว่านมาที่บริษัทเซี่ยวเน่ยเหมือนทุกวัน

ทว่า ชายคนหนึ่งที่เดินสวนมาตรงหน้า กลับทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้าด้วยความประหลาดใจ

เมื่อฝ่ายตรงข้ามเห็นหลี่ตง เขาก็มีอาการตกตะลึงและชะงักไปไม่ต่างกัน...

ตอนนั้นเอง พนักงานคนหนึ่งที่เดินมากับชายคนนั้น เมื่อเห็นหลี่ตงและหลินหว่านเดินเข้ามาในบริษัท ก็รีบเอ่ยปากทักทายทันที "สวัสดีตอนเช้าครับ ประธานหลี่ ! สวัสดีตอนเช้าครับ ประธานหลิน ! "

แม้หลี่ตงจะไม่ได้มีตำแหน่งบริหารอย่างเป็นทางการในบริษัทเซี่ยวเน่ย แต่พนักงานทุกคนก็รู้ดีแก่ใจว่า หลี่ตงนี่แหละคือ 'บอสใหญ่' ตัวจริงเสียงจริงของบริษัท

ด้วยเหตุนี้ พนักงานของเซี่ยวเน่ยจึงมักจะเรียกหลี่ตงว่า 'ประธานหลี่' อย่างคุ้นเคย

ส่วนหลินหว่านนั้น เธอดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท ดูแลฝ่ายปฏิบัติการเนื้อหา ในขณะที่เจียงอวี่เซวียนนั่งแท่นเป็นประธานบริษัท

เมื่อได้ยินพนักงานเรียกหลี่ตงด้วยสรรพนามนั้น ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ถึงกับตาค้าง ยืนตัวแข็งทื่อมองหลี่ตงราวกับเห็นผี ก่อนจะอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก "ปะ... ประธานหลี่ ? ? "

พนักงานคนนั้นเห็นอาการของชายหนุ่ม ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

นึกว่าอีกฝ่ายคงแค่ตื่นเต้น จึงกระซิบเตือนเบา ๆ ว่า "เสี่ยวหลิว ท่านนี้คือประธานหลี่ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเราน่ะ"

"ส่วนท่านที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็คือประธานหลิน รองประธานบริษัทของเรา"

หลังจากแนะนำเสร็จ พนักงานคนนั้นก็หันไปรายงานหลี่ตงและหลินหว่านด้วยความนอบน้อม "ประธานหลี่ครับ ประธานหลินครับ นี่คือนักศึกษาฝึกงาน ที่เพิ่งมารับงานพาร์ตไทม์ ช่วงปิดเทอมกับบริษัทเราครับ"

"เขาเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเจียวทงเซี่ยงไฮ้ สถาบันเดียวกับท่านทั้งสองและประธานเจียงนี่แหละครับ เห็นว่าอาจารย์ท่านหนึ่งของเจียวทงเป็นคนฝากฝังมาให้ประธานเจียงโดยตรงเลย"

"วันนี้เขาเพิ่งมารายงานตัววันแรก ผมจัดการเรื่องเอกสารให้เสร็จแล้ว กำลังจะพาเดินชมบริษัทพอดีเลยครับ..."

ในที่สุด ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า 'เสี่ยวหลิว' ก็ดึงสติกลับมาได้ และกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง

แต่หลี่ตงกลับส่งยิ้มบาง ๆ พร้อมกับโบกมือให้เขา "เดี๋ยวค่อยคุยกันนะ"

ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานคนนั้น "พี่เจียง พี่ไปทำงานของพี่ต่อเถอะครับ เดี๋ยวผมขอคุยกับเขาแป๊บนึง แล้วจะส่งตัวไปให้พี่ทีหลัง"

ด้วยความที่ยังอายุน้อย แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทตัวจริง แต่หลี่ตงก็มักจะวางตัวเป็นกันเองและให้เกียรติพนักงานทุกคน โดยมักจะเรียกแทนว่า 'พี่ชาย' หรือ 'พี่สาว' เสมอ

"เอ่อ... ครับ"

เจียงเซิ่ง เหลือบมอง 'เสี่ยวหลิว' สลับกับหลี่ตงด้วยความสงสัย สัญชาตญาณบอกเขาว่าหลี่ตงกับเด็กหนุ่มคนนี้น่าจะรู้จักกัน แต่เขาก็รู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร จึงไม่ได้ซักไซ้ให้มากความ "รับทราบครับ ประธานหลี่ ถ้างั้นผมขอตัวไปเคลียร์งานก่อนนะครับ"

"ครับผม"

หลี่ตงพยักหน้ารับ

หลังจากเจียงเซิ่งเดินลับตาไป หลินหว่านก็อดสงสัยไม่ได้ "ว่าไงจ๊ะเสี่ยวตง รู้จักกันเหรอ ? "

เธอเองก็สังเกตเห็นท่าทีแปลก ๆ ของทั้งคู่ จึงเอ่ยปากถาม

"ครับ รู้จักครับ"

หลี่ตงตอบรับ ก่อนจะเหลือบมองชายหนุ่มตรงหน้า แล้วหันไปยิ้มให้หลินหว่าน "คุณแม่ครับ นี่คือหลิวฉี รูมเมตผมเองครับ"

"ก่อนหน้านี้ผมเคยได้ยินเขาเปรย ๆ ว่าปิดเทอมนี้จะไม่กลับบ้าน เพราะจะหางานพาร์ตไทม์ทำ ใครจะไปคิดล่ะครับว่าเขาจะมาโผล่ที่บริษัทเรา"

ใช่แล้วล่ะ เด็กหนุ่มที่เจียงเซิ่งเรียกว่า 'เสี่ยวหลิว' ก็คือ หลิวฉี รูมเมตของหลี่ตงนั่นเอง !

เมื่อได้ยินคำอธิบายของหลี่ตง หลินหว่านก็ส่งยิ้มอ่อนโยน "โลกกลมจริง ๆ เลยนะจ๊ะ ถ้างั้นก็คุยกันไปก่อนนะจ๊ะ แม่ขอตัวไปที่ห้องทำงานก่อน ไม่กวนแล้วล่ะ..."

"ครับแม่ ! "

หลี่ตงรับคำ

เมื่อแผ่นหลังของหลินหว่านลับสายตาไป หลิวฉีที่เก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว ก็รีบถลันเข้ามาหาหลี่ตง แล้วกระซิบถามเสียงสั่น "ตงจื่อ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย... นาย... นายกลายเป็น 'ผู้ถือหุ้นใหญ่' ของบริษัทเซี่ยวเน่ยไปได้ยังไงวะ ? ? "

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าในใจหลิวฉีตอนนี้กำลังช็อกและรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างไปหมด !

ใครมันจะไปคาดคิดล่ะว่าจะมาเจอหลี่ตงที่เซี่ยวเน่ย แถมหมอนี่ดันกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทซะงั้น !

ส่วนสาเหตุที่เขามาฝึกงานที่เซี่ยวเน่ยได้ ก็เป็นเพราะความบังเอิญเมื่อสองวันก่อน เขาเจออาจารย์ที่ปรึกษา แล้วอาจารย์ก็ถามไถ่ว่าทำไมปิดเทอมถึงไม่กลับบ้าน

เขาจึงเล่าเรื่องที่ตั้งใจจะหางานพาร์ตไทม์ทำให้อาจารย์ฟัง

อาจารย์จึงรับปากว่าจะลองหาช่องทางและตำแหน่งงานที่เหมาะสมให้ หลังจากนั้นสองวัน อาจารย์ก็ติดต่อกลับมา และส่งเขามาฝึกงานพาร์ตไทม์ที่บริษัทเซี่ยวเน่ยแห่งนี้นี่เอง

และวันนี้ก็คือวันแรกที่เขามาเริ่มงาน

เมื่อได้ยินคำถามที่เต็มไปด้วยความสงสัยของหลิวฉี หลี่ตงก็ยิ้มจาง ๆ แล้วตอบว่า "ฉันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเซี่ยวเน่ยจริง ๆ ว่ะ ถือหุ้นอยู่ตั้งห้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์นู่นแหละ"

"ความจริงแล้ว ไอเดียเริ่มต้นของการก่อตั้งบริษัทนี้ก็มาจากฉันเองแหละ แล้วฉันก็เป็นคนแนะนำให้คุณอาของฉัน... อ้อ ซึ่งก็คือประธานบริษัทคนปัจจุบันนี่แหละ ให้เป็นคนลงมือเปิดบริษัทขึ้นมา"

"แต่ฉันก็ไม่คิดจริง ๆ นะว่านายจะมาฝึกงานที่นี่ ตอนเห็นหน้านายเมื่อกี้ ฉันก็ตกใจเหมือนกัน ฮ่า ๆ ..."

หลี่ตงพูดจบก็หัวเราะร่วน

หลิวฉีถึงกับกลืนน้ำลายดัง 'เอื๊อก'

เขาใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะตั้งสติและดึงตัวเองออกจากความตกตะลึงได้ เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ มองหน้าหลี่ตงด้วยแววตาทึ่งจัด ก่อนจะพูดว่า "ตงจื่อ นายแม่ง... โคตรเหนือชั้นเลยว่ะ ! "

"นี่มันบริษัทเซี่ยวเน่ยระดับประเทศเลยนะเว้ย ! แต่นายกลับเป็นผู้ก่อตั้งซะงั้น! ก่อนหน้านี้ฉันเพิ่งอ่านข่าวเจอว่า ตอนที่เซี่ยวเน่ยระดมทุนรอบล่าสุด มูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว ! "

"ถ้านายบอกว่านายถือหุ้นเกินครึ่งของบริษัท... นั่นก็แปลว่า มูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวของนายทะลุสองร้อยกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้วงั้นสิ ! ? ? "

พูดถึงตรงนี้ หลิวฉีก็ตาเบิกโพลงราวกับไข่ห่าน

แม้ก่อนหน้านี้เขาจะพอรู้จากปากเหลยเหวินปินมาบ้าง ว่าบ้านของหลี่ตงมีฐานะร่ำรวยระดับอภิมหาเศรษฐีพันล้าน แต่ในความเข้าใจของหลิวฉี หลี่ตงก็เป็นแค่ 'ลูกคนรวย' ทั่วไป ที่มีครอบครัวคอยซัพพอร์ต

ใครจะไปคิดล่ะว่าตัวหลี่ตงเอง จะเก่งกาจและน่าทึ่งขนาดนี้ !

เขาคือผู้ก่อตั้งบริษัทเซี่ยวเน่ยตัวจริงเสียงจริง แถมยังกุมบังเหียนด้วยการถือหุ้นเกินครึ่ง ทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินหลักพันล้านหยวนด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง !

"ไอ้บ้าเอ๊ย ! นี่มันระดับเศรษฐีตัวพ่อ ไม่ใช่ลูกคนรวยแล้วเว้ย ! "

เห็นหลิวฉีทำหน้าตาตื่นตะลึงซะขนาดนั้น หลี่ตงก็อมยิ้มบาง ๆ "เอาจริง ๆ มันก็ไม่ได้เยอะอะไรขนาดนั้นหรอกน่า ก็แค่สองร้อยกว่าล้านดอลลาร์เอง"

"อีกอย่าง นี่มันก็เป็นแค่มูลค่าประเมินของบริษัท ไม่ใช่ว่าฉันมีเงินสดนอนอยู่ในบัญชีตั้งสองร้อยล้านดอลลาร์สักหน่อย"

หลิวฉีถึงกับส่ายหน้า ก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ "ดูท่าทางพวกเราทุกคน รวมไปถึงเหลยจื่อ จะประเมินนายต่ำไปเยอะเลยว่ะ ตอนแรกคิดว่านายเป็นแค่ลูกคนรวยที่ทำตัวโลว์โพรไฟล์ ที่ไหนได้ นายเป็นถึงระดับ 'เศรษฐีรุ่นบุกเบิก' ด้วยตัวเองเลยนี่หว่า ! "

"เรื่องบริษัทเซี่ยวเน่ยเนี่ย ฉันก็พอมีความรู้อยู่บ้าง บริษัทนี้แม่งโคตรมีศักยภาพ ในอนาคตถ้าดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ล่ะก็ อย่างน้อย ๆ มูลค่าก็ต้องพุ่งไปแตะหลักหลายพันล้านดอลลาร์แน่ ๆ "

พูดถึงตรงนี้ หลิวฉีก็หยุดพักนิดนึง หันไปมองหลี่ตงด้วยความทึ่ง "พอเซี่ยวเน่ยเข้าตลาดหุ้นเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้น ตงจื่อ นายก็จะกลายเป็นอภิมหาเศรษฐี ที่มีทรัพย์สินหลายพันล้าน หรืออาจจะทะลุหมื่นล้านหยวนได้เลยนะโว้ย ! "

"ถ้าเหลยจื่อกับเหล่าหวังรู้เรื่องนี้เข้า... รับรองว่าพวกมันต้องช็อกจนกรามค้าง อ้าปากหวอเหมือนฉันตอนนี้แหละ"

"นายไม่รู้หรอกว่า เมื่อกี้ตอนได้ยินหัวหน้าเจียงเรียกนายว่าประธานหลี่ แถมยังบอกว่านายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อีก ฉันงี้ช็อกจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่างเลย"

"ให้ตายเถอะ ตงจื่อ นายแม่งโคตรเหนือชั้นเลยว่ะ ! "

ณ วินาทีนี้ หลิวฉีแทบจะหาคำพูดมาบรรยายความรู้สึกของตัวเองไม่ได้แล้ว

นอกจากความช็อกและตกตะลึง ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก !

เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวฉี หลี่ตงก็หัวเราะออกมาเบา ๆ

เขายังไม่ทันได้อ้าปากตอบ หลิวฉีก็พูดต่อเป็นต่อยหอย "ตอนที่ได้ยินเหลยจื่อบอกว่าบ้านนายอาจจะเป็นผู้บริหารระดับสูงของเจ๋อรัน เทคโนโลยี และมีทรัพย์สินเป็นพันล้าน ฉันก็ว่ามันเหลือเชื่อมาก ๆ แล้วนะ"

"แต่ตอนนี้พอมาคิด ๆ ดู ตงจื่อ นายเนี่ยแม่งเหนือชั้นกว่าพ่อนายอีกนะเว้ย ! ต่อให้พ่อนายจะเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของเจ๋อรันฯ และมีหุ้นของบริษัทอยู่บ้าง แต่เต็มที่ก็คงมีทรัพย์สินแค่สามสี่พันล้านหยวนนั่นแหละ"

"แต่นายสิ ! ครอบครองหุ้นของเซี่ยวเน่ยตั้งเกินครึ่ง ในอนาคตพอเซี่ยวเน่ยเข้าตลาดหุ้นเมื่อไหร่ ทรัพย์สินของนายต้องแซงหน้าพ่อนายแบบทิ้งไม่เห็นฝุ่นแน่นอน ! "

เมื่อได้ยินข้อสันนิษฐานของหลิวฉี หลี่ตงก็ยิ้มแล้วส่ายหน้า "เอ่อ... หลิวฉี เรื่องนี้... จะพูดยังไงดีล่ะ ถ้าวัดกันที่จำนวนทรัพย์สินหรือมูลค่าความมั่งคั่งล่ะก็ ต่อให้บริษัทเซี่ยวเน่ยเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้จริง ๆ ทรัพย์สินฉันก็ยังห่างชั้นจากพ่อฉันอีกหลายขุมเลยว่ะ"

หลี่ตงแค่พูดเกริ่นเป็นนัย ๆ ไว้แค่นั้น ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดมากนัก

ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง "เออจริงสิ หลิวฉี ในเมื่อนายมาทำงานพาร์ตไทม์ที่เซี่ยวเน่ยแล้ว ช่วงนี้ก็ตั้งใจเรียนรู้งานจากพวกรุ่นพี่ให้ดีล่ะ"

"มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามไปเลย ไม่ต้องเกรงใจ พยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์และพัฒนาทักษะการทำงานจริงของตัวเองให้ได้มากที่สุด"

"มันจะเป็นประโยชน์กับนายมากเลยนะ เพราะในอนาคตพอนายเรียนจบ ไม่ว่าจะไปสมัครงานที่ไหน ประสบการณ์เหล่านี้มันจะช่วยนายได้เยอะเลย..."

หลิวฉีรีบรับปากอย่างแข็งขัน "ไม่ต้องห่วงเลยตงจื่อ ฉันจะตั้งใจเรียนรู้งานจากรุ่นพี่ทุกคนอย่างเต็มที่แน่นอน"

แม้ในใจหลิวฉีจะยังแอบสงสัยในคำพูดของหลี่ตง ที่ว่าต่อให้เซี่ยวเน่ยเข้าตลาดหุ้นได้ ทรัพย์สินของเขาก็ยังเทียบพ่อตัวเองไม่ได้แม้แต่น้อย

แต่เขาก็พอจะดูออกว่า หลี่ตงไม่อยากจะลงลึกในรายละเอียดเรื่องนี้ เขาจึงตัดสินใจไม่ซักไซ้ให้มากความ

ทว่าในใจก็ยังแอบคิดวนเวียนอยู่ดี

'ตกลงแล้วพ่อของตงจื่อดำรงตำแหน่งอะไรในเจ๋อรัน เทคโนโลยีกันแน่วะ ? ถึงขนาดทำให้ตงจื่อกล้าพูดว่า แม้เซี่ยวเน่ยจะเข้าตลาดหุ้น ทรัพย์สินของเขาก็ยังสู้พ่อตัวเองไม่ได้'

'หรือว่า... พ่อของตงจื่อจะถือหุ้นในเจ๋อรันฯ มากมายก่ายกองจนมีมูลค่าระดับหมื่นล้านขึ้นไป ? '

'ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ทรัพย์สินระดับนี้ก็มากพอที่จะติดอันดับมหาเศรษฐีของประเทศได้สบาย ๆ เลยนะเนี่ย...'

จากนั้น จู่ ๆ หลิวฉีก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามหลี่ตงว่า "เออ ตงจื่อ ฉันจำได้ว่าบริษัทเซี่ยวเน่ยเนี่ย ก่อตั้งมาได้หลายปีแล้วใช่ไหมวะ ? "

"เมื่อกี้นายบอกว่า เซี่ยวเน่ยเกิดจากไอเดียของนาย แล้วนายก็ให้คุณอาของนายเป็นคนเปิดบริษัทขึ้นมา ถ้างั้นตอนนั้นนายอายุเท่าไหร่วะเนี่ย ? "

หลี่ตงยิ้มตอบ "ตอนนั้นฉันยังเด็กมากเลยว่ะ น่าจะประมาณ 14-15 ได้ล่ะมั้ง และด้วยความที่ฉันยังอายุไม่ถึงเกณฑ์ ฉันเลยต้องให้คุณอาออกหน้าเป็นตัวแทนจดทะเบียนบริษัท แทนไปก่อน"

"โห... สุดตีนเลยว่ะตงจื่อ นายแม่งโคตรเจ๋ง ! "

เมื่อได้ยินคำตอบ หลิวฉีก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้หลี่ตงอย่างชื่นชม

อายุแค่ 14-15 ก็รู้จักคิดริเริ่มทำธุรกิจแล้ว แถมยังสามารถปลุกปั้นบริษัทที่มีอนาคตสดใสขนาดนี้ขึ้นมาได้อีก คำว่า 'โคตรเหนือชั้น' คำเดียวคงไม่พอจะบรรยายความเก่งกาจของเขาแล้วมั้ง !

หลิวฉีย้อนกลับไปนึกถึงตัวเองตอนอายุ 14-15...

ตอนนั้นเขาน่าจะเพิ่งเรียนอยู่แค่ ม.3 เองมั้ง

แต่หลี่ตงกลับสามารถก่อตั้งบริษัทเซี่ยวเน่ยขึ้นมาได้แล้ว

ให้ตายเถอะ... คนเรานี่มันเปรียบเทียบกันไม่ได้จริง ๆ ...

ในใจหลิวฉีเต็มไปด้วยความรู้สึกนับถือและทึ่งในตัวหลี่ตง

จากนั้นเขาก็ถามด้วยความสงสัยอีกเรื่อง "เออ ตงจื่อ เมื่อกี้ฉันได้ยินนายเรียกประธานหลินว่า 'คุณแม่'  ด้วยเหรอ ? "

หลี่ตงตอบแบบสบาย ๆ "อ๋อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ... พ่อกับแม่แท้ ๆ ของฉันหย่ากันตั้งแต่ฉันยังเด็กมาก ๆ น่ะ ส่วน 'คุณแม่' คนนี้ ก็คือภรรยาใหม่ของพ่อฉันเอง"

"แต่ความสัมพันธ์ของฉันกับคุณแม่ก็ดีมาก ๆ เลยนะ ฉันรู้จักเธอมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วด้วย"

เขาเว้นจังหวะนิดนึง แล้วยิ้มพลางเล่าต่อ "จริง ๆ  แล้วเมื่อก่อนคุณแม่เคยเป็นคุณครูสอนอยู่ที่มหา‘ลัยเรานี่แหลาลัยเรานี่แหละ แถมบังเอิญสุด ๆ ตรงที่เธอเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของคุณอาฉันด้วยนะ"

"คุณอาฉันเคยเล่าให้ฟังว่า พ่อฉันกับคุณแม่บังเอิญปิ๊งกันตอนที่พ่อไปรับคุณอาที่มหาลัยพอดี..."

เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวฉีก็ถึงกับร้องอ๋อ และอุทานด้วยความทึ่ง "โอ้โห ! แบบนี้ก็แปลว่า ครอบครัวของนายมีความผูกพันกับมหา’ลัยของเราแบบสุด ๆ ไปเลยน่ะสิ ตงจื่อ ! "

"ตัวนายก็เรียนที่นี่ คุณอาก็เรียนจบจากที่นี่ แถมคุณแม่ของนายก็ยังเคยเป็นอาจารย์สอนที่นี่อีก..."

"หึ ๆ ก็น่าจะใช่แหละมั้ง!" หลี่ตงตอบพร้อมรอยยิ้ม

คุยเล่นกันต่ออีกนิดหน่อย หลี่ตงก็ตัดบท "เอาล่ะ เหล่าหลิว นายรีบไปหา 'พี่เจียง' คนเมื่อกี้เถอะ ส่วนเรื่องตารางงานหรือหน้าที่ ก็ให้พี่เขาเป็นคนจัดการก็แล้วกัน"

"เมื่อกี้พี่เขาน่าจะดูออกแล้วล่ะว่าเราสองคนรู้จักกัน ฉันว่าเขาคงจะช่วยดูแลนายเป็นพิเศษอยู่แหละ มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามพี่เขาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"

หลิวฉีรีบตอบรับอย่างกระตือรือร้น "โอเคเลยตงจื่อ งั้นฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะ นายตามสบายเลย"

"อืม"

หลี่ตงพยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวเดินไปที่ห้องทำงานของเจียงอวี่เซวียน...

หลังจากที่หลี่ตงเดินคล้อยหลังไป หลิวฉีก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นด้วยความทึ่งอีกครั้ง พลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ "ตงจื่อนี่แม่ง... สัตว์ประหลาดชัด ๆ บริษัทเซี่ยวเน่ยก็เป็นคนก่อตั้ง แถมยังถือหุ้นเกินครึ่งบริษัทอีก"

"ถ้าไม่ได้มายืนฟังกับหูเห็นกับตาตัวเองแบบนี้ ใครจะไปเชื่อวะเนี่ย ! "

จังหวะนั้น หลิวฉีก็หวนนึกไปถึงเหตุการณ์ที่โจวจู๋เซวียนพูดจาดูถูกหลี่ตงเมื่อหลายวันก่อน เขาก็หลุดหัวเราะออกมาด้วยความสมเพช

ก่อนจะพึมพำเยาะเย้ย "ยัยโจวจู๋เซวียนนั่น ทำเป็นหยิ่งจองหอง มองตงจื่อซะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน"

"ถ้าหล่อนได้รู้ว่าตงจื่อน่ะ... ต่อให้ไม่พึ่งบารมีครอบครัว แค่ตัวเขาคนเดียวก็เป็นถึงมหาเศรษฐีพันล้านแล้ว มีหวังหล่อนคงได้ช็อกตายตาค้าง แหง ๆ หึ ๆ ! "

"แต่ก็นะ... เรื่องที่ตงจื่อเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ของเซี่ยวเน่ยเนี่ย... เก็บเงียบไว้ก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งบอกเหลยจื่อกับเหล่าหวังเลย"

"ดูจากท่าทางของตงจื่อ ถึงเขาจะไม่ได้ตั้งใจปิดบังอะไร แต่ก็คงไม่อยากให้เรื่องนี้กระโตกกระตากจนคนรู้กันทั่วหรอกมั้ง..." หลิวฉีบ่นพึมพำกับตัวเองพลางเดินไปที่โต๊ะทำงานของเจียงเซิ่ง

"หัวหน้าเจียงครับ สวัสดีครับ หลังจากนี้มีงานอะไรให้ผมทำบ้างครับ ? " หลิวฉีเอ่ยปากถามทันที

พอเห็นหลิวฉีเดินมาหา เจียงเซิ่งก็ส่งยิ้มกว้างให้ทันที

เขาไม่ได้รีบมอบหมายงานให้ทันที แต่กลับถามด้วยท่าทีเป็นกันเองว่า "เสี่ยวหลิว นายกับประธานหลี่... รู้จักกันงั้นเหรอ ? "

ในเมื่อเมื่อครู่หลี่ตงแสดงออกชัดเจนว่ารู้จักกัน และเจียงเซิ่งเองก็น่าจะเดาออก หลิวฉีจึงตัดสินใจไม่ปิดบัง

เขาตอบกลับไปตามตรง "ครับ ผมกับประธานหลี่... เราเป็นเพื่อนร่วมห้องกันครับ"

พอได้ยินคำตอบ เจียงเซิ่งก็ยิ่งแสดงความกระตือรือร้นและเป็นมิตรมากขึ้นกว่าเดิม เขารีบพูดว่า "อ๋อ... ที่แท้เสี่ยวหลิวก็เป็นเพื่อนร่วมห้องของประธานหลี่นี่เอง มิน่าล่ะ ตอนที่ประธานหลี่เห็นนายถึงได้ดูประหลาดใจนัก"

หลังจากนั้น เจียงเซิ่งก็รีบเสริมว่า "งั้นเอาแบบนี้ดีกว่า เสี่ยวหลิว ช่วงนี้นายก็มาตามประกบทำงานกับฉันไปก่อนนะ ส่วนเรื่องรายละเอียดของงาน เดี๋ยวฉันจะค่อย ๆ สอนนายเอง ถ้านายสงสัยหรือติดขัดตรงไหน ก็เดินมาถามฉันได้ตลอดเลยนะ"

"ขอบคุณมากครับ หัวหน้าเจียง ! "

หลิวฉีรีบกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม

แน่นอนว่าหลิวฉีไม่ได้โง่ เขารู้ดีแก่ใจว่าเหตุผลเดียวที่เจียงเซิ่งปฏิบัติต่อเขาอย่างอบอุ่นและให้เกียรติถึงขนาดอาสาจะสอนงานให้ด้วยตัวเอง... ก็เป็นเพราะบารมีของหลี่ตงทั้งนั้น

ในใจเขาแอบคิดว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหนหรือองค์กรใด หากมี 'คนรู้จัก' คอยหนุนหลัง... เส้นทางมันก็มักจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและราบรื่นกว่าคนอื่นเสมอ

แต่ในขณะเดียวกัน หลิวฉีก็คอยย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ในเมื่อเขาได้เข้ามาทำงานที่นี่ในฐานะเพื่อนร่วมห้องของหลี่ตง เขาก็ยิ่งต้องตั้งใจทำงานและทุ่มเทให้เต็มที่

เขาจะทำตัวเหยาะแหยะให้หลี่ตงต้องมาเสียชื่อหรือขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด !

ตัดภาพมาที่หลี่ตง หลังจากที่เขาเดินเข้ามาในห้องทำงานของเจียงอวี่เซวียน เขาก็พบว่าทั้งเจียงอวี่เซวียนและหลินหว่านกำลังนั่งคุยกันอยู่

เมื่อเห็นหลี่ตงเดินเข้ามา เจียงอวี่เซวียนก็ยิ้มแล้วทักขึ้น "เสี่ยวตง เมื่อกี้อาเพิ่งได้ยินจากพี่สะใภ้ ว่านักศึกษาพาร์ตไทม์ที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่วันนี้ เป็นรูมเมตของหลานงั้นเหรอ ? "

"อืม ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ตอนปิดเทอม ผมเคยได้ยินเขาพูดเปรย ๆ ว่าจะไม่กลับบ้าน เพราะอยากจะหางานพาร์ตไทม์ทำช่วงปิดเทอม ไม่คิดเลยว่าเขาจะมาสมัครที่บริษัทเรา บังเอิญเจอกันเมื่อกี้พอดีเลยครับ..."

หลี่ตงตอบ

เจียงอวี่เซวียนยิ้มรับ "บังเอิญจริง ๆ นั่นแหละจ้ะ"

"ก่อนหน้านี้อาก็เพิ่งได้รับสายจากรุ่นพี่ที่รู้จักกันตอนเรียนมหา’ลัยคนนึง"

"เขาบอกว่ามีลูกศิษย์ในที่ปรึกษาอยากจะหางานพาร์ตไทม์ทำช่วงปิดเทอม เลยโทรมาถามว่าทางเซี่ยวเน่ยพอจะมีตำแหน่งว่างรับพนักงานพาร์ตไทม์บ้างไหม"

"อาลองคิด ๆ ดูแล้วว่ายังไงซะเด็กคนนั้นก็เป็นรุ่นน้องร่วมสถาบัน แถมในอนาคตบริษัทเราก็ยังมีแพลนที่จะไปจัดกิจกรรมรับสมัครพนักงาน ที่เจียวทงอยู่แล้ว อาเลยตอบตกลงรับเขาเข้าทำงานไป"

"ใครจะไปคิดล่ะว่ารุ่นน้องคนนั้น จะกลายเป็นรูมเมตของหลานซะได้..."

รุ่นพี่ที่เจียงอวี่เซวียนพูดถึง ก็คืออาจารย์ที่ปรึกษาของหลี่ตงและเพื่อน ๆ นั่นเอง หลังจากเรียนจบ เขาก็ตัดสินใจรับราชการเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเจียวทงต่อไป

เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ตงก็พยักหน้าเข้าใจ "อ๋อ เรื่องเป็นแบบนี้นี่เอง ผมก็เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของผมรู้จักกับคุณอาด้วย..."

"จ้ะ อาก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่ารุ่นพี่คนนั้นเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของหลาน ก่อนหน้านี้อารู้แค่ว่าเขาได้งานเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่น"

เจียงอวี่เซวียนตอบ

หลังจากคุยสัพเพเหระกันพอหอมปากหอมคอ หลี่ตงก็เริ่มวกเข้าสู่เรื่องงาน

"เออ จริงสิคุณอา ยอดรายรับของแผนกเกมในช่วงครึ่งปีแรก ทางบริษัทสรุปตัวเลขออกมาหรือยังครับ ? " หลี่ตงเปิดประเด็นถาม

ในส่วนของธุรกิจหลักอย่างแพลตฟอร์มเซี่ยวเน่ยและเวยป๋อ ตอนนี้ยังคงอยู่ในสภาวะขาดทุน และเน้นเผาเงินเพื่อขยายฐานผู้ใช้งานอยู่

แต่ในขณะเดียวกัน แผนกเกมของบริษัทเซี่ยวเน่ย กลับสามารถทำกำไรและกวาดรายได้เป็นกอบเป็นกำ

นับตั้งแต่สมาร์ทโฟนซิงเย่ารุ่นแรกวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นเกม Temple Run, Fruit Ninja หรือเกมที่พัฒนาขึ้นมาในภายหลังอย่าง Angry Birds รวมถึง Plants vs. Zombies ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่นานนี้... ล้วนเป็นเกมที่ฮิตระเบิดระเบ้อทั้งสิ้น

ซึ่งเกมฮิตเหล่านี้แหละ ที่เป็นตัวทำเงินและสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับบริษัทเซี่ยวเน่ยมาโดยตลอด

เพียงแต่ตัวเลขที่แน่ชัดของช่วงครึ่งปีแรกทั้งหมด เพิ่งจะรวบรวมเสร็จไปเมื่อไม่นานมานี้เอง

เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงอวี่เซวียนก็เผยรอยยิ้มออกมา พร้อมกับพยักหน้าตอบ "อืม เพิ่งจะสรุปตัวเลขเสร็จไปเมื่อบ่ายวานนี้เองจ้ะ ตลอดช่วงครึ่งปีแรก เกมทั้งหลายของเราทำยอดรายรับรวมทะลุ 370 ล้านหยวน และมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ประมาณ 280 ล้านหยวน"

"โดยเฉพาะในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้ หลังจากที่สมาร์ทโฟนซิงเย่า 2 ซีรีส์ วางจำหน่ายและฮิตติดลมบน รวมถึงสมาร์ทโฟนรุ่น U8220 ของเซี่ยเหวย ที่เพิ่งเปิดตัวด้วย"

"จำนวนผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสแบบเต็มรูปแบบ ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้รายรับจากเกมของเราพุ่งทะยานเป็นเงาตามตัว"

"โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ สัดส่วนรายได้นั้นปาเข้าไปถึง 70% เลยทีเดียว..."

เห็นได้ชัดเลยว่า เกมยอดฮิตเหล่านั้นของบริษัทเซี่ยวเน่ย ได้เกาะกระแสความโด่งดังของสมาร์ทโฟนซิงเย่าไปแบบเต็ม ๆ

พวกเขาแทบไม่ต้องเปลืองแรงทำแคมเปญโปรโมตในต่างประเทศเลยด้วยซ้ำ แค่เอาแอปพลิเคชันไปแขวนไว้บน 'Zerun App Store' ก็มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนซิงเย่าในต่างประเทศจำนวนมหาศาลแห่กันมาดาวน์โหลดอย่างล้นหลามแล้ว

อย่างมากก็แค่ต้องควักเงินจ่ายค่าโฆษณาเพื่อซื้อ 'พื้นที่โปรโมตแอปแนะนำ' บนสโตร์ของเจ๋อรัน เทคโนโลยีเท่านั้นเอง และด้วยความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างบริษัทเซี่ยวเน่ยกับเจ๋อรัน เทคโนโลยี... เรื่องแค่นี้มันหมูตู้ยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก !

ยิ่งไปกว่านั้น เกมมือถือที่เซี่ยวเน่ยพัฒนาขึ้นมา ยังดันไปถูกอกถูกใจและตอบโจทย์รสนิยมความชอบของเกมเมอร์ชาวยุโรปและอเมริกันแบบเป๊ะ ๆ จนกลายเป็นที่นิยมอย่างถล่มทลาย

ก็นะ... ในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์เดิม เกมฮิตเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทในฝั่งยุโรปและอเมริกาทั้งนั้นแหละ

การที่หลี่ตงใช้วิธี 'ก๊อปปี้' แบบดื้อ ๆ แล้วสั่งให้แผนกพัฒนาเกมของเซี่ยวเน่ยชิงตัดหน้าพัฒนาเกมเหล่านี้ออกมาก่อน ทั้งในเรื่องของดีไซน์ สไตล์ภาพและรูปแบบการเล่น จึงสามารถเชื่อมต่อและเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้เล่นฝั่งตะวันตกได้อย่างไร้รอยต่อ !

ปัจจุบัน เกมมือถือที่พัฒนาโดยบริษัทเซี่ยวเน่ย แทบจะยึดหัวหาดครองอันดับท็อป 10 ในหมวดหมู่เกมบน Zerun App Store ไปจนหมดสิ้น

ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้อัตราการเข้าถึงของสมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสเต็มรูปแบบยังไม่ครอบคลุมมากพอ ด้วยระดับความฮิตระเบิดระเบ้อของเกมเหล่านี้... รายรับในช่วงครึ่งปีแรก มันจะหยุดอยู่แค่ตัวเลขเกือบสี่ร้อยล้านหยวนแค่นี้ได้ยังไงกัน ?

แน่นอนว่า การเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป มันเป็นไปไม่ได้ที่จะพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดได้ในชั่วข้ามคืน

อย่างน้อยที่สุด กระแสความร้อนแรงของสมาร์ทโฟนซิงเย่า รวมถึงผลงานที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันของ iPhone จากแอปเปิล ก็ได้กลายเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั้งในและต่างประเทศ เริ่มหันมาซุ่มพัฒนาสมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสเต็มรูปแบบของตัวเองกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

เป็นที่คาดการณ์ได้เลยว่า ในอีกไม่ช้า สมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสเต็มรูปแบบจะกลายเป็นกระแสหลักของโลก และเมื่อถึงตอนนั้นแหละ... จะเป็นช่วงเวลาที่เกมมือถือของเซี่ยวเน่ยได้แสดงพลังที่แท้จริง และกวาดเงินเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำอย่างบ้าคลั่ง !

"อ้อ จริงสิเสี่ยวตง ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการหวังฉิน จากแผนกพัฒนาเกม แวะมาปรึกษาอาว่า... เราควรจะพัฒนาเกมของเราให้รองรับเวอร์ชัน iOS ด้วยดีไหม ? "

เจียงอวี่เซวียนเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะพูดต่อ "ตอนนี้ฐานผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน iPhone ของบริษัทแอปเปิลจากอเมริกาก็มีจำนวนไม่น้อยเลยนะจ๊ะ"

"อาลองเช็กข้อมูลยอดขาย iPhone ที่แอปเปิลเพิ่งประกาศออกมา ยอดจัดส่งก็ปาเข้าไปเกือบสิบล้านเครื่องแล้ว แม้แต่ในประเทศเซี่ยของเราเอง ก็มีคนใช้ไม่น้อยเหมือนกัน"

เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ตงก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "งั้นก็ให้ฝ่ายของผู้อำนวยการหวัง ลุยพัฒนาเวอร์ชัน iOS ได้เลยครับ บริษัทแอปเปิลนั่นไม่ใช่บริษัทไก่กาไร้ชื่อหรอกนะครับ"

"สมาร์ทโฟน iPhone ของพวกเขามีจุดเด่นและข้อดีหลายอย่างเลย แนวโน้มการเติบโตในอนาคตอาจจะพุ่งทะยานจนน่าตกใจด้วยซ้ำ... เราไม่มีความจำเป็นต้องทิ้งเค้กก้อนโต ชิ้นนี้ไปหรอกครับ..."

หลี่ตงรู้ดีกว่าใครว่า ในอนาคตบริษัทแอปเปิลและ iPhone จะยิ่งใหญ่เกรียงไกรขนาดไหน

แม้ว่าปัจจุบัน การปรากฏตัวราวกับดาวหางของเจ๋อรัน เทคโนโลยี และสมาร์ทโฟนซิงเย่า จะทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือด หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ... ถูกซิงเย่า 'กดทับ'อย่างหนักหน่วงในสมรภูมินี้ก็ตามที

ทำให้บริษัทแอปเปิลและ iPhone อาจจะไม่สามารถก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดได้เหมือนกับในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์เดิมก็ตาม

แต่ด้วยศักยภาพที่แท้จริงของแอปเปิล ต่อให้ผลิตภัณฑ์รุ่นต่อ ๆ ไปที่พวกเขากำลังพัฒนา จะเดินตามรอยประวัติศาสตร์เดิมทุกกระเบียดนิ้ว ยังไงซะในอนาคต iPhone ก็จะต้องกลายเป็นหนึ่งใน 'ยักษ์ใหญ่' ของวงการสมาร์ทโฟนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

และส่วนแบ่งการตลาด ของระบบปฏิบัติการ iOS ก็จะไม่มีทางเป็นตัวเลขที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น หลี่ตงก็ตระหนักดีว่า เค้กของตลาดสมาร์ทโฟนมันก้อนใหญ่โตมโหฬารเกินไป ต่อให้สมาร์ทโฟนของเจ๋อรัน เทคโนโลยีจะเพอร์เฟกต์ไร้ที่ติแค่ไหน มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดีที่จะผูกขาดกินรวบตลาดนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว

จริงอยู่ที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีเป็นบริษัทของคุณพ่อบังเกิดเกล้า แต่บริษัทเซี่ยวเน่ยก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องปฏิเสธช่องทางทำเงินนี่นา !

"โอเคจ้ะ งั้นเดี๋ยวอาจะไปบรีฟกับผู้อำนวยการหวัง ให้พวกเขาทะยอยพอร์ตเกมมือถือของเราไปลงแพลตฟอร์ม iOS ด้วยเลย..." เจียงอวี่เซวียนรับคำ

คุยกันไปคุยกันมา เผลอแป๊บเดียวก็ใกล้จะถึงเวลาพักเที่ยงแล้ว

กลุ่มของหลี่ตงขี้เกียจเดินลงไปหาอะไรกินข้างล่าง จึงตัดสินใจหยิบมือถือขึ้นมากดสั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านแอป 'เตี่ยนชานไจ้เซี่ยน' มากินกันบนห้องทำงานเลย และหลี่ตงก็ไม่ลืมที่จะกดสั่งเผื่อหลิวฉีด้วยอีกที่หนึ่ง

หลังจากที่เมืองใหญ่อย่าง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเมืองอื่น ๆ เปิดให้บริการเครือข่าย 3G แพลตฟอร์ม 'เตี่ยนชานไจ้เซี่ยน' ก็ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่บนระบบปฏิบัติการหงเหมิงออกมาอย่างเป็นทางการ อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ในมหานครเซี่ยงไฮ้ ผู้ใช้งานก็สามารถกดสั่งอาหารผ่านแอปบนมือถือได้แบบสบาย ๆ แล้ว

ส่วนเมืองอื่น ๆ น่ะเหรอ... ปัจจุบัน ขอบเขตการให้บริการของ 'เตี่ยนชานไจ้เซี่ยน' ยังคงจำกัดอยู่แค่ในเซี่ยงไฮ้และภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียงรอบ ๆ เท่านั้น ยังไม่ได้ขยายฐานทัพบุกเบิกไปยังหัวเมืองใหญ่อย่าง ปักกิ่ง เซินเจิ้น หรือกว่างโจวเลย

แต่แน่นอนว่า เมืองระดับเทียร์ 1 เหล่านี้ ก็ถูกบรรจุลงในแผนธุรกิจของบริษัทเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามแผนการขยายตลาดที่มู่ชิงหลานวางเอาไว้ ในเดือนสิงหาคมนี้ พวกเขาจะปักธงบุกเบิกตลาดปักกิ่งเป็นอันดับแรก จากนั้นในเดือนกันยายนก็จะรุกคืบเข้าสู่ตลาดเซินเจิ้นและกว่างโจว

และเมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาก็จะใช้หัวเมืองใหญ่เหล่านี้เป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อกระจายเครือข่ายให้บริการแผ่ขยายออกไปยังเมืองรอบข้าง และขยายขอบเขตธุรกิจให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้นทีละก้าว...

หลังจากกดยืนยันสั่งอาหารผ่านแอปเสร็จเรียบร้อย หลี่ตงก็หันไปบอกกล่าวกับเจียงอวี่เซวียนและหลินหว่าน ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานตรงดิ่งไปหาหลิวฉี

"เหล่าหลิว ฉันสั่งข้าวเที่ยงเผื่อนายด้วยนะ เดี๋ยวตอนของมาส่ง ก็มากินด้วยกันซะล่ะ" หลี่ตงเอ่ยชวน

"โอเคเลย ตงจื่อ ขอบใจมากเว้ย ! " หลิวฉีกล่าวขอบคุณ

พนักงานคนอื่น ๆ ที่นั่งทำงานอยู่บริเวณนั้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคงแอบได้ยินเจียงเซิ่งกระซิบเรื่องความสัมพันธ์ฉัน 'รูมเมต' ระหว่างหลิวฉีกับหลี่ตงไปบ้างแล้ว

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นหลี่ตงเดินมาหาหลิวฉีด้วยตัวเอง แถมยังชวนไปกินข้าวด้วยกัน พวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจหรือประหลาดใจอะไรอีก

จบบทที่ ตอนที่ 156 ระดมทุนบริษัทเกมยอดฮิต ! ตงจื่อคือผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เซี่ยวเน่ยงั้นเหรอ ! ?

คัดลอกลิงก์แล้ว