- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 754 พวกเราจะรอเจ้า
ตอนที่ 754 พวกเราจะรอเจ้า
ตอนที่ 754 พวกเราจะรอเจ้า
ในยามนี้ หัวใจของไป๋ฝ่าจี้ราวกับถูกคำพูดของนางทิ่มแทงจนเลือดอาบ เมื่อเห็นว่าเมืองหมิงเยวี่ยกำลังจะถูกสัตว์อสูรต่างมิตินับหมื่นนับแสนตัวเข้าจู่โจม เขาก็จ้องมองเฉิ่นเยียนด้วยสายตาเย็นชา ริมฝีปากบางที่ซีดเผือดขยับเอ่ย
"เปิ่นตี้ยอมปล่อยพวกเจ้าไปก็ได้!"
"ไม่ถูก"
เฉิ่นเยียนส่ายหน้าเบาๆ
น้ำเสียงของนางเย็นเยียบและหนักแน่น
"ท่านควรจะอ้อนวอนขอให้พวกเราไป และยกเลิกคำสั่งหมายหัวไล่ล่าเขาเสีย"
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของไป๋ฝ่าจี้เปลี่ยนไป
ไป๋ฝ่าจี้เม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่ได้ตกเป็นรองเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาเอาชนะเฉิ่นเยียนไม่ได้ แต่ต้องใช้เวลาพอสมควรในการจัดการกับนาง
ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของทุกคนในเมืองหมิงเยวี่ยได้เลย หากคนเหล่านั้นต้องมาตายเพราะการตัดสินใจของเขา
เขาจะต้องเกิดจิตมารขึ้นอย่างแน่นอน และจะต้องถูกผู้คนทั่วทั้งแดนบนรุมประณาม
แต่หากยามนี้ เขายกเลิกคำสั่งหมายหัวลูกผสมครึ่งคนครึ่งมารนั่น แล้วเขาจะเอาคำตอบที่ไหนไปอธิบายต่อเผ่าพิพากษา? จะล้างแค้นให้แก่เหล่าผู้พิพากษาของเผ่าที่ต้องตายไปได้อย่างไร?
เฉิ่นเยียนเอ่ยเสียงเย็น
"ข้าให้เวลาท่านสามอึดใจ"
ในตอนนั้นเอง สัตว์อสูรต่างมิติทั้งหมดก็หยุดนิ่ง ราวกับกำลังรอคอยคำสั่งจากเฉิ่นเยียน
ส่วนผู้คนในเมืองหมิงเยวี่ยต่างก็มีสีหน้าซีดเผือด พวกเขาถูกความหวาดกลัวเข้าครอบงำ เมื่อได้ยินคำพูดของเฉิ่นเยียน ต่างก็มองไปยังมหาจักรพรรดิพ่านกวนด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังให้มหาจักรพรรดิพ่านกวนยอมรับข้อเรียกร้องของนาง
"สาม"
วินาทีที่สิ้นเสียง ผู้คนแทบทุกคนต่างพากันกลั้นหายใจ
ส่วนเวินอวี้ชูค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังร่างสีม่วงกลางอากาศ บัดนี้นางไม่เพียงแข็งแกร่งขึ้น ทว่ากลิ่นอายบนร่างยังทำให้ผู้คนหวาดผวาและไม่อาจดูแคลนได้เลย
นางเติบโตขึ้นมาก
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาทุกคนล้วนเติบโตขึ้น
ยังจำได้ดีว่าในช่วงแรกพวกเขายังคงระแวดระวังกันและกัน จนกระทั่งถึงวันนี้ที่สามารถลุกขึ้นต่อกรกับตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าเพื่อปกป้องพวกพ้องเอาไว้ได้
จากที่เคยเห็นแก่ตัวในวันวาน มาจนถึงวันนี้ที่ยอมเสียสละเพื่อกันและกัน
บางที นี่อาจจะเป็นวิถีแห่งอสุรา
หัวใจของเวินอวี้ชูสั่นไหว กระบอกตาร้อนผ่าว
แม้พวกเขาจะรู้ฐานะที่แท้จริงของเขา แต่ก็ยังคงยืนหยัดเคียงข้าง
แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะไม่มีวันละทิ้งหนทางแห่งการแก้แค้นเด็ดขาด เขาจะต้องล้างแค้นให้ท่านแม่ ท่านตา และคนในจวนเจ้าเขตแห่งเขตที่หนึ่งให้จงได้!
ต่อให้หนทางข้างหน้าจะยากลำบากและเต็มไปด้วยขวากหนาม เขาก็ไม่สน
ตลอดสี่ปีมานี้ เขาถูกตามล่ามาโดยตลอด
ทว่าเขาก็สืบรู้เรื่องราวบางอย่างมาได้เช่นกัน เขาค่อยๆ ค้นพบว่า ศัตรูที่แท้จริงของเขานั้นไม่ได้อยู่ในแดนบน
ขุมกำลังที่ชักใยอยู่เบื้องหลังนั้นซ่อนตัวอยู่ลึกซึ้งยิ่งนัก แม้แต่เผ่าพิพากษาที่แข็งแกร่งก็ยังเป็นเพียงหมากที่รับคำสั่งให้ลงมือเท่านั้น
"สอง"
เสียงของเฉิ่นเยียนดังขึ้น
เหล่าสหายต่างก็มองไปยังนาง
วินาทีที่เฉิ่นเยียนกำลังจะเปล่งเสียงคำว่า 'หนึ่ง' ออกมา ไป๋ฝ่าจี้ก็มีสีหน้าซีดขาวเล็กน้อยพลางเอ่ยขึ้น
"เปิ่นตี้ยอมรับข้อเรียกร้องของเจ้า"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนในเมืองหมิงเยวี่ยต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่าในวินาทีต่อมา หัวใจของพวกเขาก็ต้องกระตุกวูบขึ้นมาอีกครั้ง
"ไม่ถูก"
เฉิ่นเยียนจ้องมองเขาด้วยแววตาราบเรียบ
"ข้าต้องการให้ท่านอ้อนวอนขอให้พวกเราจากไป และต้องการให้ท่านสาบานว่าจะไม่ให้เผ่าพิพากษาไล่ล่าเขาอีก"
เมื่อผู้คนในเมืองหมิงเยวี่ยได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไป นางถึงกับกล้าข่มขู่มหาจักรพรรดิพ่านกวนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
ผู้พิพากษาระดับราชันสูงสุดทั้งสี่ของเผ่าพิพากษามองหน้ากัน สีหน้าของพวกเขาดูไม่ได้อย่างยิ่ง จึงรีบส่งเสียงคัดค้านทันที
"นายท่าน ไม่ได้เด็ดขาดขอรับ!"
สายตาอันเฉียบขาดของเฉิ่นเยียนกวาดมองไปยังทั้งสี่คน
"ไม่ได้งั้นหรือ? นั่นหมายความว่า พวกท่านทั้งหมดกำลังคิดจะหลอกลวงข้างั้นสิ?"
สิ้นเสียง สัตว์อสูรต่างมิตินับหมื่นนับแสนตัวก็เกิดความบ้าคลั่งขึ้นมาในพริบตา แผ่กระจายแรงกดดันอันแข็งแกร่งออกมา ก่อนจะโถมเข้าบดขยี้ผู้พิพากษาระดับราชันสูงสุดทั้งสี่คนนั้นอย่างดุดัน
ตูม!
ผู้พิพากษาระดับราชันสูงสุดทั้งสี่รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล
ขณะที่พวกเขากำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ก็ถูกไป๋ฝ่าจี้ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"เปิ่นตี้ขอร้องให้พวกเจ้าจากไป"
"ข้า ไป๋ฝ่าจี้ ขอสาบาน จะไม่ไล่ล่าลูกผสมครึ่งคนครึ่งมารผู้นี้อีก หากผิดคำสาบาน ชาตินี้จะต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกจิตมารรบกวน พลังฝีมือไม่อาจก้าวหน้าได้อีกต่อไป!"
ทันทีที่กล่าวคำสาบานจบ ก็มีแสงแห่งกฎเกณฑ์ฟ้าดินสายหนึ่งทาบทับลงมาปกคลุมร่างของไป๋ฝ่าจี้เอาไว้ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคำสาบานได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว
สีหน้าของผู้พิพากษาระดับราชันสูงสุดทั้งสี่มืดครึ้ม แววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ยากจะพรรณนา
ผู้พิพากษาของเผ่าพวกเขาตั้งมากมายปานนั้น ต้องมาตายเปล่างั้นหรือ?
เฉิ่นเยียนเงยหน้ามองไป๋ฝ่าจี้แวบหนึ่ง ก่อนจะเรียกสัตว์อสูรต่างมิติทั้งหมดกลับคืนไป
นางยกมือขึ้นเล็กน้อย
เหล่าสหายก็พากันมารวมตัวอยู่ข้างกายนางจากทุกทิศทุกทางอย่างรู้ใจ
แปดคนรวมตัว!
นอกจากฉือเยว่ เวินอวี้ชู และเซียวเจ๋อชวนแล้ว คนอื่นๆ ล้วนสวมหน้ากากสีเงินครึ่งซีก
"พวกเราไปกันเถอะ"
เฉิ่นเยียนเรียกอูอิ่งออกมา
มังกรเจียวสีดำตัวมหึมาพุ่งทะยานขึ้นมาตรงหน้าพวกเขา
จูเก๋อโย่วหลินกระโจนขึ้นไปอย่างตื่นเต้น
เวินอวี้ชูและคนอื่นๆ ก็ตามขึ้นไปเช่นกัน
เว้นเสียแต่...
เซียวเจ๋อชวน
เซียวเจ๋อชวนมองเฉิ่นเยียนด้วยสายตาที่ซับซ้อน ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง กลับได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งของนาง
"ทำในสิ่งที่เจ้าควรทำเถอะ"
เฉิ่นเยียนโยนของสิ่งหนึ่งให้เซียวเจ๋อชวน ยังไม่ทันที่ผู้คนจะมองเห็นได้ชัดเจน เซียวเจ๋อชวนก็กำมันไว้แน่น แล้วรีบเก็บเข้าไปในมิติเก็บของอย่างรวดเร็ว
จากนั้น ในห้วงการรับรู้ของเขาก็มีเสียงของเหล่าสหายส่งผ่านเข้ามา
"พวกเราจะรอเจ้า"
เซียวเจ๋อชวนเงยหน้าสบตาพวกเขากลับไป พลางตอบรับในลำคอเบาๆ 'อืม'
รอข้าด้วย
ภายใต้สายตาอันหวาดผวาและวิตกกังวลของผู้คน มังกรเจียวสีดำก็ทะยานตัวพุ่งทะลุชั้นเมฆ และหายลับไปจนไร้ร่องรอยในที่สุด
และในฐานะที่เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ขบถ เซียวเจ๋อชวนย่อมตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน
ยังไม่ทันที่ผู้คนจะเอ่ยปาก ไป๋ฝ่าจี้ก็ถามเขาขึ้นมาก่อน
"ทีมอสุราคืออะไร? เจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับพวกเขา? แล้วเจ้ามีความเกี่ยวข้องอันใดกับลูกผสมครึ่งคนครึ่งมารนั่น?"
สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมาที่เขา
ชุดคลุมสีฟ้าขาวที่เซียวเจ๋อชวนสวมใส่อยู่ บัดนี้ถูกย้อมไปด้วยคราบเลือด ริมฝีปากซีดขาวเล็กน้อย ทว่ากลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขากลับยังคงทำให้ผู้คนรู้สึกหวั่นเกรง
เขาตอบกลับไป
"ทีมอสุราก็คือทีมอสุรา ข้าเองก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งของทีมอสุรา ข้าเป็นสหายของพวกเขา"
"หากท่านมหาจักรพรรดิพ่านกวนคิดว่าข้ามีความผิด อยากจะพิพากษาข้า อยากจะสังหารข้า ก็เชิญลงมือได้เลย หากข้าตาย พวกเขาจะต้องมาแก้แค้นให้ข้าอย่างแน่นอน"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็เม้มริมฝีปากและแย้มยิ้มออกมา
หว่างคิ้วฉายแววความเชื่อมั่นในตัวพวกพ้องอย่างเปี่ยมล้น
ส่วนคนที่เดิมทีคิดจะประณามหรืออยากจะสังหารเซียวเจ๋อชวน เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปมา ความหวั่นเกรงในใจเพิ่มพูนขึ้นมาอีกหลายส่วน
ไป๋ฝ่าจี้เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"เปิ่นตี้จะประกาศเรื่องนี้ให้ทุกคนได้รับรู้ ส่วนเรื่องของเจ้า ไม่จำเป็นต้องให้เปิ่นตี้เป็นผู้พิพากษา เผ่าเฉียนน่าจะให้คำอธิบายที่ดีได้"
ความหมายในคำพูดก็คือ เผ่าเฉียนจะเป็นฝ่ายจัดการกับเซียวเจ๋อชวน เพื่อให้คำอธิบายแก่ทุกคนเอง
เซียวเจ๋อชวนสีหน้าไม่เปลี่ยน
เขาพยักหน้าให้ไป๋ฝ่าจี้เล็กน้อย ก่อนจะกระโจนไปยังทิศทางของเหล่าศิษย์เผ่าเฉียน
ในเวลานี้เอง ผู้คนถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ศิษย์ของเผ่าเฉียนแทบจะไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังไม่มีศิษย์ตกตายเลยสักคนเดียว
ทุกคนตระหนักได้ถึงบางอย่าง สีหน้าจึงยิ่งดูไม่ได้เข้าไปใหญ่
โดยเฉพาะผู้อาวุโสรองของเผ่าเต๋า และนายน้อยแห่งเผ่าคุนอย่าง จ่างซุนม่าน
ศิษย์ของทั้งสองเผ่าล้วนบาดเจ็บล้มตายกันถ้วนหน้า
ทว่าบรรดาศิษย์ของเผ่าเฉียน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่เคียดแค้นชิงชังของผู้คน ก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาวูบหนึ่ง จนไม่กล้าสบตาด้วย
พวกเขาก็แค่ทำตามคำสั่งของนายน้อยเท่านั้นเอง
นายน้อยสั่งให้ทำอะไร พวกเขาก็ทำ สั่งให้อยู่ห่างจากวงล้อมการต่อสู้ พวกเขาก็ถอยห่าง
"นายน้อย!"
เมื่อเหล่าศิษย์เผ่าเฉียนเห็นคนตรงหน้า ก็รีบประสานมือคารวะทันที
เซียวเจ๋อชวนเอ่ยเสียงเรียบ
"ออกเดินทางกลับมหานครสวรรค์"