- หน้าแรก
- บรรพบุรุษของข้ามั่นคงเกินไป
- บทที่ 100 เลื่อนระดับการบำเพ็ญ
บทที่ 100 เลื่อนระดับการบำเพ็ญ
บทที่ 100 เลื่อนระดับการบำเพ็ญ
บทที่ 100 เลื่อนระดับการบำเพ็ญ
ครึ่งปีให้หลัง ณ พื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่งบริเวณหลังเขาของภูเขาฝูหนิว เด็กหนุ่มวัย 11-12 ปีผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาทำสมาธิอยู่บนแท่นหินเรียบอย่างนิ่งสนิท
ตั้งแต่ยามเช้าจนถึงยามอาทิตย์ตรงหัว ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว เด็กหนุ่มผู้นี้ยังคงรักษาท่าทางนั่งสมาธิไว้อย่างไม่ขยับเขยื้อน ราวกับว่าเวลา ณ ที่แห่งนี้หยุดนิ่งไปแล้ว เด็กหนุ่มได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับก้อนหินยักษ์ใต้ร่างไปเสียแล้ว
สายลมพัดผ่านแผ่วเบา ใบไม้แห้งใบหนึ่งปลิวละล่องตามลมมาตกอยู่เหนือร่างของเด็กหนุ่มพอดี สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเมื่อใบไม้นั้นลอยมาถึงระยะห่างจากร่างเด็กหนุ่มเพียงหนึ่งนิ้ว ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดมันจึงเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน แล้วอ้อมผ่านร่างเด็กหนุ่มไปตกที่พื้นดินแทน
ทันทีที่ใบไม้แตะพื้น เด็กหนุ่มก็ลืมตาทั้งสองข้างที่สุกสกาวขึ้นมาอย่างฉับพลัน เขาลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย สายตามองไปยังแสงวิญญาณที่สาดส่องออกมาจากผนังภูเขาเบื้องหน้า เมื่อแน่ใจแล้วว่าตนไม่ได้ตาฝาด ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็เผยรอยยิ้มแห่งความดีใจ เขาโดดลงจากก้อนหินยักษ์แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้นทันที
หลังจากผ่านป่าไผ่ระยะทางครึ่งลี้ไปได้ เด็กหนุ่มก็มาถึงหน้าถ้ำบำเพ็ญที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก เมื่อเห็นว่าประตูถ้ำบำเพ็ญในม่านหมอกยังไม่เปิดออก เด็กหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็หยุดฝีเท้าที่จะเดินต่อไป แล้วยืนรออย่างอดทนอยู่ไม่ไกลจากหน้าประตู
เวลาผ่านไปหนึ่งธูป ม่านหมอกหน้าถ้ำบำเพ็ญก็ถูกสายลมพัดจางหายไป ชายหนุ่มในชุดสีครามเปิดประตูถ้ำบำเพ็ญแล้วค่อยๆ เดินออกมา
เมื่อเด็กหนุ่มเห็นชายหนุ่มผู้นั้นก็รีบเข้าไปคารวะแล้วกล่าวว่า "หลานขอแสดงความยินดีกับท่านอาเจ็ดที่ออกจากด่านอย่างราบรื่นขอรับ"
ชายชุดครามโบกมือพลางมองดูเด็กหนุ่มหน้าประตูแล้วยิ้มกล่าวว่า "ซินหวู่ เจ้ามาที่นี่เพราะท่านผู้นำตระกูลมีเรื่องจะพบข้าหรือ?"
ซ่งซินหวู่พยักหน้ากล่าวว่า "เมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านอาทวดให้ข้ามาคอยท่านอยู่ที่นี่ บอกว่าหากท่านออกจากด่านแล้ว ให้ท่านรีบไปพบท่านทันทีขอรับ"
"อ้อ! เจ้ากลับไปรายงานท่านผู้นำตระกูลก่อนเถิด บอกว่าข้าขอจัดการธุระทางนี้สักครู่ แล้วจะรีบตามไป"
หลังจากซ่งซินหวู่จากไป ซ่งชิงหมิงที่เพิ่งออกจากด่านก็กลับเข้าไปในถ้ำบำเพ็ญของตนอีกครั้ง เขาหยิบถุงเก็บของสีเขียวเข้มออกมาตรวจสอบดูรอบหนึ่งแล้วจึงนำติดตัวไป ก่อนจะรีบจากที่นี่ไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากอยู่ที่ภูเขาฝูหนิวมาครึ่งปี ในที่สุดระดับพลังของซ่งชิงหมิงก็ถึงเวลาที่จะทะลวงขั้นได้เสียที ด้วยเหตุนี้เมื่อครึ่งเดือนก่อนเขาจึงไม่ลังเลที่จะใช้ศิลาวิญญาณระดับกลางที่เพิ่งได้มาจากภูเขาอวิ๋นอู้ และอาศัยพลังจากศิลาวิญญาณก้อนนี้ปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่ครึ่งเดือน ในที่สุดเขาก็สามารถยกระดับพลังของตนขึ้นสู่ขั้นรวบรวมลมปราณขั้น 8 ได้สำเร็จ
ตั้งแต่ซ่งชิงหมิงได้รับตำแหน่งผู้อาวุโส เขาก็ได้รับสิทธิ์ให้บำเพ็ญเพียรที่หลังเขาได้ เมื่อครึ่งปีก่อนซ่งชิงหมิงได้เลือกสถานที่ที่มีพลังวิญญาณค่อนข้างดีแห่งหนึ่งที่นี่ และได้เปิดถ้ำบำเพ็ญแห่งใหม่ย้ายมาอยู่ที่นี่โดยตรง
ปัจจุบันถ้ำบำเพ็ญของเขาอยู่ห่างจากถ้ำบำเพ็ญของท่านผู้นำตระกูลไม่ไกลนัก เพียงแค่ 4-5 ลี้เท่านั้น ใช้เวลาไม่นานซ่งชิงหมิงก็รีบเดินไปถึงที่นั่น
ท่านผู้นำตระกูลซ่งกู่ซานยังคงมีใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความเมตตาเช่นเดิม เพียงแต่ดูจะมีผมสีขาวเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่ซ่งชิงหมิงเพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวผจญภัย
ภายในถ้ำบำเพ็ญ ไม่เพียงแต่ซ่งชิงหมิงเท่านั้นที่มา แต่ผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ของตระกูลซ่งก็มาถึงที่นี่กันครบถ้วน
ผู้อาวุโสของตระกูลซ่งต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการของตระกูลตนเอง ตลอดหลายปีที่ซ่งชิงหมิงดำรงตำแหน่งผู้อาวุโส นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เห็นทุกคนมาพร้อมหน้ากันเช่นนี้ เว้นเสียแต่ช่วงงานประชุมตระกูลปลายปี ดูท่าท่านผู้นำตระกูลคงมีเรื่องสำคัญที่จะต้องหารือ
หลังจากทักทายผู้อาวุโสท่านอื่นๆ แล้ว ซ่งชิงหมิงก็นั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้าง ทุกครั้งที่มีการประชุมตระกูล ผู้น้อยเช่นเขามักไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมากนัก การนั่งห่างออกมาหน่อยจึงเป็นเรื่องดีกว่า
ตลอดหลายปีที่ซ่งชิงหมิงอยู่ที่ตลาดชิงเหอ ตระกูลซ่งก็มีคนหนึ่งที่ทะลวงผ่านเข้าสู่ช่วงปลายของการรวบรวมลมปราณและได้เพิ่มผู้อาวุโสขึ้นมาอีกหนึ่งท่าน คนผู้นี้คือซ่งชิงหว่าน สมาชิกตระกูลรุ่นชิงลำดับที่สองผู้ที่ไปดูแลตลาดชิงเหอแทนซ่งชิงหมิงนั่นเอง
พี่สาวซ่งชิงหว่านแม้จะมีพรสวรรค์ด้านรากปราณอยู่ในระดับธรรมดามาก แต่ทว่านางกลับได้เรียนรู้วิชาฝีมือที่ดีจนกลายเป็นนักปรุงโอสถได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และในช่วงไม่กี่ปีมานี้นางยังสามารถยกระดับการปรุงโอสถของตนขึ้นสู่ระดับกลางได้อีกด้วย นับว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านการปรุงโอสถสูงที่สุดในตระกูลซ่งเลยทีเดียว
ด้วยทักษะการปรุงโอสถที่ยอดเยี่ยมของตน ซ่งชิงหว่านเกือบจะผูกขาดการจัดหาโอสถให้แก่ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ในตระกูลซ่ง ทำกำไรเป็นศิลาวิญญาณได้ไม่น้อย และระดับพลังของนางก็เลื่อนขึ้นสู่ช่วงปลายของการรวบรวมลมปราณอย่างมั่นคง
ตระกูลซ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เผชิญกับคลื่นลมไม่หยุดหย่อน ซ่งชิงเจ๋อผู้มีพรสวรรค์ดีที่สุดได้ไปเข้าสำนักเสี่ยวเหยา ส่วนผู้อาวุโสใหญ่อย่างซ่งกู่ไป๋ผู้มีพลังรวบรวมลมปราณขั้น 9 ก็สิ้นอายุขัยลาโลกไปบนเขา ทำให้สูญเสียผู้บำเพ็ญเพียรช่วงปลายของการรวบรวมลมปราณไปถึง 2 ท่าน ทำให้ความแข็งแกร่งของตระกูลเสียหายอย่างหนัก
โชคดีที่ในเวลานี้ ซ่งชิงหมิงและซ่งชิงหว่านทั้งสองคนทะลวงผ่านเข้าสู่ช่วงปลายของการรวบรวมลมปราณได้ติดต่อกัน ช่วยเติมเต็มตำแหน่งผู้อาวุโสที่ขาดหายไป ทำให้ตระกูลซ่งค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาได้ในที่สุด
ท่านผู้นำตระกูลซ่งกู่ซานเห็นซ่งชิงหมิงทะลวงระดับพลังได้อีกครั้งก็พยักหน้าให้เขาด้วยความพึงพอใจก่อนจะกล่าวว่า "ในเมื่อชิงหมิงออกจากด่านแล้ว ฉางเฟิง เจ้าลองกล่าวเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังอีกรอบเถิด"
"เมื่อ 5 วันก่อน ตระกูลหวงส่งคำสั่งมาให้เราว่า อีก 1 เดือนข้างหน้าให้เราไปร่วมมือกับพวกเขากวาดล้างสัตว์อสูรที่เทือกเขาชื่อเฟิง ตามจดหมายที่ตระกูลหวงส่งมา ครั้งนี้เราต้องส่งผู้บำเพ็ญเพียรออกไปอย่างน้อย 6 ท่าน ช่วงนี้ข้าได้ไปสอบถามตระกูลรอบข้างดูแล้ว สถานการณ์ของพวกเขาก็ไม่ต่างจากเรามากนัก เพียงแต่ได้ยินมาว่าครั้งนี้ตระกูลหวงยังจ้างคนมาช่วยด้วย คาดว่าคงต้องการจะยึดเส้นชีพจรวิญญาณระดับ 2 ที่เทือกเขาชื่อเฟิงแห่งนี้ให้ได้ในคราวเดียว" ท่านอาหกซ่งฉางเฟิงจิบชาแล้วกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
ผู้อาวุโสสี่ซ่งกู่ไฉลูบเครายาวที่มุมปากแล้วกล่าวว่า "ตระกูลหวงไม่ได้ส่งคำสั่งแบบนี้มาหลายปีแล้ว เส้นชีพจรวิญญาณของตระกูลพวกเขาก็มีไม่น้อยแล้ว เหตุใดจึงยังคิดจะหมายปองเส้นชีพจรวิญญาณระดับ 2 แห่งอื่นอีก หรือว่าคนในตระกูลของเขาจะมีใครกำลังจะสร้างรากฐานอีกแล้ว ลองนับเวลาดูแล้วก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน"
"สัตว์อสูรกำลังจะก่อจลาจล เทือกเขาชื่อเฟิงอยู่ใกล้เขตแดนของตระกูลหวงมากเกินไป เป็นไปได้ว่าตระกูลหวงอาจต้องการกำจัดภัยแฝงนี้ทิ้งไปก่อนล่วงหน้า"
ทุกคนคาดเดากันไปต่างๆ นานา มีความคิดเห็นมากมาย แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นความจริงข้อหนึ่งว่า การที่ตระกูลหวงลงมือกับเทือกเขาชื่อเฟิงครั้งนี้ ดูท่าจะทุ่มสุดตัวและต้องเอาชนะให้ได้แน่นอน
"ในเทือกเขาชื่อเฟิงมีสัตว์อสูรอยู่จำนวนมาก และยังมีสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐานที่ร้ายกาจอยู่ตัวหนึ่ง เพื่อความปลอดภัย ครั้งนี้ข้าจะไปพร้อมกับฉางซินและชิงหมิง ส่วนฉางเฟิงและชิงหว่านให้เฝ้าดูแลตระกูลอยู่ที่นี่" หลังจากหารือกันคร่าวๆ ท่านผู้นำตระกูลก็ได้กำหนดตัวผู้ที่จะไปทำภารกิจครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อย
"ท่านผู้นำตระกูล ครั้งนี้ให้ข้านำทีมไปเถิดขอรับ หากท่านอยู่บนเขา ทุกคนก็จะอุ่นใจมากกว่า" ท่านอาหกซ่งฉางเฟิงเมื่อได้ยินว่าท่านผู้นำตระกูลจะลงเขาด้วยตนเองก็รู้สึกกังวลใจ จึงอยากอาสาไปทำภารกิจแทน
อย่างไรเสียท่านผู้นำตระกูลก็เป็นคนชราที่อายุเกิน 100 ปีไปแล้ว หากต้องลงมือต่อสู้กะทันหันย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียพลังปราณมากเกินไปจนกระทบต่ออายุขัยของตนเอง ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนในที่นี้ต่างก็กังวลใจเช่นกัน
"เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก ข้ายังไม่ถึงขั้นที่ลงมือไม่ได้เสียหน่อย เมื่อข้าลงเขาไปแล้ว ที่บ้านก็ฝากให้เป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว" ซ่งกู่ซานส่ายหน้าอย่างพอใจ แต่ยังคงตัดสินใจที่จะไปทำภารกิจนี้ด้วยตนเอง
ภารกิจครั้งนี้นอกจากท่านอาเก้าซ่งฉางซินและซ่งชิงหมิงที่มีพลังรวบรวมลมปราณขั้น 8 แล้ว ยังมีท่านอาหญิงห้าซ่งฉางหลิง ท่านอาสิบสามซ่งฉางสง และพี่สี่ซ่งชิงรุ่ย ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพลังรวบรวมลมปราณขั้น 6 อีก 3 ท่าน
รวมกับท่านผู้นำตระกูลซ่งกู่ซานผู้มีพลังรวบรวมลมปราณขั้น 9 แล้ว คนกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลซ่งในตอนนี้
หลังจากหารือเรื่องนี้เสร็จสิ้น ทุกคนก็ทยอยออกจากถ้ำบำเพ็ญของท่านผู้นำตระกูลไป
เมื่อผู้อื่นจากไปหมดแล้ว ซ่งชิงหมิงก็หยิบถุงเก็บของออกมาอย่างลับๆ แล้วส่งให้ถึงมือซ่งกู่ซาน
"ชิงหมิง เจ้าทำอะไรน่ะ?" ซ่งกู่ซานไม่ได้เปิดถุงเก็บของในมือดูทันที แต่กลับถามซ่งชิงหมิงด้วยความสงสัย
(จบตอนนี้)