- หน้าแรก
- มรดกระบบกองเต็มจักรวาล ใช้ยังไงก็ไม่หมด
- บทที่ 8 พี่ใหญ่ข้ากลับกลายเป็นยอดคนเร้นกาย_
บทที่ 8 พี่ใหญ่ข้ากลับกลายเป็นยอดคนเร้นกาย_
บทที่ 8 พี่ใหญ่ข้ากลับกลายเป็นยอดคนเร้นกาย_
บทที่ 8 พี่ใหญ่ข้ากลับกลายเป็นยอดคนเร้นกาย?
"ผู้อาวุโส ข้าจำหลินเฉิงได้แม่นยำ และเพราะความชักจูงจากสิ่งชั่วร้ายนั่น ข้าจึงขังหลินเฉิงและเจ้ายอดเขาว่านผู้คอยพูดแทนเขาไว้ในคุกมืด! ข้า... ข้ามีความผิดยิ่งนัก!"
เย่เหลียงไม่ได้สอบถามโดยตรงว่าหลินหยางมีความสัมพันธ์เช่นไรกับหลินเฉิง แต่กล่าวถึงเหตุการณ์ตามจริงพร้อมยอมรับผิดโดยดี
"ผิดหรือไม่ ข้าเป็นผู้ชี้ขาด หลินเฉิงเป็นน้องชายแท้ๆ ของข้า ข้าจะรอดูว่าน้องชายข้าจะตัดสินใจเช่นไร หากน้องชายข้าเห็นว่าจำเป็น เช่นนั้นข้าคงต้องสังหารเจ้าเพื่อระบายความโกรธให้น้องชายข้าแล้ว!"
หลินหยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทว่าเย่เหลียงกลับรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
"นี่..."
เย่เหลียงหน้าซีดเผือดไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด
"ผู้อาวุโสโปรดเมตตา! ประมุขนิกายถูกสิ่งชั่วร้ายชักจูงจริง จึงพอมีเหตุผลผ่อนปรน อีกทั้งเพราะเจ้ายอดเขาว่านพยายามรับรองอย่างสุดกำลัง ประมุขนิกายจึงเพียงกักขังไว้ชั่วคราวเพื่อรอการตรวจสอบให้แน่ชัด!"
"ใช่แล้ว! ผู้อาวุโสโปรดใช้วิจารณญาณ!"
"ผู้อาวุโสโปรดใช้วิจารณญาณ!"
เจ้ายอดเขาและผู้อาวุโสทั้งหลายต่างไม่คาดคิดว่าหลินเฉิงจะมีเบื้องหลังถึงเพียงนี้ พวกเขาเคยได้ยินเพียงว่าหลินเฉิงมาจากตระกูลเล็กๆ ในราชวงศ์เท่านั้น
เมื่อได้ยินว่าหลินหยางคิดจะสังหารประมุขนิกาย ทั้งหมดจึงรีบกล่าวขอร้องทันที
หลินหยางฟังแล้วแย้มยิ้มกว้างยิ่งขึ้น
"พวกเจ้ากล่าวเช่นนี้ ข้าคงต้องขอบคุณเจ้ายอดเขาว่านผู้นั้นเสียแล้ว! อีกอย่าง ข้ายังไม่ได้กล่าวว่าจะไม่สังหารพวกเจ้าเสียหน่อย!"
"เอาแถอะ พวกเจ้าจงไปนำตัวหลินเฉิงออกมาจากคุกมืดเสีย ชีวิตพวกเจ้าล้วนอยู่ในกำมือหลินเฉิงแล้ว"
"หา?"
"นี่..."
เจ้ายอดเขาทั้งหลายหันมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก ไม่คิดว่าเปลวเพลิงจะลามมาถึงตัว พวกเขาจึงส่งสายตาอาฆาตไปทางเย่เหลียง
เมื่อได้สติ ทุกคนต่างเร่งรีบมุ่งหน้าไปยังคุกมืดหลังเขา
หลินหยางส่ายหัวพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะส่งจิตสำนึกเข้าสู่โถงใหญ่บนยอดเขาโยวอวิ๋น
...
ณ คุกมืดหลังเขา
"อาจารย์ ภายนอกเหตุใดจึงเงียบเสียงไปแล้ว?"
"ไอมารเลือนหายไปแล้ว น่าจะเป็นเพราะบรรพชนลงมือ!"
หลินเฉิงและพวกพ้องแม้ถูกโซ่ตรวนผนึกพลังไว้ แต่ยังสัมผัสได้ถึงไอมารที่อาละวาดอยู่ภายนอก รวมถึงความผันผวนจากการต่อสู้ครั้งใหญ่
"สำนักศักดิ์สิทธิ์ชางหม่างจะมีเผ่ามารบุกเข้ามาได้อย่างไร? หรือจะเป็นคนที่นำเครื่องปั้นดินเผาเปื้อนไอมารเข้าไปวางไว้ในห้องของศิษย์พี่?"
ข้างกายว่านเริ่น ว่านเย่ถงสตรีโฉมสะคราญในชุดกระโปรงสีเขียวกล่าวด้วยความยินดี
หากเป็นเช่นนั้น ย่อมพิสูจน์ได้ว่าหลินเฉิงเป็นผู้บริสุทธิ์ และพวกเขาก็จะได้รับอิสรภาพ
"เฮ้อ ข้าเกรงว่าเพียงเพราะเผ่ามารตนนี้ ก็อาจทำให้ผู้คนปักใจเชื่อว่าหลินเฉิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเผ่ามาร"
ว่านเริ่นนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อฟาง ใบหน้าธรรมดาทั่วไป ผิวพรรณค่อนข้างคล้ำ หากผู้ใดไม่รู้จักคงนึกว่าเป็นชาวหมู่ชาวนาธรรมดา
"หา?"
เมื่อได้ยินคำของว่านเริ่น ว่านเย่ถงพลันถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
แววตาของหลินเฉิงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
"ล้วนเป็นเพราะข้า!"
"วางใจเถิด ประมุขนิกายไม่กล้าทำอันตรายพวกเรา เพียงแต่เจ้า... หากสุดท้ายประมุขนิกายยังไม่ตรวจสอบให้ชัดเจน พวกเราค่อยออกจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ชางหม่างเสีย อาจารย์ของเจ้ายังมีขุมพลังเพียงพอที่จะคุ้มครองเจ้า!"
ว่านเริ่นตบไหล่หลินเฉิงเบาๆ แววตามั่นใจวาบผ่าน
"จริงด้วย! ศิษย์พี่ อย่าได้กังวลไปเลย หากท่านพ่อต้องการจากไป ใครเล่าจะขวางได้!"
"อาจารย์!"
หลินเฉิงเงยหน้าขึ้น ดวงตามีน้ำตาคลอ
อาจารย์ของหลินเฉิง ผู้แข็งแกร่งในขอบเขตถอดจิตระดับที่หนึ่ง และยังเป็นผู้บำเพ็ญกระบี่ที่ร้ายกาจ
ไม่ใช่แค่เพียงผู้ใช้กระบี่ แต่คือผู้บำเพ็ญกระบี่ที่เข้าใจแก่นแท้แห่งเจตจำนงกระบี่อย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างราวฟ้ากับเหว
ทว่าผู้แข็งแกร่งที่หาได้ยากเช่นนี้ กลับยินดีตกระกำลำบากเพียงเพื่อศิษย์เช่นเขา
สิ่งนี้ยากจะจินตนาการได้ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
"โอ้ๆ! เริ่มเล่นบทเศร้ากันแล้วรึ ตอนคิดกับเผ่ามาร เหตุใดไม่นึกถึงจุดจบวันนี้บ้างเล่า?"
ศิษย์ผู้ดูแลคุกเดินผ่านลูกกรงเหล็กเข้ามา เมื่อเห็นสภาพหลินเฉิงที่ดูราวกับจะร้องไห้ จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวถากถาง
"เจ้าพูดจาอันใด! เป็นเพียงศิษย์ผู้ดูแลคุกต่ำต้อย กลับกล้าสามหาวกับศิษย์พี่ข้า!"
ว่านเย่ถงเห็นผู้ใดมาดูหมิ่นศิษย์พี่ของนาง จึงลุกขึ้นตวาดกลับ
"หึหึ ศิษย์พี่ว่าน ข้าไม่ได้เจาะจงที่ท่านและเจ้ายอดเขาว่าน เพียงแต่ข้าทนไม่ได้ที่มนุษย์กลับไปสมคบคิดกับเผ่ามาร ข้าจึงปากไวไปหน่อย ท่านโปรดอย่าถือสา!"
เมื่อเห็นว่านเย่ถงไม่พอใจ ศิษย์ผู้ดูแลคุกจึงรีบเปลี่ยนสีหน้ายิ้มแย้มแก้ตัว
วาจาดูเหมือนเกลียดชังความชั่วร้าย แต่ความจริงเพียงต้องการหาความเหนือกว่าเท่านั้น
คุกมืดแม้จะมีผู้แข็งแกร่งคอยเฝ้า แต่ศิษย์ผู้ดูแลคุกเช่นเขาก็เป็นเพียงระดับธรรมดาเท่านั้น ฐานะทางโลกไม่ต่างจากศิษย์รับใช้
การได้เหยียบย่ำผู้ที่เคยเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานเช่นหลินเฉิง ทำให้ศิษย์ผู้นี้รู้สึกสมใจ
ทว่าสำหรับว่านเย่ถงและว่านเริ่น ศิษย์ผู้นี้ไม่กล้ากระทำการเช่นนั้น
เพราะผู้ใดมองก็ทราบดีว่า การถูกกักขังนี้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เจ้ายอดเขาหนึ่งคนสำคัญต่อสำนักศักดิ์สิทธิ์ชางหม่างยิ่งนัก
ที่ศิษย์ผู้นี้กล้ากล่าววาจาถากถางหลินเฉิงเมื่อครู่ เพียงเพราะนิสัยปากไวที่ยั้งไม่อยู่
หลังจากถูกว่านเย่ถงตวาด ศิษย์ผู้นี้จึงมองหลินเฉิงด้วยความอาฆาตก่อนตั้งท่าจะจากไป
ทว่าเมื่อหันหลังกลับ กลับเห็นกลุ่มคนท่าทางองอาจเดินเข้ามา
เมื่อเพ่งมองดีๆ พบว่าเป็นประมุขนิกายและผู้นำระดับสูงเกือบทั้งหมด ศิษย์ผู้นี้จึงตื่นตระหนกและรีบคุกเข่าคำนับทันที
"คารวะ... นี่!"
ศิษย์ผู้ดูแลคุกพึ่งเอ่ยปาก เย่เหลียงก็ตบหน้าศิษย์ผู้นั้นฉาดใหญ่จนฟันร่วงไปหลายซี่
"เจ้าคนถ่อย ให้เจ้าควบคุมดูแลคุกมืด กลับทำตัวเช่นนี้รึ? รีบไปคุกเข่าต่อหน้าสหายตัวน้อยหลินเฉิงเดี๋ยวนี้!"
"หา? ขอรับ! ขอรับ! ประมุขนิกายโปรดระงับโทสะ!"
เมื่อเห็นท่าทางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของประมุขนิกาย ศิษย์ผู้ดูแลคุกจึงไม่ขอถามสิ่งใด รีบกุมหน้าคลานเข่าไปนอกห้องขัง
"ศิษย์พี่หลิน โปรดไว้ชีวิตข้า ข้าสมควรตาย! ข้าสมควรตาย!"
ว่านเริ่นทั้งสามเห็นประมุขนิกายและกลุ่ม จึงลุกขึ้นยืนด้วยความฉงน ไม่เข้าใจว่าเหตุใดประมุขนิกายจึงแสดงท่าทีเช่นนี้
แม้จะเรียกหลินเฉิงว่าสหายตัวน้อย ก็ไม่น่าถึงเพียงนี้!
อีกทั้งเจ้ายอดเขาและผู้อาวุโสที่ตามหลังมา ต่างมองหลินเฉิงด้วยสายตาซาบซึ้งและละอายใจ
"เจ้าคนถ่อย! ยังไม่รีบเปิดประตูให้ท่านประมุขนิกายอีก!"
เย่เหลียงที่เดินเข้ามาตบหน้าศิษย์ผู้ดูแลคุกที่คุกเข่าอยู่อีกฉาด
"ขอรับ! ขอรับ!"
ศิษย์ผู้ดูแลคุกหน้าซีดเผือด รีบหยิบกุญแจมาเปิดประตู
"แก๊ก! ครืด~"
เมื่อประตูเปิดออก ทุกคนต่างรีบกรูเข้าไปไต่ถามสารทุกข์สุกดิบหลินเฉิง
"โอ้! สหายตัวน้อยหลินเฉิงลำบากแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง? บาดเจ็บที่ใดหรือไม่?"
"สหายตัวน้อยหลินเฉิง สองสามวันนี้อาหารการกินเป็นอย่างไรบ้าง?"
"หลับสบายดีหรือไม่?"
หลินเฉิงมองกลุ่มคนผู้มีตำแหน่งสูงส่งเบื้องหน้า ต่างแย่งชิงกันเข้ามาถามไถ่ด้วยรอยยิ้ม จนเขาตั้งรับแทบไม่ทัน
ว่านเริ่นและว่านเย่ถงที่ถูกทิ้งไว้ข้างๆ ต่างงุนงงไม่แพ้กัน
นี่หรือคือประมุขนิกายและผู้นำระดับสูงของนิกายอันดับหนึ่งแห่งเขตชางหม่าง?
เหตุใดท่าทีจึงแปลกประหลาดเช่นนี้
หลินเฉิงรวบรวมสติ "เหตุการณ์มีที่มาที่ไป ไม่โทษประมุขนิกาย เพียงท่านคืนความบริสุทธิ์ให้ศิษย์ก็พอแล้ว!"
ทันทีที่หลินเฉิงกล่าวจบ กลุ่มคนที่รายล้อมต่างถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
"ขอบคุณสหายตัวน้อย!"
"ขอบคุณสหายตัวน้อย!"
"รีบเชิญสหายตัวน้อยออกไปเถิด! อย่าให้ผู้อาวุโสต้องรอนาน!"
"จริงด้วย! สหายตัวน้อย เชิญ!"
หลินเฉิงยิ่งสับสน "ประมุขนิกาย ผู้อาวุโสที่พวกท่านกล่าวถึงคือ..."
"โอ้! ผู้อาวุโสก็คือพี่ใหญ่ของสหายตัวน้อยอย่างไรเล่า! ผู้อาวุโสมาเยือนนิกายเพื่อตามหาสหายตัวน้อย พร้อมทั้งขจัดปีศาจร้ายนั่น ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์คงไม่อาจคาดเดาได้!"
"หา? พี่ใหญ่ข้า?"
สติของหลินเฉิงสั่นสะเทือน พี่ใหญ่ของเขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญในระดับแปรแก่นหรือ?
เหตุใดจึงกลายเป็นผู้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้!
ว่านเริ่นก็ตื่นตะลึงเช่นกัน เขาเคยคิดว่าที่สิ่งชั่วร้ายนั่นถูกกำจัดเป็นเพราะฝีมือบรรพชน ที่แท้เป็นฝีมือพี่ใหญ่ของหลินเฉิง?
นี่... เหตุใดจึงรู้สึกราวกับความฝัน?
เมื่อดูจากปฏิกิริยาของประมุขนิกาย พี่ใหญ่ของหลินเฉิงย่อมไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งธรรมดาอย่างแน่นอน
มีพี่ใหญ่เช่นนี้ เหตุใดหลินเฉิงจึงไม่นำออกมาแสดง กลับต้องทนถูกใส่ร้ายจนติดคุก?
เมื่อเห็นว่านเริ่นและว่านเย่ถงมองมาที่ตน
หลินเฉิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก รู้ว่าพวกเขาเข้าใจผิดไปเสียแล้ว
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ทราบเลยว่าพี่ใหญ่ของตนเป็นถึงยอดคนเร้นกาย!
ไปพบหน้าก่อนเถิด! เผื่อว่าเป็นการจำคนผิด!