- หน้าแรก
- หายนะสิ้นโลก ผมอัพเกรดหลุมหลบภัยไร้จำกัด
- บทที่ 83 เตรียมพร้อมรบ! โบราณสถานปรากฏขึ้นอีกครั้ง
บทที่ 83 เตรียมพร้อมรบ! โบราณสถานปรากฏขึ้นอีกครั้ง
บทที่ 83 เตรียมพร้อมรบ! โบราณสถานปรากฏขึ้นอีกครั้ง
บทที่ 83 เตรียมพร้อมรบ! โบราณสถานปรากฏขึ้นอีกครั้ง
"ถุงเมล็ดพันธุ์งั้นเหรอ? แถมยังดูเหมือนจะเป็นเวอร์ชันเทคโนโลยีขั้นสูงซะด้วย! ไม่เลวเลยจริงๆ!"
ภายในช่องเก็บของมิติตัวเองอันมืดมิด พลันมีถุงเมล็ดพันธุ์ขนาดประมาณถุงปุ๋ยน้ำหนัก 25 กิโลกรัมปรากฏ ซึ่งถือว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว!
เมื่อนำเมล็ดพันธุ์ออกมา คุณสมบัติบนหน้าต่างระบบเกมก็ปรากฏขึ้นมาโดยธรรมชาติ:
【เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี เวอร์ชัน "ต้านทานภัยพิบัติขั้นสูง"】
【คำอธิบาย】: ผ่านการเพาะเลี้ยงจากนักเพาะปลูกระดับสูงที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งธรรมชาติ มีความสามารถในการต้านทานความหนาวเย็น ความร้อน แมลงศัตรูพืช และภัยพิบัติอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
【ผลผลิต】: 1,050 จิน (ประมาณ 525 กิโลกรัม) ต่อมู่ (ประมาณ 0.4 ไร่)
"โอ้โห ยอดเยี่ยมมาก มีความสามารถในการต้านทานภัยพิบัติที่แข็งแกร่งขนาดนี้ แถมยังให้ผลผลิตตั้งพันกว่าจินต่อมู่ ถือว่ายอดเยี่ยมมากจริงๆ!"
เมื่อเห็นคุณสมบัติอันทรงพลังเช่นนี้ ซูหมัวก็รีบเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีกลับเข้าไปตามเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายโดยไม่จำเป็น
เมล็ดพันธุ์น้ำหนัก 25 กิโลกรัมนี้ หากคำนวณตามปริมาณที่ต้องใช้ในการเพาะปลูกต่อมู่แล้ว งั้นก็น่าจะปลูกได้ประมาณหนึ่งมู่ครึ่ง
ถึงเวลานั้นก็น่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 1,400 จิน! (700 กิโลกรัม)
เมื่อนำไปบดเป็นแป้งสาลีด้วยโม่หิน อย่างน้อยก็น่าจะได้แป้งสาลีประมาณแปดถึงเก้าร้อยจิน ซึ่งเพียงพอให้คนคนหนึ่งกินได้นานถึงหนึ่งปีเลยทีเดียว!
หลังจากนอนอาบแดดอยู่ครู่หนึ่ง ซูหมัวก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับเข้าไปใต้ "ช่องแสง" ของฐานที่มั่น
"ถ้าอย่างนั้นภารกิจที่เหลือ ก็แค่จัดการอุดรอยโหว่ขนาดใหญ่บนเพดานนี้ให้เรียบร้อย!"
บริเวณที่ถูกพวกโคโบลด์ใช้ลูกไฟระเบิดโจมตีอย่างต่อเนื่องจนเป็นรูโหว่ ในเวลานี้ยังมีเส้นเหล็กเส้นโผล่ออกมาให้เห็นอยู่ด้านนอก
เขาหยิบหินออกมาหนึ่งหน่วย และหยิบเหล็กออกมาอีกหนึ่งหน่วย เมื่อเห็นว่าคะแนนการเอาชีวิตรอดลดลงเหลือเพียง 25 คะแนน ซูหมัวก็ตัดสินใจใช้คะแนนการเอาชีวิตรอดทั้งหมดเพื่อทำการซ่อมแซมทันที
หินและเหล็กบนพื้นแปรสภาพกลายเป็นของเหลวไหลไปเกาะติดอยู่ตรงรอยโหว่ขนาดใหญ่
เหล็กเส้นเริ่มยืดตัวออก คอนกรีตผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า รอยโหว่ขนาดใหญ่เริ่มสมานตัวเข้าหากันจนกระทั่งกลับคืนสู่สภาพดีเยี่ยมไร้รอยต่อ
"น่าเสียดายที่วัสดุของหม่ากู่มีไม่มาก ความหนาของแผ่นหินจึงยังไม่ดีพอ เมื่อเทียบกับหลุมหลบภัยหินของฉันแล้ว ถือว่าห่างชั้นกันมาก แต่การจะใช้แรงงานคนสร้างหินที่ทั้งหนาและหนักขนาดนั้นขึ้นมา มันก็ดูจะไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริงสักเท่าไร!"
เขายิ้มกว้างพลางเดินไปที่เครื่องขุดเจาะน้ำมัน เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์จากการทำงานในช่วงครึ่งค่อนวันที่ผ่านมา
ในเวลานี้ น้ำมันดีเซลสะสมได้ประมาณ 6.5 ลิตรแล้ว ภายในพื้นที่เก็บของทรงสี่เหลี่ยม มันดูราวกับจับตัวเป็นก้อนแข็งและนิ่งสนิทไม่ไหวติง
ส่วนโทลูอีนที่เก็บรวบรวมได้ในอีกกล่องหนึ่งนั้น มีปริมาณประมาณ 500 กรัม มันมีลักษณะเป็นของเหลวใสไม่มีสี หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูหมัวก็หยิบขวดน้ำแร่เปล่าที่เคยดื่มหมดแล้วออกมา จากนั้นก็กรอกโทลูอีนใส่ลงไปในขวดน้ำแร่
ปริมาณโทลูอีนเท่านี้ก็เพียงพอที่จะนำไปผลิตกรดพิคริกได้บ้างแล้ว ส่วนการจะผลิตระเบิดในปริมาณมากในภายหลังนั้น ยังคงต้องค่อยๆ สะสมวัตถุดิบต่อไป
แต่สำหรับน้ำมันดีเซลเหล่านี้ ซูหมัวเตรียมจะนำถังน้ำมันเปล่าใบเดิมออกมา เพื่อถ่ายน้ำมันดีเซลทั้งหมดใส่ลงไปในถัง
น้ำมันดีเซลของรถบักกี้เริ่มร่อยหรอ น้ำมันดีเซลเหล่านี้จึงสามารถนำมาเติมได้พอดี
เมื่อเดินออกจากประตูฐานที่มั่น โอริโอ้ยังคงนอนหลับอุตุอยู่บนพื้น
เขาโยกศีรษะไปมา ซูหมัวเตรียมจะเดินอ้อมขึ้นไปด้านบนเพื่อเติมน้ำมันให้รถบักกี้ แต่เมื่อหันไปมองด้านข้างโดยไม่ตั้งใจ สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
"โอริโอ้ ลุกขึ้นมาทำงานได้แล้ว!" โอริโอ้ที่นอนหมอบอยู่บนพื้นสะดุ้งโหยงรีบกระโจนตัวลุกขึ้นยืน เมื่อมันมองไปยังทิศทางอันห่างไกล มันก็อดไม่ได้ที่จะเห่ากรรโชกออกมาเสียงดังลั่น
ในสายตาของซูหมัว ทิศทางอันห่างไกลที่เคยมีแสงแดดสาดส่อง บัดนี้กลับปรากฏกลุ่มหมอกสีดำทมิฬแผ่ขยายตัวขึ้นมาบดบังผืนฟ้าจนมิด!
หมอกสีดำปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นเอาไว้ ราวกับมีภูตผีปีศาจสิงสถิตอยู่ หรือราวกับเป็นภัยพิบัติที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง
เมื่อเทียบกับสายหมอกในครั้งก่อน สายหมอกในครั้งนี้คล้ายกับแฝงไปด้วยความประสงค์ร้าย สีของมันเข้มข้นและดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมมาก!
หากคำนวณจากระยะทางแล้ว มันตั้งอยู่ห่างจากหลุมหลบภัยใต้ดินไปทางทิศเหนือไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรพอดี
สำหรับสายหมอกนี้ ซูหมัวไม่ได้รู้สึกแปลกหน้าแต่อย่างใด
โบราณสถานแห่งแรกที่เขาเคยสำรวจ มันก็คือการเดินผ่านสายหมอกเข้าไปเช่นกัน
"โบราณสถานกลับปรากฏขึ้นมาในเวลาเช่นนี้ แถมในตอนนี้ยังไม่สามารถจับจุดหรือกฎเกณฑ์การปรากฏตัวของมันได้เลย!" ขณะที่ซูหมัวกำลังครุ่นคิดในใจ เขาก็เดินมาที่หน้าประตูฐานที่มั่น พลางออกแรงหมุนแป้นบานพับเพื่อปิดประตูใหญ่!
หลังจากดันแป้นบานพับกลับเข้าไปด้านในแล้ว เขาก็กดปิดฝาครอบทั้งหมดตามลำดับ จากนั้นซูหมัวก็รีบก้าวเท้าเดินตรงไปยังรถบักกี้อย่างรวดเร็ว
ภายในโบราณสถานย่อมมีสิ่งของล้ำค่าซ่อนอยู่!
อีกทั้งยังเป็นสิ่งของที่สำเร็จรูป เป็นสิ่งของประเภทที่เมื่อนำออกมาแล้วจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นกำลังการผลิตหรือพลังในการต่อสู้ได้ในทันที
เมื่อเทียบกับโบราณสถานใต้ดินของ "หม่ากู่" แล้ว โบราณสถานสายหมอกย่อมมีสิ่งของล้ำค่ามากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แต่ในขณะเดียวกัน โบราณสถานสายหมอกก็เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้านเช่นกัน!
หลังจากเข้าไปแล้ว ฟังก์ชันการทำงานของหน้าต่างระบบเกมรวมถึงระบบทั้งหมดจะถูกปิดกั้นชั่วคราวและสูญเสียประสิทธิภาพไป
คล้ายกับมีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวบางอย่างทำงานอยู่ภายในโบราณสถานสายหมอก แม้แต่ระบบที่เป็นสิ่งของระดับสูงก็ยังมองสิ่งของในโบราณสถานสายหมอกเป็นเพียงสิ่งของธรรมดาทั่วไป
ยังไงก็ตาม เมื่อนำพวกมันออกมาสู่โลกภายนอก ถึงจะสามารถมองเห็นคุณสมบัติพิเศษของสิ่งของเหล่านั้นได้
ส่วนเรื่องที่ว่าจะไปหรือไม่นั้น ซูหมัวไม่ได้เสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย
ภายในโบราณสถาน อันตรายและผลตอบแทนย่อมมาคู่กัน แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้รับแล้ว อันตรายเหล่านี้ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
ยิ่งไปกว่านั้น...
เขามองดูขวดน้ำที่บรรจุโทลูอีนซึ่งวางอยู่ในช่องเก็บของมิติตัวเอง ความมั่นใจของซูหมัวก็เพิ่มพูนขึ้นมามาก
ในเวลานี้โอริโอ้ได้ขึ้นไปนั่งบนตำแหน่งของตัวเองก่อนแล้ว มันใช้ปากคาบเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้ตัวเองอย่างเรียบร้อย
เมื่อซูหมัวสวมหมวกกันน็อกและคาดเข็มขัดนิรภัยเสร็จสิ้น เสียงเครื่องยนต์ก็แผดร้องคำรามลั่น รถบักกี้พุ่งทะยานออกไปด้วยพละกำลังอันมหาศาลทันที
ในมุมมองจากมุมสูงบนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ซูหมัวดูราวกับนักรบผู้กล้าหาญที่ขับขี่ยานพาหนะพุ่งทะยานเข้าหาหมอกสีดำอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
สามกิโลเมตร...
สองกิโลเมตร...
หนึ่งกิโลเมตร...
จนกระทั่งเหลือระยะห่างจากโบราณสถานเพียง 400 เมตร ซูหมัวก็หยุดรถ เขาพยายามเพ่งมองภาพเหตุการณ์ภายในสายหมอกอย่างสุดความสามารถ
น่าเสียดาย…. มันยังคงเหมือนกับครั้งก่อน ภายในสายหมอกนั้นมืดมิดและหนาทึบ หากยืนอยู่ด้านนอกย่อมไม่มีทางมองเห็นภาพเหตุการณ์ภายในได้เลย
เขาขับรถวนรอบโบราณสถานอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อพบว่ามองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ซูหมัวก็ตัดสินใจขับรถกลับหลุมหลบภัยใต้ดินทันที
หลังจากนำรถบักกี้เข้าไปจอดในโรงรถแล้ว เขาก็เดินมาที่หน้าประตูใหญ่พลางหมุนตัวล็อกอย่างรวดเร็ว เสียงดังแกร๊กดังขึ้น สลักล็อกหดกลับเข้าไป
เขาปล่อยให้โอริโอ้เดินเข้าไปด้านใน จากนั้นก็ปิดประตูใหญ่ลง ซูหมัวรีบก้าวเท้าเดินตรงไปยังห้องจัดสรรพลังงานเพื่อสลับการจ่ายพลังงานจากแบตเตอรี่ไปเป็นเครื่องปั่นไฟดีเซล
เขาเดินมาที่หน้าโต๊ะทำงานพลางเปิดสวิตช์ตรวจสอบระบบด้วยตัวเอง
ในระหว่างที่ระบบกำลังตรวจสอบตัวเองอยู่นั้น ซูหมัวก็ไปหยิบวัตถุดิบทั้งหมดที่ต้องใช้ในการผลิตกรดพิคริกมาเตรียมพร้อมไว้
หากต้องการผลิตกรดพิคริก สารฟีนอลไดซัลโฟนิกถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้
ดังนั้นการใช้โทลูอีนเพื่อผลิตฟีนอลจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด
ด้วยความรู้ทางด้านการทดลองในระดับมัธยมปลายของซูหมัว เขาจึงสามารถจัดการขั้นตอนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งได้กรดซัลฟิวริกและฟีนอลในปริมาณเล็กน้อยมาครอบครอง
เขาจัดวางฟีนอลที่ผลิตได้ไว้ด้านหนึ่ง จากนั้นซูหมัวก็ลงมือผลิตกรดซัลฟิวริกหับกรดไนตริกในปริมาณมากต่อไป
เมื่อผลิตกรดซัลฟิวริกเพิ่มขึ้นมาได้อีกจำนวนหนึ่ง เขาก็เติมฟีนอลเข้าไป และได้สารฟีนอลไดซัลโฟนิกมาอย่างง่ายดาย
เขาหยิบกรดไนตริกขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง หลังจากนำสารฟีนอลไดซัลโฟนิกมาทำปฏิกิริยาแล้ว สารไตรไนโตรเครซอล หรือที่รู้จักกันดีในนาม "กรดพิคริก" ก็เสร็จสมบูรณ์!
เมื่อมองดูผงสีเหลืองอ่อนอันสดใสตรงหน้า ซูหมัวจึงขยับไหล่ที่เริ่มรู้สึกเมื่อยล้าเล็กน้อยไปมา
ขั้นตอนการผลิตทั้งหมดนี้เรียบง่ายมาก อีกทั้งยังได้รับผลลัพธ์จากประสิทธิภาพและความจดจ่อของโต๊ะทำงานช่วยเสริม ซูหมัวจึงใช้เวลาไปไม่ถึงสองชั่วโมงก็สามารถผลิตได้สำเร็จ
กรดพิคริกที่ดูธรรมดาๆ ตรงหน้านี้ มีอานุภาพทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว!
อานุภาพของดินปืนดำมีเพียงหนึ่งในสิบของระเบิดแอมโมเนียมไนเตรต และอานุภาพของระเบิดแอมโมเนียมไนเตรตก็มีเพียงหนึ่งในสิบของกรดพิคริก นั่นหมายความว่ากรดพิคริกน้ำหนัก 0.5 กิโล จะมีอานุภาพเทียบเท่ากับแอมโมเนียมไนเตรตน้ำหนัก 5 กิโล และเทียบเท่ากับดินปืนดำถึง 50 กิโลเลยทีเดียว!
กรดพิคริกมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงยิ่งกว่าระเบิดทีเอ็นทีเสียอีก ในบรรดาระเบิดยุคปัจจุบัน ความรุนแรงของระเบิดทีเอ็นทีที่ใช้ในงานพลเรือนจะอยู่ที่ประมาณ 8-13 หน่วย ส่วนกรดพิคริกจะอยู่ที่ประมาณ 116 หน่วย!
แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการเปรียบเทียบ "ความรุนแรง" ทว่าอานุภาพของระเบิดแรงสูงย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดินปืนดำจะสามารถนำมาเปรียบเทียบได้เลย!
ถึงแม้จะไม่มีอานุภาพทำลายล้างสูงถึง 100 เท่า แต่อานุภาพระดับ 80-90 เท่า ย่อมต้องมีอย่างแน่นอน
ในความเป็นจริงแล้ว ระเบิดซีโฟร์ที่ทหารหน่วยรบพิเศษในศตวรรษที่ 21 ใช้งาน ก็มีอานุภาพทำลายล้างมากกว่ากรดพิคริกเพียงไม่เท่าไร!
เขาบรรจุกรดพิคริกทั้งหมดลงในถ้วยไม้ใบเล็กอย่างระมัดระวัง แล้วนำไปวางไว้ในจุดที่ยากจะสัมผัสโดน จากนั้นซูหมัวก็หยิบก้อนเหล็กออกมาเพื่อเริ่มขั้นตอนสุดท้าย
การสร้างลูกดอกหน้าไม้สำหรับบรรจุกรดพิคริก!
หากต้องการเข้าไปต่อสู้กับพวกสัตว์ประหลาดที่กระดูกสันหลังหักสะบั้น แต่ยังสามารถเคลื่อนไหวได้ในโบราณสถาน การใช้ลูกดอกหน้าไม้ธรรมดาย่อมไม่มีประโยชน์ แม้จะยิงเข้าที่หัว ทว่าสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นก็ยังคงสามารถพุ่งเข้าโจมตีได้อย่างไม่เกรงกลัวความตาย
แต่หากบรรจุกรดพิคริกไว้ที่หัวลูกดอก ขอเพียงแค่ใช้ปริมาณเพียงไม่กี่สิบกรัม เมื่อเกิดแรงเสียดทาน แรงสั่นสะเทือน หรือแรงกระแทก มันก็จะระเบิดอานุภาพทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวออกมาทันที!
อย่าว่าแต่สัตว์ประหลาดเลย แม้แต่แผ่นเหล็กหนาก็ต้องถูกระเบิดจนฉีกขาดและพังยับเยิน!
เขาหยิบน้ำพลังไซออนิกแก้วใหญ่ขึ้นมาดื่มอึกๆ จากนั้นก็สวมแขนกลกลไก ซูหมัวเริ่มลงมือผลิตลูกดอกหน้าไม้อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากเป็นการใช้งานในระยะประชิด ลูกดอกหน้าไม้จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการขัดเกลาอย่างประณีตมาก ขอเพียงแค่สามารถยิงได้อย่างมั่นคงในระยะ 20 เมตร ก็ถือเป็นของระดับดีเยี่ยมแล้ว
หลังจากใช้เวลาไปอีกครึ่งชั่วโมง ซูหมัวก็ผลิตลูกดอกหน้าไม้เสร็จสิ้นจำนวน 10 ดอก