- หน้าแรก
- ลูกเกิดใหม่ทั้งที พ่อคนนี้ขอเป็นเศรษฐีละกัน
- ตอนที่ 151 ทรัพย์สินทะลุแสนล้านดอลลาร์ ! ผงาดขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก !
ตอนที่ 151 ทรัพย์สินทะลุแสนล้านดอลลาร์ ! ผงาดขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก !
ตอนที่ 151 ทรัพย์สินทะลุแสนล้านดอลลาร์ ! ผงาดขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก !
ตอนที่ 151 ทรัพย์สินทะลุแสนล้านดอลลาร์ ! ผงาดขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก !
ในปี 2007 ตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศเซี่ย มีเพียงแบรนด์ 'เจ๋อรัน เทคโนโลยี' เท่านั้นที่โดดเด่นเป็นสง่าอยู่เพียงผู้เดียว ในขณะที่แบรนด์ท้องถิ่นอื่น ๆ ต่างก็ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบาก
ถึงขนาดที่ว่า ในช่วงต้นปี 2007 มีผู้เชี่ยวชาญในวงการออกมาฟันธงว่า ส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์โทรศัพท์มือถือในประเทศจะยังคงหดตัวและถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นจะคาดการณ์เช่นนั้น เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยอดขายและภาพรวมของแบรนด์มือถือในประเทศก็มีแต่ทรงกับทรุดมาตลอด
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกลับตอกหน้าเหล่าผู้เชี่ยวชาญจนหงายเงิบ !
ไม่ใช่แค่เพราะอานิสงส์จากสมาร์ทโฟนซิงเย่า ที่ช่วยฉุดกระชากลากถูยอดขายโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นของเจ๋อรัน เทคโนโลยีให้พุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์เท่านั้น
แต่ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การระเบิดฟอร์มของตลาด 'มือถือก็อป' !
ตลาดล่าง อย่างในเขตชานเมือง ตำบล และหมู่บ้านชนบท กำลังผงาดขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง !
ในอดีต ผู้คนในเขตชนบทและตำบลเล็ก ๆ มีรายได้ค่อนข้างต่ำ ถึงแม้จะมีความต้องการใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ก็ไม่มีกำลังซื้อ หรือไม่อยากเสียเงินก้อนใหญ่ไปกับโทรศัพท์มือถือสักเครื่อง
ทว่า... เมื่อกำแพงและต้นทุนในการออกแบบและผลิตโทรศัพท์มือถือลดต่ำลง ประกอบกับราคาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐานของ 'ฟีเจอร์โฟน' ร่วงหล่นลงมาจนแทบจะติดดิน ส่งผลให้บรรดาผู้ผลิตมือถือก็อปสามารถดัมป์ราคาลงมาได้ถูกแสนถูก
มือถือก็อปส่วนใหญ่ในตลาดตอนนี้ มีราคาเพียงแค่ 500-600 หยวน หรือบางรุ่นก็ดัมป์ลงมาเหลือแค่ 300-400 หยวนเท่านั้น !
ด้วยราคาที่ถูกแสนถูกขนาดนี้ แม้แต่เกษตรกรธรรมดา ๆ ก็สามารถเจียดเงินซื้อมาใช้งานได้สบาย ๆ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กำลังซื้ออันมหาศาลจากตลาดรากหญ้าถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มรูปแบบ !
ในขณะเดียวกัน การที่ภาครัฐยกเลิกระบบการขออนุญาตและตรวจสอบมาตรฐานการผลิตโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นการเปิดช่องให้ผู้ผลิตมือถือก็อปหลายราย สบโอกาสสร้าง 'แบรนด์อย่างเป็นทางการ' ของตัวเองขึ้นมา ส่งผลให้ตลาดโทรศัพท์มือถือระดับล่าง ในปี 2007 ตกอยู่ในสภาวะ 'วุ่นวายสุดขีด' มีแบรนด์ผีโผล่ขึ้นมาแย่งชิงเค้กกันฝุ่นตลบ !
สำหรับชาวบ้านและเกษตรกรตาดำ ๆ ในชนบท พวกเขาไม่ได้พิถีพิถันหรือมีข้อเรียกร้องอะไรมากมาย ขอแค่มือถือเครื่องนั้นสามารถโทรออก รับสาย และส่งข้อความได้ตามปกติ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ใครจะไปสนล่ะว่ามันจะเป็นยี่ห้ออะไร ?
และด้วยอานิสงส์จากการระเบิดของตลาดล่างนี่เอง ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดรวมของ 'โทรศัพท์มือถือแบรนด์จีน' ในปี 2007 ดีดตัวกลับขึ้นมาครองสัดส่วนมากกว่า 40% ได้อย่างน่าอัศจรรย์ !
ปรากฏการณ์นี้ทำเอาบรรดาผู้เชี่ยวชาญถึงกับอ้าปากค้างและไปไม่เป็น
สื่อหลายสำนักต่างพากันพาดหัวข่าวใหญ่โตว่า... ยุคทองของโทรศัพท์มือถือแบรนด์จีนได้หวนกลับมาอีกครั้งแล้ว !
ทว่า... การระบาดหนักของมือถือก็อป กลับไม่ได้สร้างรอยขีดข่วนหรือผลกระทบใด ๆ ต่อเจ๋อรัน เทคโนโลยีเลยแม้แต่น้อย
จริงอยู่ที่แบรนด์ลูกอย่าง 'ส้ม' ถูกวางตำแหน่งให้อยู่ในตลาดระดับล่าง แต่ทว่า... ส้มนั้นมีราคาที่จับต้องได้ แถมสเปกและฟังก์ชันการใช้งานก็ตบพวกมือถือก็อปซะคว่ำไม่เป็นท่า
สำหรับผู้บริโภคที่พอจะมีกำลังทรัพย์ และให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ รวมถึงคุณภาพของสินค้า ย่อมเต็มใจที่จะจ่ายเงินซื้อส้ม มากกว่าจะไปเสี่ยงดวงกับมือถือก็อปที่ไม่ได้มาตรฐาน
ส่วนกลุ่มลูกค้าที่มีงบจำกัด และเลือกซื้อแต่มือถือก็อปราคา 300-400 หรือเต็มที่ 500-600 หยวนนั้น... พวกเขาก็ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ที่จะยอมควักเงินเกือบพันหยวนเพื่อซื้อส้มอยู่แล้ว
พูดง่าย ๆ ก็คือ... ฐานลูกค้าของมือถือก็อป ไม่เคยเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของส้มมาตั้งแต่แรก !
นอกจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือแล้ว ในปี 2007 ธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายไม่แพ้กัน โดยสามารถกวาดส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไปได้ถึง 11.4% ผงาดขึ้นรั้งอันดับสี่ของตลาด เป็นรองเพียงแค่ เลอโนโว , เดลล์ , และ เอชพี เท่านั้น !
สำหรับเจ๋อรัน เทคโนโลยี ที่เพิ่งกระโดดเข้ามาในสมรภูมิคอมพิวเตอร์ได้เพียงปีเศษ นี่คือความสำเร็จที่เรียกได้ว่า 'ปาฏิหาริย์' !
ส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องเล่น MP3 ของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็ยังคงร้อนแรงไม่แผ่ว ด้วยยอดจัดส่งทั่วโลกที่สูงทะลุสี่สิบล้านเครื่อง !
แม้ว่าราคาขายและกำไรต่อหน่วยของ MP3 ในปัจจุบันจะลดลงไปมากเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีก่อน แต่ด้วยยอดขายระดับสี่สิบล้านเครื่อง มันก็ยังคงสร้างเม็ดเงินและกำไรมหาศาลให้กับบริษัทอยู่ดี
และเมื่อนำไปรวมกับรายได้จากแพลตฟอร์ม iMusic และบริการ เสียงรอสาย... ผลประกอบการของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ตลอดทั้งปี 2007 สามารถทำ 'กำไรสุทธิ' รวมได้สูงถึงกว่าสี่พันสามร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ !
ซึ่งเติบโตขึ้นจากปี 2006 อย่างก้าวกระโดดถึง 65% !
"ประธานหลิน, คุณซุน เรื่องสมาร์ทโฟน 'ซิงเย่า 2' สรุปแล้วกำหนดวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้หรือยังครับ ? "
หลี่เจ๋อเรียกหลินเยว่และซุนถิงมาสอบถามความคืบหน้า
ความจริงแล้ว สมาร์ทโฟนซิงเย่า 2 ได้ผ่านกระบวนการทดสอบประสิทธิภาพในทุก ๆ ด้านเสร็จสิ้นไปตั้งนานแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับแต่งและตั้งค่าสายการผลิต โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มเดินเครื่องผลิตแบบแมส ได้ทันทีหลังพ้นช่วงเทศกาลตรุษจีน
หลินเยว่รีบรายงาน "ประธานหลี่คะ ดิฉันกับคุณซุนได้ปรึกษากันแล้ว และเห็นพ้องต้องกันว่า เราควรจะเลื่อนกำหนดการวางจำหน่ายออกไปเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม หรือไม่ก็มิถุนายนค่ะ เพื่อซื้อเวลาให้ฝ่ายผลิตได้สต๊อกสินค้าเอาไว้ให้ได้มากที่สุด"
"เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เหมือนตอนที่ซิงเย่ารุ่นแรกวางจำหน่ายแล้วของขาดตลาดอย่างหนักอีกค่ะ และที่สำคัญ ครั้งนี้เราวางแผนที่จะวางจำหน่ายซิงเย่า 2 แบบโกลบอล พร้อมกันทั้งในตลาดเซี่ย, อเมริกา และยุโรปค่ะ"
"สมมติว่าเราเตรียมสต๊อกสินค้าไว้สำหรับแต่ละตลาดแค่ตลาดละหนึ่งล้านเครื่อง นั่นหมายความว่าอย่างน้อย ๆ เราก็ต้องมีสินค้าอยู่ในมือ สามล้านเครื่อง ถึงจะกล้าประกาศวางจำหน่ายค่ะ"
การเตรียมสต๊อกสินค้ามหาศาลกว่า 3 ล้านเครื่องในคราวเดียว... หากไม่ใช่เพราะเจ๋อรัน เทคโนโลยีในเวลานี้มีสายป่านที่ยาว และมีเงินทุนหมุนเวียนล้นเหลือ บวกกับความสำเร็จอย่างล้นหลามของซิงเย่ารุ่นแรกเป็นเครื่องการันตี ก็คงไม่มีใครกล้าทำเรื่องบ้าระห่ำแบบนี้แน่นอน
เพราะแค่ค่าต้นทุนวัสดุและชิ้นส่วน สำหรับการผลิตมือถือ 3 ล้านเครื่องก็เป็นตัวเลขมหาศาลระดับดาราศาสตร์แล้ว ! แต่สิ่งที่หลินเยว่พูดก็สมเหตุสมผล
ตอนที่ซิงเย่ารุ่นแรกวางจำหน่าย มีการเตรียมสต๊อกสินค้าไว้ 1.2 ล้านเครื่อง และจำหน่ายแค่ในตลาดเซี่ยกับอเมริกาเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น... สินค้าก็ยังขาดตลาดอย่างหนักและลากยาวไปถึง 2-3 เดือน
มาบัดนี้ แบรนด์ซิงเย่าได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลกแล้ว ประกอบกับครั้งนี้มีการเพิ่ม 'ตลาดยุโรป' เข้ามาเป็นหนึ่งในสมรภูมิหลัก ดังนั้นจำนวนสต๊อกสินค้าที่ต้องเตรียมไว้ ย่อมต้องมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว !
ซุนถิงกล่าวเสริม "อีกเหตุผลหนึ่งที่เราเลือกช่วงเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ก็เป็นเพราะว่าซิงเย่ารุ่นแรกเพิ่งจะเข้าไปบุกตลาดยุโรปได้แค่ 2 เดือนเท่านั้นเองค่ะ"
"ถ้าเราเร่งปล่อยซิงเย่า 2 ออกมาเร็วเกินไป มันอาจจะไปแย่งยอดขาย ซิงเย่ารุ่นแรกในตลาดยุโรปได้ค่ะ นอกจากนี้ ซิงเย่ารุ่นแรกก็เปิดตัวช่วงเดือนมิถุนายนพอดีเป๊ะ ถ้าเราวางแผนเปิดตัวซิงเย่า 2 ในช่วงพฤษภาคมหรือมิถุนายน ระยะห่างรอบการเปิดตัวก็จะอยู่ที่ประมาณหนึ่งปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่กำลังสวยงามเลยค่ะ"
"อืม..."
หลี่เจ๋อพยักหน้าเห็นด้วย "ก็ดีเหมือนกันครับ อีกอย่าง... ทางการเพิ่งจะมีประกาศว่าจะเปิดให้บริการเครือข่าย 3G อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนเมษายนปีนี้พอดี การที่เราปล่อยซิงเย่า 2 ที่รองรับ 3G ออกมาในช่วงเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ก็ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมและลงตัวที่สุดเลยล่ะ"
"พวกเราก็พิจารณาปัจจัยเรื่องนี้ไว้เหมือนกันค่ะ เลยเคาะช่วงเวลาเปิดตัวไว้ที่เดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน" หลินเยว่กล่าวเสริม
ข่าวที่ว่าประเทศเซี่ยกำลังจะเปิดให้บริการเครือข่าย 3G ในเดือนเมษายนนี้ ได้แพร่สะพัดออกไปทั่ววงการเทคโนโลยีแล้ว
หลินเยว่และซุนถิงย่อมต้องรู้เรื่องนี้ดี
"จริงสิคะ ประธานหลี่ สำหรับงานแถลงข่าวเปิดตัว ซิงเย่า 2 เราวางแผนไว้ว่าจะจัดขึ้นหลังจากที่เครือข่าย 3G เปิดให้บริการแล้ว"
"ไม่ทราบว่าถึงเวลานั้น ประธานหลี่จะยังคงเป็นผู้ขึ้นเวทีนำเสนอสินค้า ด้วยตัวเองเหมือนเดิมไหมคะ ? " หลินเยว่เอ่ยถาม
หลี่เจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เอาไว้ใกล้ ๆ ค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกันครับ รอให้พวกคุณกำหนดวันแถลงข่าวให้ชัดเจนก่อน แล้วผมจะดูตารางงานอีกทีว่าพอจะปลีกตัวไปขึ้นเวทีได้ไหม"
"ได้เลยค่ะ ! งั้นเอาไว้พวกเรากำหนดวันงานแถลงข่าวได้เมื่อไหร่ จะรีบมารายงานประธานหลี่ทันทีเลยนะคะ" หลินเยว่ตอบรับ
"ครับ"
หลี่เจ๋อรับคำเบา ๆ ก่อนจะหารือกับหลินเยว่และซุนถิงถึงทิศทางและแผนงานการพัฒนาบริษัทในช่วงปีต่อไปอีกพักใหญ่ แล้วจึงปล่อยให้ทั้งสองคนกลับไปทำงาน...
วันที่ 17 มกราคม
หลี่เจ๋อเดินทางไปตรวจเยี่ยมที่ 'นิคมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเฟิงฉือ'
โดยมีซ่งหมิง ผู้จัดการทั่วไปของเฟิงฉือ ให้การต้อนรับและเดินนำทาง
จุดประสงค์หลักในการมาเยือนครั้งนี้ของหลี่เจ๋อ ก็เพื่อติดตามความคืบหน้าของโปรเจกต์ 'รถยนต์ไฟฟ้า' ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2006 เฟิงฉือเคยเผยโฉมรถต้นแบบของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าออกมาแล้ว
และหลังจากทุ่มเทวิจัยและพัฒนาอย่างหนักมาตลอด 2 ปี ในที่สุด เฟิงฉือก็สามารถพัฒนารถยนต์นั่งส่วนบุคคล พลังงานไฟฟ้าล้วนคันแรกได้สำเร็จ !
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในนิคมอุตสาหกรรม หลิวเทียนเฉิง ผู้อำนวยการฝ่ายโปรเจกต์รถยนต์ไฟฟ้า ก็รีบวิ่งเข้ามารับหน้าทันที "ประธานหลี่, ผู้จัดการซ่ง สวัสดีครับ..."
"สวัสดีครับ" หลี่เจ๋อพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม "ผู้อำนวยการหลิว พาเราไปดูรถกันเลยดีกว่า"
"ได้เลยครับ ประธานหลี่, ผู้จัดการซ่ง เชิญทางนี้เลยครับ..." หลิวเทียนเฉิงรีบผายมือเชิญ
จากนั้น เขาก็เดินนำหลี่เจ๋อและซ่งหมิงตรงไปยังสนามทดสอบรถยนต์ ภายในนิคมอุตสาหกรรม
ไม่นานนัก หลี่เจ๋อก็มองเห็นรถเก๋ง 5 ประตู สีน้ำเงินสดใสจอดสงบนิ่งอยู่ที่จุดสตาร์ตของลู่ทดสอบ
หลี่เจ๋อเดินเข้าไปพิจารณารูปลักษณ์ภายนอกอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ผู้อำนวยการหลิวครับ ผมว่าดีไซน์ ของรถคันนี้... มันยังดูไม่ค่อยโดดเด่นและดึงดูดใจเท่าที่ควรเลยนะครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวเทียนเฉิงก็ยิ้มเจื่อน ๆ "ประธานหลี่ครับ ต้องยอมรับเลยว่าบริษัทเรายังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบรถยนต์อยู่มากครับ ที่ผ่านมาเราก็พยายามประกาศรับสมัครบุคลากรระดับหัวกะทิในสายงานนี้อยู่เหมือนกัน"
"แต่พอบรรดานักออกแบบระดับท็อปได้ยินชื่อบริษัทเรา พวกเขาก็พากันปฏิเสธหมดเลยครับ ก็อย่างว่าแหละครับ... ภาพลักษณ์ของบริษัทเราผูกติดอยู่กับการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาตลอด แถมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในตอนนี้ก็เพิ่งจะตั้งไข่ การจะดึงดูดบุคลากรชั้นยอดให้มาร่วมงานกับเรา จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนเข็ญครับ"
"ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้... เราก็เลยทำได้แค่เข็นรถยนต์แฮทช์แบ็ก ไฟฟ้าหน้าตาธรรมดา ๆ คันนี้ออกมานี่แหละครับ..."
หลี่เจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ
มันก็จริงอย่างที่หลิวเทียนเฉิงบอกนั่นแหละ เฟิงฉือเป็นบริษัทที่ผลิตแต่ยานพาหนะสองล้อมาโดยตลอด การที่บรรดานักออกแบบรถยนต์ฝีมือฉกาจจะไม่อยากมาคลุกคลีหรือลดตัวมาร่วมงานกับบริษัทที่ไม่มีประวัติด้านการทำรถยนต์เลย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะสำหรับบุคลากรระดับท็อปเหล่านั้น พวกเขาย่อมมีบริษัทระดับโลกที่พร้อมจะอ้าแขนรับเข้าทำงานอยู่แล้ว... เสน่ห์ดึงดูดของเฟิงฉือในสายตาพวกเขา จึงแทบจะติดลบเลยทีเดียว
"เอาเถอะครับ เราเพิ่งจะเริ่มต้น ก็คงต้องค่อยเป็นค่อยไป..." หลี่เจ๋อปลอบใจ
จากนั้นเขาก็หันไปถามหลิวเทียนเฉิงต่อ "จริงสิ ผู้อำนวยการหลิว แล้วประสิทธิภาพโดยรวมของรถคันนี้เป็นยังไงบ้างครับ ? "
หลิวเทียนเฉิงรีบรายงาน "ประธานหลี่ครับ ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าของเราคันนี้ ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต ที่พัฒนาโดย 'บริษัทหยาเฟิง' ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน ระหว่างเฟิงฉือกับบีวายดีครับ สามารถทำความเร็วสูงสุด ได้ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง"
"ส่วนระยะทางในการขับขี่ ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง อยู่ที่ประมาณ 380 กิโลเมตร ครับ ทว่า... เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ ในประเทศเรายังไม่ครอบคลุม รถคันนี้จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเพียง 'ต้นแบบสำหรับการสะสมเทคโนโลยี' เท่านั้น ยังไม่สามารถนำไปผลิตและจำหน่ายจริง ในตอนนี้ได้ครับ..."
เมื่อได้รับฟังคำอธิบายจากหลิวเทียนเฉิง หลี่เจ๋อก็พยักหน้าเข้าใจ
ด้วยความที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันยังพัฒนาไปได้ช้ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความพร้อมของจุดชาร์จพลังงานสาธารณะ เขาเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเฟิงฉือจะสามารถเข็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนออกสู่ตลาดได้เร็วขนาดนี้อยู่แล้ว
ทันใดนั้น หลิวเทียนเฉิงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "อ้อ ! ประธานหลี่ครับ ผมเพิ่งได้ยินข่าววงในจากทาง 'หยาเฟิง' มาว่า... ก่อนหน้านี้ทางฝั่ง บีวายดี เองก็เคยซุ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่น 'F3e' ขึ้นมาเหมือนกันนะครับ"
"และด้วยเหตุผลเดียวกับเราเป๊ะ ๆ เลยครับ คือความไม่พร้อมของสถานีชาร์จ ทำให้ บีวายดี ต้องพับโครงการและไม่ได้นำรถรุ่นนั้นออกวางจำหน่าย แต่ถ้าเทียบสเปกกันแล้ว... ทั้งความเร็วสูงสุดและระยะทางการขับขี่ของ F3e ยังห่างชั้นกับรถต้นแบบของเราอยู่หลายขุมเลยครับ"
"แต่ก็อย่าประมาทไปนะครับ F3e คันนั้นถูกพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2006 แล้ว... ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาปีกว่า ๆ ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีด้านรถยนต์ไฟฟ้าของฝั่งบีวายดี ในตอนนี้น่าจะก้าวหน้าไปไกล และคงไม่ด้อยไปกว่าเราแน่นอนครับ"
"นอกจากนี้ ทางบริษัทหยาเฟิงยังกำลังซุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสถานีชาร์จแบบพิเศษ อีกต่อไป โดยคาดว่าเทคโนโลยีนี้ น่าจะพัฒนาสำเร็จและนำมาใช้งานได้ภายในปีนี้แหละครับ"
"ถึงเวลานั้น... รถยนต์ไฟฟ้า 'FC01' ของเรา ก็อาจจะพร้อมสำหรับทดลองเปิดตัวและวางจำหน่ายในตลาดได้ครับ..."
รถยนต์ไฟฟ้าของเฟิงฉือรุ่นนี้ ถูกตั้งชื่อโค้ดเนม ว่า 'FC01' ซึ่งตัวอักษร FC ก็ย่อมาจากชื่อ 'เฟิงฉือ' ในรูปแบบพินอินนั่นเอง
หลี่เจ๋อพยักหน้ารับ "เดี๋ยวผมขอลองเทสต์ไดรฟ์ รถคันนี้ดูก่อนก็แล้วกัน"
"ได้เลยครับ ประธานหลี่ เชิญเลยครับ"
หลิวเทียนเฉิงรีบตอบรับพร้อมรอยยิ้ม
หลังจากที่หลี่เจ๋อได้ลองขับขี่ทดสอบดูแล้ว เขาก็พบว่าในภาพรวมยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงและแก้ไข อยู่หลายจุด แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาใหญ่ร้ายแรงถึงขั้นเป็นข้อบกพร่องที่ส่งผลต่อการขับขี่แต่อย่างใด
ดังนั้น หลังจากการทดสอบเสร็จสิ้น หลี่เจ๋อจึงกล่าวกับหลิวเทียนเฉิงว่า "ผู้อำนวยการหลิว ในเมื่อทางบริษัทหยาเฟิงตั้งเป้าว่าจะพัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่แบบไม่ต้องพึ่งพาสถานีชาร์จให้สำเร็จภายในปีนี้ งั้นพวกคุณก็รีบไปจัดการแก้ไขปัญหาจุกจิกของรถ FC01 ให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดนะ"
หลิวเทียนเฉิงรีบรับคำสั่งอย่างแข็งขัน
หลี่เจ๋อไม่ได้ใช้เวลาอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเฟิงฉือนานนัก หลังจากตรวจดูความเรียบร้อยเสร็จ เขาก็เดินทางกลับพร้อมกับซ่งหมิง...
เมื่อหลี่เจ๋อกลับมาถึงบ้าน จู่ ๆ หลี่ตงก็เอ่ยถามเขาขึ้นมาว่า "พ่อครับ ผมได้ยินข่าวมาว่า ตอนนี้ที่อเมริกากำลังเกิด 'วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์' ( วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) ขึ้นเหรอครับ ? พ่อได้ติดตามข่าวพวกนี้บ้างไหม ? "
เมื่อได้ยินลูกชายพูดถึงวิกฤตซับไพรม์ในอเมริกา หลี่เจ๋อก็ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
หลี่ตงเพิ่งจะปิดเทอมได้สองวัน ช่วงนี้เขาจึงขลุกอยู่แต่ในบ้านเพื่อพักผ่อน
"ก็พอได้ยินมาบ้างเหมือนกันนะ ถ้าไม่ได้ผลกระทบจากวิกฤตซับไพรม์ของอเมริกาล่ะก็... มูลค่าตามราคาตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี น่าจะมีโอกาสพุ่งทะลุด่านสองแสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปได้สบาย ๆ เลยล่ะ"
"แต่ตอนนี้มูลค่าบริษัทกลับทรงตัว อยู่ที่ประมาณหนึ่งแสนหกหมื่นล้าน ถึงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น... แต่เอาเข้าจริง พ่อก็ไม่ได้ลงลึกหรือรู้รายละเอียดเชิงลึกของวิกฤตครั้งนี้มากนักหรอก..."
หลี่เจ๋อตอบตามความจริง
มันก็จริงอย่างที่เขาว่า เมื่อดูจากผลประกอบการและกำไรมหาศาลที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีทำได้ในปี 2007 หากไม่โดนหางเลขจากวิกฤตซับไพรม์ในอเมริกา มูลค่าบริษัทคงจะพุ่งทะลุสองแสนล้านดอลลาร์ไปอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ในตอนนี้ มูลค่าตลาดของเจ๋อรัน เทคโนโลยี กลับแทบไม่ขยับไปไหนเลย เมื่อเทียบกับจุดพีกที่สุดในช่วงกลางปีที่สมาร์ทโฟนซิงเย่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
"อ๋อ... แบบนี้นี่เอง"
หลี่ตงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะแอบคิดวิเคราะห์อยู่ในใจ:
[อันที่จริง วิกฤตซับไพรม์ของอเมริกาในครั้งนี้ มันจะระเบิดและลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกขั้นรุนแรงที่สุดในปีนี้แหละ... แต่จุดเริ่มต้นของสัญญาณเตือนภัย มันเริ่มก่อตัวและแสดงอาการให้เห็นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้วต่างหาก]
[และเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจระเบิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ... ตลาดหุ้นอเมริกา ก็จะร่วงกราวรูดแบบเทกระจาด บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง อย่างเช่น 'กูเกิล' ราคาหุ้นก็ถูกหั่นครึ่ง ร่วงลงมากองกับพื้นเลยล่ะ]
[แถมยังมีบริษัทจดทะเบียนอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องล้มละลาย และหายไปจากตลาด]
[ถึงตอนนั้น ราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยีของพ่อ ก็คงจะหนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน คงต้องร่วงหนักแน่ ๆ แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาส... จังหวะนั้นแหละคือ 'นาทีทอง' ในการช้อนซื้อหุ้นราคาถูก ที่ดีที่สุด ! ]
[อืม... ฉันคงต้องลองแย็บ ๆ เสนอไอเดียให้พ่อฟังซะหน่อย ให้พ่อฉวยจังหวะที่ราคาหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยียังอยู่บนยอดดอย เทขายหุ้นทำกำไร ออกมาตุนเงินสดไว้ก่อน พอวิกฤตเศรษฐกิจระเบิดตูม ตลาดหุ้นพังพินาศ... ค่อยเอาเงินก้อนนั้นกลับไปช้อนซื้อหุ้นกลับมาในราคาถูก ๆ ]
[เฮ้อ... ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ฉันมีเงินทุนในมือน้อยนิดล่ะก็ ฉันคงเตรียมตัวกวาดซื้อหุ้นกูเกิล หรือหุ้นของธนาคารซิตี้แบงก์ ของอเมริกา... และบริษัทอื่น ๆ ไปแล้ว...]
...
เมื่อได้ยินความคิดที่ดังก้องอยู่ในหัวของลูกชาย หลี่เจ๋อก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ภายในใจเต็มไปด้วยความตกตะลึง
'นี่วิกฤตซับไพรม์ในอเมริกามันจะบานปลายกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกเลยเชียวเหรอ ? ถ้าเป็นอย่างที่เสี่ยวตงคิดล่ะก็... นี่มันก็คือ 'โอกาสทอง' ชัด ๆ ! '
'ตอนนี้ราคาหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี ยังทรงตัวอยู่ที่ราว ๆ 120 ดอลลาร์ต่อหุ้น ถ้าฉันเทขายหุ้นออกไปสัก 2%... ก็จะได้เงินสดกลับมามากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเชียวนะ ! '
'ถ้ามีเงินก้อนยักษ์ขนาดนี้ตุนไว้ในมือล่ะก็... พอวิกฤตเศรษฐกิจระเบิด ตลาดหุ้นดิ่งเหวเมื่อไหร่ ฉันก็สามารถไล่ช้อนซื้อหุ้นราคาถูกได้อย่างเต็มสูบเลย ! '
'แถมยังสามารถซื้อหุ้นที่เทขายไปกลับคืนมาได้ในราคาที่ถูกกว่าเดิมหลายเท่า... เผลอ ๆ อาจจะซื้อเพิ่มเพื่อขยายสัดส่วนการถือหุ้นได้อีกต่างหาก ! นอกจากนี้ ยังสามารถเจียดเงินไปช้อนซื้อหุ้นกูเกิล อย่างที่เสี่ยวตงพูดถึงได้อีกด้วย...'
แน่นอนว่า หลี่เจ๋อไม่ได้บ้าระห่ำถึงขั้นจะเทขายหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีออกไปจนหมดหน้าตัก การขายหุ้นออกไป 2% ก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เยอะมากแล้ว เพราะมันคิดเป็นจำนวนหุ้นถึง 14 ล้านหุ้น !
หากเทขายในปริมาณที่มากกว่านี้ มันย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี และอาจทำให้การเทขายทำกำไรครั้งนี้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร
ยิ่งไปกว่านั้น ลำพังแค่เงินสดจากการเทขายหุ้น 2% ก็มีมูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์แล้ว เมื่อนำไปรวมกับเงินปันผล จากบริษัทอื่น ๆ ที่เขาถือหุ้นอยู่ซึ่งจะได้รับในปีนี้... เบ็ดเสร็จแล้ว หลี่เจ๋อจะมี 'เงินทุน' ในมือ ถึงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ !
ในขณะที่หลี่เจ๋อกำลังครุ่นคิดและคำนวณตัวเลขอยู่ในใจ หลี่ตงก็เอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ "พ่อครับ ช่วงสองสามวันนี้ ผมนั่งตามอ่านข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับวิกฤตซับไพรม์ของอเมริกามาตลอดเลยครับ"
"ผมมีความรู้สึกว่า วิกฤตซับไพรม์รอบนี้ มันยังไม่ได้ปะทุออกมาอย่างเต็มที่เลยครับ ถ้ามันระเบิดขึ้นมาจริง ๆ ผมว่าผลกระทบของมันจะต้องรุนแรงระดับล้างบางแน่ ๆ "
"ถึงเวลานั้น ตลาดหุ้นอเมริกามีหวังดิ่งพสุธาชัวร์ ๆ ครับ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ พอวิกฤตผ่านพ้นไป ตลาดหุ้นอเมริกาก็น่าจะฟื้นตัว กลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน"
"แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่นะครับพ่อ ผมว่าพ่อน่าจะลองเทขายหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีออกไปทำกำไรดูสักก้อนนึงก่อน พอวิกฤตซับไพรม์ระเบิดจนถึงขีดสุด แล้วตลาดหุ้นร่วงลงไปกองอยู่ก้นเหว... พ่อค่อยช้อนซื้อหุ้นกลับมาถูก ๆ ก็ได้นี่ครับ"
"แถมจังหวะนั้น พ่อยังสามารถเจียดเงินไปกว้านซื้อหุ้นของบริษัทอื่น ๆ ที่ราคาถูกลงมาได้อีกด้วย..."
"แต่ถ้าสมมติว่า สถานการณ์มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ผมคิด... อย่างแย่ที่สุด พ่อก็แค่ซื้อหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีกลับมาในราคาเดิม ด้วยมูลค่าบริษัทของเจ๋อรันในตอนนี้ ถ้าไม่มีข่าวดีระดับเปลี่ยนโลกมากระตุ้น ราคาหุ้นก็คงไม่พุ่งพรวดพราดไปมากกว่านี้แล้วล่ะครับ"
"สรุปก็คือ... ไม่ว่ามันจะออกหน้าไหน ยังไงพ่อก็ไม่มีทางขาดทุนย่อยยับแน่นอน..."
เมื่อได้ฟัง หลี่เจ๋อก็แกล้งทำท่าครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "อืม... เรื่องนี้เดี๋ยวพ่อจะลองไปสืบและประเมินสถานการณ์ดูสักสองสามวันก่อน ถ้าวิกฤตซับไพรม์ในอเมริกามันดูมีแนวโน้มจะรุนแรงจริง ๆ อย่างที่ลูกว่า พ่อก็อาจจะลองเสี่ยงดู"
"ยังไงซะ ตอนนี้พ่อก็ถือหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีอยู่ตั้ง 53% ต่อให้เทขายออกไปสัก 2-3% มันก็ไม่ได้กระทบต่ออำนาจการควบคุมบริษัทเบ็ดเสร็จของพ่ออยู่แล้ว"
หลี่เจ๋อไม่ได้ตอบตกลงในทันที เพราะไม่อยากให้ลูกชายดูออกว่าเขาคล้อยตามและเชื่อฟังคำแนะนำของลูกง่ายจนเกินไป เขาจึงต้องแสร้งทำเป็นใช้ความคิดและบอกว่าจะขอประเมินสถานการณ์ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ
"ครับ พ่อลองพิจารณาดูแล้วกันครับ"
หลี่ตงตอบรับอย่างว่าง่าย และไม่ได้พูดจาโน้มน้าวอะไรต่อ
ในมุมมองของเขา การที่พ่อพูดออกมาแบบนี้... แสดงว่าเมื่อพ่อได้ลองไปสืบข่าวเรื่องวิกฤตซับไพรม์ดูแล้ว ก็น่าจะตัดสินใจลองเสี่ยงเดิมพัน ดูสักตั้งแหง ๆ
เพราะยังไงการเทขายหุ้นออกไปแค่นั้น ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อสถานะของพ่ออยู่แล้ว
หลี่ตงเชื่อมั่นว่า พ่อจะต้องยอมเสี่ยงดูแน่นอน
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
ทันทีที่หลี่เจ๋อเดินทางมาถึงบริษัท เขาก็สั่งให้เลขาจางอิ่งไปตามตัว 'อวี๋โป' จากเจ๋อรัน อินเวสเมนต์ มาพบเป็นการด่วน
ถึงแม้ว่าหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี จะถูกถือครองผ่าน 'เจ๋อรัน โฮลดิ้งส์ กรุ๊ป' โดยตรง ไม่ได้ถือผ่านเจ๋อรัน อินเวสเมนต์... แต่ในเรื่องของการเทขายหุ้นหรือทำธุรกรรมทางการเงินระดับนี้ การมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างอวี๋โปเป็นคนจัดการ ย่อมรอบคอบและรัดกุมกว่า
เมื่ออวี๋โปก้าวเข้ามาในห้องทำงาน หลี่เจ๋อก็เปิดประเด็นทันที "คุณอวี๋ รบกวนคุณช่วยจัดการเทขายหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีออกไปประมาณ 2% ให้ผมหน่อยนะ"
"และ... รบกวนช่วยเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนด้วยนะ"
เมื่อได้ยินคำสั่ง อวี๋โปก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอดรนทนไม่ได้และเอ่ยถาม "ประธานหลี่ครับ... คุณกำลังต้องการใช้เงินสดก้อนใหญ่ ไปทำโปรเจกต์อะไรหรือเปล่าครับ ? "
ซึ่งก็ไม่แปลกที่อวี๋โปจะสงสัยและถามออกมาเช่นนั้น
เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี มีแต่ทรงกับทรุด มาโดยตลอด แม้ว่าช่วงหลัง ๆ มานี้ ราคาหุ้นจะค่อนข้างนิ่งและทรงตัวก็ตาม
แต่ในฐานะผู้บริหาร อวี๋โปย่อมต้องระแคะระคายข่าววงในมาบ้าง ว่าสมาร์ทโฟน 'ซิงเย่า 2' ที่กำลังจะเปิดตัวนั้น มีความเจ๋งและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ล้ำหน้ากว่ารุ่นแรกอยู่มาก
ซึ่งหากเป็นความจริง... เมื่อถึงวันเปิดตัวซิงเย่า 2 ราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยีก็มีโอกาสที่จะพุ่งทะยานเป็นขาขึ้นระลอกใหม่ได้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ การที่จู่ ๆ หลี่เจ๋อก็สั่งให้เทขายหุ้นออกไปถึง 2% จึงทำให้อวี๋โปรู้สึกประหลาดใจและสับสนเป็นอย่างมาก
หลี่เจ๋อยิ้มบาง ๆ โดยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอย่างชัดเจน "ก็ทำนองนั้นแหละ"
เมื่อเห็นท่าทีของหลี่เจ๋อ อวี๋โปก็ไม่อยากละลาบละล้วงถามต่อ จึงตอบรับ "เข้าใจแล้วครับ งั้นช่วงนี้ผมจะทยอยจัดการเทขายหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี 2% ให้ประธานหลี่เองครับ"
"อืม..."
หลี่เจ๋อพยักหน้ารับ
หลังจากนั้น อวี๋โปก็ใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนในการค่อย ๆ ทยอยเทขายหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี 2% ออกสู่ตลาดจนครบถ้วน ผลจากการเทขายหุ้น 2% ในครั้งนี้ ทำให้หลี่เจ๋อได้เงินสดเข้ากระเป๋าไปเหนาะ ๆ ถึง 3,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ !
ทันทีที่เงินก้อนมหึมานี้โอนเข้าบัญชี หลี่เจ๋อก็เริ่มตั้งตารอคอยให้วิกฤตซับไพรม์ในอเมริการะเบิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ... เพื่อที่เขาจะได้ออกไปตระเวน 'ช้อปปิ้ง' ช้อนซื้อของถูก ให้หนำใจ...
และหลังจากที่อวี๋โปจัดการเรื่องเทขายหุ้นเสร็จสิ้น ก็เป็นช่วงที่ใกล้จะถึงเทศกาลตรุษจีนพอดี
หลี่เจ๋อจึงพาหลินหว่านและหลี่ตง เดินทางกลับไปฉลองเทศกาลปีใหม่ที่บ้านเกิด...
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวก็ก้าวเข้าสู่เดือนมีนาคม
วันที่ 6 มีนาคม นิตยสารฟอร์บส์ ได้เผยแพร่การจัดอันดับ 'มหาเศรษฐีโลก' ประจำปี
ทันทีที่โผรายชื่อถูกประกาศออกมา มันก็สร้างแรงกระเพื่อมและกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในชั่วข้ามคืน ! นั่นก็เพราะว่า... หลี่เจ๋อได้ผงาดขึ้นคว้าตำแหน่ง 'มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก' ไปครองได้อย่างสวยงามและไร้ข้อกังขา !
ด้วยมูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวที่สูงทะลุฟ้าถึง 102,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ! ซึ่งทิ้งห่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ 'พ่อมดแห่งวอลล์สตรีต' ที่ตามมาเป็นอันดับสองด้วยทรัพย์สิน 62,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ... แบบไม่เห็นฝุ่นถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ !
ส่วนอันดับที่สามตกเป็นของ คาร์ลอส สลิม เจ้าพ่อโทรคมนาคมแห่งเม็กซิโก
และที่น่าตกใจก็คือ... อันดับที่สี่ ตกเป็นของแชมป์เก่าอย่าง บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ !
บิล เกตส์ ผู้ที่เคยครองบัลลังก์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนานหลายปี ในปีนี้ไม่เพียงแต่จะถูกหลี่เจ๋อโค่นแชมป์ลงเท่านั้น แต่เขายังร่วงหล่นลงไปอยู่อันดับที่สี่เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม การที่บิล เกตส์ ร่วงลงมาอยู่อันดับสี่นั้น ไม่ใช่เพราะทรัพย์สินของเขาลดลงแต่อย่างใด
ในทางกลับกัน ทรัพย์สินส่วนตัวของเขาในปีนี้อยู่ที่ 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2007 ที่มีอยู่ 56,000 ล้านดอลลาร์ ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ
สาเหตุหลักเป็นเพราะว่า มหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ในลิสต์ต่างก็มีอัตราการเติบโตของทรัพย์สินที่พุ่งพรวดพราดและรุนแรงกว่าเขามาก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลี่เจ๋อเลย... ทรัพย์สินของเขาพุ่งทะยานเพิ่มขึ้นเกินกว่าเท่าตัวไปไกลลิบ !
ซึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลให้หลี่เจ๋อรวยล้นฟ้าขนาดนี้ ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับความสำเร็จอย่างมหาศาลของ 'สมาร์ทโฟนซิงเย่า' ในปี 2007 ที่ช่วยดันราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ให้ทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้มูลค่าทรัพย์สินของหลี่เจ๋อทะลุเพดานหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ไปได้อย่างงดงาม !
ต่อให้เขาจะเทขายหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี ออกไปแล้ว 2% ก็ตาม
แต่เขาก็ยังคงกุมบังเหียน ถือครองหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีอยู่อีกถึง 51% !
ลำพังแค่มูลค่าของหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี ในสัดส่วน 51% (คิดจากมูลค่าตลาดปัจจุบันที่หนึ่งแสนหกหมื่นกว่าล้านดอลลาร์) ก็มีมูลค่าสูงถึงแปดหมื่นกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าไปแล้ว !
นี่ยังไม่รวมทรัพย์สินและหุ้นของบริษัทอื่น ๆ ที่หลี่เจ๋อถือครองอยู่อีกนะ ไม่ว่าจะเป็น เฟิงฉือ (รถยนต์ไฟฟ้า), เกม Legend , เจ๋อรัน ซอฟต์แวร์... รวมไปถึงบริษัทน้อยใหญ่ที่ 'เจ๋อรัน อินเวสเมนต์' ไปร่วมลงทุนไว้อีกนับไม่ถ้วน
หากนำทรัพย์สินยุบยิบย่อยเหล่านี้มาประเมินรวมกันแบบอนุรักษนิยมสุด ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ !
แต่ถึงกระนั้น... ตัวเลขทรัพย์สินที่สูงกว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐก็เป็นอะไรที่บ้าคลั่งและเกินกว่าจินตนาการของคนทั่วไปจะรับไหวแล้ว
แม้ว่าหลายคนจะพอคาดเดาได้ล่วงหน้า ตั้งแต่ตอนที่ราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยีพุ่งทะลุเพดาน จนดันให้มูลค่าตลาดของบริษัททะยานทะลุหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านดอลลาร์แล้วว่า... บัลลังก์เศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกในปีนี้ จะต้องตกเป็นของหลี่เจ๋ออย่างแน่นอน
แต่เมื่อผลการจัดอันดับออกมาอย่างเป็นทางการ และตัวเลขทรัพย์สินปรากฏสู่สายตาสาธารณชน... ผู้คนทั่วโลกก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตะลึงและทึ่งกับความสำเร็จระดับตำนานนี้ !
คนเซี่ยคนหนึ่ง... สามารถก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกในฐานะ 'มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก'... นี่มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อและชวนให้ขนลุกจริง ๆ !
ในสายตาของใครหลายคน...
โดยเฉพาะในสายตาของชาวเซี่ย... หลี่เจ๋อได้กลายเป็นตัวตนระดับ 'ตำนาน' ไปแล้วจริง ๆ
หลังจากที่นิตยสารฟอร์บส์ ประกาศอันดับมหาเศรษฐีโลก บนโลกออนไลน์ก็เต็มไปด้วยการพูดคุยถึงเรื่องนี้ไปทุกหนทุกแห่ง บนเวยป๋อของเซี่ยวเน่ย หัวข้อที่เกี่ยวข้องก็พุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งบนชาร์ตคำค้นหายอดฮิตทันที !
"มหาเศรษฐีหลี่โคตรเทพเลยว่ะ ! ทรัพย์สินเกินแสนล้านดอลลาร์ นี่มันเงินเยอะขนาดไหนวะเนี่ย ! แม่เจ้าโว้ย เงินเยอะขนาดนี้ ต่อให้ฉันเกิดใหม่มาใช้เงินสักร้อยชาติก็ยังใช้ไม่หมดเลย ! "
"อย่าว่าแต่ร้อยชาติเลย พันชาติก็ใช้ไม่หมด ! "
"ใช่เลย นี่มันทะลุฟ้าไปแล้ว ! ต้องรู้ก่อนนะว่าปีที่แล้ว ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีหลี่ยังอยู่ที่สี่หมื่นแปดพันกว่าล้านดอลลาร์อยู่เลย ผ่านไปแค่ปีเดียวก็พุ่งขึ้นเกินเท่าตัว ! ใครเห็นก็ต้องอุทานว่าโคตรเทพทั้งนั้นแหละ ! "
"หลัก ๆ เป็นเพราะราคาหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีปีที่แล้วมันพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่งนั่นแหละ แต่ก็เป็นเรื่องปกตินะ ก็สมาร์ทโฟนซิงเย่าที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีปล่อยออกมามันเจ๋งซะขนาดนั้น ทรงเหมือนจะรวบตึงตลาดสมาร์ทโฟนไว้แต่เพียงผู้เดียวเลย ! แถมสัดส่วนหุ้นที่มหาเศรษฐีหลี่ถืออยู่ในบริษัทก็สูงปรี๊ดผิดปกติด้วย ปาเข้าไปตั้งเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ! "
"เป้าหมายทรัพย์สินแสนล้านดอลลาร์ของมหาเศรษฐีหลี่ก็บรรลุไปแล้ว ขอถามคำเดียว... แสนห้าหมื่นล้านดอลลาร์ยังจะไกลอีกไหม ? "
"พูดยากนะ แต่ถ้าบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเฟิงฉือกับบริษัทเกม Legend เข้าตลาดหุ้นด้วยล่ะก็... ฉันว่าแสนห้าหมื่นล้านดอลลาร์ก็มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว"
"จะว่าไป เจ๋อรัน เทคโนโลยีนี่มันสุดยอดจริง ๆ นะ ทุกคนจำการจัดอันดับเศรษฐีในประเทศช่วงปลายปีที่แล้วได้ไหม ตอนนั้นประธานหลินเยว่ ของบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็มีทรัพย์สินสูงถึง 19,000 ล้านหยวน รั้งอันดับท็อป 30 ของประเทศเลยนะเว้ย ! "
"ถูกต้อง ฉันจำได้ว่าตอนนั้นยังมีผู้บริหารระดับสูงของเจ๋อรัน เทคโนโลยีอีกตั้งหลายคนที่มีทรัพย์สินแตะระดับห้าถึงหกพันล้านหยวน ติดอันดับหนึ่งร้อยกว่า ๆ ในทำเนียบเศรษฐีด้วย"
"เจ๋อรัน เทคโนโลยีนี่มัน 'โรงงานผลิตเศรษฐี' ชัด ๆ ! แต่พูดก็พูดเถอะ ปีนี้มหาเศรษฐีหลี่ก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ฉันไม่แปลกใจเลยนะ แต่ที่ผิดคาดคือบิล เกตส์ ร่วงตุ้บไปอยู่อันดับสี่เลยนี่สิ บิล เกตส์ ผู้ครองแชมป์เศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกมาตั้งหลายปีซ้อนเชียวนะ ! "
"ฉันรู้สึกว่ามหาเศรษฐีหลี่ก็น่าจะครองแชมป์อันดับหนึ่งของโลกไปได้อีกหลายปีเหมือนกัน ตราบใดที่หุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีไม่ร่วงดิ่งเหว ฉันเดาว่าคงมีไม่กี่คนหรอกที่จะมาท้าชิงบัลลังก์จากเขาได้ ! "
"ก็จริง ! ทรัพย์สินเกินแสนล้านดอลลาร์... มันเวอร์วังเกินไปแล้ว ถ้าแปลงเป็นเงินหยวนของเซี่ยเรา มันก็ปาเข้าไปเจ็ดแปดแสนล้านหยวนเลยนะ ! บ้าบอที่สุด ! "
"ลองแปลงอีกแบบนะ ทรัพย์สินของฉันกับมหาเศรษฐีหลี่รวมกันคือแสนสองพันล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าฉันกับแกมีทรัพย์สินเฉลี่ยคนละห้าหมื่นหนึ่งพันล้านดอลลาร์ ! อิอิ..."
...
การก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกของหลี่เจ๋อ ทำให้เกิดการถกเถียงและพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง สื่อมากมายต่างก็แย่งกันรายงานข่าว
《เศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก —— หลี่เจ๋อ ! 》
《เส้นทางธุรกิจของหลี่เจ๋อ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกคนใหม่ ! 》
《คุณหลี่เจ๋อ ประธานกรรมการบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี ผงาดขึ้นครองบัลลังก์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก นี่คือความภาคภูมิใจของชาวเซี่ยทั้งประเทศ ! 》
...
ในรายงานของสื่อเหล่านี้ มีหลายฉบับที่พูดถึงเส้นทางการสร้างธุรกิจของหลี่เจ๋อ และลงรายละเอียดถึงสถานการณ์การเติบโตของบริษัทต่าง ๆ ภายใต้ชื่อของเขา
รวมถึงความก้าวหน้าของบริษัทที่หลี่เจ๋อเข้าไปถือหุ้นผ่าน 'เจ๋อรัน อินเวสเมนต์' ด้วย
พอหลายคนได้อ่านรายงานข่าวเหล่านี้ถึงได้ตาสว่าง ว่านอกจากบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเองแล้ว หลี่เจ๋อยังเป็นนักลงทุนที่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทอื่น ๆ อีกมากมายขนาดนี้ !
"คิดไม่ถึงเลยว่าแม้แต่เพนกวิน มหาเศรษฐีหลี่ก็ยังถือหุ้นอยู่เกือบ 40% ! ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยนะเนี่ย"
"ที่เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าคือมหาเศรษฐีหลี่ยังถือหุ้นโก่วตงมอลล์ อีก 38.5% ! มิน่าล่ะ สินค้าของเจ๋อรัน เทคโนโลยีบนช่องทางออนไลน์ถึงมีขายแค่บนโก่วตงมอลล์ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นไม่ได้ของไปขายเลย มีแต่พวกร้านของพ่อค้าคนกลางหรือคนรับหิ้วเอาไปขาย ที่แท้ท่านมหาเศรษฐีก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโก่วตงมอลล์นี่เอง ! "
"ที่ฉันสนใจมากกว่าคือการที่มหาเศรษฐีหลี่ถือหุ้นในบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ชื่อดังของประเทศอย่าง จงซินอินเตอร์เนชั่นแนล เซี่ยซิง ไมโครอิเล็กทรอนิกส์, และ จิงตงฟาง ... ต้องรู้ก่อนนะว่าจงซินฯ คือหนึ่งในโรงงานผลิตเวเฟอร์ชิปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศตอนนี้ ส่วนเซี่ยซิงก็เป็นถึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกด้านชิปมัลติมีเดีย"
"ไม่ได้มีแค่นี้นะ เป็นที่รู้กันดีว่าเจ๋อรัน เทคโนโลยี ได้ร่วมทุนกับ เซี่ยเหวยก่อตั้งบริษัทขึ้นมาสองแห่ง แห่งแรกคือบริษัทระบบหงเหมิง ที่ทุกคนรู้จักกันดี ส่วนอีกแห่งชื่อว่าบริษัท ไห่ซือ เซมิคอนดักเตอร์ ตามข้อมูลที่ฉันรู้มา ไห่ซือเป็นบริษัทที่ทำวิจัยและออกแบบชิป เห็นได้ชัดเลยว่ามหาเศรษฐีหลี่วางหมากในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไว้ลึกซึ้งมาก..."
"แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ฉันก็ยังรู้สึกว่ามันยากจะจินตนาการและเหลือเชื่ออยู่ดี ! คนเซี่ยอย่างเราสามารถเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกได้จริง ๆ ! ถ้าย้อนกลับไปสักสองสามปีก่อน แล้วมีคนมาบอกฉันว่าเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกในปีนี้จะเป็นคนเซี่ย ฉันคงคิดว่าไอ้หมอนั่นเป็นบ้าไปแล้วแหง ๆ "
"โอย ! จะพูดอะไรให้ยืดเยื้อ เอาเป็นว่า เจ๋อรัน เทคโนโลยีเจ๋ง มหาเศรษฐีหลี่เทพ แค่นี้ก็จบปิ๊ง ! "
...
ไม่ได้มีแค่บนโลกออนไลน์เท่านั้นที่เต็มไปด้วยเสียงฮือฮาถึงการที่หลี่เจ๋อก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ในโลกความเป็นจริงก็มีคนพูดถึงเรื่องนี้มากมายเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาพนักงานของบริษัทในเครือเจ๋อรันทั้งหลาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง บางคนถึงกับรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นพนักงานในเครือเจ๋อรัน และได้ทำงานในบริษัทของหลี่เจ๋อ รู้สึกประหนึ่งว่าได้ร่วมรับเกียรติยศนี้ไปด้วย !
ส่วนทางด้านบ้านเกิดของหลี่เจ๋อ...
ภายในหมู่บ้านยิ่งคึกคักและเต็มไปด้วยความปีติยินดี หลี่ชุนสุ่ย พ่อของหลี่เจ๋อ ถึงขนาดยอมควักกระเป๋าจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนแบบกินดื่มไม่อั้น เชิญคนเฒ่าคนแก่และลูกเด็กเล็กแดงทั้งหมู่บ้านมากินเลี้ยงสังสรรค์กันอย่างครึกครื้นยาวนานถึงสามวันสามคืนเต็ม ๆ กว่าจะเลิกรา !
นอกจากนี้ก็ยังมีบุคคลสำคัญอีกจำนวนมากที่โทรศัพท์สายตรงมาแสดงความยินดีกับหลี่เจ๋อที่ได้เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
อย่างเช่น ประธานเหริน จากเซี่ยเหวย, ประธานหม่าจากเพนกวิน, ต้าเฉียงจื่อ จากโก่วตงมอลล์, หวังชวนฝู จากบีวายดี... และอีกมากมาย
จนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ กระแสการพูดคุยถกเถียงเรื่องที่หลี่เจ๋อกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก จึงค่อย ๆ ซาลงไปในที่สุด