- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นยอดจอมยุทธ์อัจฉริยะ
- บทที่ 40 - ความกังวล
บทที่ 40 - ความกังวล
บทที่ 40 - ความกังวล
บทที่ 40 - ความกังวล
เจียงผิงมองดูอัจฉริยะผู้เย่อหยิ่งจองหองผู้นี้ ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดดี
เหตุใดพอเห็นสตรีเข้าหน่อยก็ถึงกับก้าวขาไม่ออก แถมยังยอมลดตัวไปจูงม้าให้สตรีอีก
เอาเถอะ มีคนมาแย่งงานไปทำ เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร พอดีเลย จะได้สบายตัวขึ้น
"ได้สิ" เขาพยักหน้าตอบรับอย่างยินดี ทำให้ฟางหย่งรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาเตรียมใจที่จะโต้เถียงหรือแม้กระทั่งลงไม้ลงมือไว้แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับยอมแพ้ง่ายๆ เช่นนี้หรือ?
ทว่าเรื่องนี้ก็ทำให้ฟางหย่งถอนหายใจอย่างโล่งอก กระทั่งรู้สึกดีใจอยู่บ้าง สายตาที่มองเจียงผิงก็ดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย
เจียงผิงไม่เข้าใจความคิดอ่านของอีกฝ่าย จึงเบี่ยงตัวเดินกลับเข้าห้องไป
...
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ฟางหย่งก็รีบวิ่งไปจูงม้าเหงื่อโลหิตมาที่หน้าประตูจุดพักม้าอย่างกระตือรือร้น
หลิ่วเหวินเซิงมองดูฟางหย่งที่กำลังหน้าบานเป็นกระด้ง อดไม่ได้ที่จะเอาศอกถองเจียงผิงเบาๆ "ช้าก่อน! เจ้ามอบหน้าที่จูงม้าให้เขาไปแล้วหรือ?"
"ทำไมล่ะ เจ้าอยากจะจูงม้าตัวนั้นด้วยหรืออย่างไร?" เจียงผิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง อีกฝ่ายส่ายหน้า "ข้าก็อยากจะเข้าไปทักทายแม่นางสกุลเฉินอยู่หรอกนะ แต่นางไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองข้าเลยด้วยซ้ำ"
"ข้าก็บอกแล้วไง ว่าแม่นางผู้นั้นค่อนข้างรู้สึกต่ำต้อย"
"..." หลิ่วเหวินเซิง
ยามนี้ แม่นางสกุลเฉินบังเอิญเดินผ่านพวกเขาสองคนไป สาวใช้ที่อยู่ด้านหลังหันขวับมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เจียงผิง "คุณหนูของข้าไม่ได้รู้สึกต่ำต้อยเสียหน่อย"
ไม่นานนัก
คณะเดินทางก็เร่งรีบออกเดินทาง
ฟางหย่งเดินนำหน้าคอยจูงม้าให้แม่นางสกุลเฉิน พลางสนทนาอย่างกระตือรือร้นไปตลอดทาง
ส่วนเจียงผิงก็ผ่อนคลายลงมาก เดินเคียงข้างผู้คุ้มภัยหวงอยู่รั้งท้ายขบวน ท่าทางดูสบายอกสบายใจตลอดทาง
เขายังพยายามแบ่งสมาธิ เดินทางไปพลางฝึกเพลงกระบี่ในห้วงความคิดไปพลาง
ทว่าสถานการณ์เช่นนี้กลับดำเนินไปได้ไม่นานนัก
ผ่านไปครึ่งชั่วยามกว่า แม่นางสกุลเฉินก็ดึงบังเหียนม้าให้หยุด แล้วเรียกผู้คุ้มภัยหวงเข้าไปหา
ครู่ต่อมา เชือกจูงม้าก็กลับมาอยู่ในมือของเจียงผิงที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตก
เขากำลังฝึกกระบี่อยู่แท้ๆ เหตุใดเชือกเส้นนี้ถึงกลับมาอยู่ในมือเขาได้ล่ะ?
แม่นางสกุลเฉินเป็นคนสงวนคำพูด ทว่าเป็นสาวใช้ที่บ่นกระปอดกระแปดออกมาประโยคหนึ่งว่า "ฟางหย่งผู้นั้นเสียงดังหนวกหูเกินไป"
เจียงผิงพลันกระจ่างแจ้งในทันที
ด้านหลัง
ฟางหย่งที่เดิมทีมองเจียงผิงด้วยสายตาอ่อนโยน กลับบังเกิดความคับแค้นใจขึ้นมาบ้าง สุดท้ายก็เป็นผู้คุ้มภัยหวงที่เข้ามาอธิบายประโยคหนึ่งว่า "เจ้ากับแม่นางสกุลเฉินเพิ่งจะพบกันเป็นครั้งแรก ยังไม่คุ้นเคยกัน ไม่ควรจะผลีผลามเช่นนี้"
หวงโหย่วเหรินกล่าวอย่างอ้อมค้อม ทว่าฟางหย่งกลับเข้าใจได้ในทันที รู้ว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกว่าเขาพูดมากเกินไป ทำตัวตีสนิทจนเกินงาม เขาจึงรีบเอ่ยว่า "ผู้คุ้มภัยหวง ข้าจะปรับปรุงตัว ท่านช่วยไปอธิบายให้แม่นางสกุลเฉินฟังได้หรือไม่ ขอให้ข้าสลับตัวกับเจียงผิงกลับมาเหมือนเดิม"
"เรื่องนี้..." ผู้คุ้มภัยหวงรู้สึกอับจนถ้อยคำ คล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใดทว่าก็หยุดชะงักไป
ที่เขามาอธิบายให้ฟางหย่งฟัง ก็เพราะไม่อยากให้คนผู้นี้เกิดความบาดหมางกับเจียงผิง เกรงว่าคนที่เขาชื่นชมจะถูกอัจฉริยะผู้นี้ริษยาเอาได้
ทว่า เขาก็ไม่อยากไปล่วงเกินแม่นางสกุลเฉินผู้นั้นยิ่งกว่า
ท้ายที่สุด ฟางหย่งก็ทำได้เพียงยืนมองเจียงผิงจูงม้าให้โฉมงามด้วยตาปริบๆ แล้วไประบายความไม่สบอารมณ์ใส่เหล่าผู้ช่วยคุ้มภัยแทน
เหล่าผู้ช่วยคุ้มภัยต่างพากันร่ำไห้ไร้น้ำตา พวกเขาไปเหยียบตาปลาใครเข้าหรือ ทั้งที่ไม่ได้ทำอันใดผิดแท้ๆ กลับต้องมาโดนอัจฉริยะผู้นี้ตะคอกใส่
"เด็กคนนี้ยังต้องได้รับการขัดเกลาอีกมาก" ผู้คุ้มภัยหวงมองดูฟางหย่งที่กำลังทำตัวกร่างวางอำนาจ ลอบคิดในใจ
...
เวลาล่วงเลยไป
จวบจนพลบค่ำ ในที่สุดเจียงผิงและคณะก็เดินทางมาถึงตัวอำเภออวิ๋น
"เล็กกว่าที่คิดไว้มากทีเดียว" หลิ่วเหวินเซิงมองดูถนนหนทางที่จอแจ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมา
"อำเภอนี้ค่อนข้างแร้นแค้น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนของผู้ฝึกยุทธ์หรือฝีมือ ล้วนเทียบเมืองหยางของพวกเราไม่ได้เลย" ผู้คุ้มภัยหวงเอ่ยปาก จากนั้นก็หันไปสั่งการทุกคนว่า "เอาสินค้าไปส่งให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยไปกินข้าวพักผ่อนสักครู่ จากนั้นเราจะเดินทางกันต่อ"
"ไม่พักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมหรือ? เดินทางมาทั้งวันแล้วนะ" ฟางหย่งที่ในที่สุดก็หาโอกาสไปจูงม้าให้แม่นางสกุลเฉินได้ เอ่ยถามขึ้นมา แม้ว่าแม่นางสกุลเฉินจะไม่ได้อยู่บนหลังม้าแล้วก็ตาม
"ตอนกลางคืนเดินทางล่องเรือ สามารถพักผ่อนบนเรือได้เลย" สาวใช้ของตระกูลเฉินเป็นผู้ตอบ เห็นได้ชัดว่า นางกับคุณหนูของนางไม่ได้เดินทางไกลเป็นครั้งแรก จึงคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี
หลังจากนั้น
เหล่าผู้คุ้มภัยอาวุโสพากันนำผู้ช่วยคุ้มภัยไปส่งสินค้า ฟางหย่งอ้างว่าจะคอยคุ้มกันแม่นางสกุลเฉิน เจียงผิงและหลิ่วเหวินเซิงที่เพิ่งเคยเดินทางไกลเป็นครั้งแรก รู้สึกแปลกใหม่กับทุกสิ่งทุกอย่าง จึงพากันเดินเตร็ดเตร่ชมเมือง
เมื่อถึงเวลานัดหมาย ทั้งสองถึงได้ยอมเดินไปที่จุดรวมพลอย่างเสียดาย
เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าเหลาอาหาร เจียงผิงก็เห็นผู้คุ้มภัยหวงกำลังอ่านจดหมายฉบับหนึ่งอยู่ในมุมลับตาคน
หลังจากอ่านจบ อีกฝ่ายก็เผาจดหมายฉบับนั้นทิ้ง จากนั้นคิ้วของเขาก็ขมวดมุ่น
เจียงผิงเพิ่งจะเกิดความสงสัย ก็ถูกอีกฝ่ายดึงตัวไปหลบมุม กระซิบเสียงต่ำว่า "เส้นทางล่องเรือแม้จะปลอดภัยกว่ามาก ทว่าก็มี 'ลิงน้ำ' ที่หากินอยู่บนผืนน้ำเช่นกัน ฝีมือของพวกมันไม่เลวเลย ซ้ำยังเชี่ยวชาญการว่ายน้ำ สำนักคุ้มภัยหลายแห่งต่างก็หมดปัญญาจะรับมือ"
"ที่สำคัญก็คือ หัวหน้ากลุ่มโจรลุ่มน้ำพวกนี้ เป็นสหายเก่าแก่กับหัวหน้าผู้คุ้มภัยคนหนึ่งของสำนักคุ้มภัยเฉิงเฟิง ภายใต้สถานการณ์ปกติ แม้จะไม่ถึงขั้นเกิดความขัดแย้งกับพวกเรา ทว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เจ้าไม่ต้องสนใจสิ่งใดทั้งสิ้น มีหน้าที่วิ่งหนีสุดชีวิตก็พอ รักษาชีวิตให้รอด"
"น่าเสียดายที่เจ้ามีรายชื่ออยู่ในขบวนคุ้มกันสินค้าครั้งนี้แล้ว ไม่สามารถทำตัวเป็นทหารหนีทัพได้ มิเช่นนั้นตอนนี้ข้าคงไล่เจ้ากลับบ้านไปแล้ว"
เจียงผิงรู้สึกตื้นตันใจเป็นล้นพ้น อีกฝ่ายดูเหมือนจะมองเขาเป็นลูกหลานในครอบครัวที่ต้องคอยปกป้องดูแลไปแล้ว
เขามองเห็นความกังวลในดวงตาของผู้คุ้มภัยหวง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามถึงสาเหตุ ทว่าอีกฝ่ายกลับส่ายหน้า "เกี่ยวข้องกับความลับ ไม่อาจแพร่งพรายได้"
เจียงผิงนิ่งเงียบไปเล็กน้อย เอ่ยถามว่า "ฝีมือของหัวหน้าโจรผู้นั้นอยู่ในระดับใดหรือขอรับ?"
"ขั้นแปด ฝีมือสูสีกับหัวหน้าผู้คุ้มภัยเหลียง"
เจียงผิงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกในใจ ขั้นแปดปะทะขั้นแปด เขาย่อมเป็นต่อ
จากนั้น หลังจากกำชับเจียงผิงเสร็จ ผู้คุ้มภัยหวงก็เดินไปหาฟางหย่ง ผลคืออีกฝ่ายกลับเอ่ยอย่างผ่าเผยว่า "ในเมื่อเป็นผู้คุ้มภัยแล้ว จะหวาดหวั่นต่ออันตรายไปไย?"
กล่าวจบ อัจฉริยะผู้ไม่รู้จักโลกกว้างผู้นี้ยังปรายตามองแม่นางสกุลเฉินแวบหนึ่ง เอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า "ฟางหย่งผู้นี้ ไม่หวาดหวั่นต่อโจรผู้ร้ายแต่อย่างใด!"
"ชอบโอ้อวดเสียจริง" หลิ่วเหวินเซิงเบ้ปาก
ส่วนเจียงผิงนั้นลูบปลายคางพลางขบคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน
...
รัตติกาลคืบคลานเข้ามา แสงดาวระยิบระยับ
เจียงผิงและคณะเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง
พวกเขาโดยสารเรือสินค้าลำใหญ่ ล่องเรือทวนน้ำมุ่งหน้าไปยังสถานีที่สอง
เดินทางไปได้ครึ่งทาง เรือสินค้าก็หยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
เจียงผิงที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เส้นทางเบื้องหน้าถูกเรือรบขนาดใกล้เคียงกันสองลำขวางทางเอาไว้
บนเรือทั้งสองลำมีแสงไฟสว่างไสว ย้อมผืนน้ำจนกลายเป็นสีแดงฉาน เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นค่อยๆ ใกล้เข้ามา
"เป็นเรือของพรรควารีทมิฬ!" มีลูกค้ากรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
"เร็วเข้า ทุกคนตามข้ามา!" สีหน้าผู้คุ้มภัยหวงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบเอ่ยเสียงต่ำในทันที
จากนั้น คนกลุ่มหนึ่งก็ไปเบียดเสียดกันอยู่ในห้องพักห้องหนึ่ง
เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ แล้ว ผู้มาใหม่ทั้งสามคนที่เพิ่งเคยออกคุ้มกันสินค้าเป็นครั้งแรก ล้วนอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง
ผู้คุ้มภัยหวงยิ้มเจื่อนๆ เอ่ยว่า "การคุ้มกันสินค้าก็คือเรื่องของมนุษยสัมพันธ์และมารยาททางสังคม ทว่าเมื่อพวกเราเจอโจร หากเลี่ยงได้ก็ต้องเลี่ยง เช่นนี้ก็จะได้ไม่สูญเสียเงินทองไปมากมาย หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ค่อยออกไปเผชิญหน้าก็ยังไม่สาย"
"นี่มันจะอัดอั้นตันใจเกินไปแล้ว พวกเราทำสิ่งใดล้วนเปิดเผยเที่ยงธรรม ทว่ากลับต้องมาคอยหลบซ่อนพวกลิงน้ำพวกนี้เนี่ยนะ" ฟางหย่งเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
"สถานการณ์บังคับ ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็เพื่อจะได้หาเงินได้มากขึ้น หากลดความยุ่งยากในครั้งนี้ลงไปได้ พวกเจ้าก็จะได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นนะ" ผู้คุ้มภัยหวงหัวเราะขื่น คล้ายกับว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องหลบซ่อนตัวเช่นนี้
ไม่ไกลออกไป สีหน้าของแม่นางสกุลเฉินยังคงเรียบเฉย ดูเหมือนจะชินชากับเรื่องเช่นนี้แล้ว ทว่าเป็นสาวใช้ข้างกายที่ดูตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก "การท่องยุทธภพนี่ช่างสนุกเสียจริง"
ตึก ตึก ตึก!
ด้านนอก บนดาดฟ้าเรือ เสียงฝีเท้ามากมายดังกึกก้อง ดูเหมือนว่าคนของพรรควารีทมิฬจะขึ้นมาบนเรือสินค้าแล้ว ก่อให้เกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้นมา
จากนั้น ก็มีเสียงพูดคุยดังขึ้น ดูเหมือนเจ้าของเรือสินค้ากำลังสนทนากับพวกโจรลุ่มน้ำ
"ไสหัวไป!" เสียงคำรามดังขึ้นอย่างกะทันหัน ดูเหมือนโจรลุ่มน้ำจะไม่ยอมไว้หน้า ซ้ำยังตะโกนเสียงดังลั่นว่า "คนของสำนักคุ้มภัยซื่อไห่ อย่ามัวแต่หดหัวเป็นลูกเต่าอยู่เลย ท่านตาของพวกเจ้ารู้ว่าพวกเจ้าอยู่บนเรือ ออกมาซะเถอะ"
"รังแกกันเกินไปแล้ว!" ฟางหย่งถูกยั่วยุจนเดือดดาล เตรียมจะก้าวออกไปในทันที
(จบแล้ว)