- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นยอดจอมยุทธ์อัจฉริยะ
- บทที่ 14 - เอ่ยเร็วเกินไปแล้ว
บทที่ 14 - เอ่ยเร็วเกินไปแล้ว
บทที่ 14 - เอ่ยเร็วเกินไปแล้ว
บทที่ 14 - เอ่ยเร็วเกินไปแล้ว
"โอ้?" เจียงผิงเลิกคิ้วขึ้น
ตกลงว่าวิชาบำรุงกายมันฝึกยากหรือไม่ยากกันแน่ เหตุใดเพิ่งจะหกวัน ก็มีคนถึงสองคนที่สามารถบรรลุขั้นที่สองได้แล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มิใช่ว่าในอีกไม่ช้าก็จะมีคนทะลวงผ่านขั้นที่สี่จนกลายเป็นผู้คุ้มภัยได้หรอกหรือ
แน่นอนว่า เขาเห็นได้ชัดว่าไม่ได้นับรวมตนเองเข้าไปด้วย ท้ายที่สุดแล้วในเช้าวันนี้เจียงผิงก็สามารถทะลวงวิชาบำรุงกายไปจนถึงขั้นที่ห้าได้แล้ว ทว่าเขากลับมองว่าคนสองคนที่เพิ่งจะบรรลุระดับสองนั้นมีความเร็วในการฝึกฝนที่รวดเร็วจนเกินไป
เป็นคนอย่าได้ลำเอียงให้มันมากนักจะได้หรือไม่!
ด้านข้าง หลิ่วเหวินเซิงย่อมมองไม่ออกว่าเจียงผิงกำลังคิดอันใดอยู่ในเวลานี้ คิดไปว่าอีกฝ่ายคงตกตะลึงจนพูดไม่ออก จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างได้ใจว่า "คิดไม่ถึงล่ะสิ"
"อืม เช่นนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับพี่หลิ่วด้วย" เจียงผิงตอบกลับ
"ไปกันเถิด ประเดี๋ยวจะต้องมีการทดสอบพลังหมัดอีกแล้ว"
......
ครู่ต่อมา
ณ ลานฝึกยุทธ์
คนนับร้อยยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ยืนตัวตรงแน่ว ทว่าสีหน้าของพวกเขากลับแตกต่างกันออกไป บ้างก็คาดหวัง บ้างก็ตึงเครียด
และเบื้องหน้าของพวกเขา หัวหน้าผู้คุ้มภัยเหลียงยืนตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม ผู้คุ้มภัยหวงที่อยู่ด้านข้างได้เปิดสมุดบัญชีปกเหลืองออกแล้ว และขานชื่อแรกออกมา "จางซาน!"
จางซานก้าวออกจากฝูงชนในทันที เขาฝืนยิ้ม ดูเหมือนจะรู้ผลการทดสอบของตนเองอยู่แล้ว
และคำตอบก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง เมื่อหัวหน้าผู้คุ้มภัยเอ่ยคำว่า 'หนึ่งร้อยสี่สิบหกจิน' ออกมา ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน ผู้คุ้มภัยหวงไม่ได้ปลอบใจเขา กลับเอ่ยด้วยสีหน้ารังเกียจว่า "แย่เกินไปแล้ว กินเนื้อวัวของสำนักคุ้มภัยข้าไปตั้งมากมาย แต่กลับมีพลังหมัดเพิ่มขึ้นมาเพียงสี่จิน ห่างไกลจากเกณฑ์มาตรฐานในการเข้าสู่ระดับแรกนัก เจ้ากลับไปแล้วก็ลองพิจารณาหาทางออกอื่นดูเถิด"
เมื่อได้ยินดังนั้น จางซานก็เดินกลับเข้าไปในฝูงชนด้วยความสิ้นหวัง
และหลังจากที่เขาจากไป ผู้คุ้มภัยหวงก็ไม่ได้เรียกชื่อคนต่อไปในทันที ทว่ากลับกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วแค่นเสียงเย็นชา "เนื้อวัวของสำนักคุ้มภัยเราแม้มันจะหอมหวาน ทว่าพวกเจ้าอย่าได้คิดว่าจะสามารถเสวยสุขไปได้จนกว่าการทดสอบจะสิ้นสุดลง หากอยากกินมื้อเที่ยงฟรีๆ ก็ต้องแสดงฝีมือออกมาให้เห็น ยามนี้ข้าขอแจ้งให้พวกเจ้าทราบอย่างเป็นทางการ หลังจากการทดสอบในครั้งหน้า ผู้ใดที่ยังไม่บรรลุวิชาบำรุงกายระดับแรก จะไม่ได้รับอาหารเสริมฟรีอีกต่อไป รวมถึงข้าวสวยด้วย!"
สิ้นคำพูดนี้ ฝูงชนก็เดือดดาลขึ้นมาในทันที
หลายคนมีสีหน้าตื่นตระหนก ความกดดันที่มองไม่เห็นทวีคูณขึ้นในฉับพลัน
"ไหนบอกว่ามีอาหารและที่พักให้ฟรี ไฉนจู่ๆ ถึงไม่ให้แล้ว หากไม่มีอาหารเสริม แล้วพวกเราจะเอาอะไรมาบำรุงการฝึกเล่า" มีคนหน้าถอดสี ไม่ยอมรับเรื่องนี้
"นั่นน่ะสิ ข้าเข้าใกล้เกณฑ์มาตรฐานที่จะบรรลุระดับแรกแล้ว หากในช่วงสามวันนี้ยังไม่สามารถทะลวงด่านได้ มิใช่ว่าจะไม่มีเนื้อให้บำรุงร่างกายแล้วหรือ" หลายคนรู้สึกไม่พอใจกับคำกล่าวของผู้คุ้มภัย มองว่าข้อกำหนดนี้ออกจะเข้มงวดเกินไป นี่เพิ่งจะฝึกไปได้แค่หกวัน เมื่อนำมารวมกันก็เป็นเพียงเก้าวันเท่านั้น หากมีคนเริ่มต้นได้ช้าเล่าจะทำอย่างไร
แน่นอนว่า มีคนไม่ยอมรับการตัดสินใจนี้ และก็มีคนที่มองว่ามันสมเหตุสมผล
"คนไม่เอาถ่านอย่าพาลโทษว่าถนนไม่เรียบ เวลาเก้าวันยังไม่พออีกหรือ พวกเจ้ายังต้องการเวลาอีกเท่าใดในการเข้าสู่ระดับแรก หนึ่งเดือนหรือ หนึ่งปีหรือ ไม่มีพรสวรรค์ก็คือไม่มีพรสวรรค์ สมควรจะยอมรับความจริงได้ตั้งนานแล้ว" ซุนเจิ้งเอ่ยด้วยสีหน้าเย้ยหยัน ท่าทีประหนึ่งกำลังก้มมองผู้อื่นจากเบื้องบน ยามเอ่ยปากก็ยังอดไม่ได้ที่จะปรายตามองพวกหลัวต้าหนิวอยู่หลายครา
พวกหลัวต้าหนิวมีสีหน้าสลับซับซ้อน แม้คำพูดของหลานชายผู้นี้จะระคายหู ทว่ามันก็คือความจริง
สำนักคุ้มภัยยินดีปลุกปั้นพวกเขาก็ถือเป็นความเมตตาแล้ว หากคิดจะกอบโกยเอาแต่ได้อยู่ร่ำไป ก็ดูจะฟังไม่ขึ้น พวกเขาไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องให้อาหารเสริมฟรีตลอดไป
"หากผู้ใดไม่พอใจกับมตินี้ ก็ก้าวออกมาได้เลย" เวลานี้ ผู้คุ้มภัยหวงก็กวาดสายตามองทุกคนพร้อมกับแค่นเสียงเย็นชา
ในชั่วพริบตา ทุกคนก็เงียบกริบ
พวกเขาสถานะต่ำต้อยไร้กำลัง จะกล้าขัดขืนความประสงค์ของสำนักคุ้มภัยได้อย่างไร
"หากไม่มีความเห็นใดๆ ก็ทำต่อไป หลี่ซื่อ" ผู้คุ้มภัยหวงเอ่ย
เมื่อการทดสอบดำเนินต่อไป บรรดาชายหนุ่มก็ได้รับการทดสอบผลลัพธ์ทีละคน
ผู้ที่บรรลุวิชาบำรุงกายระดับแรกมีไม่น้อย ทว่าผู้ที่ยังไม่บรรลุก็ยังคงเป็นคนส่วนใหญ่
และในบรรดาคนเหล่านี้ ก็ยังไม่มีผู้ใดที่สามารถก้าวไปถึงระดับสองได้เลย
จนกระทั่งถึงคิวของซุนชี
เมื่อชื่อของคนผู้นี้ดังขึ้น บรรยากาศก็เริ่มอื้ออึงขึ้นมาในทันที
"นี่คือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเรา คนแรกที่บรรลุระดับแรกก็คือเขา คนแรกที่ทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สองก็คือเขา เขาคงไม่ได้คิดจะยึดครองอันดับหนึ่งเรื่องพลังหมัดไปจนจบการทดสอบหรอกกระมัง" มีคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวปรี๊ด
"นั่นสหายข้า!" ซุนเจิ้งมีสีหน้าภาคภูมิใจ ร่วมรับเกียรติยศไปด้วย ท่าทางตื่นเต้นเป็นพิเศษ เสียงก็ดังกังวาน ประหนึ่งกลัวว่าผู้อื่นจะไม่รู้
ปัง!
ครู่ต่อมา ซุนชีก็ซัดหมัดที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา
"สองร้อยห้าสิบสามจิน!" เสียงของหัวหน้าผู้คุ้มภัยดังขึ้น ทำให้หลายคนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
พลังหมัดระดับนี้ เกรงว่าคนธรรมดาหากโดนเข้าไปสักหมัดก็คงต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่
"อืม รักษามาตรฐานต่อไป" ผู้คุ้มภัยพยักหน้าเล็กน้อย
"ซุนชีจะทำตามนั้น" ซุนชีประสานมือคารวะ ดูไม่ถ่อมตัวและไม่หยิ่งยโส ทว่ายามที่เขาหันไปเผชิญหน้ากับฝูงชน ก็อดไม่ได้ที่จะเผยความเย่อหยิ่งออกมาเล็กน้อย
"พี่เจ็ดคืออันดับหนึ่ง!" ซุนเจิ้งยกนิ้วโป้งให้ ในครั้งนี้เขาปรายตามองเจียงผิงที่อยู่ด้านหลังอย่างท้าทาย
......
"ฟางหย่ง" ผู้คุ้มภัยหวงขานชื่อ ในขณะเดียวกันก็กวาดสายตามองไปทางฝูงชน
ไม่นานนัก ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งก็เดินออกมา
เขาไม่มีอาการตื่นตระหนกดังเช่นครั้งก่อน บนใบหน้ากลับมีความคาดหวังปรากฏอยู่
เมื่อผลการทดสอบออกมา
"สองร้อยยี่สิบสองจิน!"
"ซี๊ด!" เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นไม่ขาดสาย หลายคนมีสีหน้าตกตะลึง
"หากข้าจำไม่ผิด พลังหมัดคราวก่อนของเขาอยู่ที่ร้อยเจ็ดสิบกว่าจิน จู่ๆ พลังหมัดก็พุ่งทะยานขึ้นมาถึงห้าสิบจินเลยเชียวหรือ"
"คนผู้นี้ก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สองแล้วเช่นกัน ทั้งยังไม่เอะอะโวยวาย รอจนถึงยามนี้ค่อยเปิดเผยออกมา"
ทุกคนกระซิบกระซาบกัน ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ
"หืม?" ซุนชีเองก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด จ้องมองฟางหย่งตั้งแต่หัวจรดเท้า
"คนผู้นี้จะดูแคลนมิได้เลย" หลิ่วเหวินเซิงลอบคิดในใจ
เมื่อได้ยินผลลัพธ์นี้ เฉียนเต๋อเล่อกับซุนเจิ้งกลับรู้สึกดีใจอยู่บ้าง ซุนเจิ้งแค่นเสียงเย็นชาว่า "อันดับห้ากำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว เจียงผิงต้องสละตำแหน่งแล้ว!"
พูดจบ เขาก็หันกลับไปมองอีกครา พบว่าเจียงผิงยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง ในใจก็ยิ่งรู้สึกสะใจอย่างหาที่สุดมิได้
เบื้องหน้า ฟางหย่งยืนตัวตรงแน่ว เอ่ยยิ้มๆ "ผู้คุ้มภัยหวง วิชาบำรุงกายนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ยากเย็นอันใดเลยนี่ขอรับ"
สิ้นคำพูดนี้ ฝูงชนก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาในทันที บางคนมองว่าฟางหย่งดูจะโอ้อวดเกินไป ทว่าบางคนก็รู้สึกว่าคำพูดของเขามีเหตุผลอยู่บ้าง ท้ายที่สุดแล้วเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็มีคนทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สองได้ถึงสองคนแล้ว วิชาบำรุงกายดูเหมือนจะไม่ได้ฝึกยากอย่างที่เล่าลือกันเลย
ส่วนผู้คุ้มภัยหวงก็ไม่อธิบายอันใด เอ่ยเพียงว่า "จงรักษาความก้าวหน้านี้ไว้ต่อไป"
เมื่อฟางหย่งเดินกลับเข้าไป การทดสอบก็ดำเนินต่อไป
จ้าวลู่ซือที่เคยหลุดเข้าไปอยู่ในห้าอันดับแรกของพลังหมัดในช่วงเวลาสั้นๆ ได้กลับไปเป็นคนธรรมดาอย่างสมบูรณ์แล้ว เขายังคงไม่สามารถบรรลุระดับแรกได้ ถือเป็นการบานสะพรั่งเพียงชั่วข้ามคืน
"เจียงผิง!"
เมื่อชื่อของเจียงผิงถูกขานขึ้น หลิ่วเหวินเซิงก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบเสียงเบาว่า "พยายามเข้านะ หวังว่าครั้งนี้เจ้าจะไม่ทำให้พวกเราห้าอันดับแรกต้องขายหน้านะ"
เขาไม่ได้พูดอะไรมาก ทว่าความหมายในคำพูด ก็คือเขามองว่าเจียงผิงคงไม่สามารถรั้งตำแหน่งห้าอันดับแรกไว้ได้อีกต่อไปแล้ว
"ได้เลย" เจียงผิงพยักหน้ารับ บนใบหน้ามองไม่เห็นถึงความตึงเครียดเลยแม้แต่น้อย
"หืม?" เมื่อมองดูแผ่นหลังของเจียงผิงที่กำลังเดินไปเบื้องหน้า จู่ๆ เปลือกตาของหลิ่วเหวินเซิงก็กระตุกขึ้นมา ภายในใจเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
เดี๋ยวก่อน
เจ้าหมอนี่คงไม่ได้แอบทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สองอย่างเงียบเชียบอีกหรอกนะ?!
"พลังหมัดสองร้อยยี่สิบเจ็ดจิน!"
เมื่อเสียงประกาศดังขึ้น ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ส่งยิ้มให้หลิ่วเหวินเซิงที่อยู่ด้านข้างพลางเอ่ยว่า "พี่หลิ่ว ท่านเอ่ยเร็วเกินไปแล้วล่ะ"
"......." หลิ่วเหวินเซิง
หน้าของเขาแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย ดันมาตกม้าตายเพราะเจ้าหมอนี่อีกจนได้ ไฉนก่อนหน้านี้ถึงไม่ยอมปริปากบอกเขาสักคำเล่า
เบื้องหน้า
ในวินาทีที่ได้ยินผลการทดสอบพลังหมัด สีหน้าของซุนเจิ้งก็เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ภายในใจรู้สึกอึดอัดอย่างที่สุด
และในครั้งนี้ เขากลับไม่ได้รับคำปลอบใจจากสหายเก่า เฉียนเต๋อเล่อกลับมีสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยเตือนว่า "เจ้าจงเลิกใส่ใจเรื่องบาดหมางที่เคยเกิดขึ้นกับเขาก่อนหน้านี้เสียเถิด ต่อจากนี้หากพบหน้าเขา ทนได้ก็จงทน อย่าได้ไปหาเรื่องเขาอีกเป็นอันขาด"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของซุนเจิ้งก็ซีดเผือดลงในพริบตา
เขาเข้าใจได้ในทันที ว่าแม้แต่สหายเก่าของเขาก็ยังขลาดกลัวเสียแล้ว
"จริงสิ นี่คือสิ่งที่พี่ซุนชีฝากข้ามาบอกเจ้า หากมีเรื่องขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น เขาจะไม่ออกหน้าช่วย" เฉียนเต๋อเล่อกล่าวเสริมอีกประโยค ทำให้ซุนเจิ้งสั่นสะท้านไปทั้งตัวตามสัญชาตญาณ ท่าทางหวาดกลัวยิ่งนัก
(จบแล้ว)