- หน้าแรก
- ระบบผูกมัดยอดอัจฉริยะสู่หนทางแห่งผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 1 ผูกมัดระบบบำเพ็ญเพียร
บทที่ 1 ผูกมัดระบบบำเพ็ญเพียร
บทที่ 1 ผูกมัดระบบบำเพ็ญเพียร
บทที่ 1 ผูกมัดระบบบำเพ็ญเพียร
ราชวงศ์ต้าโจว ภูมิภาคตะวันออก มณฑลชิงเสวียน
"พวกเจ้าได้ยินกันหรือเปล่า ช่วงนี้มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นในมณฑลชิงเสวียนหลายเรื่องเลยล่ะ และในแถบของพวกเราก็คือเรื่องที่ตระกูลมู่หรงถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก"
ภายในโถงภารกิจของสำนักเวิ่นเต้า เหล่าศิษย์สายนอกในชุดคลุมสีฟ้าขาวจับกลุ่มรวมตัวกัน พลางวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
"ถูกกวาดล้างงั้นหรือ พวกเขาไปทำความผิดอันใดมา ช่างน่าเวทนาเกินไปแล้วกระมัง" ศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสาร
"ว่ากันว่าพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกับเผ่าปีศาจ"
"อ้อ สมรู้ร่วมคิดกับเผ่าปีศาจเช่นนั้นก็สมควรตายแล้ว"
เรื่องการฆ่าล้างตระกูลฟังดูโหดร้ายทารุณยิ่งนัก ทว่าหากเกี่ยวข้องกับการสมคบคิดกับเผ่าปีศาจแล้วล่ะก็ นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
ราชวงศ์ต้าโจวก่อตั้งมานานนับร้อยปี จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรที่ต้องสิ้นชีพด้วยน้ำมือของเผ่าปีศาจนั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน ระหว่างเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจมีความบาดหมางที่ไม่สิ้นสุดมาอย่างยาวนาน
ในฐานะศิษย์ของสำนักฝ่ายธรรมะอย่างสำนักเวิ่นเต้า พวกเขาต่างรับหน้าที่ปราบปรามปีศาจและกำจัดมารร้าย เพื่อนำพาความสงบสุขมาสู่หล้า
ระหว่างที่เข้าแถวรอรับภารกิจ เหล่าศิษย์ต่างฆ่าเวลาด้วยการพูดคุย ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนหัวข้อสนทนาจากเหตุการณ์ใหญ่ในมณฑลชิงเสวียนมาเป็นเรื่องราวภายในสำนักของตนเอง
"จะว่าไปแล้ว ช่วงนี้ในหมู่ศิษย์สายนอกของพวกเรา มีศิษย์พี่นามว่าลู่ไป๋กำลังมาแรงทีเดียว ได้ยินมาว่าเขานำทีมออกไปปฏิบัติภารกิจและสังหารมหาปีศาจไปถึงสามตน"
"หึ ก็แค่มหาปีศาจสามตนมิใช่หรือ หากข้าบรรลุถึงขอบเขตสร้างรากฐาน แล้วมีศิษย์พี่ลู่ไปด้วย ข้าก็ย่อมทำได้เช่นกัน!"
"..."
"ศิษย์พี่ลู่มาแล้ว!"
มีคนตะโกนขึ้นมา ฝูงชนที่กำลังจอแจก็พลันเงียบเสียงลงในทันที แววตาของพวกเขาเผยให้เห็นถึงความเลื่อมใส และต่างพากันหลีกทางให้เขาโดยอัตโนมัติ
ทันใดนั้น สายตาอันเร่าร้อนนับไม่ถ้วนก็หันไปมองยังทางเข้าของลานกว้าง
ชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า เขามีผิวพรรณขาวสะอาด รูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างาม และมีท่วงท่าที่ดูโดดเด่นเหนือธรรมดา
เขาสวมใส่ชุดเครื่องแบบศิษย์สายนอกของสำนักเวิ่นเต้า ซึ่งเป็นเสื้อคลุมแขนยาวสีฟ้าขาว
ทว่ามันกลับแตกต่างไปจากชุดของศิษย์สายนอกทั่วไปเล็กน้อย ตรงที่บริเวณหน้าอกของชายหนุ่มประดับด้วยดวงดาวสีทองสามดวง
ภายในสำนักเวิ่นเต้า ศิษย์สายนอกยังมีการแบ่งแยกย่อยลงไปอีก โดยจำนวนของดาวสีทองจะเป็นตัวบ่งบอกถึงระดับชั้นของศิษย์ ดาวสีทองสามดวงหมายความว่าเขาผู้นี้มีคุณสมบัติพร้อมที่จะเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในแล้ว
"คารวะศิษย์พี่ลู่!"
"สวัสดี ศิษย์น้องทั้งหลาย"
ลู่ไป๋มองเหล่าศิษย์ที่มีแววตาเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น เขานึกย้อนไปถึงท่าทีอันไร้เดียงสาของตนเองเมื่อครั้งเข้าสำนักมาใหม่ๆ จึงเผยรอยยิ้มบางเบาพร้อมกับพยักหน้าให้น้อยๆ
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มนี้ ศิษย์หญิงบางคนก็ถึงกับหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นระรัวราวกับกวางตื่นตูม ภายในดวงตาปรากฏเป็นประกายระยิบระยับ
ทางด้านศิษย์ชายเองก็มีแววตาแห่งความชื่นชมยินดีไม่ต่างกัน
ศิษย์พี่ลู่คือผู้ใดกัน
เขาคือบุคคลระดับตำนานในหมู่ศิษย์สายนอกแห่งสำนักเวิ่นเต้า
แม้กระทั่งก่อนที่จะเข้ามายังสำนักเวิ่นเต้า พวกเขาก็เคยได้ยินวีรกรรมของลู่ไป๋มาบ้างแล้ว
เขาก้าวเต้าขึ้นมาทีละก้าวจากศิษย์รับใช้จนกลายมาเป็นศิษย์สายนอก มิหนำซ้ำยังบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานได้ก่อนกำหนด ล้ำหน้าบรรดาศิษย์ที่โดดเด่นคนอื่นๆ ไปมากมาย และยังสามารถสังหารมหาปีศาจได้ในระหว่างปฏิบัติภารกิจอีกด้วย
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาคงจะได้เข้าเป็นศิษย์สายในในอีกไม่ช้า และทะยานขึ้นสู่ความสำเร็จอย่างแน่นอน!
เขาคือแบบอย่างอันยอดเยี่ยมสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาๆ อย่างพวกเขาทีเดียว
เมื่อเผชิญกับสายตาอันเคารพเลื่อมใสเหล่านี้ ลู่ไป๋เพียงแค่ยิ้มรับ มือซ้ายของเขาลูบคลำไปบริเวณหน้าท้องที่ตกสะเก็ดแล้วโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าแผลจะสมานตัวดีแล้ว แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกเจ็บปวดตื้อๆ หลงเหลืออยู่
หากลู่ไป๋เลิกเสื้อคลุมขึ้นในยามนี้ ทุกคนจะได้เห็นรอยแผลเป็นอันน่าสยดสยอง แม้ว่ามันจะตกสะเก็ดไปแล้ว ทว่าก็ยังพอจะจินตนาการได้ว่าการต่อสู้ในครั้งนั้นอันตรายมากเพียงใด
หากมิใช่เพราะลู่ไป๋บังเอิญพกขวดผงห้ามเลือดสำหรับบาดแผลภายนอกติดตัวไว้ บางที... การที่เขาจะได้รอดชีวิตกลับมาหรือไม่นั้น ก็คงยังเป็นที่น่าสงสัย
และภายในสำนักเวิ่นเต้า ศิษย์ที่อยู่ในขอบเขตปรับแต่งเรือนร่างและขอบเขตรวบรวมลมปราณ จะยังไม่มีสิทธิ์ลงจากเขาเพื่อไปปฏิบัติภารกิจ ในวันธรรมดาพวกเขาจะทำได้เพียงให้อาหารสัตว์วิเศษที่สำนักเลี้ยงไว้ ทำความสะอาด เดินลาดตระเวน และงานง่ายๆ ทั่วไปเท่านั้น พวกเขาไม่เคยได้ลงจากเขาเลย
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าโลกใบนี้นั้นอันตรายมากเพียงใด
แต่ลู่ไป๋รู้ดี
จากนั้น ลู่ไป๋ก็รวบรวมสติแล้วเดินตรงไปยังโถงภารกิจเพื่อส่งมอบงาน
โดยปกติโถงภารกิจจะมีอยู่ด้วยกันสามชั้น ภารกิจส่วนใหญ่ในชั้นแรกจะรับมาจากศิษย์ผู้ดูแล และมีเพียงภารกิจพิเศษที่ต้องเดินทางลงจากเขาเท่านั้น ที่จำเป็นต้องไปส่งมอบให้กับผู้อาวุโสในชั้นที่สอง
เมื่อมาถึงชั้นสอง ขณะที่ลู่ไป๋ก้าวเดินเข้าไป เขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากด้านใน
"โอ้ เสี่ยวลู่มาแล้วหรือ ไม่เลวเลยนี่ ประสิทธิภาพในการทำภารกิจของเจ้ารวดเร็วใช้ได้ทีเดียว เพียงสองวันก็กลับมาแล้ว"
ผู้พูดคือชายชราผมขาวที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ เขาลูบเคราของตนเองด้วยความเคยชินในขณะที่เอ่ยปาก
ลู่ไป๋มีท่าทีลังเลที่จะเอื้อนเอ่ย
"การทำภารกิจสำเร็จลุล่วงภายในสองวัน ความเร็วระดับนี้แม้แต่ในหมู่ศิษย์สายในก็ยังหาได้ยากยิ่ง ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวไปหรอก"
เมื่อเห็นสีหน้าของลู่ไป๋ ผู้อาวุโสเย่ก็ลูบเคราของตน พลางคิดว่าเด็กหนุ่มคงจะรู้สึกอับอายกับผลตอบแทนอันน้อยนิด จึงได้กล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
"หนึ่งวันกับอีกสิบเอ็ดชั่วยามขอรับ"
ลู่ไป๋เม้มริมฝีปาก เน้นย้ำถึงระยะเวลาอย่างชัดเจน
"เจ้าเด็กแสบนี่..."
ผู้อาวุโสเย่ถึงกับพูดไม่ออก ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขายิ้มและสะบัดแขนเสื้อ
"เจ้าคิดว่าชายชราผู้นี้จะหักรางวัลของเจ้างั้นหรือ"
รางวัลจากภารกิจนั้น นอกเหนือจากอัตราความสำเร็จแล้ว ยังเชื่อมโยงกับระยะเวลาที่ใช้ในการทำภารกิจอีกด้วย แม้จะห่างกันเพียงชั่วยามเดียว แต่ความแตกต่างของรางวัลนั้นกลับมากกว่าหนึ่งส่วนเลยทีเดียว
"นี่เป็นภารกิจที่หกของเจ้าในเดือนนี้แล้ว และยังเป็นภารกิจระดับต่ำเสียด้วย แม้แต่ศิษย์สายในก็ยังไม่ขยันขันแข็งเท่าเจ้าเลย..."
หลังจากส่งมอบภารกิจเสร็จสิ้น ผู้อาวุโสเย่ก็มองดูลู่ไป๋แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกทึ่ง
เขาไม่เคยพบเห็นศิษย์ที่ขยันขันแข็งเช่นนี้มาก่อนเลย
"พรสวรรค์ของพวกเขาสูงส่งกว่าข้ามากนักขอรับ"
ลู่ไป๋ยักไหล่ ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ อย่างชัดเจน
ทรัพยากรภายในสำนักเวิ่นเต้ามีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งหมายความว่าเหล่าศิษย์ต้องเผชิญกับการแข่งขันภายใน ไม่ว่าจะเป็นการทำภารกิจ การทะลวงผ่านระดับขอบเขต หรือการประลองระหว่างศิษย์...
แม้ว่ามันจะดูโหดร้ายอยู่บ้าง แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีโอกาสใดๆ เลย
ในฐานะผู้ทะลุมิติ ลู่ไป๋เข้าใจหลักการข้อนี้อย่างลึกซึ้ง
เขามีเพียงรากวิญญาณระดับกลางเท่านั้น แม้จะแข็งแกร่งกว่าผู้ที่มีรากวิญญาณผสมอยู่มาก ทว่าเขาก็ไม่มีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญเพียร หากเขาไม่พยายามอย่างหนัก แล้วเขาจะก้าวมาถึงขอบเขตสร้างรากฐานในเวลาเพียงห้าปีสั้นๆ ได้อย่างไรกัน
"พักผ่อนให้ดีเถิด และอย่าได้หักโหมจนเกินไปนัก ด้วยความอุตสาหะของเจ้า เจ้าจะต้องได้เป็นศิษย์สายในของสำนักอย่างแน่นอน หากเรื่องใดอยู่ภายในขอบเขตความสามารถของชายชราผู้นี้ มีหรือที่ข้าจะไม่ช่วยเหลือเจ้า"
ผู้อาวุโสเย่มองดูลู่ไป๋ที่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย ราวกับมองเห็นภาพของตนเองในอดีตที่กำลังดิ้นรนอยู่ในสำนักเวิ่นเต้า เขาจึงกล่าวออกมาช้าๆ
มีผู้อาวุโสท่านใดบ้างที่จะไม่เอ็นดูศิษย์ที่ขยันขันแข็ง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่ไป๋ก็ดูเหมือนจะรอคอยคำพูดประโยคนี้มานานแล้ว เขารีบค้อมตัวลงเล็กน้อยและกล่าวว่า "ศิษย์ผู้นี้เทียวไปเทียวมาที่โถงภารกิจแห่งนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ยามใดที่ข้าต้องการเลือกภารกิจที่มีความยากต่ำแต่ให้ผลตอบแทนดี ข้ามักจะขาดประสบการณ์ในการตัดสินใจ เรื่องนี้คงต้องรบกวนผู้อาวุโสเย่แล้วขอรับ"
ผู้อาวุโสเย่: ???
เจ้าเด็กคนนี้ ไม่ยอมพลาดโอกาสใดๆ เลยจริงๆ
ร้ายกาจเสียจริง
...
ยอดเขาศิษย์ ลานบ้านพัก
ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่จะพักรวมกันในห้องพักสามคน ทว่าศิษย์เช่นลู่ไป๋ที่ทำผลงานในสายนอกได้ดี จะมีสิทธิ์พักอาศัยในห้องเดี่ยวได้
แม้จะไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก แต่มันก็ทำให้ชีวิตการบำเพ็ญเพียรในแต่ละวันสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
การทำภารกิจที่สำนักมอบหมายให้สำเร็จและรับทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรเป็นเรื่องปกติสำหรับศิษย์สำนักเวิ่นเต้าส่วนใหญ่
ขณะนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง หลังจากกินเม็ดยารวบรวมปราณเข้าไป ลู่ไป๋ก็สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณบริสุทธิ์ที่ไหลเข้าสู่ร่างกาย และกำแพงที่ขวางกั้นราวกับข้อจำกัดก็ถูกทะลวงผ่านไป
"ขอบเขตสร้างรากฐานระดับสาม ด้วยความแข็งแกร่งเพียงเท่านี้ คงไม่พอที่จะเอาตัวรอดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็นแน่"
ลู่ไป๋พ่นลมหายใจอันขุ่นมัวออกมา สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่หมุนวนไปตามจุดวังวนปราณภายในร่างกาย ก่อนจะค่อยๆ กำหมัดแน่น
สิ่งที่จำเป็นในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่ได้มีเพียงมรรยาททางสังคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความแข็งแกร่งอันเป็นที่ประจักษ์อีกด้วย
ในฐานะผู้ทะลุมิติ ลู่ไป๋ไขว่คว้าทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา
จากจุดเริ่มต้นอันโชคดีที่ได้เข้าสู่สำนักเวิ่นเต้า เขาไต่เต้าขึ้นมาทีละก้าวจากสถานะศิษย์รับใช้จนมาถึงจุดที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบัน
เขาใช้เวลาถึงห้าปีในการเข้าสู่สายนอกและทะลวงไปสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน จนมาถึงตำแหน่งปัจจุบันของเขาได้
หนึ่งปีสำหรับการปรับแต่งเรือนร่าง สองปีสำหรับการรวบรวมลมปราณ และอีกสองปีสำหรับการสร้างรากฐาน นี่คือระดับขอบเขตที่ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพรสวรรค์ค่อนข้างดีพอจะทำได้
เรื่องราวที่เล่าขานกันในนิยายยอดนิยมพวกนั้น เช่น บรรลุแก่นทองคำภายในครึ่งปี วิญญาณแรกกำเนิดภายในหนึ่งปี ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น
ในครั้งนี้ ลู่ไป๋ลงจากเขาเพื่อไปปฏิบัติภารกิจปราบปีศาจ เขาต้องเผชิญหน้ากับปีศาจแมงมุมระดับมหาปีศาจเพียงลำพัง และทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อสังหารมัน
หากมิใช่เพราะขวดผงห้ามเลือดที่เขาใช้แต้มผลงานแลกมาเมื่อคราวก่อน ซึ่งมีสรรพคุณในการห้ามเลือดและถอนพิษ เขาคงจะต้องสิ้นชีพอยู่เบื้องล่างหุบเขาไปแล้ว
โลกใบนี้นั้นช่างอันตรายยิ่งนัก
[ติ๊ง ตรวจพบความเข้ากันได้ของวิญญาณโฮสต์ที่ 100% กำลังผูกมัดโดยอัตโนมัติ ความคืบหน้าในการผูกมัด 1%… 20%… 100%]
[ติ๊ง ระบบนี้จะอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือโฮสต์ในการบำเพ็ญเพียร]
เสียงแจ้งเตือนอันน่าฟังดังขึ้นในหูของลู่ไป๋
ระบบงั้นหรือ?
ลู่ไป๋ขมวดคิ้ว เขาอุตส่าห์พยายามอย่างหนักมาตั้งหลายปี จนก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ทว่าระบบเพิ่งจะมาเอาป่านนี้นี่นะ?
แต่อย่างว่า อย่าว่าแต่ในมณฑลชิงเสวียนเลย แม้แต่ภายในสำนักเวิ่นเต้าแห่งนี้ ความแข็งแกร่งของลู่ไป๋ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับล่างสุดอยู่ดี
ขอบเขตสร้างรากฐานมอบเพียงคุณสมบัติให้เขาได้กลายเป็นศิษย์สายในเท่านั้น
เขาอาจจะไม่เคยกินหมู แต่ก็เคยเห็นหมูวิ่ง แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาได้ผูกมัดกับระบบ แต่หลังจากที่ได้เห็นกรณีศึกษามามากมาย เขาก็พอจะรู้วิธีใช้งานมันอยู่บ้าง
จิตใจของลู่ไป๋สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่หน้าต่างระบบจะปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา
[ฟังก์ชันระบบ]: 1. โฮสต์สามารถเลือกเป้าหมายผูกมัดที่มีพรสวรรค์และมีความแข็งแกร่งเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ได้
(หลังจากที่โฮสต์ผูกมัดกับเป้าหมายแล้ว จะสามารถแบ่งปันความสามารถในการทำความเข้าใจและความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเป้าหมายได้ 100% หมายเหตุ: ระยะเวลาที่ใช้ในการผูกมัดจะสัมพันธ์กับความแข็งแกร่งของเป้าหมาย)
2. โฮสต์และเป้าหมายที่ผูกมัดมีปฏิสัมพันธ์กันในชีวิตประจำวัน และจะสามารถรับรางวัลเพิ่มเติมจากเป้าหมายได้ (รางวัลจะผูกติดอยู่กับความรู้สึกดีๆ ที่เป้าหมายมีต่อโฮสต์)
"เงื่อนไขในการผูกมัดมีอะไรบ้าง"
ลู่ไป๋วิเคราะห์หน้าต่างระบบอยู่ครู่หนึ่ง ไตร่ตรองถึงฟังก์ชันของระบบ แล้วจึงเอ่ยถามขึ้น
[โฮสต์จำเป็นต้องทราบชื่อของอีกฝ่ายและสร้างความประทับใจไว้ในใจของพวกเขาเสียก่อน จึงจะสามารถสร้างสายสัมพันธ์ได้ หมายเหตุ: ต้องอยู่ภายในระยะทางที่กำหนด]
ข้อกำหนดในการผูกมัดนั้นยากหรือไม่?
ไม่ยากเลย อย่างน้อยก็สำหรับลู่ไป๋
รูปงาม แข็งแกร่งพอตัว และเด็ดขาดในการกระทำ ศิษย์อย่างลู่ไป๋ค่อนข้างเป็นที่นิยมในสำนักเวิ่นเต้าทีเดียว
"ข้าสามารถตรวจสอบความรู้สึกดีๆ ของเป้าหมายที่ผูกมัดได้หรือไม่"
ลู่ไป๋ยังคงไตร่ตรองถึงฟังก์ชันของระบบต่อไป แม้ว่าระบบจะพูดไม่ได้ แต่มันก็จะเด้งหน้าต่างตอบกลับขึ้นมา ทำให้เขาสามารถแยกแยะระบบได้อย่างละเอียดด้วยการป้อนคำถามทีละข้อ
[ไม่ได้]
คำสองคำที่เย็นชาและไร้อารมณ์เด้งขึ้นมา
ลู่ไป๋: "..."
มันมีไว้สำหรับช่วยเหลือในการบำเพ็ญเพียรเท่านั้นจริงๆ
เมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความรู้สึกดีๆ ต่อตนเองมากน้อยเพียงใด รางวัลที่เด้งขึ้นมาก็เหมือนกับการเปิดกล่องสุ่ม ชวนให้รู้สึกลุ้นระทึกและน่าตื่นเต้น
หลังจากนั้น ลู่ไป๋ก็ถามคำถามอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อทำความเข้าใจการทำงานของระบบให้กระจ่างชัด
กล่าวง่ายๆ ก็คือ มันเป็นการสุ่มผูกมัดผู้โชคดีสักคน แล้วจากนั้น... ก็สูบประโยชน์จากพวกเขา
ลู่ไป๋นึกย้อนไปถึงศิษย์สำนักเวิ่นเต้าที่เขามีความสัมพันธ์อันดีด้วย และยังมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม
สำหรับช่องผูกมัดช่องแรก ทางที่ดีควรเลือกศิษย์ที่เลื่อมใสในตัวเขาและเป็นคนที่เขาสามารถมีปฏิสัมพันธ์ด้วยได้
ตัวเขาเองก็มีสิ่งที่สามารถสั่งสอนผู้อื่นได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ชี้แนะใครไปในทางที่ผิด ทั้งยังสามารถเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีๆ และกอบโกยรางวัลจากพวกเขาได้อีกด้วย
อืม เป็นแผนการที่ดี
ทว่าลู่ไป๋ครุ่นคิดอยู่นาน แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเป็นผู้ใด
ส่วนศิษย์สายในนั้น แต่ละคนล้วนหยิ่งยโสโอหัง และมีความเหลื่อมล้ำทางสถานะอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยความที่เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ลู่ไป๋อาจไม่มีปัญหามากนักในการพูดคุยด้วยไม่กี่คำ หรือการเอ่ยขอคำแนะนำ
ทว่า... การที่จะได้ร่วมถกวิถีมรรคากับเหล่าศิษย์สายใน บำเพ็ญเพียรร่วมกัน และสานสัมพันธ์กันนั้น คงไม่เกินจริงนักหากจะเรียกว่าเป็นเพียงแค่ฝันกลางวัน
สำหรับลู่ไป๋ในตอนนี้ พวกเขาล้วนดูถูกเหยียดหยามอย่างแท้จริง
ทันใดนั้น ลู่ไป๋ก็ยืนอยู่ริมหน้าต่างและมองออกไปยังทางเข้าของลานบ้านพักศิษย์
มีฝูงชนจับกลุ่มรวมตัวกันอยู่ที่นั่น ดูตื่นตระหนกเล็กน้อย บรรยากาศอบอวลไปด้วยความคึกคักและเสียงซุบซิบนินทา โดยมีคำว่า "อัจฉริยะ" และ "สมรู้ร่วมคิดกับเผ่าปีศาจ" หลุดลอยมาให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ